LOGINขาเสลามุ่งตรงไปยังร่างที่นอนโอดครวญอยู่บนพื้น ลูกธนูเมื่อครู่ไร้ปลายแหลมคม เพราะหลานอวิ๋นเจียวใช้ผ้าพันปลายเอาไว้ ทว่าแรงกระแทกที่อีกฝ่ายโดนเข้าไปก็สามารถทำให้ทุรนทุรายได้เหมือนกัน
หลานอวิ๋นเจียวลดตามอง “ขโมยอะไรไป คืนมาให้หมด มิเช่นนั้นเจ้าโดนหนักกว่านี้แน่”
หลานอวิ๋นเจียวตั้งท่าง้างธนูหวังขู่ขวัญ เด็กหนุ่มโบกไม้โบกมือพัลวัน “อย่า ๆ ข้ายอมแล้ว ยอมแล้วขอรับ”
ไม่นานถุงเงินเกือบสิบใบกับหยกแขวนของนางก็ถูกหยิบออกมาวางเกลื่อนพื้น
“โอ้โห เจ้า! ดีจริง ๆ ใครสั่งใครสอนให้ทำเรื่องต่ำช้าเช่นนี้”
เด็กชายพยุงร่างให้นั่งอย่างมั่นคง มือของเขากุมหน้าท้องอยู่ตลอด ไม่ทันตอบกลับเสียงฝีเท้านับสิบกระทบใบไม้แห้งต่างกรูเข้ามาไม่หยุด
เสียงจากชายชาวบ้านวัยกลางคนดังแทรก “ไอ้เด็กเวรนี่มันก่อเรื่องอีกแล้ว คราวนี้ต้องให้มันติดคุกนาน ๆ ตลอดชีวิตยิ่งดี จะได้ไม่ก่อเรื่องวุ่นวายไปทั่ว”
“ข้าติดคุกนานเพียงนั้นไม่ได้ ต่อไปข้าจะไม่ทำแล้ว” เด็กชายยกมือไหว้
“เพ้ย! ดีแต่พูด หากไม่อยากติดคุกก็ไปตายซะ”
ชาวบ้านทั้งสตรีและบุรุษดาหน้าเข้ามาหวังใช้สิ่งของที่อยู่ในมือรุมประชาทัณฑ์เขา หลานอวิ๋นเจียวตระหนกวูบ
“ช้าก่อน”
ทุกคนชะงักงัน พากันเหลียวมองหลานอวิ๋นเจียวเป็นตาเดียว ชายคนเดิมกล่าว “คุณหนู เจ้าเด็กนี่มันเป็นหัวขโมยมานาน หากไม่สั่งสอนมันก็จะเคยตัว”
“แต่บ้านเมืองมีขื่อมีแป เมื่อครู่เขาถูกธนูของข้าเข้าอย่างจังคงเจ็บอีกนาน เรียกทางการมาเอาตัวเขาไปก็พอ หากพวกท่านเข้าไปทำร้ายเขาจะต่างอันใดกับใช้ศาลเตี้ย เช่นนั้นที่นี่คงได้กลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนไปแล้วกระมัง”
“คุณหนู ท่านกำลังพูดอะไร คนที่ทำร้ายเขาก่อนก็คือท่าน เราก็แค่จะสั่งสอนเขาให้หลาบจำเท่านั้น”
“แต่ที่ข้าทำคือเหตุสุดวิสัย หากพวกท่านทำร้ายเขาอย่างจงใจจะมีคดีติดตัวข้อหาทำร้ายร่างกายโดยเจตนา เพราะตอนนี้เขาไม่อาจขัดขืนหลบหนีได้แล้วดังนั้นควรปล่อยให้เป็นเรื่องของกฎหมาย หรือข้าพูดไม่ถูก”
ชายผู้นั้นเริ่มลังเล ชาวบ้านที่ถือไม้ถือพร้าตามมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่นานเจ้าหน้าที่ตรวจการและหญิงสาวที่ร้องเอ็ดตะโรเมื่อครู่ก็ตามมาถึง
เจ้าหน้าที่ตรวจการหันมองหลานอวิ๋นเจียว “แม่นางก็คือ…”
“ข้าหลานอวิ๋นเจียว”
“ที่แท้เป็นคุณหนูสามจากจวนอัครมหาเสนาบดีหลาน ได้ยินว่าท่านช่วยตามจับหัวขโมยเมื่อครู่ ข้าขอบคุณคุณหนูมาก”
หลานอวิ๋นเจียวพยักหน้า “ไม่ต้องเกรงใจ ข้าเองก็คือหนึ่งในผู้เสียหาย ว่าแต่เด็กคนนั้นเคยเข้าคุกหลายครั้งแล้วหรือ”
ชายหนุ่มหันไปยังทิศที่นายตรวจการสองคนเข้าไปหิ้วปีกเด็กน้อยเอาไว้ จากนั้นถอนหายใจระอา “เขาเป็นขอทานละแวกนี้ขอรับ เข้าคุกหลายครั้งเพราะเรื่องลักขโมย เด็กคนนี้ไม่รู้จักเข็ดหลาบเลยจริง ๆ”
หลานอวิ๋นเจียวประมวลความคิด นิสัยขี้ขโมยบางคนก็ติดเป็นนิสัยประหนึ่งโรคร้าย แต่กับบางคนอาจไร้ทางเลือก หญิงสาวผินหน้ามองเด็กน้อยที่เอาแต่ก้มหน้างุดอีกครั้ง ทั้งตัวของเขามอมแมมอย่างมาก ร่างกายก็ผ่ายผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก
“เคยถามเขาหรือไม่เหตุใดต้องทำเช่นนี้”
นายตรวจการพยักหน้า “เด็กคนนี้นามว่าหยางป่ายชวน อาศัยอยู่กับแม่พิการเพียงสองคน ข้าเตือนเขาหลายครั้งว่าอย่าทำเช่นนี้ แต่ก็ไม่ยอมฟัง เขาคงคิดจะนำเงินที่ขโมยพวกนั้นไปซื้อยารักษาแม่เช่นเคย แต่ก็นะ นี่มันคือวิธีการที่ผิด อย่างไรก็ไม่ควรเพิกเฉย” นายตรวจการถอนหายใจอีกหน พลางส่ายหน้า “ข้าพูดมากเกินไปแล้ว เช่นนั้นข้าจะนำตัวเขาไปคุมขังรอการไต่สวน ขอบคุณคุณหนูอีกครั้งขอรับ ข้าขอตัว”
หลานอวิ๋นเจียวติดอยู่ในภวังค์ นางยืนมองเด็กน้อยถูกกุมตัวไปด้วยความสับสน
“คุณหนูสาม”
เสียงเรียกเมื่อครู่ทำให้หลานอวิ๋นเจียวได้สติ
เจ้าของใบหน้าอ่อนหวานคลี่ยิ้มละไม “ขอบคุณท่านมากที่ช่วยให้พวกเราได้ถุงเงินคืน”
หลานอวิ๋นเจียวไม่รู้ว่าสตรีตรงหน้าคือผู้ใด นางย้ายสายตามองคนที่ยืนเคียงข้างอีกฝ่ายก็เข้าใจในบัดดล
“นางคือสาวใช้คนสนิทของข้าเอง เมื่อครู่ทำขายหน้าแล้ว”
หลานอวิ๋นเจียวยิ้มตอบ “ไม่เป็นไร เมื่อครู่ของของข้าก็ถูกขโมยมาเช่นกัน พอดีได้ธนูมาใหม่เลยอยากลองฝึกมือสักครั้ง นึกไม่ถึงว่าข้าจะบังเอิญจับเขาได้จริง ๆ”
“บังเอิญหรือ? คุณหนูสามคงไม่ได้หมายความว่านี่เป็นครั้งแรกที่ท่านใช้มันกระมัง” หญิงสาวลดตามองธนูที่อยู่ในมือหลานอวิ๋นเจียวด้วยความฉงน
หลานอวิ๋นเจียวยกคันธนูขึ้นมาสำรวจ ก่อนจะพยักหน้าเบา “ข้าเพิ่งเคยใช้ครั้งแรก”
หญิงตรงหน้าตกใจจนเผลอกุมหน้าอก เท่าที่นางรู้มา คุณหนูสามสกุลหลานเป็นสตรีที่ไร้ความสามารถ ซ้ำยังทำตัวเป็นปลาเค็มไปวัน ๆ เหตุใดยามนี้จึงไม่เห็นเป็นเช่นข่าวลือ
