เข้าสู่ระบบในห้องครัวมีเนื้อหมูก้อนใหญ่อยู่หนึ่งก้อนกับผักต่างๆ ไม่มากนักพอทำได้ไม่กี่เมนู มองดูรูปร่างแต่ละคนใหญ่โตขนาดนี้ มีของเพียงเท่านี้จะอิ่มกันหรือไม่ก็ไม่รู้ สิ่งที่นางพอจะนึกออกในตอนนี้คงไม่พ้นหมูผัดเปรี้ยวหวาน
"เจ้ามีชื่อว่าอย่างไร" ซินหลิงเสียเอ่ยถาม หยวนเย่ที่อยู่ห่างจากนางไม่ไกล เขาเลิกคิ้วพลางชี้นิ้วไปที่หน้าอกของตนเอง "ข้า หยวนเย่ เจ้ามีสิ่งใดจะถามหรือไม่" หยวนเย่บอกชื่อของตนเองพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้ "ก่อไฟให้ข้าที ข้าจะเตรียมของ" นางพูดเป็นเชิงสั่งทำให้หยวนเย่ขัดเคืองเล็กน้อย แต่ก็ยอมทำตามเพื่อแลกเปลี่ยนกับอาหารมื้อนี้และซินหลิงเสียเห็นว่าทั้งคู่ยังคงโอ้เอ้ไม่รีบจัดการเสียที หยวนเย่ทำหน้าตึงเดินมาก่อไฟตามที่นางบอกโดยไม่พูดสิ่งใด ซวนเซียวมองดูสหายที่ถูกสตรีแปลกหน้า หนำซ้ำยังเป็นเหมือนเชลยของที่นี่กำลังใช้งานสหายรักเขาก็อดอมยิ้มไม่ได้ ด้วยนิสัยใจคอของหยวนเย่ผู้นี้มิชอบให้ใครมาสั่ง เขารับฟังเพียงนายใหญ่แต่ผู้เดียวเท่านั้น "ดูหน้าเจ้าสิ บูดบึ้งจนดูไม่ได้แล้ว" ซวนเซียวพูดแหย่สหายเล่นๆ ทำให้หยวนเย่ต้องหันมาทำตาดุใส่เขาครั้งหนึ่ง "อย่าคิดมากน่า นางเป็นคนที่นายใหญ่ช่วยชีวิตเอาไว้ทำงานตอบแทนบุญคุณถูกต้องแล้ว นางอาจจะปรับตัวยังไม่ได้เผลอๆ คงเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่จากเมืองหลวงด้วยซ้ำ" ซวนเซียวพูดอย่างไม่ถือสา "เจ้าคิดว่านางเป็นสายลับให้กลุ่มโจรหรือไม่ หากไม่ใช่คุณหนูลูกผู้ดีแต่กลับเป็นนางนกต่อที่ถูกส่งมาล่ะจะว่าอย่างไร" หยวนเย่กระซิบกระซาบเหมือนระแวงเล็กน้อย "หัวหน้าใหญ่ไม่โง่หรอกน่า" ซวนเซียวดึงสติของเขาให้เลิกจินตนาการบ้าบอได้แล้ว ทั้งซวนเซียวและหยวนเย่ก่อไฟสองเตา อีกเตาหนึ่งใช้หุงข้าว เขาทั้งสองเป็นคนสนิทของเฟิ่งเซียนหยวนคอยติดตามไปทุกที่จึงจำเป็นต้องหุงข้าวได้ ส่วนการทำอาหารนั้นแทบไม่ได้เรื่องทั้งคู่ ซินหลิงเสียไร้หนทางปฏิเสธนางจึงจำใจต้องทำอาหารมื้อนี้อย่างฝืนอกฝืนใจ ในใจนึกอยากแกล้งเสียให้เข็ดแต่เห็นแก่มนุษยธรรมนางจะยอมไปก่อนก็แล้วกัน หยวนเย่และซวนเซียวเฝ้ามองดูการทำอาหารของซินหลิงเสียอย่างตกตะลึง นางลงมือล้างผักต่างๆ อย่างรวดเร็ว แล้วเริ่มจากหั่นหมูเป็นชิ้นบางพอดีเท่ากันทุกชิ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ การใช้มีดดูคล่องแคล่วผิดกับที่เคยพบมา ทำให้สองหนุ่มน้อยรู้สึกทึ่งกับการหั่นอย่างถูกวิธีมันทำให้หมูนุ่มน่ากิน นอกจากนั้นยังรู้จักการใช้สันมีดสับลงไปแทนคมมีดที่อาจทำให้เนื้อหมูไม่นุ่มจนเหนียว เสร็จจากนั้นก็หมักกับซีอิ๊วและเกลือ น้ำตาลทราย พร้อมตอกไข่แยกไข่ขาวไข่แดง เทเพียงไข่ขาวลงไปคลุกเคล้ากับหมูที่ผสมเครื่องปรุงพอดีอย่างชำนาญ สักครู่ก็ผสมไข่แดงลงไปคลุกอีก นางเหลือบไปเห็นสับปะรดวางอยู่สองชิ้น คงมีคนกินเหลือนางจึงหยิบมาหั่นแล้วบีบน้ำลงไปในหมูหมักเสียเลย เนื่องจากมีเวลาไม่มากจึงหมักไว้ได้ไม่นานเท่าที่ควร และต้องหั่นพริกหวานสีเหลืองสีแดง หั่นสับปะรดที่เหลืออีกทั้งแครอทมะเขือเทศ มองไปรอบๆ เห็นโถแก้วใสใส่ขิงดองนางจึงหยิบออกมาหั่นสามสี่แผ่นตามด้วยหั่นต้นหอมอย่างช่ำชอง การหั่นผักดูว่องไวแทบกระพริบตาไม่ทันจนสองหนุ่มยืนนิ่งมองหายใจแทบไม่ทันเลยทีเดียว "ไฟพร้อมแล้วใช่หรือไม่" นางตะโกนถามทำให้ซวนเซียวสะดุ้งโหยงได้สติก่อนจึงรีบตอบกลับไป "พร้อมตั้งนานแล้ว" ซวนเซียวกลับไปนั่งดูหม้อข้าวที่เริ่มสุกต่อ เขานำข้าวรินน้ำออก ใช้ไม้ขัดฝาหม้อแล้วนำมาตั้งไฟต่อเพื่อให้น้ำแห้ง แต่ต้องคอยดูไม่ให้คลาดสายตากันก้นหม้อข้าวไหม้ ซินหลิงเสียนำกระทะตั้งไฟ เทน้ำมันลงไปจนร้อนนำหมูหมักลงไปทอดเสียก่อนอย่างอื่น นางมองหาตะหลิวไม่เจอมีเพียงกระบวยขนาดใหญ่วางอยู่บนโต๊ะจึงนำมาคนหมูที่ทอดในน้ำมันแก้ขัดไปก่อน ซึ่งไม่รู้ว่าที่นี่มีตะหลิวใช้หรือไม่ นางลืมบางอย่างจึงฝากหยวนเย่คนหมูในกระทะรอ ส่วนตัวเองก็ไปผสมซอสในครัว ที่พบเจอตอนนี้มีโถซีอิ๊ว เหล้า เกลือ น้ำตาลทราย ซินหลิงเสียดมกลิ่นสักครู่ก็จัดการนำส่วนผสมทั้งสี่อย่างในปริมาณที่กะพอดีมารวมกันเพื่อนำไปผัดก่อน "ตักเนื้อหมูออกได้แล้ว" นางออกคำสั่ง หยวนเย่รีบตักขึ้นอย่างรวดเร็ว ซินหลิงเสียก็ผัดซอสต่อเพียงครู่เดียวแล้วนำมาใส่ถ้วยเอาไว้ "เอากระทะไปล้าง" นางสั่งอีกครั้งเขาจึงต้องทำตามเพราะใกล้ถึงเวลาอาหารเย็นเต็มที มิเช่นนั้นอาจจะไม่ทันการ ช่วงเวลาเดียวกันนางก็ผสมแป้งมันกับน้ำอย่างเร่งรีบ ทั้งสามคนวุ่นวายอยู่ในครัวช่วยกันเพื่อให้ทันเวลาเพราะหนุ่มน้อยรู้ดีว่านายใหญ่เป็นคนตรงต่อเวลาในทุกเรื่องไม่เว้นแม้แต่เรื่องอาหารทุกมื้อ นางลงมือผัดซอสเล็กน้อยแล้วยกขึ้นเทลงถ้วยอีกครั้ง "เอากระทะไปล้าง" นางยื่นกระทะพร้อมออกคำสั่งหยวนเย่ต่อ "หา ล้างอีกแล้ว นี่มันจะถึงเวลาแล้วรู้หรือไม่" เขาค้านขึ้นมาในทันทีเมื่อเห็นว่านางทำทีละอย่างเช่นนี้แล้วเมื่อไหร่จะเสร็จ "เร็วๆ สิ ล้างพอให้น้ำซอสนี้ออกก็พอไม่ต้องพิถีพิถันมาก" นางยื่นกระทะเข้าใกล้หยวนเย่แทบกระแทกหน้าของเขา หยวนเย่รับกระทะมาล้างลวกๆ แล้วส่งคืนให้ มองดูนางทำขั้นตอนต่อไป ซินหลิงเสียนำผักผัดน้ำมันพลิกกระทะไปมาอย่างคล่องแคล่วแล้วยกขึ้นมาพักไว้กันผักเหม็นเขียว จากนั้นนำซอสลงไปใส่ผักพร้อมนำแป้งมันลงไปคนเร็วๆ ใส่หมูทอดคลุกเคล้าสะบัดกระทะไปมาแล้วยกเทลงจานใบใหญ่อย่างรวดเร็ว "เสร็จแล้ว" กลิ่นของอาหารหอมหวลไปทั่วโรงครัวชวนให้น้ำลายสอ ช่วงเวลานั้นซวนเซียวก็หุงข้าวเสร็จพอดี ทั้งสองหนุ่มน้อยยกจานหมูผัดเปรี้ยวหวานกับหม้อข้าวไปที่ห้องอาหารเพื่อตั้งสำรับเวลาเลยมาเล็กน้อย พวกเขาพบนายใหญ่นั่งรออยู่แล้วด้วยสีหน้าเงียบขรึม ทั้งคู่เสียวสันหลังวาบที่มาช้าสงสัยวันนี้ไม่แคล้วได้ถูกทำโทษเป็นแน่ "ไปเรียกทุกคนมาเถอะ" เขาสั่งให้หยวนเย่ออกไปตามอีกสามคนมากินข้าวพร้อมกัน ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในหมู่บ้านพวกเขากินข้าวด้วยกันทุกมื้อไม่มีแบ่งแยกเจ้านายลูกน้องใดๆ เพื่อความเรียบง่ายและรวดเร็ว เนื่องจากมีภารกิจที่ต้องทำมัวมากพิธีทำตัวพิรี้พิไรไม่ได้ "ขอรับ" เมื่อทุกคนมาถึงก็จัดการตักข้าวและเริ่มกินอาหารกัน "วันนี้อาหารมีเพียงเท่านี้ขอรับ แม่ครัวจึงทำได้เพียงหนึ่งอย่าง" ซวนเซียวรายงานเฟิ่งเซียนหยวนสะดุดคำว่าแม่ครัว เพราะเขาได้ยินมาว่าป้าหลิวไม่สบายแล้วใครกันที่มาทำหน้าที่แทน ทีแรกเขาคิดว่าเป็นซวนเซียวกับหยวนเย่ซะอีกแต่พอพินิจหน้าตาอาหารที่ดูดีน่ากิน กลิ่นหอมหวลเตะจมูกชวนน้ำลายสอขนาดนี้คงไม่ใช่ฝีมือเจ้าหนุ่มน้อยสองคนนี้เป็นแน่เฟิ่งเซียนหยวนตื่นขึ้นมาในตอนเช้าตรู่ เห็นซินหลิงเสียกำลังหลับสบาย เขาไม่คิดรบกวนนางปล่อยให้นอนเงียบๆ เพียงดึงผ้าห่มคลุมให้กันหนาว แล้วไปอาบน้ำชำระร่างกายให้สดชื่น วันนี้เขามีเรื่องสำคัญที่ต้องทำองครักษ์หนุ่มออกไปภัตตาคารแต่เช้าพร้อมด้วยซวนเซียวและหยวนเย่"เรียบร้อยดีหรือไม่"เขาถามทั้งคู่"เรียบร้อยขอรับ"จบบทสนทนามีชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ท่าทางสะอาดและสุภาพคนหนึ่งเดินเข้ามาหาพร้อมกับทหารสี่นาย"คารวะซื่อจื่อ"เขาโค้งกายทำความเคารพอย่างอ่อนน้อมและดูคุ้นเคยกับเฟิ่งเซียนหยวน