เข้าสู่ระบบ
ผมชื่อ เทียน(อัครพัลลภ) ผมกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งคณะที่ผมเรียนก็คือสถาปัตยกรรมศาสตร์และผมมีความลับที่มีเพียงคนในครอบครัวเท่านั้นที่รู้ ผมสามารถรับรู้สิ่งลี้ลับ นั่นคือการมองเห็นผี จุดเริ่มต้นมันเริ่มตั้งแต่ผมอายุ 8 ขวบ
10ปีที่แล้ว ในช่วงนั้นเป็นช่วงปิดเทอม พ่อและแม่ของผมต้องไปทำงานอยู่จังหวัดในภาคใต้เป็นระยะเวลา 2 เดือน พ่อกับแม่เป็นห่วงผมเพราะกลัวว่าจะไม่มีใครดูแลผม ทันใดนั้นเองพ่อกับแม่ได้ตกลงกันว่าจะให้ผมไปอยู่กับตายายที่ต่างจังหวัดก่อนชั่วคราว หลังจากที่พ่อกับแม่ทำงานเสร็จแล้วจะมารับผมทันที โดยปกติแล้วผมก็ไปเยี่ยมตาทุกช่วงปิดเทอมอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าในตอนนั้นอยู่เพียง1สัปดาห์ แต่ผมก็สนิทกับทั้งคู่มาก ยายของผมชื่อยายจันทร์ ยายเป็นคนอารมณ์ดี สนิทกับทุกคนในหมู่บ้าน ไปวัดทำบุญอยู่ตลอด แถมคุยสนุก ส่วนตาของผมชื่อตาเรือง ตาเป็นคนใจดี นิ่งเงียบ และตาของผมเป็นหมอธรรม คอยช่วยเหลือชาวบ้านที่ต้องการความช่วยเหลือโดยเฉพาะสิ่งที่คนทั่วไปไม่สามารถรับรู้หรือสัมผัสได้ จังหวัดที่ตากับยายผมอยู่นั้น เป็นจังหวัดอยู่ในภาคอีสานซึ่งอยู่ห่างจากจังหวัดที่พวกผมอยู่ ครอบครัวของผมอาศัยอยู่จังหวัดหนึ่งในภาคกลาง ที่นี่ค่อนข้างมีความเจริญพอสมควร พวกผมเริ่มออกเดินทางตั้งเเต่ 6 โมงเช้า แม่ของผมบอกว่าต้องไปให้ถึงก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน พ่อของผมเป็นคนขับรถเก๋งคันสีขาวนั่งอยู่ทางคนขับ แม่ของผมนั่งอยู่เบาะคนนั่งข้างคนขับอยู่ข้างหน้า ส่วนผมนั่งอยู่เบาะทางด้านหลังคนเดียว ในขณะที่พ่อกำลังสตาร์ทรถอยู่นั้น จู่ๆก็สตาร์ทไม่ติด พ่อรีบโทรเรียกช่างซ่อมรถเพื่อมาเช็กดูรถ หลังจาก30นาทีผ่านไป ช่างก็มาถึง ผมยืนอยู่ข้างแม่ส่วนพ่อก็ยืนคุยกับช่างอยู่ ช่างได้ลองสตาร์ทรถดูอีกครั้ง ปรากฏว่ารถกลับสตาร์ทติด พ่อกับแม่ของผมมองหน้ากันด้วยสีหน้างุนงง หลังจากที่ทุกอย่างจบลงช่างก็ได้กลับไป จู่ๆแม่ผมก็พูดขึ้นว่า "หรือวันนี้จะมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมา" "มันไม่มีอะไรหรอกคุณ คุณอย่าคิดมากเรื่องแบบนี้มันเกิดได้ตลอดนั่นแหละ" พ่อของผมพูดตอบกลับแม่พลางตั้งหน้าตั้งตาขับรถต่อ บรรยากาศโดยรอบในช่วงเช้านี้พระอาทิตย์เริ่มขึ้นทางทิศตะวันออก บริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยตึกสูงที่ตั้งเรียงรายหนาแน่น ทั้งสองฝั่งถนนมีสิ่งปลูกสร้างหลากหลายรูปแบบ มีทั้งตึกที่กำลังสร้าง ตึกที่ยังสร้างไม่เสร็จและตึกที่กำลังประกาศขาย เมื่อมองไปรอบตัว มีแต่ตึกอาคารสูงปกคลุมท้องฟ้า ทำให้รู้สึกแออัดและอึดอัดเหมือนถูกโอบล้อมด้วยความวุ่นวายของเมืองใหญ่ ถนนหนทางคึกคักไปด้วยผู้คนที่เร่งรีบ ต่างมุ่งหน้าไปยังที่ทำงาน โรงเรียน หรือธุระของตน รถเมล์ มอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ และรถยนต์ส่วนตัวไหลเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ท่ามกลางเสียงแตรรถและเครื่องยนต์ที่ดังระงม ผู้คนบนฟุตบาทเดินสวนกันไม่ขาดสาย หลังจากผ่านไป2ชั่วโมง ข้างหน้าทางถนน จู่ๆเกิดรถติดจำนวนมาก ทำให้การจราจรติดขัด สาเหตุที่เกิดขึ้นคือมีการเกิดอุบัติเหตุ คนขับรถกระบะชนเข้ากับเสาไฟฟ้าเสียชีวิตคาที่ ส่วนอีกคันหนึ่งรถมอเตอร์ไซค์ไปชนท้ายกระบะคันนั้นจนร่างกระเด็นไปถึงกลางถนน มีรถบรรทุกไปเหยียบร่างซ้ำ ทำให้มีผู้เสียชีวิตในอุบัติเหตุครั้งนี้สองคน คนแรกที่ชนเสาไฟเป็นชายวัยกลางคน คนที่สองที่ขับรถมอเตอร์ไซค์เป็นชายวัยรุ่นที่มีรถท่อเสียงดัง ศพของเขาเละ เครื่องในอวัยวะต่างๆถูกกระจัดกระจายตามพื้น สมองไหล เลือดของเขาไหลเต็มพื้นถนน ส่วนเจ้าของรถบรรทุกมีสีหน้าตกใจอย่างหนัก หลังจากที่ผ่านพ้นจากช่วงสถานการณ์จราจรติดขัดมาได้นั้นใช้เวลาราว 4 ชั่วโมง พ่อผมได้ให้ทุกคนแยกย้ายลงไปทำธุระของตัวเองและกินข้าวก่อนที่จะขับรถเพื่อออกเดินทางกันต่อ ตอนนี้พวกผมอยู่ร้านอาหารตามสั่งข้างทาง บรรยากาศโดยรอบมีผู้คนจำนวนมากนั่งอยู่ภายในร้านมีอาหารหลากหลายวางอยู่บนโต๊ะของแต่ละโต๊ะ อากาศในช่วงนี้ค่อนข้างจะร้อน แม่ของผมได้สั่งข้าวผัดทะเลให้ผมกิน พ่อกับแม่ของผมเลือกสั่งกระเพราหมูสับกินกันคนละจาน พออาหารที่สั่งมาถึง ทุกคนต่างเงียบลงตั้งหน้าตั้งตากินไม่มีเสียงคุยกัน ผ่านไปสักพักพ่อของผมก็พูดขึ้นว่า "เราต้องใช้เวลาเดินทางกันต่ออีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึงที่หมาย" "คุณคิดว่าพวกเราจะถึงเวลากี่โมง" "ผมคิดว่าถ้าเป็นไปได้ก็ประมาณ1-2ทุ่มได้" "ถ้างั้นก็ดีเลย" แม่เอ่ยบอกพ่อ จากสีหน้าที่เคยกังวลก่อนหน้านี้ กลับแปรเปลี่ยนจากเดิมด้วยสีหน้าสบายใจ บทสนทนาต่อจากนั้นก็สร้างเสียงหัวเราะ ครึกครื้นขึ้น ก่อนจะออกเดินทางกันต่อแม่ก็ได้สั่งอาหารใส่กล่องไว้ 3 ชุดและน้ำอีก 3 ขวด เผื่อหิวกันระหว่างทาง ทุกคนต่างพากันแยกย้ายกันขึ้นรถนั่งประจำตำแหน่งเดิม หลังจากนั้นไม่นานผมเริ่มรู้สึกง่วงขึ้นมา ผมนอนอยู่ตรงเบาะเอาขาขึ้นไว้บนเบาะเตรียมที่จะนอนหลับ ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งด้วยใบหน้างัวเงีย เสียงพ่อปลุกผมให้ตื่นเพราะว่าตอนนี้รถที่ขับมาเกิดเสียพ่อบอกว่าจู่ๆรถก็ติดๆดับๆทั้งที่พ่อได้เติมน้ำมันไว้แล้วเต็มถังในช่วงที่ผมนอนหลับอยู่ ตอนนี้พวกผมจอดรถไว้ข้างทาง บริเวณโดยรอบมีแต่ป่าเต็มไปหมดมีเพียงบ้านร้างเป็นไม้ทั้งหลัง ลักษณะของบ้านเป็นบ้านชั้นเดียวไม้เริ่มผุมีปลวกขึ้นตามบ้านส่วนทางทิศตะวันออกของบ้านมีศาลพระภูมิเก่าอยู่ตรงบริเวณนั้นมีผ้าเจ็ดสีเก่าผูกไว้ยังเสาไม้ของศาลพระภูมิแต่มันน่าสงสัยตรงที่ศาลพระภูมิสร้างจากไม้ทั้งหมดซึ่งแตกต่างจากที่ผมเคยเจอมา มีถ้วยจานที่แตกแล้วอยู่บนพื้นหน้าศาลแต่ผมก็ไม่ได้คิดอะไรต่อคิดเพียงแค่ว่าเป็นเพียงแค่บ้านร้าง ก่อนหน้านี้พ่อผมบอกแม่ว่าจะใช้ทางลัดกันเพื่อให้ถึงเร็วขึ้น เนื่องจากในตัวเมืองมีรถติดซึ่งทำให้ระยะเวลาในการเดินทางช้าลง ตอนนี้ที่พวกเราทั้งสามคนอยู่นั้นแทบจะไม่ค่อยมีรถผ่านเลยสักคัน แม่เริ่มกังวลอีกครั้งส่วนพ่อก็พยายามหาเบอร์ติดต่อช่างเพื่อได้เอารถไปซ่อม ผ่านไป1ชั่วโมง มีกระบะคันหนึ่งขับมาทางถนนเส้นนี้ เจ้าของรถกระบะจอดรถแล้วลดกระจกรถลง "รถเป็นอะไรครับ" "รถเสียสตาร์ทไม่ติดครับ" "ได้เติมน้ำมันไหมครับ" "เติมเรียบร้อยแล้วครับเต็มถัง" "โทรเรียกช่างมารึยังครับ" "ยังเลย ไม่มีเบอร์เลยครับพอดีพวกผมมาจากต่างจังหวัดน่ะครับ" "เดี๋ยวถ้างั้นผมโทรเรียกให้ ผมพอจะรู้จักช่างแถวนี้อยู่" "ขอบคุณมากๆเลยครับ" เจ้าของรถกระบะได้โทรเรียกช่างให้มายังที่พวกผมอยู่ เพื่อมาเช็กรถให้ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร "ถ้าภายในอีก20นาทียังไม่มาให้โทรตามอีกรอบนะครับ 0XXXXXXXX4" "ขอบคุณนะครับที่ช่วยเหลือ" "ถ้าเป็นไปได้ให้รีบผ่านถนนเส้นนี้ไปให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้จะดีมาก" "ทำไมหรอครับ" "เปล่าหรอกครับ แต่ให้จำคำที่ผมพูดไว้ดีๆ" "ได้เลยครับ" ทันทีที่เจ้าของรถกระบะพูดจบนั้นก็ได้รีบขับรถออกไป หลังจากนั้นไม่นานมากนัก ช่างซ่อมรถก็ได้ขับรถมอเตอร์ไซค์มุ่งหน้ามายังทางพวกผม มีช่างซ่อมรถ 2 คนที่มาด้วยกัน ทั้งคู่เริ่มมีสีหน้าดูกังวลมองดูรอบๆ ช่างทั้งสองคนลองไปเช็กรถเริ่มจากสตาร์ทรถดูอีกครั้ง ปรากฏว่าสตาร์ทติดจึงได้ลองเช็กทุกอย่างกลับพบว่าไม่มีปัญหาอะไร ช่างทั้งคู่จึงมองหน้ากันแล้วกลืนน้ำลายอย่างทุลักทุเล "มีปัญหาตรงไหนหรือเปล่าครับช่าง" "ไม่มีเลยนะครับ ทุกอย่างปกติดีผมเช็กระบบหมดแล้ว" "ขอบคุณนะครับ แต่ผมเองก็แปลกใจอยู่ว่าทำไมวันนี้รถจู่ๆก็สตาร์ทไม่ติดตั้ง2ครั้งของวันนี้ ทั้งที่ผมพยายามสตาร์ทเท่าไหร่ก็ไม่ได้สักที" "แล้วพวกคุณจะไปไหนกันหรอครับ" "ว่าจะไปเยี่ยมพ่อตากับแม่ยายน่ะครับ" "ยังไงก็ระวังตัวกันด้วยนะครับ ผมอยากให้ระวังตัวกันให้ดีถ้าเป็นไปได้ให้รีบผ่านเส้นทางนี้ก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน" ช่างพูดเสียงเบาด้วยน้ำเสียงสั่นๆกล้าๆกลัวพลางมองบรรกาศโดยรอบ "ทำไมหรอครับ ก่อนหน้านี้ก็มีคนบอกพวกผมแบบนี้" "ปะ..ป่าวหรอกครับ" "ค่าบริการเท่าไหร่ครับ" "30 บาท" "นี่ครับ" "ขอบคุณครับ" หลังจากที่พ่อคุยกับช่างเสร็จ ช่างทั้งสองคนก็ได้ขับรถออกไป จู่ๆผมก็เห็นยายแก่คนนึงนั่งอยู่ข้างหลังรถมอเตอร์ไซค์ของช่าง ยายคนนั้นก้มหน้าก้มตาใส่ชุดลูกไม้เก่าสีเขียวอ่อน ท่อนล่างใส่ผ้าถุงสีดำ เท้าเปล่า ผมของยายเป็นทรงผมบ๊อบสั้นดัดลอนฟูแบบผู้ใหญ่ผมมีสีขาวทั้งหัว อายุราว 70 ปีรูปร่างผอมแห้งเกือบเห็นกระดูก ยายคนนั้นค่อยๆหันหน้ามาทางผมคอของยายเริ่มหมุนมายังทางผม ผมรีบเปิดประตูรถเข้าไปอยู่ในรถไม่พูดจากับใคร พ่อกับแม่ของผมต่างพากันเข้ามาในรถ ทางของพ่อก็กำลังจะเตรียมขับรถต่อ ส่วนแม่ก็เงียบไม่พูดไม่จา ผมตกใจกลัวกับสิ่งที่ผมเห็นก่อนหน้านี้ ทันใดนั้นเองสายตาของผมก็เหลือบไปเห็นใครบางคนยืนอยู่ยังศาลพระภูมิเก่าทางบ้านร้าง สิ่งที่ปรากฏคือยายแก่คนนั้น ที่ตอนนี้มองมาทางผมแล้วแลบลิ้นยาว ไม่มีลูกตาทั้งสองข้าง"มึงมาช้า! ทุกคนเขารอมึงคนเดียว รีบไปวอร์ม!!" เสียงเข้มของพี่คนหนึ่งดังขึ้นแทรกกลางบรรยากาศที่กำลังครึกครื้น เทียนชะงักก้าวทันที หันไปมองก็เห็นชายร่างสูงในชุดพละของคณะ ยืนกอดอกอยู่ไม่ไกล ใบหน้าคมเข้ม ท่าทางมั่นใจแต่ดูจริงจังจนน่ากลัวนิดๆ เทียนไม่เคยเห็นหน้าเขามาก่อน คิดว่าน่าจะเป็นรุ่นพี่ปีสามที่เพิ่งเข้ามาช่วยดูแลทีม เสียงรอบข้างเริ่มเงียบลง"ขอโทษครับ" ก่อนที่เทียนจะรีบพยักหน้าแล้วก้าวเท้าไปวอร์มตามคำสั่งทันที..."