ความแคลงใจเคลือบอยู่บนใบหน้าอีกฝ่าย หลานอวิ๋นเจียวถาม “ทำไมหรือ เจ้าก็คิดว่าข้าไร้ความสามารถหรือ”
หญิงสาวสะดุ้งโหยง “เปล่าเจ้าค่ะ”
หลานอวิ๋นเจียวพยักหน้า แต่หาได้เชื่อ “เจ้ามีนามว่าอะไร”
“ข้าหรือ”
หลานอวิ๋นเจียวเลิกคิ้ว “หากไม่ใช่เจ้าแล้วจะเป็นใคร”
“ข้า…จูจิ้งเจ้าค่ะ”
“จูจิ้ง…” ทบทวนไปมาก็ดุจถูกน้ำเย็นราดศีรษะ สตรีใบหน้าอ่อนหวานผู้นี้ไม่ใช่นางเอกอีกคนหรอกหรือ
“อ้อ คุณหนูจู ในเมื่อถุงเงินก็ได้แล้ว เช่นนั้นข้าขอตัว” นางเอกอีกคนแล้วอย่างไร ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายไปชดใช้กรรมก่อนจะถึงตอนนั้นเถิด
“หากคุณหนูสามไม่รังเกียจ…”
“น้องหญิงสาม!”
หลานพินถิงและหลานเพ่ยจือเดินเร็วเข้ามา จูจิ้งกลืนคำพูดเมื่อครู่ลงคอ
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” หลานพินถิงจับไหล่หลานอวิ๋นเจียวหมุนสำรวจทั้งร่าง มิใช่ว่านางเป็นห่วงน้องต่างมารดาเพียงนั้น เพียงแต่นางเกรงว่าหากหลานอวิ๋นเจียวบาดเจ็บ ตนก็จะถูกบิดาลงโทษไปด้วย
“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
หลานพินถิงถอนหายใจ “โล่งอกไปที เจ้าบ้าบิ่นเกินไปกระมัง รู้หรือไม่จะทำให้ข้ากับน้องหญิงรองเดือดร้อนไปด้วย”
เมื่อครู่นางยังคิดว่าหลานพินถิงเป็นห่วงน้องสาวจริงเสียอีก ที่แท้ก็เป็นห่วงผลประโยชน์ตัวเอง หลานเพ่ยจือเบือนหน้าหนี กล่าวเสียงเย็น “คงมีแค่ท่านที่กลัวเดือดร้อน”
“น้องหญิงรองเจ้าพูดเช่นนั้นได้อย่างไร ข้าก็ห่วงทั้งเจ้าทั้งน้องหญิงสาม”
หลานเพ่ยจือเชิดคอตั้ง พี่สาวคนนี้ทำตัวประหนึ่งดอกบัวขาวจนใครเห็นก็ต้องชื่นชม ส่วนนางโดนกล่าวหาว่าริษยาพี่สาวโดยตลอด ใครจะมองอย่างไรก็ช่างเถิด แต่นางจะไม่ยอมเป็นเบี้ยล่างให้หลานพินถิงเฉกเช่นหลานอวิ๋นเจียวเด็ดขาด
ใช่ว่าหลานอวิ๋นเจียวมองแววตาหยามเหยียดของหลานเพ่ยจือไม่ออก พี่สาวของนางผู้นี้ดูจะไม่ได้ริษยาอันใดหลานอวิ๋นเจียวสักนิด นางก็คงเป็นแค่คนที่เกลียดพวกไม่มีจุดยืนเป็นของตัวเอง
ต้องยอมรับเลยว่า บทบ้งก่อนหน้าหลานอวิ๋นเจียวไม่ได้ก่อเองเสียหน่อย เหตุใดจะต้องมาตามแก้ตัวให้เหนื่อยด้วยเล่า
“เอ๊ะ นี่คุณหนูจูหรอกหรือ ข้าก็คิดว่าใคร” หลานพินถิงหันไปทักทาย
