Masukเสียงกระบี่แหวกอากาศสะท้านบาดหู บุรุษร่างสูงตวัดโลหะสีเงินในมือด้วยความปราดเปรียวดุดันเจือความแข็งแกร่งผสานกลิ่นอายงดงามดั่งลมวสันต์ดุจภาพวาดจอมยุทธ์เหนือเมฆาคล้อย
“ท่านอ๋อง”
กระบี่ในมือถูกเก็บเข้าฝัก ชายหนุ่มผินหน้ามายังต้นเสียง “ได้เรื่องอย่างไร”
“สองวันก่อนคุณหนูสามนางถูกฮูหยินผู้เฒ่าสั่งกักบริเวณพ่ะย่ะค่ะ”
นัยน์ตาดั่งใบหลิวหรี่ลงจนแคบ ชายหนุ่มลดกายนั่งบนเก้าอี้ไม้ขัดเนื้อดี ถังรุ่นองครักษ์มือซ้ายค่อย ๆ รินน้ำชาส่งให้ผู้เป็นนาย จากนั้นจึงออกความเห็น
“ปกติท่านอ๋องก็มิได้สนใจนาง เหตุใดช่วงนี้จึงอยากสืบเรื่องของคุณหนูสามหรือพ่ะย่ะค่ะ”
เย่ซานหลางหรือหานเซียนอ๋องเป็นบุรุษรูปงามวัยฉกรรจ์ ร่างกายองอาจสูงโปร่งทว่ากลับซ่อนมวลกล้ามเนื้อไว้อย่างหนั่นแน่น ผิวพรรณเปล่งประกายดั่งหยกพิสุทธิ์ บริสุทธิ์เปรียบกับทองคำ ไม่ว่าเขาย่างกรายไปที่ใดก็มักเป็นที่หมายปองของเหล่าสตรี รวมถึงหลานอวิ๋นเจียวเช่นเดียวกัน
แน่นอนว่าบทบาทเช่นนี้หลานอวิ๋นเจียวถูกยัดเยียดไม่รู้สี่รู้แปดไว้ตั้งแต่แรก หลังจากที่นางทะลุมิติเข้ามาก็มีความทรงจำอันบิดเบือนนี้ติดตัวอยู่ก่อนแล้ว หลานอวิ๋นเจียวในความทรงจำเป็นสตรีอ่อนแอสมองทึบ เพราะชมชอบหานเซียนอ๋องเจียนคลั่งนางจึงมักหาโอกาสใกล้ชิดเขาเสมอ
สองวันก่อนเย่ซานหลางเองก็ได้ยินเรื่องที่นางพลัดตกต้นไม้เพียงเพราะปรารถนาเก็บก้านอิงฮวา [1] ที่งามที่สุดมามอบให้เขา นั่นจึงกลายเป็นเรื่องที่ผู้คนพูดถึงด้วยความขบขัน
ฝ่ามือกว้างคว้าถ้วยชาตรงหน้าขึ้นมา “ข้าจำเป็นต้องใช้นาง พวกเจ้าก็รู้ว่าตอนนี้ตำแหน่งรัชทายาทอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ใต้เท้าหลานเป็นคนที่เสด็จพ่อวางพระทัย หากข้าสามารถเกี่ยวดองกับเขาได้ ขุนนางกว่าครึ่งย่อมสวามิภักดิ์ข้า”
ซุนเหว่ยองครักษ์มือขวากล่าวเสริม “แต่คุณหนูสามคนนี้ดูไปแล้วไม่เหมาะกับตำแหน่งพระชายาเลยนะพ่ะย่ะค่ะ ความสามารถของนางอ่อนด้อยไปหน่อยกระมัง หากให้เทียบความสามารถของพวกนางสามพี่น้อง ดูเหมือนคุณหนูใหญ่จะเหมาะสมกว่า หรือคุณหนูรองก็ไม่เลว”
เพราะซุนเหว่ยได้รับหน้าที่ให้จับตาดูความเคลื่อนไหวของสามพี่น้องสกุลหลาน เขาจึงรู้ว่าอุปนิสัยและความสามารถของพวกนางแตกต่างกันเพียงใด โดยเฉพาะหลานอวิ๋นเจียวผู้นี้ นอกจากหน้าตาพริ้มเพราดั่งยอดพธูนางก็ไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง
หน้าตาพริ้มเพราที่เขากล่าวถึงไม่มีผู้ใดในแคว้นล่วงรู้ด้วยซ้ำ เพียงแต่ซุนเหว่ยนั้นเคยบังเอิญพบนางในยามที่ไร้เครื่องประทินโฉมฉาบบนใบหน้า ยามที่นางเปลี่ยนมาสวมเครื่องแต่งกายสดใสไม่ฉูดฉาดกลับเผยความงดงามที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้ออกมาหลายส่วน หากแต่ไม่รู้ว่าคุณหนูสามคนนี้นิสัยประหลาดหรือไม่ ไฉนต้องแต่งให้ตนเองดูแก่กว่าวัยในยามที่ต้องเผยโฉมออกจากจวน
คิ้วเข้มกระตุก “ข้าไม่เคยบอกว่าสนใจนางที่ความสามารถสักหน่อย อีกอย่างสองวันที่ผ่านมานางไม่มาเกาะแกะข้าอย่างที่เคย ก็เลยรู้สึกแปลกไปบ้างเท่านั้นเอง”
ซุนเหว่ยพยักหน้าเข้าใจ “เพราะคุณหนูถูกกักบริเวณจึงออกมาไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”
ริมฝีปากได้รูปกดลึกเป็นรอยยิ้มหนึ่งฝั่ง “เจ้าดูแคลนความสามารถนางหรือ นางถูกลงโทษมากี่หนแล้วเจ้าจำไม่ได้จริงหรือ ทุกครั้งนางก็ออกมาได้ตลอด เหตุใดยามนี้จึงยอมถูกกักขังถึงสองวันสองคืน ฮูหยินผู้เฒ่าก็ไม่เคยเคร่งครัดกับนางถึงเพียงนั้นสักหน่อย”
องครักษ์ทั้งสองคิดตาม พวกเขาพยักหน้าโดยพร้อมเพรียง นางสามารถออกมาได้จริง ๆ แต่เหตุใดหนนี้จึงไม่คิดทำ
“คืนนี้คุณหนูสามจะไปเทศกาลโคมไฟ ท่านอ๋องอยากพบนางหรือไม่” ซุนเหว่ยกล่าว
นัยน์ตาคมปลาบวาวระยับ “เช่นนั้นก็ดี คืนนี้เตรียมตัว”
“พ่ะย่ะค่ะ” เสียงทุ้มตอบรับประสานกัน
ยามโหย่ว [2] ณ จวนสกุลหลาน
“น้องหญิงสาม เจ้าสวมชุดนี้ดีหรือไม่ ดูเหมาะกับเจ้ามากทีเดียว” หลานพินถิงคว้าชุดสีเขียวอึมครึมขึ้นทาบเรือนร่างน้องสาว
ที่แท้สาเหตุการแต่งกายเฉิ่มเชยของหลานอวิ๋นเจียวก็มาจากหลานพินถิงนี่เอง รสนิยมย่ำแย่เกินไปกระมัง ล่อหลอกให้นางสวมอาภรณ์ไม่สมวัยเพียงเพราะต้องการลดความโดดเด่น
โชคดีที่หลานอวิ๋นเจียวในวัยสิบห้าดุจไปทำศัลยกรรมปรับโครงหน้ามาใหม่ แม้จะสวมเสื้อผ้าแสนเห่ย ทว่านางก็ยังสามารถอาศัยใบหน้ารูปไข่และผิวพรรณอันขาวเปล่งปลั่งดั่งหิมะแรกแบกความอดสูนั้นไว้ หลานอวิ๋นเจียวคลี่ยิ้มไร้เดียงสา อย่าริอ่านมาจูงจมูกนางเฉกเช่นเมื่อก่อน
“ข้าว่าชุดนี้ขับผิวพี่หญิงใหญ่มากกว่านะเจ้าคะ วันนี้ข้าอยากลองเปลี่ยนอะไรใหม่ ๆ ดูบ้าง อืม…” หลานอวิ๋นเจียวเลื่อนปลายนิ้วชี้ลงบนเนื้อผ้าแต่ละชิ้นไปเรื่อย ๆ กระทั่งมาหยุดลงตรงอาภรณ์สีชาด การตัดเย็บประณีตงดงาม ทั้งยังดูเข้ารูปกับเรือนร่างของหลานอวิ๋นเจียวมากด้วย มองจากต่างโลกก็ยังรู้ว่าเสื้อผ้าชุดนี้ตั้งใจตัดเย็บมาเพื่อนางด้วยความใส่ใจ เหตุไฉนมันจึงถูกแอบเอาไว้ที่ด้านในสุด