เมื่อสนทนาสักครู่จึงพาชายคนนั้นเข้าไปข้างในด้วยกันเขาเข้าพบเถ้าแก่และหลงจู๊ แจ้งว่าซินหลิงเสียขอลาออก"ท่านเป็นใครกันถึงกล้าลาออกแทนอาเสียข้าเห็นเขาทำงานมีความสุขดี"เถ้าแก่น้ำเสียงไม่พอใจเท่าใดนัก"อาเสียต้องกลับไปเมืองซันกับข้าโดยด่วนต้องขออภัยเถ้าแก่ที่แจ้งกะทันหัน ข้ามีพ่อครัวคนใหม่มาแทน ฝีมือไม่ด้อยไปกว่ากัน"เขานำตัวชายฉกรรจ์คนเมื่อครู่มาให้เถ้าแก่ดู อันที่จริงชายผู้นี้เป็นหนึ่งในพ่อครัวในจวนที่มีฝีมือดีมาก บ้านเกิดเขาอยู่ต้าเว่ยเพราะอยากกลับมาอยู่กับครอบครัวที่ห่างหายไปสิบกว่าปี เพื่อออกมาดูแลพ่อแม่วัยชราให้ใกล้
ไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นเขาจะพาตัวนางกลับมาเมืองซันให้ได้ เขายินดีทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ครอบครอง ครั้งก่อนเคยพลาดไปแล้วแต่คราวนี้เขาจะไม่ผิดพลาดซ้ำอีกเฟิ่งเซียนหยวนออกเดินทางไปยังภัตตาคารต้าเว่ยที่ซินหลิงเสียทำงานเป็นพ่อครัว เขาตั้งใจไปพบนางและรับตัวกลับเมืองซันด้วยกันโดยที่รู้ดีว่านางอาจไม่ยินยอม แต่คนอย่างเขาใช้ไม่อ่อนไม่ได้ผลก็มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น เพราะถึงอย่างไรไม่ว่าช้าเร็วนางต้องแต่งเข้าจวนอยู่แล้ว"เชิญนั่งตามสบายขอรับคุณชาย"หลงจู๊เข้ามาต้อนรับจัดโต๊ะที่ดีที่สุดให้เฟิ่งเซียนหยวน หยวนเย่และซวนเซียว"แน่ใจหรือขอรับซื่อจื่อว่านางจะยอม"ซวนเซียวลองออกความเห็น เฟิ่งเซียนหยวนกระตุกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ตอบ สองหนุ่มน้อย"ไม่ยอมจะทำอย่างไรได้เล่า"เขาสั่งอาหารที่แพงที่สุดในร้านสามอย่างกินอิ่มแล้วค่อยจัดการก็ยังไม่สายอาหารสามจานส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย ซวนเซียวและหยวนเย่ห่างหายจากรสชาตินี้ไปแสนนาน เมื่อได้ลองชิมคำแรกพลันทำให้อดคิดถึงพี่เสียของพวกเขาไม่ได้ อยากพบหน้านางเร็วๆ ให้หายคิดถึงเช่นกัน"ฝีมือยังอร่อยเหมือนเดิม"ซวนเซียวเอ่ยขึ้น"ข้าว่าอร่อยกว่าเดิมและจานนี้แกะสลักสวยงามมากจริ