พวกมึงเล่นอะไรกันอยู่วะ?! คิดว่ามาเล่นขายของก้นอยู่เหรอ! เล่นแบบนี้อย่าหวังว่าจะชนะ" เสียงตะโกนดังลั่นไปทั่วสนาม เสียงเข้มของพี่ปีสามสะท้อนก้องจนทุกคนหยุดเคลื่อนไหวทันที เหงื่อที่ไหลตามขมับของเทียนเย็นวาบขึ้นมาในพริบตา พี่คนนั้นยืนกอดอกอยู่กลางสนาม แววตาคมกริบฉายชัดทั้งความไม่พอใจและความกดดัน"ตั้งสติให้ดี แล้วเริ่มใหม่ รอบนี้อย่าเห็นพลาดแบบเมื่อกี้อีก เข้าใจไหม!""ครับ" เสียงของทุกคนในสนามดังขึ้นพร้อมกัน ก่อนที่แต่ละคนจะขยับตัวกลับเข้าตำแหน่งของตัวเองอย่างรวดเร็ว เทียนสูดหายใจลึก พยายามเรียกสมาธิกลับมาอีกครั้ง ขณะที่แววตาของพี่ปีสามยังคงจับจ้องอยู่ตรงกลางสนามเวลาล่วงเ
ณ โรงอาหารคณะวิศวะในโรงอาหาร บรรยากาศช่วงเที่ยงเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและจอแจของนักศึกษา กลิ่นอาหารจากหลายร้านลอยคลุ้งอบอวลทั่วบริเวณ ที่โต๊ะมุมหนึ่งใกล้หน้าต่าง มีกลุ่มนักศึกษาชายสามคนนั่งกินข้าวด้วยกัน พวกเขาสวมเสื้อนักศึกษา หน้าตาดูเหนื่อยเล็กน้อยจากการเรียนเช้าหนึ่งในนั้นก้มหน้ากินข้าวเงียบๆ อีกคนหัวเราะกับโทรศัพท์ในมือ ส่วนคนที่พูดอยู่นั้นก็บ่นขึ้นมา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหงุดหงิด"แม่ง!! ทำไมพี่มึงต้องนัดมาคณวิดวะด้วยวะ?! ไกลฉิบหายย! แทนที่จะนัดคณะเราหรือไม่ก็คณะแพทย์ก็ได้" ต้นกล้าบ่นเสียงดังพลางวางช้อนลงกับจาน แล้วหันไปมองหน้า ปอที่กำลังเล่นโทรศัพท์อยู่ด้วยท่าทีไม่ทุกข์ร้อนปอเงยหน้าขึ้นนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบเรียบๆ "กูบอกมันอยู่ เห็นบอกว่าเป็นความลับขั้นสุดยอด" "สุดยอดห่าไร!! กูอยากไปล่อสาวสถาปัตย์โว้ยยย!" ต้นกล้าพูดต่อเสียงดังขึ้นเล็กน้อย"เงียบๆไอ้สัส! มึงพกโทรโข่งมาด้วยรึไง? เห็นไหมคนมองโต๊ะเราหมดแล้วนิ" เทียนว่าพลางขมวดคิ้ว มองไปรอบๆ ที่ตอนนี้มีสายตาหลายคู่เหลือบมองโต๊ะของพวกเขาต้นกล้าทำตาโตเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าหลายโต๊ะยังหันมามอง เขารีบยกมือขึ้นพนมเหนืออกอย่างรวดเร็ว พนมอยู่อ