จูจิ้งกระอักกระอ่วน เดิมทีนางไม่คิดอยากเอาตัวเองเข้ามาข้องเกี่ยวกับคุณหนูตระกูลหลานด้วยซ้ำ เพราะดูเหมือนหลานพินถิงจะไม่ชอบหน้านางสักเท่าใด แม้ใบหน้าของหลานพินถิงแย้มยิ้มเป็นมิตร แต่กลับซ่อนคมมีดเอาไว้จนน่าขนลุก พูดไปใครจะเชื่อ คนอื่นจะได้กล่าวหาว่านางริษยาลูกขุนนางยศใหญ่เสียเปล่า
“เมื่อครู่คุณหนูสามช่วยข้าไว้ ข้าก็เลยมาขอบคุณนางเจ้าค่ะ”
“เช่นนี้เอง ต่อไปก็ระวังตัวด้วยล่ะ วันนี้น้องหญิงสามของข้าเสียขวัญแย่แล้ว”
หลานอวิ๋นเจียวขมวดคิ้ว นางไปเสียขวัญตั้งแต่เมื่อใดกัน
“คุณหนูสาม”
เสียงทุ้มดึงความสนใจจากสตรีทั้งหมด
หลานพินถิงใจเต้นระรัว สตรีอีกสองนางก็รู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวไปตามกัน คนผู้นี้เป็นองครักษ์ของเย่ซานหลาง เช่นนั้นคนที่พวกนางอยากเจอก็ต้องมาด้วยแน่
หลานพินถิงสาวเท้ามายืนบังร่างของหลานอวิ๋นเจียว หญิงสาวเผยยิ้มอ่อนหวาน “ที่แท้เป็นท่านองครักษ์ มิทราบท่านมีอะไรกับพวกเราหรือเจ้าคะ ท่านอ๋องไม่มาด้วยหรือ” หลานพินถิงชะเง้อมองหลังแต่ก็ต้องหดคอกลับด้วยความหดหู่เมื่อไม่เห็นคนที่นางอยากพบ
“ท่านอ๋องรออยู่ที่เหลาน้ำชาขอรับ”
หลานพินถิงเขินตัวบิด “รอข้าหรือ”
ถังรุ่นส่ายหน้า เขาย้ายสายตามองสตรีที่อยู่ด้านหลังหลานพินถิง “ท่านอ๋องอยากพบคุณหนูสามเป็นการส่วนตัวขอรับ”
หลานพินถิงตัวแข็งทื่อประหนึ่งดินปั้นไม้แกะสลัก ราวกับมีเสียงกระจกปริร้าวแล้วร่วงกราวลงพื้นดุจใบไม้แห้ง
องครักษ์หนุ่มขยับหลบ พลางหันไปเชื้อเชิญหลานอวิ๋นเจียวอย่างนอบน้อม
ขาเล็กถอยกรูดไปเบื้องหลัง
“คุณหนูสาม ท่านอ๋องตรัสว่าเพราะท่านทำให้ท่านอ๋องชนะเดิมพัน ดังนั้นวันนี้ท่านอ๋องจึงอยากเชิญคุณหนูไปร่วมจิบชาด้วยกันขอรับ”
ปกติแล้วเย่ซานหลางชอบหลบหน้าหลานอวิ๋นเจียวราวกับตัวเห็บหมัด เมื่อใดก็ตามที่ได้จังหวะ นางมักกระโดดเกาะชายหนุ่มไม่ปล่อย เหตุใดวันนี้อยู่ ๆ เขาถึงอยากเรียกหาตัวยุ่งยากเช่นหลานอวิ๋นเจียวไปพบกัน
หนำซ้ำยังใช้คำว่าเชิญไปจิบน้ำชา
หลานอวิ๋นเจียวส่ายหน้า ตอบกลับเสียงหนักแน่น “ข้ายังมีธุระ ฝากบอกท่านอ๋องด้วย เจียวเจียวเสียมารยาทแล้ว”
ทุกคนต่างตกตะลึงเพราะคาดไม่ถึงกับคำตอบ