เฟิ่งเซียนหยวนรักษาตัวจนหายดีจากฝีมือคนตัวแสบ เขาก็สะสางงานต่อทันที เรื่องของซินหลิงเสียเขาไม่เคยลืมยังคงหาทางทวงคืนความยุติธรรมให้นาง สมบัติทุกชิ้นของนางต้องกลับคืนสู่เจ้าของที่แท้จริงองครักษ์หนุ่มทูลขอฮ่องเต้เพื่อสืบเรื่องราวของจวนขุนนางซินและใช้อำนาจตรวจค้นภายในจวนได้อย่างถูกต้องรุ่นถิงที่กำลังเสวยสุขอยู่บนทรัพย์สินของซินหลินเสียอย่างฟุ่มเฟือย นอกจากไม่เก็บรักษาสมบัติให้ดียังขายบางส่วนของนางเพื่อใช้จ่ายโดยส่วนของตัวเองไม่ยอมแตะต้องแม้แต่น้อย"เรียนนายหญิง องครักษ์เฟิ่งขอเข้าพบเจ้าค่ะ"บ่าวรับใช้เข้ามารายงานถึงแขกที่ไม่ได้รับเชิญ รุ่นถิงรู้จักเขาเพราะชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือมานาน นึกเข้าข้างตัวเองว่าชายหนุ่มคงมีเรื่องดีๆ หรืออยากทำความรู้จักเพื่อสานสัมพันธ์ คงไม่แปลกในเมื่อตอนนี้นางเองก็ไม่มีสามี อายุมากกว่าสักหน่อยคงไม่ผิดธรรมเนียมใดกระมัง"เชิญที่ห้องโถงใหญ่ ประเดี๋ยวข้าออกไป"นางบอกกล่าวคนใช้แล้วจัดแจงดูแลความเรียบร้อยของตนเองเฟิ่งเซียนหยวนสำรวจดูภายในห้องรับแขกขนาดใหญ่ ขุนนางซินเป็นถึงราชครู ภายในจวนมีความกว้างขวาง ของประดับตกแต่งล้วนเป็นของดีทั้งสิ้น ทรัพย์สมบัติที่มีคงมากพ
ซินหลิงเสียเก็บอุปกรณ์และชวนคนงานลำเลียงของเตรียมเดินทางกลับ นางอำลาผู้ใหญ่และขอบคุณคุณชายเว่ยแล้วจึงเริ่มออกเดินทาง โดยให้ทุกคนนำหน้าไปก่อนส่วนนางเตรียมเข้าไปร่ำลาแม่ครัวเป็นสิ่งสุดท้าย"ซินหลิงเสีย"เสียงทุ้มดังขึ้นด้านหลังที่คุ้นเคยและนุ่มนวล ไม่เคยมีใครเรียกชื่อนี้นานแล้ว นางค่อยๆ หมุนกายกลับมาและต้องตกตะลึงคาดไม่ถึงกับคนตรงหน้า หญิงสาวใจเต้นระรัวที่เจอเฟิ่งเซียนหยวนและเขาก็ยังรู้จักชื่อเต็มของนาง"ใช่จริงๆ เจ้านั่นเอง"เฟิ่งเซียนหยวนยิ้มดีใจโผเข้าหานางกอดกระชับเอาไว้แน่น ร่างเล็กบอบบางของนางเซแทบล้มเมื่อเขาโถมกอดจนตัวเล็กจมมิด"ข้าเจอแล้ว ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน ข้าขอโทษ"เขาพรั่งพรูความในใจราวกับเป็นคนละคนกับเมื่อก่อน ความคิดคำนึงหาที่เก็บกดมานานระบายผ่านคำพูด ดวงตาทอประกายสดใสและอ้อมกอดที่อบอุ่นที่นางรู้สึกได้"ท่านจำผิดคนแล้ว ปล่อยข้าน้อยเถิดขอรับ"นางตั้งสติได้นึกถึงวันเก่าทั้งคำพูดและท่าทางเย็นชา อีกทั้งอยากตัดใจให้ขาดแสดงออกเป็นการปฏิเสธชัดเจน"ไม่มีทาง ไม่ผิดตัวแน่ เจ้ายังไม่ตาย"ความดื้อดึงของเฟิ่งเซียนหยวนก็ไม่มีใครต้านทานได้เช่นเดียวกัน เขายังคงกอดนางเอาไว้ทั้งตัว ซบหน้า
