LOGINกึก...
อี้หลานนอนนิ่งอกแกร่งกระเพื่อมถี่ แสงเวทย์ในร่างสั่นไหวไม่เป็นจังหวะ ย่ำแย่จนแทบหาหนทางเอาชนะไม่เจอมู่อวี่แข็งแกร่งเหลือเกินราวกับรวมพลังอสูรมาไว้ที่ตนเองเพียงผู้เดียว ครืนนน~ ลมอสูรปั่นป่วนจนพื้นหินแตกร้าวเป็นแนวยาว พลังของมู่อวี่กดทับพื้นที่ทั้งผืนเสียงคำรามต่ำดังมาจากลำคอ ทุกลมหายใจพ่นไอเย็นชื้นกลิ่นคาวเลือดกับโคลนดินกระแทกจมูก พื้นหินที่สั่นสะเทือน พลังที่อีกฝ่ายปลดปล่อยออกมาไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์หรืออสูรจะต้านทานได้ มันถาโถมเข้ามาเหมือนคลื่นน้ำเชี่ยว อัดกระแทกแรงมหาศาลฟาดใส่หากแต่หลบทันจึงอัดใส่ก้อนหินด้านหลัง ตู้มมม! แรงนั้นทำให้พื้นหินยุบลงเป็นหลุมลึก เศษหินปลิวกระแทกหน้าอี้หลานจนคิ้วแตกของเหลวซึมจากหางคิ้วไหลลงมาแดงฉานเป็นทางยาว มู่อวี่ขยายกรงเล็บสีดำกดลงกับอากาศ ฟาดกระทบแผ่นหลังของอี้หลานเสียงแตกดังเปรี๊ยะเหมือนแก้วร้าว อี้หลานทรุดกายลงเลือดจากคิ้วจมูกปากกระเซ็นเต็มผืนดินไปหมด “ครืนนน” ป้ายหลุมศพสั่นสะท้านรุนแรงขึ้น แสงพลังพวยพุ่งรอบฐาน เสียงอักขระเสียดสีกันดังแหลมเหมือนโลหะขูดกันอี้หลานฝืนเงยหน้าขึ้น แม้ภาพตรงหน้าจะพร่าเลือน ลมหายใจติดขัด แต่ดวงตายังไม่ดับแสง ป้ายหินตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางฟ้ากับดิน รอยอักขระเก่าแก่เรืองแสงเขียว ไล่ไปตามขอบอักษร เสียงเสียดสีกับพื้นหินดังครืนไม่ขาด วิ้งงง ฟ้าววว! เสียงพลังบางอย่างฉีกอากาศผ่านเหนือศีรษะ เขาหดคอทันที “บ้าไปแล้ว ใช้ใครไม่ใช้ มาใช้คนตัวเล็กอย่างข้า เจ้าหวังให้โลกล่มสลายสินะ!” เยี่ยนชิงบ่นเสียงดังท่ามกลางเสียงต่อสู้โครมคราม “ไม่รู้หรือว่าข้าเป็นตัวเฮ็งซวยแห่งราชสำนักจะได้เรื่องไหมเล่าอี้หลาน!” ลมอีกระลอกพัดสวนเข้ามาเต็มแรง ฝุ่นหินลอยขึ้นกระแทกหน้าเล็กจนแทบจะปิดตาคลำทาง “ฟิ้วว!” “บ้าเอ๊ย!” เยี่ยนชิงย่อตัวลงเล็กน้อย ทรงตัวแทบไม่อยู่ “แค่ลมพัดก็จะปลิวแล้ว มีตัวช่วยให้ข้าบ้างหรือไม่ ขอใครสักคน ใครก็ได้ ช่วยข้าด้วย!” แว่บบ! เงาหนึ่งเคลื่อนไหวด้านหลังป้ายกล้เข้ามา วื้บบ~ "หยางหยิน” เสียงนั้นดังจากด้านหลังป้ายสุสาน เยี่ยนชิงสะดุ้งสุดตัวเผลอกอดป้ายหินแน่นโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าเล็กหันมองไปรอบๆ ไม่มีผู้ใดก็ยิ่งน่ากลัวเขามองอี้หลานสู้กับสหายเก่าอย่างดุเดือดแล้วจึงคิดว่าควรพึ่งตัวเองก่อน “หยางหยิน ..