^"อิงฮวา" (Yīnghuā) ในภาษาจีน (樱花) แปลว่า ดอกซากุระ
^ยามโหย่ว (酉时 / yǒu shí) เป็นการนับเวลาแบบโบราณของจีน หมายถึง ช่วงเวลา 17.00 – 19.00 น. (ห้าโมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม)
หลานอวิ๋นเจียวเดินเข้าร้านโน้นออกร้านนี้แทบไม่พัก ฉวนหงถือของจนล้นมือไปหมด “คุณหนู ขนมเยอะแยะเช่นนี้จะกินอย่างไรหมดเจ้าคะ หากซื้ออีก บ่าวคงต้องงอกมือเพิ่มแล้วเจ้าค่ะ”หลานอวิ๋นเจียวชะงัก นัยน์ตาดอกท้อกวาดมองทั้งกล่องทั้งซองขนมที่สูงเกือบท่วมศีรษะอีกฝ่ายก็รู้สึกเห็นใจ ดูเหมือนนางจะวู่วามในยามหิวโหยหลานอวิ๋นเจียวแย่งมาช่วยถือ“อ๊ะ ไม่ต้องเจ้าค่ะ บ่าวยังไหว”“ไหวอะไรกัน มาเถิดน่า เพราะข้าซื้อของตอนท้องหิวเลยวู่วามไปหน่อย”ข้อนี้ฉวนหงเห็นด้วยทีเดียว นางพยักหน้าอย่างจนใจ หลังจากเดินจนขาล้า หลานอวิ๋นเจียวก็พาฉวนหงมานั่งพักเหนื่อยใต้ต้นไม้สูง ซึ่งบริเวณนี้คนบางตามากกว่าทุกที่หลานอวิ๋นเจียวจ้องมองไปยังหอคอยสูงชะลูด ปากก็กัดถังหูลู่ลูกแดงฉ่ำ กล่าวอู้อี้ “ข้าอยากขึ้นไปแขวนโคมไฟบนนั้นจัง ว่ากันว่ายิ่งสูงคำอธิษฐานก็จะยิ่งเป็นจริง”“แต่นั่นสูงมากเลยนะเจ้าคะ บันไดก็ไม่มี”“เสียดายที่ข้าไม่มีกำลังภายใน วันหนึ่งข้าจะต้องได้เหาะขึ้นไปแขวนโคมไฟบนนั้น”ฉวนหงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก คุณหนูสามของนางมักโดนคนอื่นล้อว่าสมองทึบ เรื่องฝึกฝนวร
ถังรุ่นหน้านิ่วคิ้วขมวดเล็กน้อย หากเป็นคุณหนูสามในเมื่อก่อนมีแต่รีบกระโจนเข้าหา เหตุใดกลิ่นอายของนางวันนี้จึงแปลกไปหลานพินถิงมองท่าทีหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกขององครักษ์หนุ่มจึงออกตัว “ขออภัยที่เสียมารยาท น้องหญิงสามกำลังงอแงเพราะเมื่อครู่ถูกหัวขโมยชิงของสำคัญไป ท่านอ๋องมีเรื่องด่วนหรือ มิสู้ให้ข้าไปแทนหรือไม่”“ขอบคุณน้ำใจคุณหนูใหญ่ แต่ท่านอ๋องกำชับว่าต้องเป็นคุณหนูสามเท่านั้น”หลานอวิ๋นเจียวสาวเท้ามาข้างหน้า นางหลบเขาได้วันนี้ก็ใช่วันหน้าจะหนีได้อีก ทว่านี่เป็นงานเทศกาลอันครึกครื้นในรอบปี นางไม่อยากเสียบรรยากาศอันดีก็เท่านั้น อีกอย่างนางไม่อยากให้คนอื่นจ้องจับพิรุธนางด้วยหลานอวิ๋นเจียวปรับสีหน้าอ่อนลง “ท่านองครักษ์ เมื่อครู่ข้าตกใจมากจริง ๆ ร่างกายก็มอมแมมอย่างยิ่ง เกรงว่าไปพบท่านอ๋องทั้งอย่างนี้คงไม่เหมาะ ข้าเองก็เหนื่อยล้ามากด้วย ข้าอยากพบท่านอ๋องเช่นกัน ทว่าสถานการณ์ไม่เป็นใจเอาเสียเลย เช่นนั้นก็…” หลานอวิ๋นเจียวกัดฟันมองหยกในมือ จากนั้นยื่นให้ถังรุ่นแสร้งปั้นหน้าสลด “ถือว่าเป็นคำขอโทษจากข้า วันหน้าค่อยพบกันใหม่ ตอนนี้ข้าขอตัวกลับจวนก่อนนะเจ้าคะ ห