ก่อนหน้านี้พาร์ทของขุนความเงียบเข้าครอบคลุมทั่วทั้งห้อง มีเพียงแสงจากโคมตั้งโต๊ะที่ส่องสลัวลงบนใบหน้าของขุน เขายกมือขึ้นแตะจมูกเมื่อรู้สึกถึงของเหลวอุ่นๆ ไหลรินลงมาช้าๆ เลือดสีเข้มซึมผ่านปลายนิ้วอย่างไม่ทันตั้งตัว ขุนขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหยุดนิ่ง ในวินาทีนั้นเอง เขารับรู้ได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างไปจากเดิมอากาศรอบตัวเหมือนเปลี่ยนไปทันที ความเงียบหนักอึ้งที่กดทับจนหัวใจเต้นแรงขึ้น ขุนหันไปมองทางหน้าต่าง เมฆหนาทึบเคลื่อนเข้ามาช้าๆ แล้วบดบังแสงของพระจันทร์จนหมดสิ้น ในความมืดนั้น ขุนรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งจ้องมองเขาอยู่จากที่ใดที่หนึ่งภายนอกขุนหันขวับไปทางเตียง เสียงลมหวิวลอดเข้ามาจากหน้าต่างที่แง้มไว้ทำให้ม่านบางสะบัดเบาๆ เขาก้าวเร็วๆ เข้าไปหาเตียงที่เทียนนอนอยู่ เลือดกำเดายังไหลรินอยู่ แต่ขุนกลับไม่สนใจ เขายกมือขึ้นเช็ดลวกๆ ก่อนจะยกสองมือประสานตรงหน้าอก เสียงพึมพำแผ่วต่ำหลุดออกมาจากริมฝีปาก คำบริกรรมที่ไม่มีใครฟังเข้าใจทันทีที่เสียงบริกรรมสุดท้ายจางหาย ขุนลืมตาขึ้นช้าๆ แววตานิ่งลึกแต่แฝงความรีบร้อน เขาหันไปมองเทียนที่ยังหลับนิ่ง ลมหายใจของอีกฝ่ายกลับสม่ำเสมอขึ้นเหมือนไม่มีอะไ
ขุนก้มหน้าจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้า แสงจากโคมตั้งโต๊ะสาดทอเป็นวงเล็กๆ บนกองเอกสาร เงาของเขาทาบลงบนพื้น เสียงพิมพ์คีย์บอร์ดหยุดบ้างต่อบ้างสลับกับเสียงพลิกกระดาษ เวลาในห้องค่อยๆ ไหลผ่านอย่างเชื่องช้าบนเตียงด้านหลัง เทียนนอนขดอยู่ใต้ผ้าห่ม ผมปรกหน้าผากเล็กน้อย ลมหายใจสม่ำเสมอแผ่วเบาแสดงถึงการหลับลึก ห้องทั้งห้องมีเพียงเสียงแอร์และเสียงปลายปากกาที่ถูกขุนแตะลงบนกระดาษเป็นบางครั้งขุนเงยหน้ามองนาฬิกา เกือบเที่ยงคืนแล้ว แต่ดวงตาเขายังคงฝืนอ่านบรรทัดสุดท้ายของเอกสารอีกกองหนึ่ง ความล้าทำให้สายตาพร่าเล็กน้อย แต่ยังฝืนทำต่อไปในจังหวะที่เขาขมวดคิ้วจากความปวดหนึบในศีรษะ ขุนก็รู้สึกได้ถึงของเหลวอุ่นๆ ไหลผ่านริมจมูก เขายกมือขึ้นแตะอย่างไม่ใส่ใจในตอนแรก คิดว่าอาจเป็นเหงื่อ แต่เมื่อมองลง มือของเขากลับเปื้อนสีแดงสดเลือดกำลังไหลออกมาจากจมูกของเขาอย่างช้า ๆ รินลงตามร่องริมฝีปากและหยดลงบนกระดาษที่ยังทำไม่เสร็จ ขุนนิ่งไปชั่วอึดใจ เสียงแอร์ยังคงดังเท่าเดิม แต่บรรยากาศกลับหนักอึ้งขึ้นราวกับห้องทั้งห้องกำลังกดทับลงมาที่หัวไหล่ของเขาและที่เตียง เทียนยังคงนอนหลับสนิท ไม่รู้เลยว่าในความเงียบของค่ำคืนนี้ กำลังมี