เห็นหญิงสาวดีดดิ้นอย่างหนัก ชายหนุ่มจึงไม่อยากรังแกต่อ“ท่านอ๋อง เข้ามาได้อย่างไร นี่ท่านเป็นโจรเด็ดบุปผารึ คนชั่วลงไปจากเตียงของหม่อมฉันเลยนะ”“เสียงดังให้คนแห่กันมาหรือไร” ชายหนุ่มถอนหายใจเอือมระอาหลานอวิ๋นเจียวหน้าซีดเผือด เขาทำตัวเยือกเย็นดุจทองไม่รู้ร้อนนางคว้าลมหายใจเพื่อตั้งสติ เสียงใสกระซิบ “ดึกดื่นค่อนคืน ท่านอ๋องมาทำไมเพคะ”“เจ้าทายดูสิ”“หม่อมฉันจะไปรู้หรือ ต่อให้ท่านเป็นถึงอ๋อง แต่ข่มเหงสตรีไร้ทางสู้เช่นนี้เหมาะสมแล้วหรือเพคะ หม่อมฉันจะไปฟ้องท่านพ่อ ให้ฝ่าบาทช่วยตัดสินเรื่องนี้”เย่ซานหลางขำพรืด “เจ้าจะฟ้องว่าข้าปีนเข้าห้องเจ้าหรือ เกรงว่าเขาจะโยนสมรสพระราชทานให้ข้ากับเจ้าเพื่อตัดปัญหามากกว่า”“หา...!” หลานอวิ๋นเจียวสิ้นคำจะพูด เขาเป็นบุรุษที่ปากมันลิ้นลื่นที่สุด อย่าบอกว่าคนผู้นี้ชอบปีนเข้าห้องสตรียามวิกาลในเมื่อขู่ขวัญไม่ได้ก็คงต้องลองไม้อ่อน ว่ากันว่ามารยาหญิงชนะทุกสิ่ง หลานอวิ๋นเจียวส่งเสียงสะอื้น “ฮึก ฮื่อ…อยู่ ๆ ท่านอ๋องก็บุกเข้ามาห้องนอนของหม่อมฉัน หากคนอื่นรู้เข้าตระกูลหลานจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด ผู้อื
“คุณหนูเจ้าคะ ได้เจอท่านอ๋องแล้วไม่ดีใจหรือ เดิมทีท่านก็ชอบไปพบท่านอ๋องอยู่บ่อย ๆ”ฉวนหงคว้าผ้าห่มขึ้นคลุมร่างให้อีกฝ่าย ตั้งแต่กลับจากงานโคมไฟ คุณหนูของนางก็เอาแต่ทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ตลอดหลานอวิ๋นเจียวเม้มปากจนเป็นเส้นตรง ถึงนางอยากโกรธก็โกรธไม่ลง มือเรียวกำชายผ้าห่มจนแน่น ก่อนเอ่ยปากถาม “เมื่อก่อนข้าชอบท่านอ๋องมากเลยหรือ”ฉวนหงพยักหน้า “เจ้าค่ะ คุณหนูยังเคยบอกด้วยนะเจ้าคะ ไม่ว่าเดือนหรือดาว หากท่านอ๋องอยากได้ท่านก็จะคว้ามาให้”หลานอวิ๋นเจียวยกผ้าขึ้นปิดหน้าด้วยความอับอาย นางรับไม่ได้ มุกเสี่ยวยิ่งนัก บทของคุณหนูสามช่างใจกล้าน่ารังเกียจ หากเขาแสนดียังพอเข้าใจ ไฉนเพียงถูกความหล่อเหลามอมเมานางก็ยอมทุ่มเทเพื่อเขาไปเสียทุกสิ่ง“คุณหนูยังเคยบอกอีกว่าจะแต่งงานกับท่านอ๋องเพียงคนเดียว ตอนนี้คุณหนูยังอยากแต่งหรือไม่ เห็นว่านายท่านกำลังไตร่ตรองเรื่องออกเรือนของพวกท่านอยู่นะเจ้าคะ หากคุณหนูชอบท่านอ๋องจริง ๆ ด้วยอำนาจของนายท่านย่อมไม่ใช่เรื่องลำบาก”“ไม่แต่ง ข้าไม่อยากแต่งกับเขา และก็ยังไม่อยากแต่งงานตอนนี้ด้วย อายุข้าเพิ่งเข้าวัยปักปิ่นไม่นานไฉนท่า
