Se connecterริมฝีปากสีกุหลาบกระตุกยิ้มหนึ่งฝั่ง นี่สินะโชคชะตาของการเป็นนางเอก หลานอวิ๋นเจียวหันหลังกลับ แววตาพราวระยับเปลี่ยนเป็นไร้เดียงสาประหนึ่งกวางน้อย “ข้าจะสวมชุดนี้เจ้าค่ะ”
หลานพินถิงหน้าเปลี่ยนสีทันควัน กิริยาเหล่านั้นล้วนอยู่ในสายตาของหลานอวิ๋นเจียวทั้งหมด
“ปกติเจ้าไม่ชอบสีแดงมิใช่หรือ เกรงว่าสวมไปจะไม่เข้ากับเครื่องประดับที่เจ้ามี”
“อ้อ…ไม่เห็นจะยากเลยเจ้าค่ะ เครื่องประดับพวกนี้เดิม ๆ ข้าเบื่อยิ่งนัก มิสู้ร้อยมันขึ้นใหม่ก็สิ้นเรื่อง” กล่าวจบหลานอวิ๋นเจียวก็คว้าเครื่องประดับซึ่งนางมองปราดเดียวยังรู้ว่ามันเชยยิ่งกว่าอะไร หากนำมาเทียบกับปิ่นระย้าที่ปักอยู่บนเส้นผมของหลานพินถิงแล้ว เครื่องประดับที่หลานอวิ๋นเจียวมีทั้งหมดยังสู้ไม่ได้กับของชิ้นเดียวบนหัวของนาง
รสนิยมย่ำแย่เพียงนี้ยังเทียบไม่ได้กับไม้แยงฟัน!
หลานพินถิงตาโตเมื่อเห็นว่าหลานอวิ๋นเจียวทำการชำแหละบรรดาไข่มุกเพชรพลอยจนเกลื่อนไปหมด “น้องหญิงสาม เจ้าจะทำอะไร นั่นมิใช่เครื่องประดับที่เจ้าชอบหรือ”
หลานอวิ๋นเจียวยิ้มตาปิด “ของนอกกาย ชอบได้ก็เลิกชอบได้ ข้าเบื่อแล้ว มิสู้มาลองเปลี่ยนแบบของมันดู บางทีอาจได้เครื่องประดับที่เข้ากันกับชุด”
หลานพินถิงถลาเข้ามานั่งแหมะข้างกาย นางจับข้อมือเรียวเล็กเอาไว้ “เจ้าจะเสียเวลาทำไม หากเบื่อมิสู้เอาของข้าไปหรือไม่ หรือให้ฉวนหงออกไปซื้อครู่เดียวก็ได้”
ฉวนหงลอบกลั้นหายใจอยู่ตั้งนาน เมื่อก่อนหลานอวิ๋นเจียวดื้อรั้นก็จริงทว่านางเป็นคนหัวอ่อนสมองทึบ ไม่ว่าหลานพินถิงจะพูดกรอกหูอะไรนางก็ล้วนเชื่อฟังทั้งสิ้น แม้ฉวนหงเคยแอบค้าน กระนั้นหลานอวิ๋นเจียวกลับไม่ยอมเชื่อนางสักหน
“ฉวนหง เจ้าออกไปซื้อเครื่องประดับให้น้องหญิงสามใหม่ก็แล้วกัน เอาแบบที่…”
“ไม่ต้องเจ้าค่ะ” หลานอวิ๋นเจียวตัดบท เอ่ยต่อ “เครื่องประดับที่มีอยู่ก็มากมายจนใช้ไม่หมด จะสิ้นเปลืองเงินทองเพิ่มทำไม วันนี้ข้าจะสวมเครื่องประดับที่ทำเอง สายแล้ว พี่หญิงใหญ่ก็ไปแต่งตัวเถิดเจ้าค่ะ”
“เจ้าไม่อยากให้ข้าช่วยแต่งกายให้หรือ ยามปกติเจ้าต้องปรึกษาข้าเสมอ ถ้าข้าไม่อยู่ใครจะดูแลความเรียบร้อยให้เจ้า”
‘ดูแลความเรียบร้อยรึ มิใช่อยากรอดูให้แน่ใจว่าข้าขี้เหร่แล้วหรือไม่กันแน่’