ขุนผลักบานประตูให้เปิดออก เทียนก้าวเข้ามาในห้องก่อนโดยที่ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรสักคำ เสียงฝีเท้าดังแผ่วเบาก้องท่ามกลางความเงียบ ไม่นานนักไฟในห้องก็ค่อยๆสว่างขึ้น เขาปิดประตูตามหลัง ก่อนจะยืนอยู่ไม่ไกลจากเทียน ทั้งสองยังคงนิ่ง ไม่มีบทสนทนาใดเกิดขึ้น ราวกับต่างฝ่ายต่างกำลังรอให้ใครสักคนเริ่มพูดก่อน ในที่สุด ขุนก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้น พลางเอ่ยเสียงเรียบ " อยากกินอะไรไหม?" "หื่อ ตอนนี้ยังไม่หิว" "แน่ใจ?" "ก็เออดิ ถามอยู่ได้" ขุนชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินน้ำเสียงของเทียน "..." "...โกรธอะไร จะได้ขอโทษ" "แล้วทำไมกูต้องโกรธมึงด้วยมิทราบครับ" เทียนมองด้วยสีหน้าไม่พอใจปนหงุดหงิดเล็กน้อย บรรยากาศในห้องยังเงียบ ขุนจ้องเทียนนิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยช้าๆ "รู้ไหม ว่าตัวเองเป็นคนโกหกไม่เก่ง" เทียนนิ่งไปเล็กน้อย เมื่อได้ยินขุนพูดแบบนั้น เขาเลิกคิ้วมองอย่างไม่เข้าใจ "อะไรของนายอีกเนี่ย ก็กูไม่หิว! มึงเซ้าซี้กูอยู่ได้" เทียนตอบสั้นๆ น้ำเสียงหงุดหงิดยังไม่ลดลง ขุนมองหน้าเทียนตรงๆไม่หลบสายตา เทียนยังทำหน้าดุใส่ขุนอยู่ แต่ก่อนที่เขาจะอ้าปากเถียงต่อ เสียงท้องของเขาดันร้องดังขึ้นมากอย่
"สวัสดีค่าา ยินดีตอนรับเข้าสู่ช่วงQ&A ถามปุ๊บตอบปั๊บ ถามปั๊บปั๊บตอบปุ๊บปุ๊บEP.4แล้วนะคะ~""แขกรับเชิญของเราก็คือออออ..เดือนมหาลัยปีนี้ น้องขุนค่าาาาาาาาา!!"ทั้งพิธีกรกับน้องขุนยกมือไหว้พร้อมกัน"ทุกคนคะ! ตัวจริงน้องขุนหล่อม้ากกกกกกก ทำเอาพิธีกรเกร็งเลยค่ะ5555555""ขอบคุณครับ" น้ำเสียงของขุนเรียบนิ่ง ไม่มีวี่แววตื่นเต้น หรือเคอะเขินรุ่นพี่พิธีกรกลับหัวเราะกลบความเงียบได้อย่างมืออาชีพ เธอกำลังนั่งไขว่ห้างอย่างเป็นกันเองบนเก้าอี้ทรงสูง ใบหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลา สวมชุดนักศึกษาแบบเรียบร้อย"เอาล่ะค่าาา วันนี้เราจะมาถามคำถามสั้นๆ สนุกๆ ให้แฟนๆ ได้รู้จักตัวตนของขุนมากขึ้น! ทั้งหมดมี 10 คำถามค่ะ พร้อมยังคะ?""