ขาเสลามุ่งตรงไปยังร่างที่นอนโอดครวญอยู่บนพื้น ลูกธนูเมื่อครู่ไร้ปลายแหลมคม เพราะหลานอวิ๋นเจียวใช้ผ้าพันปลายเอาไว้ ทว่าแรงกระแทกที่อีกฝ่ายโดนเข้าไปก็สามารถทำให้ทุรนทุรายได้เหมือนกันหลานอวิ๋นเจียวลดตามอง “ขโมยอะไรไป คืนมาให้หมด มิเช่นนั้นเจ้าโดนหนักกว่านี้แน่”หลานอวิ๋นเจียวตั้งท่าง้างธนูหวังขู่ขวัญ เด็กหนุ่มโบกไม้โบกมือพัลวัน “อย่า ๆ ข้ายอมแล้ว ยอมแล้วขอรับ”ไม่นานถุงเงินเกือบสิบใบกับหยกแขวนของนางก็ถูกหยิบออกมาวางเกลื่อนพื้น“โอ้โห เจ้า! ดีจริง ๆ ใครสั่งใครสอนให้ทำเรื่องต่ำช้าเช่นนี้”เด็กชายพยุงร่างให้นั่งอย่างมั่นคง มือของเขากุมหน้าท้องอยู่ตลอด ไม่ทันตอบกลับเสียงฝีเท้านับสิบกระทบใบไม้แห้งต่างกรูเข้ามาไม่หยุดเสียงจากชายชาวบ้านวัยกลางคนดังแทรก “ไอ้เด็กเวรนี่มันก่อเรื่องอีกแล้ว คราวนี้ต้องให้มันติดคุกนาน ๆ ตลอดชีวิตยิ่งดี จะได้ไม่ก่อเรื่องวุ่นวายไปทั่ว”“ข้าติดคุกนานเพียงนั้นไม่ได้ ต่อไปข้าจะไม่ทำแล้ว” เด็กชายยกมือไหว้“เพ้ย! ดีแต่พูด หากไม่อยากติดคุกก็ไปตายซะ”ชาวบ้านทั้งสตรีและบุรุษดาหน้าเข้ามาหวังใช้สิ่งของที่อย
ลูกดอกที่ลอยลิ่วออกไป หล่นลงตรงกลางเป้าราวกับจับวาง เสียงอึงอลสงัดลงเดี๋ยวนั้น“นางปาเข้าเป้าอย่างกับตาเห็น”หลายคนขยี้จนตาแทบถลน ทว่ายังไม่อยากปักใจเชื่อ“ดอกแรกเท่านั้น ข้าว่าก็แค่บังเอิญนะ...”ปัก!!!!ไม่รอให้จบประโยคลูกดอกที่เหลือก็ถูกขว้างออกไปอย่างพร้อมเพรียง หนำซ้ำยังลงช่องกระบอกกลางทั้งหมดด้วยหลานพินถิงตกตะลึงอึ้งเป็นไก่ไม้ หญิงสาวขยี้ตาซ้ำ “จะ…เจ้า…เป็นไปได้อย่างไร”หลานอวิ๋นเจียวปลดผ้าคาดดวงตาลง ริมฝีปากสีกุหลาบเผยยิ้มซุกซนออกมา “โอ้โห ข้าทำได้อย่างไร นี่ลงเป้าทั้งหมดเลยหรือ”ฉวนหงยืนตัวแข็งทื่ออยู่พักใหญ่ ครั้นได้สติก็โผเข้ามากุมมือหลานอวิ๋นเจียวด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ “คุณหนู ท่านเก่งมากเลยเจ้าค่ะ ปาลงเป้าภายในพริบตา”หลานอวิ๋นเจียวขยิบตาหยอกล้อ “ข้าบอกเจ้าแล้ว เชื่อหรือยัง”“เชื่อแล้วเจ้าค่ะ”องครักษ์ทั้งสองเหลียวมองหน้ากันทันควัน คนที่เดินยังสะดุดขาตนล้มอย่างหลานอวิ๋นเจียวทำเช่นนี้ได้อย่างไร ถึงจะอ้างว่านางแอบมองลอดผ้าแพรก็ยังลำบาก การปาลูกดอกให้ลงเป้าในคราวเดียวมิใช่ว่าใครก็ทำได้