หลานอวิ๋นเจียวค่อนขอดในใจ ตรงกันข้ามกับสีหน้าที่ยังยิ้มตอบ “พี่หญิงใหญ่อย่าลืมว่าข้าล่วงเข้าวัยปักปิ่นแล้วนะเจ้าคะ ข้าดูแลตัวเองได้ หากท่านยังไม่รีบไปเตรียมตัว ระวังพี่หญิงรองจะงามยิ่งกว่าท่าน”
หลานพินถิงหน้าเจื่อน งานวันนี้นางต้องโดดเด่นที่สุด เพื่อทำให้หานเซียนอ๋องประทับใจ เกรงว่าหากล่าช้าเวลาแต่งตัวก็จะน้อยลงไปอีก ซึ่งนางจะไม่ยอมให้น้องสาวทั้งสองเกินหน้าเกินตาตนเองแน่
อย่างไรเสียตลอดมาหลานอวิ๋นเจียวก็แต่งตัวไม่เป็น ยิ่งมานั่งร้อยเครื่องประดับเองมั่ว ๆ เกรงว่าจะได้เป็นตัวตลกมากไปกว่าเดิม
คิดได้เช่นนั้นหลานพินถิงก็ยิ้มสบายใจ “เช่นนั้นก็ได้ หากน้องหญิงสามติดปัญหาใดให้คนไปตามข้าได้ทุกเมื่อ”
“เจ้าค่ะ แต่ข้าคงไม่รบกวนพี่หญิงใหญ่อีกแล้วล่ะ ข้ายังไม่ว่างส่ง พี่หญิงใหญ่กลับดี ๆ นะเจ้าคะ” หลานอวิ๋นเจียวกล่าวจบก็ก้มหน้าก้มตาร้อยเครื่องประดับในมือของตนต่อไป
หลานพินถิงตกตะลึงอย่างคาดไม่ถึง หลานอวิ๋นเจียวไม่เคยเมินนางมาก่อน ตั้งแต่พลัดตกต้นไม้ครั้งนั้นดูเหมือนน้องสาวที่นางเคยชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ นิสัยกลับตาลปัตรไม่เหมือนเดิม
“เช่นนั้นไว้เจอกันนะ”
“เจ้าค่ะ” หลานอวิ๋นเจียวตอบโดยไม่เงยหน้า กระทั่งเสียงฝีเท้าจากไป งานร้อยลูกปัดจึงหยุดลง
“เฮ้อ เหนื่อยจะแย่” หลานอวิ๋นเจียวทำแก้มป่อง ต้องปั้นหน้าเป็นนางเอกอ่อนหวานลำบากไม่ใช่น้อย
“คุณหนูเมื่อครู่บ่าวแทบลืมหายใจ คิดว่าท่านจะสวมชุดสีเขียวอื๋อนั่นแล้วจริง ๆ”
หลานอวิ๋นเจียวยิ้มมุมปาก “เมื่อก่อนข้าเชื่อฟังพี่หญิงใหญ่มากเลยหรือ”
ฉวนหงพยักหน้า “เจ้าค่ะ ชนิดที่ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้”
“อ้อ ข้าเข้าใจแล้ว”
ร้ายลึกจริงเชียวแม่นางดอกบัวขาวหลานพินถิง เกรงว่าคงร้ายกาจเสียยิ่งกว่าหลานเพ่ยจือหลายเท่ากระมัง
“คุณหนูเพิ่งร้อยลูกปัด เช่นนี้จะทันใช้งานหรือเจ้าคะ มาเจ้าค่ะบ่าวช่วยเอง”
“ไม่เป็นไร เจ้ามาทำผมให้ข้า ครู่เดียวก็เสร็จแล้ว เจ้าไม่รู้หรือว่างานอดิเรกของข้านอกจากจับปลายกระบอกปืนก็คือการออกแบบและทำเครื่องประดับ”
แน่นอนว่านอกจากหลานอวิ๋นเจียวจะเป็นนักกีฬาแม่นปีนเหรียญทอง ที่บ้านยังเปิดกิจการขายเครื่องประดับอัญมณี ดังนั้นเรื่องออกแบบร้อยลูกปัดไม่คณามือนางหรอก
“หา” ฉวนหงงุนงงกับสิ่งที่ได้ยิน คุณหนูของนางไปจับปืนและร้อยลูกปัดตั้งแต่เมื่อใด ที่นางพอจะเห็นอยู่ตลอดในตอนนี้ก็คือ นางเฝ้าตามติดหานเซียนอ๋องไม่ห่างประหนึ่งเงาตามตัวต่างหาก