ครับ""คำถามแรก ทำไมถึงได้ชื่อเล่นว่า ขุน คะ?""...""ตาเป็นคนตั้งให้...ผมเองก็ไม่ทราบครับ"พิธีกรถึงกับชะงักเล็กน้อย ก่อนจะรีบส่งยิ้มกลบอึดอัด"เราไปกันต่อที่คำถามต่อไปดีกว่าค่าาาา~""คำถามที่สอง ชอบสีอะไรคะ?""ดำครับ""คำถามที่สาม งานอดิเรกที่ชอบทำค่ะ""แกะเพลงเล่นเปียโนครับ"รุ่นพี่พิธีกรพลิกกระดาษคำถามในมืออีกครั้ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เล็กน้อย"แล้ววว~ น้องขุนมีแพลนจ
1 วันก่อน พาร์ทของขุน แสงแดดอ่อนของยามเย็นส่องลอดผ่านยอดไม้ลงมาเป็นลำ บรรยากาศรอบๆ เงียบสงบ มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้ไหวเบาๆ กับเสียงนกร้องไกลๆ เด็กผู้ชายสองคนนั่งอยู่บนชิงช้าเก่าในสนามเด็กเล่นแถวหมู่บ้าน คนหนึ่งแกว่งชิงช้าไปอย่างช้าๆ อีกคนแค่นั่งเฉยๆ ปล่อยขาแกว่งไปมา สายตาทั้งคู่มองไปไกลลิบ เหมือ
"แล้วหมอธรรมคืออะไรหรอจ๊ะตา" "หมอธรรมกะคือ คนฮู้ล่ะกะคนเฮ็ดพิธีกรรมตามความเซือบ้านเฮา ที่เกี่ยวข่องการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ การปัดเป่าแนวบ่ดี แล้วกะดูแลจิตวิญญาณของคนในซุมซน" (หมอธรรมก็คือ ผู้รู้แล้วก็ผู้ประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อพื้นบ้าน ที่เกี่ยวข้องการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ การปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และ
น้ำเสียงที่หนักแน่นของชายชราที่กำลังเดินลงจากบันไดชั้น 2 ของบ้านไม้ ทันใดนั้นเองบรรยากาศโดยรอบเงียบงันลงอย่างฉับพลัน ราวกับว่าโลกทั้งใบหยุดหายใจ เสียงลมที่เคยพัดผ่านก็เงียบไป ไม่มีแม้แต่เสียงแมลง ความเงียบนั้นหนาวเย็นและหนักอึ้ง แผ่ซ่านเข้ามาในทุกอณูของอากาศ ทุกคนสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ บางสิ่งบางอ
รถเริ่มเคลื่อนตัวออกไปอย่างช้าๆ เมื่อขับรถเลยบ้านหลังนั้นไปโดยหันกลับมามองแต่กลับไม่เห็นยายแก่คนนั้นอีก ผมได้ร้องเรียกแม่ "แม่ๆ เมื่อกี้แม่เห็นยายแก่ที่อยู่บ้านร้างเมื่อกี้มั้ย" ผมถามแม่ขณะที่ผมกำลังนั่งหันไปทางด้านหลังภายในรถ "คนไหนหรอจ๊ะลูก" น้ำเสียงต่ำแหบแต่มันกลับเย็นเยียบจนขนลุกซู่ เหมือนเสี