“คุณชาย ท่านคงไม่ใช่คนที่นี่กระมัง แน่ใจหรือว่าจะลงเดิมพันคุณหนูสาม นางเป็นสตรีที่หาความสามารถแทบไม่เจอ เปลี่ยนใจตอนนี้ก็ยังทัน”“ข้าไม่เปลี่ยนใจ”หลายคนถึงกับส่ายหน้าเพราะเสียดายทองมหาศาลที่เขาเอามากอง จะว่าไปแล้ววันนี้คุณหนูสามโดดเด่นเป็นอย่างมาก บางทีเขาอาจสะดุดตาต่อรูปโฉมของนางจนหน้ามืดตามัวดังนั้นจึงไม่มีใครคัดค้านการตัดสินใจของชายหนุ่มอีกเจ้าของร่างสูงไม่รอช้า เท้าแกร่งขยับเดินขึ้นไปยังชั้นบนสุด ที่ตรงนี้เป็นหอคอยสามารถขึ้นมาชมบรรยากาศอันงดงามได้ทั้งเมือง และแน่นอนมันทำให้เขามองเห็นหญิงสาวทั้งสามได้ถนัดตา แต่ละชั้นใช่ว่าใครจะขึ้นไปได้ หากกระเป๋าไม่หนาพอก็รอฟังผลชั้นล่างสุดแล้วกันฝ่ามือกว้างปลดงอบบนศีรษะลง นัยน์ตาคมกริบจับจ้องใบหน้าพริ้มเพราไม่ละสายตา รอยยิ้มสดใสของนางทำให้คิ้วเข้มขมวดแน่น หากเป็นเมื่อก่อนนางจะต้องเที่ยวไปตามตัวเขาออกจากตำหนัก ทว่ายามนี้การแข่งขันโถวหูกลับดึงความสนใจของนางไปจากเขาอย่างสิ้นเชิงชายหนุ่มครุ่นคิดอย่างไม่เข้าใจ หรือเพราะการไล่ตามที่ไม่มีผล อาจทำให้ความรู้สึกของคนที่พยายามอยู่ฝ่ายเดียวนั้นถอดใจ“ท่
เรื่องผ้าเช็ดหน้าเมื่อครู่ถูกโยนทิ้งชั่วคราว หลานอวิ๋นเจียวไม่อยากเอามาคิดให้เสียอารมณ์ ตอนนี้ความสนใจของหญิงสาวจดจ่ออยู่ที่การแข่งขันโถวหูมากกว่าหลานอวิ๋นเจียวดูตื่นตาเป็นพิเศษเพราะเป็นการละเล่นยุคโบราณที่แทบเลือนหายไปแล้วในยุคที่นางจากมา หญิงสาวกวาดสายตาสำรวจของรางวัลที่ตั้งอยู่ภายในร้าน กระทั่งสะดุดตาเข้ากับธนูคันหนึ่ง“เถ้าแก่ หากข้าอยากได้ธนูคันนั้นต้องทำอย่างไร”ชายวัยกลางคนยิ้มประจบ “คุณหนูตาถึงยิ่งนัก นี่เป็นคันธนูอย่างดีทำขึ้นจากเอ็นและเขาสัตว์โดยเฉพาะ ช่างฝีมือทำออกมาอย่างประณีตทีเดียว หากท่านต้องการก็ต้องโยนลูกดอกให้ลงเป้าโดยไม่พลาดเลยห้าดอก”หลานอวิ๋นเจียวพยักหน้าหงึกหงัก นางไม่รู้หรอกว่าความสามารถของตนในตอนนี้มีเท่าใด หากแต่นางคิดว่าอาจพอประยุกต์จากทักษะที่ตนเป็นนักแม่นปีนเข้าไปได้ “น้องหญิงสาม เหตุใดจึงอยากได้ธนูคันนั้น นี่เจ้าคงไม่คิดจะนำมันไปเป็นของฝากให้ท่านอ๋องกระมัง” หลานพินถิงถามหลานเพ่ยจือแค่นเสียง “คนที่เดินยังเซเช่นเจ้า คิดจะปาลูกดอกลงเป้าได้จริงหรือ”หลานอวิ๋นเจียวเป็นคุณหนูชนิดที่ว่าไร้ทักษะและค