หรือว่าหลานอวิ๋นเจียวจะสมองกระแทกจนนิสัยเปลี่ยนจริง ๆ ฉวนหงได้แต่สงสัยและกลืนความฉงนกลับลงไป
ขาเสลามุ่งตรงไปยังร่างที่นอนโอดครวญอยู่บนพื้น ลูกธนูเมื่อครู่ไร้ปลายแหลมคม เพราะหลานอวิ๋นเจียวใช้ผ้าพันปลายเอาไว้ ทว่าแรงกระแทกที่อีกฝ่ายโดนเข้าไปก็สามารถทำให้ทุรนทุรายได้เหมือนกันหลานอวิ๋นเจียวลดตามอง “ขโมยอะไรไป คืนมาให้หมด มิเช่นนั้นเจ้าโดนหนักกว่านี้แน่”หลานอวิ๋นเจียวตั้งท่าง้างธนูหวังขู่ขวัญ เด็กหนุ่มโบกไม้โบกมือพัลวัน “อย่า ๆ ข้ายอมแล้ว ยอมแล้วขอรับ”ไม่นานถุงเงินเกือบสิบใบกับหยกแขวนของนางก็ถูกหยิบออกมาวางเกลื่อนพื้น“โอ้โห เจ้า! ดีจริง ๆ ใครสั่งใครสอนให้ทำเรื่องต่ำช้าเช่นนี้”เด็กชายพยุงร่างให้นั่งอย่างมั่นคง มือของเขากุมหน้าท้องอยู่ตลอด ไม่ทันตอบกลับเสียงฝีเท้านับสิบกระทบใบไม้แห้งต่างกรูเข้ามาไม่หยุดเสียงจากชายชาวบ้านวัยกลางคนดังแทรก “ไอ้เด็กเวรนี่มันก่อเรื่องอีกแล้ว คราวนี้ต้องให้มันติดคุกนาน ๆ ตลอดชีวิตยิ่งดี จะได้ไม่ก่อเรื่องวุ่นวายไปทั่ว”“ข้าติดคุกนานเพียงนั้นไม่ได้ ต่อไปข้าจะไม่ทำแล้ว” เด็กชายยกมือไหว้“เพ้ย! ดีแต่พูด หากไม่อยากติดคุกก็ไปตายซะ”ชาวบ้านทั้งสตรีและบุรุษดาหน้าเข้ามาหวังใช้สิ่งของที่อย
ลูกดอกที่ลอยลิ่วออกไป หล่นลงตรงกลางเป้าราวกับจับวาง เสียงอึงอลสงัดลงเดี๋ยวนั้น“นางปาเข้าเป้าอย่างกับตาเห็น”หลายคนขยี้จนตาแทบถลน ทว่ายังไม่อยากปักใจเชื่อ“ดอกแรกเท่านั้น ข้าว่าก็แค่บังเอิญนะ...”ปัก!!!!ไม่รอให้จบประโยคลูกดอกที่เหลือก็ถูกขว้างออกไปอย่างพร้อมเพรียง หนำซ้ำยังลงช่องกระบอกกลางทั้งหมดด้วยหลานพินถิงตกตะลึงอึ้งเป็นไก่ไม้ หญิงสาวขยี้ตาซ้ำ “จะ…เจ้า…เป็นไปได้อย่างไร”หลานอวิ๋นเจียวปลดผ้าคาดดวงตาลง ริมฝีปากสีกุหลาบเผยยิ้มซุกซนออกมา “โอ้โห ข้าทำได้อย่างไร นี่ลงเป้าทั้งหมดเลยหรือ”ฉวนหงยืนตัวแข็งทื่ออยู่พักใหญ่ ครั้นได้สติก็โผเข้ามากุมมือหลานอวิ๋นเจียวด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ “คุณหนู ท่านเก่งมากเลยเจ้าค่ะ ปาลงเป้าภายในพริบตา”หลานอวิ๋นเจียวขยิบตาหยอกล้อ “ข้าบอกเจ้าแล้ว เชื่อหรือยัง”“เชื่อแล้วเจ้าค่ะ”องครักษ์ทั้งสองเหลียวมองหน้ากันทันควัน คนที่เดินยังสะดุดขาตนล้มอย่างหลานอวิ๋นเจียวทำเช่นนี้ได้อย่างไร ถึงจะอ้างว่านางแอบมองลอดผ้าแพรก็ยังลำบาก การปาลูกดอกให้ลงเป้าในคราวเดียวมิใช่ว่าใครก็ทำได้