บรรยากาศของเทศกาลโคมไฟในค่ำคืนนี้งดงามมาก โชคดีที่นางมิได้ถอดใจกลับไปจริง ๆ หญิงสาวหันมองคนตัวสูงที่ยืนขนาบข้าง“เหตุใดต้องพาหม่อมฉันขึ้นมาเพคะ”“มิใช่บอกเจ้าแล้วหรือว่าต้องการตอบแทนน้ำใจ”หลานอวิ๋นเจียวครุ่นคิด หากเขาอยากตอบแทนน้ำใจเหตุใดเมื่อก่อนไม่เคยทำ แม้ใบหน้าของเขาไม่มีในความทรงจำแต่นางก็รับรู้ได้ว่า หานเซียนอ๋องคนนี้มิเคยชมชอบนางจากใจจริง ดังนั้นเขาต้องมีบางสิ่งแอบแฝงแน่เท้าเล็กขยับห่างอย่างแนบเนียน ชายหนุ่มปรายตามองด้วยความประหลาดใจ“หากท่านกลัวติดค้างน้ำใจของหม่อมฉัน เช่นนั้นเอาอย่างนี้ดีหรือไม่”คิ้วเข้มเลิกขึ้นหนึ่งฝั่ง “เจ้าอยากทำอะไร”หลานอวิ๋นเจียวยิ้มมีเลศนัย ในเมื่อนางเคยให้ของขวัญเขามานับครั้งไม่ถ้วน หากไม่ถอนทุนคืนก็นับว่าเสียดาย เมื่อครู่นางเห็นประสิทธิภาพวิชาตัวเบาของเขายังอดตาโตเป็นมิได้ เกรงว่าเขาคงเป็นยอดฝีมือแน่ อย่างไรเสียพระเอกจะร้ายจะดีก็ต้องมีร่างทอง“ท่านอ๋องจะช่วยแนะนำอาจารย์สอนวรยุทธ์ให้หม่อมฉันได้หรือไม่”เย่ซานหลางนิ่งไปชั่วขณะ พริบตาก็หัวเราะครืนหลานอวิ๋นเจียวเท้าเอว แก้มเนียนป
หลานอวิ๋นเจียวเดินเข้าร้านโน้นออกร้านนี้แทบไม่พัก ฉวนหงถือของจนล้นมือไปหมด “คุณหนู ขนมเยอะแยะเช่นนี้จะกินอย่างไรหมดเจ้าคะ หากซื้ออีก บ่าวคงต้องงอกมือเพิ่มแล้วเจ้าค่ะ”หลานอวิ๋นเจียวชะงัก นัยน์ตาดอกท้อกวาดมองทั้งกล่องทั้งซองขนมที่สูงเกือบท่วมศีรษะอีกฝ่ายก็รู้สึกเห็นใจ ดูเหมือนนางจะวู่วามในยามหิวโหยหลานอวิ๋นเจียวแย่งมาช่วยถือ“อ๊ะ ไม่ต้องเจ้าค่ะ บ่าวยังไหว”“ไหวอะไรกัน มาเถิดน่า เพราะข้าซื้อของตอนท้องหิวเลยวู่วามไปหน่อย”ข้อนี้ฉวนหงเห็นด้วยทีเดียว นางพยักหน้าอย่างจนใจ หลังจากเดินจนขาล้า หลานอวิ๋นเจียวก็พาฉวนหงมานั่งพักเหนื่อยใต้ต้นไม้สูง ซึ่งบริเวณนี้คนบางตามากกว่าทุกที่หลานอวิ๋นเจียวจ้องมองไปยังหอคอยสูงชะลูด ปากก็กัดถังหูลู่ลูกแดงฉ่ำ กล่าวอู้อี้ “ข้าอยากขึ้นไปแขวนโคมไฟบนนั้นจัง ว่ากันว่ายิ่งสูงคำอธิษฐานก็จะยิ่งเป็นจริง”“แต่นั่นสูงมากเลยนะเจ้าคะ บันไดก็ไม่มี”“เสียดายที่ข้าไม่มีกำลังภายใน วันหนึ่งข้าจะต้องได้เหาะขึ้นไปแขวนโคมไฟบนนั้น”ฉวนหงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก คุณหนูสามของนางมักโดนคนอื่นล้อว่าสมองทึบ เรื่องฝึกฝนวร