แขกเหรื่อในงานกำลังทยอยมาที่จวนตระกูลเว่ย ภายในจวนกว้างใหญ่ไพศาลสมกับเป็นเศรษฐีอันดับต้นๆ ของต้าเว่ย รองรับแขกได้หลายร้อยคน แต่วันนี้เลือกเชิญเฉพาะคนสำคัญเท่านั้นซินหลิงเสียเดินทางมาถึงพร้อมผู้ช่วย นางได้รับการต้อนรับที่ดีจากที่นี่เพราะคุณชายเว่ยสั่งเอาไว้ นางมาถึงก็รีบจัดเตรียมอาหารโดยไม่รอช้าเพราะอีกไม่นานงานเลี้ยงก็จะเริ่มต้น ด้านแม่ครัวของที่นี่เริ่มนำเครื่องดื่มทยอยออกไปล่วงหน้าแล้วนางไม่รอช้าเริ่มทำเมนูมงคลเป็นสิ่งแรกคือสิ่วหมี่ ที่มีความเชื่อว่ากินแล้วช่วยให้อายุยืนยาว ซินหลิงเสียทำอย่างรวดเร็วจัดใส่จานขนาดใหญ่ นำผักมาฝานแล้วม้วนเป็นรูปดอกไม้ประดับขอบจานมองดูน่ากินยิ่งนัก"อาหารมงคลธรรมดาที่เราคุ้นเคย ตกแต่งออกมาสวยงามก็ดูน่ากินไม่เบาเลยนะ"เสียงชื่นชมจากปากแขกผู้ใหญ่ที่เริ่มชิมเป็นคำแรกลำดับต่อมาตามติดด้วยเป็ดปักกิ่ง หมูอบน้ำผึ้ง ที่มีกลิ่นหอมโชยไปทั่วบริเวณงานเลี้ยง"เนื้อเป็ดนุ่มลิ้น หนังกรอบพอดี รสชาติกลมกล่อมเข้ากันได้ดีจริงๆ"ฮูหยินใหญ่เอ่ยปากชม แม้แต่แม่ครัวในจวนก็เทียบฝีมือไม่ติด"หมูอบน้ำผึ้งไม่เลี่ยนเลย ข้าล่ะชอบยิ่งนักเนื้อหมูไม่แข็งกระด้างกินเพลินดีด้วย"เพื่อนขอ
ครบสิบห้าวันที่เฟิ่งจื่อถงถูกกักกัน เมื่อได้รับอิสรภาพเขาไม่รอช้ารีบเข้าพบพี่ใหญ่ทันทีเพื่อแจ้งความประสงค์บางอย่าง"มีเรื่องใดรึถึงรีบร้อนเช่นนี้"เฟิ่งเซียนหยวนถามเสียงขรึม"พี่ใหญ่ ข้าอยากไปเรียนที่ต้าเว่ย ที่นั่นมีสำนักชื่อดังมากมาย เรียนสักสองปีก็กลับมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่นี่ ท่านว่าดีหรือไม่ขอรับ"เฟิ่งจื่อถงบอกเล่าสิ่งที่เขาวาดฝัน"เจ้ามาขออนุญาตหรือกำลังบอกกล่าวก่อนเดินทางกันแน่"เฟิ่งเซียนหยวนรู้ทันน้องชายตัวดีเสมอ"โธ่ พี่ใหญ่ ข้า..."เฟิ่งจื่อถงก้มหน้างุดไม่กล้าสบตากับพี่ชาย"ถึงอย่างไรเจ้าก็ต้องเป็นขุนนางในวัง จะมาเป็นบัณฑิตเร่ร่อนสำนักนั้นสำนักนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน"เขาเปิดฉากอบรมน้องชายให้รับรู้ถึงหน้าที่ของตนในภายภาคหน้า"อีกอย่างอาจารย์ที่นี่มีแต่คนเก่ง สำนักมีชื่อก็มากมาย เหตุใดเจ้าต้องกระเสือกกระสนไปถึงต้าเว่ยที่มีความเจริญน้อยกว่าเมืองซัน""ข้า..."เฟิ่งจื่อถงเถียงไม่ออก เขารับรู้ทันทีว่าเฟิ่งเซียนหยวนไม่อนุญาตอย่างแน่นอนและไม่มีใครสามารถต่อกรด้วยได้เลย"ไปได้แล้ว"เขาต้องการความสงบจึงไม่พูดสิ่งใดอีก คิดว่าเพียงเท่านี้เฟิ่งจื่อถงน่าจะเข้าใจ"ขอรับพี่ใหญ่"หลังจากนั้