“คุณชาย ท่านคงไม่ใช่คนที่นี่กระมัง แน่ใจหรือว่าจะลงเดิมพันคุณหนูสาม นางเป็นสตรีที่หาความสามารถแทบไม่เจอ เปลี่ยนใจตอนนี้ก็ยังทัน”“ข้าไม่เปลี่ยนใจ”หลายคนถึงกับส่ายหน้าเพราะเสียดายทองมหาศาลที่เขาเอามากอง จะว่าไปแล้ววันนี้คุณหนูสามโดดเด่นเป็นอย่างมาก บางทีเขาอาจสะดุดตาต่อรูปโฉมของนางจนหน้ามืดตามัวดังนั้นจึงไม่มีใครคัดค้านการตัดสินใจของชายหนุ่มอีกเจ้าของร่างสูงไม่รอช้า เท้าแกร่งขยับเดินขึ้นไปยังชั้นบนสุด ที่ตรงนี้เป็นหอคอยสามารถขึ้นมาชมบรรยากาศอันงดงามได้ทั้งเมือง และแน่นอนมันทำให้เขามองเห็นหญิงสาวทั้งสามได้ถนัดตา แต่ละชั้นใช่ว่าใครจะขึ้นไปได้ หากกระเป๋าไม่หนาพอก็รอฟังผลชั้นล่างสุดแล้วกันฝ่ามือกว้างปลดงอบบนศีรษะลง นัยน์ตาคมกริบจับจ้องใบหน้าพริ้มเพราไม่ละสายตา รอยยิ้มสดใสของนางทำให้คิ้วเข้มขมวดแน่น หากเป็นเมื่อก่อนนางจะต้องเที่ยวไปตามตัวเขาออกจากตำหนัก ทว่ายามนี้การแข่งขันโถวหูกลับดึงความสนใจของนางไปจากเขาอย่างสิ้นเชิงชายหนุ่มครุ่นคิดอย่างไม่เข้าใจ หรือเพราะการไล่ตามที่ไม่มีผล อาจทำให้ความรู้สึกของคนที่พยายามอยู่ฝ่ายเดียวนั้นถอดใจ“ท่
เรื่องผ้าเช็ดหน้าเมื่อครู่ถูกโยนทิ้งชั่วคราว หลานอวิ๋นเจียวไม่อยากเอามาคิดให้เสียอารมณ์ ตอนนี้ความสนใจของหญิงสาวจดจ่ออยู่ที่การแข่งขันโถวหูมากกว่าหลานอวิ๋นเจียวดูตื่นตาเป็นพิเศษเพราะเป็นการละเล่นยุคโบราณที่แทบเลือนหายไปแล้วในยุคที่นางจากมา หญิงสาวกวาดสายตาสำรวจของรางวัลที่ตั้งอยู่ภายในร้าน กระทั่งสะดุดตาเข้ากับธนูคันหนึ่ง“เถ้าแก่ หากข้าอยากได้ธนูคันนั้นต้องทำอย่างไร”ชายวัยกลางคนยิ้มประจบ “คุณหนูตาถึงยิ่งนัก นี่เป็นคันธนูอย่างดีทำขึ้นจากเอ็นและเขาสัตว์โดยเฉพาะ ช่างฝีมือทำออกมาอย่างประณีตทีเดียว หากท่านต้องการก็ต้องโยนลูกดอกให้ลงเป้าโดยไม่พลาดเลยห้าดอก”หลานอวิ๋นเจียวพยักหน้าหงึกหงัก นางไม่รู้หรอกว่าความสามารถของตนในตอนนี้มีเท่าใด หากแต่นางคิดว่าอาจพอประยุกต์จากทักษะที่ตนเป็นนักแม่นปีนเข้าไปได้ “น้องหญิงสาม เหตุใดจึงอยากได้ธนูคันนั้น นี่เจ้าคงไม่คิดจะนำมันไปเป็นของฝากให้ท่านอ๋องกระมัง” หลานพินถิงถามหลานเพ่ยจือแค่นเสียง “คนที่เดินยังเซเช่นเจ้า คิดจะปาลูกดอกลงเป้าได้จริงหรือ”หลานอวิ๋นเจียวเป็นคุณหนูชนิดที่ว่าไร้ทักษะและค