ถังรุ่นหน้านิ่วคิ้วขมวดเล็กน้อย หากเป็นคุณหนูสามในเมื่อก่อนมีแต่รีบกระโจนเข้าหา เหตุใดกลิ่นอายของนางวันนี้จึงแปลกไปหลานพินถิงมองท่าทีหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกขององครักษ์หนุ่มจึงออกตัว “ขออภัยที่เสียมารยาท น้องหญิงสามกำลังงอแงเพราะเมื่อครู่ถูกหัวขโมยชิงของสำคัญไป ท่านอ๋องมีเรื่องด่วนหรือ มิสู้ให้ข้าไปแทนหรือไม่”“ขอบคุณน้ำใจคุณหนูใหญ่ แต่ท่านอ๋องกำชับว่าต้องเป็นคุณหนูสามเท่านั้น”หลานอวิ๋นเจียวสาวเท้ามาข้างหน้า นางหลบเขาได้วันนี้ก็ใช่วันหน้าจะหนีได้อีก ทว่านี่เป็นงานเทศกาลอันครึกครื้นในรอบปี นางไม่อยากเสียบรรยากาศอันดีก็เท่านั้น อีกอย่างนางไม่อยากให้คนอื่นจ้องจับพิรุธนางด้วยหลานอวิ๋นเจียวปรับสีหน้าอ่อนลง “ท่านองครักษ์ เมื่อครู่ข้าตกใจมากจริง ๆ ร่างกายก็มอมแมมอย่างยิ่ง เกรงว่าไปพบท่านอ๋องทั้งอย่างนี้คงไม่เหมาะ ข้าเองก็เหนื่อยล้ามากด้วย ข้าอยากพบท่านอ๋องเช่นกัน ทว่าสถานการณ์ไม่เป็นใจเอาเสียเลย เช่นนั้นก็…” หลานอวิ๋นเจียวกัดฟันมองหยกในมือ จากนั้นยื่นให้ถังรุ่นแสร้งปั้นหน้าสลด “ถือว่าเป็นคำขอโทษจากข้า วันหน้าค่อยพบกันใหม่ ตอนนี้ข้าขอตัวกลับจวนก่อนนะเจ้าคะ ห
ขาเสลามุ่งตรงไปยังร่างที่นอนโอดครวญอยู่บนพื้น ลูกธนูเมื่อครู่ไร้ปลายแหลมคม เพราะหลานอวิ๋นเจียวใช้ผ้าพันปลายเอาไว้ ทว่าแรงกระแทกที่อีกฝ่ายโดนเข้าไปก็สามารถทำให้ทุรนทุรายได้เหมือนกันหลานอวิ๋นเจียวลดตามอง “ขโมยอะไรไป คืนมาให้หมด มิเช่นนั้นเจ้าโดนหนักกว่านี้แน่”หลานอวิ๋นเจียวตั้งท่าง้างธนูหวังขู่ขวัญ เด็กหนุ่มโบกไม้โบกมือพัลวัน “อย่า ๆ ข้ายอมแล้ว ยอมแล้วขอรับ”ไม่นานถุงเงินเกือบสิบใบกับหยกแขวนของนางก็ถูกหยิบออกมาวางเกลื่อนพื้น“โอ้โห เจ้า! ดีจริง ๆ ใครสั่งใครสอนให้ทำเรื่องต่ำช้าเช่นนี้”เด็กชายพยุงร่างให้นั่งอย่างมั่นคง มือของเขากุมหน้าท้องอยู่ตลอด ไม่ทันตอบกลับเสียงฝีเท้านับสิบกระทบใบไม้แห้งต่างกรูเข้ามาไม่หยุดเสียงจากชายชาวบ้านวัยกลางคนดังแทรก “ไอ้เด็กเวรนี่มันก่อเรื่องอีกแล้ว คราวนี้ต้องให้มันติดคุกนาน ๆ ตลอดชีวิตยิ่งดี จะได้ไม่ก่อเรื่องวุ่นวายไปทั่ว”“ข้าติดคุกนานเพียงนั้นไม่ได้ ต่อไปข้าจะไม่ทำแล้ว” เด็กชายยกมือไหว้“เพ้ย! ดีแต่พูด หากไม่อยากติดคุกก็ไปตายซะ”ชาวบ้านทั้งสตรีและบุรุษดาหน้าเข้ามาหวังใช้สิ่งของที่อย