เดิมทีสายตาแทบทุกคู่ต้องหยุดอยู่ที่หลานพินถิงเสมอ รอยยิ้มหวานละไมแห้งเหี่ยวลงช้า ๆ เมื่อสัมผัสได้ว่าตนกำลังถูกมองข้ามไป“พี่หญิงใหญ่ไม่เข้าไปหรือเจ้าคะ”หลานพินถิงกระแอม “น้องหญิงสาม คนมากมายเกินไป ข้าว่าเราไปหาที่เดินเล่นสงบ ๆ กว่านี้ดีหรือไม่”“พี่หญิงใหญ่ นี่มันเทศกาลนะเจ้าคะ คนน้อยสิแปลก แต่หากท่านไม่ชอบคนพลุกพล่านจะกลับไปก่อนก็ย่อมได้”“ไม่เป็นไร ไหน ๆ ก็มาแล้ว มิสู้เดินเล่นสักหน่อย”“มากันแล้วหรือ” เสียงใสดังแทรกบทสนทนาหลานอวิ๋นเจียวเอ่ย “ที่แท้เป็นพี่หญิงรอง ท่านล่วงหน้ามาก่อนคงรู้ว่าในงานมีเรื่องน่าสนุกอะไรบ้าง”หลานเพ่ยจือจ้องหลานอวิ๋นเจียวตาไม่กะพริบ “นี่เจ้า…”หลานอวิ๋นเจียวเอียงคอถาม “ทำไมเจ้าคะ จำน้องสาวไม่ได้แล้วหรือ”หลานเพ่ยจือค่อนขอด “แต่งกายดี ๆ กับเขาก็เป็น ทำสกุลหลานขายหน้าอยู่ตั้งนาน” จากนั้นหญิงสาวก็ย้ายสายตาไปยังหลานพินถิงด้วยความดูแคลน“น้องหญิงรอง ข้าคิดว่าเจ้าไม่อยากมาเดินกับพวกเราเสียอีก”ความแตกต่างของสองพี่น้องเผยออกมาอย่างเห็นได้ชัด หลานพินถิงเป็นพวกซ่อนเร้นความร้ายกาจผ่
ทันทีที่หลานอวิ๋นเจียวผลุบหัวกลับเข้าไป จากรอยยิ้มใจดีของหลานพินถิงก็หุบฉับลงทันควัน แพรพกในมือถูกนางกำแน่นจนเกิดรอยยับย่นวันนี้ควรเป็นนางที่โดดเด่น ไฉนจึงถูกหลานอวิ๋นเจียวทำพังไม่เป็นท่า หรือน้องสาวผู้นี้รู้ตัวแล้ว จึงจงใจเป็นปรปักษ์กับนางอย่างโจ่งแจ้งหากวันนี้หานเซียนอ๋องไปงานโคมไฟจะไม่เผลอไผลกับรูปโฉมประหนึ่งปีศาจจิ้งจอกของหลานอวิ๋นเจียวหรือ เมื่อก่อนนางแอบเก็บหางอีกฝ่ายเอาไว้อย่างแนบเนียน หนนี้ไม่อาจทำได้เสียแล้วน่าเจ็บใจนัก น้องสาวสมองทึบผู้นั้นหายไปที่ใดระหว่างที่รถม้ามุ่งหน้าไปงานโคมไฟ บ่อยครั้งที่หลานพินถิงเฝ้าพยายามหว่านล้อมให้หลานอวิ๋นเจียวสิ้นความมั่นใจ หารู้ไม่ว่าสิ่งที่หลานพินถิงพ่นออกมาเข้าตัวเองไปมากกว่าเก้าในสิบส่วนหลานอวิ๋นเจียวอมยิ้ม “ปิ่นสีมรกตเข้ากับข้าก็จริงอยู่ แต่เกรงผู้คนจะหาว่าเป็นนกยูงรำแพนนี่สิเจ้าคะ”หลานพินถิงถึงกับสะอึก เพราะเครื่องหัววันนี้นางประโคมใส่เครื่องประดับจนไม่เหลือที่ว่างเว้น เพียงเพราะต้องการให้ตนดูเด่นจนสะดุดตา กระทั่งได้ยินคำว่านกยูงรำแพนก็ทำเอานางหมดความมั่นใจไปเสียเอง“น