ตรงนี้” เสียงเรียกดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้อยู่อีกฟากข้างป้าย ใหญ่ “ใคร.. ผู้ใดเรียกข้า” เงาสองร่างเล็กใหญ่ก้าวออกมาจากหลังป้ายหินอย่างไม่เร่งรีบ ชายหนุ่มสวมอาภรณ์สีม่วงเข้ม ผมยาวถักหลวม ดวงตาเรียวสวยซุกซนยามยิ้มแย้ม “ข้าเอง” ไม่เพียงคนตัวเล็กยังมีคนตัวโตโผล่ออกมาจากหลังป้ายหิน ใบหน้าหล่อเหลาที่คุ้นเคย ปากจมูกตาเช่นนี้นี่มัน “หมิงเยว่!!” ตู้มมมมม! เปรี้ยงงงง!! เสียงดังด้านหน้าต้นไม้กับใต้ต้นไม้ใหญ่ราวกับแบ่งแยกฟ้าดิน เบื้องหน้าคล้ายมีพายุมหาสงครามทำลายยุทธภพหมอกควันโขมง แต่ใต้ต้นไม้สีเขียวสบายตามีหมอกลอยมาบางๆ คล้ายคนจะนั่งจิบชาชมดอกบัวยามเช้าอันสงบร่มเย็นกันอย่างรื่นรมย์ ...แบบนี้ก็ได้ด้วย? “เอ่อ...ท่านคือ?” “ข้าเป็นคนรักขององค์ชายรองหมิงเยว่ มีนามว่าหลันหลิง ข้าคือกล้วยไม้สีม่วงผู้ดูแลแดนข้างล่างนี้ไปเที่ยวบ้านข้ากันดีไหม” เยี่ยนชิงนิ่งไปอึดใจ มองหลันหลิงตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ก่อนกระพริบตาปริบๆ ประมวลผลความร่าเริงสดใสท่ามกลางสงครามพลางเอ่ยออกมาที่มจคิด “เจ้าเป็นคนสติไม่ดีหรือ” “เหตุใดจึงว่าเช่นนั้น” หลันหลิงเอียงคอ ยิ้มอย่างไม่ถือสาชายตัวเล็กยังคงยิ้มแย้มแม้คนข้างกายจะหน้าบึ้งตึงตลอดเวลา “ก็เจ้ามาชอบคนอย่างหมิงเยว่เนี่ยนะข้าไม่อยากเชื่อเลยว่าเจ้าจะชอบคนเช่น..” เยี่ยนชิงส่ายหน้าพลางชี้นิ้วไปที่คนตัวโต หลันหลิงมองตามนิ้วเล็กๆ แล้วหัวเราะออกมาก้าวมายืนข้างป้ายหิน มือแตะผิวหินเย็นเฉียบ “เป็นข้าแล้วจะทำไม” หลันหลิงยิ้มตาใสมองซ้ายทีขวาทีราวกับเด็กน้อย “พวกเจ้าไม่ได้สนิทสนมกันหรอกหรือ เมื่อก่อนท่านหมิงเยว่ออกจะชอบ..” ประโยคนั้นยังลอยอยู่กลางอากาศ คนพูดทำท่าจะขยายต่อ แต่ถูกมือข้างหนึ่งจับใบหน้าเล็กหันมาสบสายตาร้อนแรงของคนข้างกายที่จ้องเขม็งมาที่คนรักตนเอง “หลันหลิงหุบปาก! ข้าจะชอบผู้ใดได้” “นั่นสิน้า~ก็ท่านมีข้าแล้วทั้งคน” เจ้าของมือหนาหยุดบีบแก้มเล็กจ้องดวงตาคู่นั้นเนิ่นนานราวกับคู่แต่งงานใหม่..กลางสมรภูมิรบ! “นี่ใช่เวลามาหวานแหว๋วรึ?” เยี่ยนชิงชี้ให้ดูสองอสูรที่ฟาดฟันกันเลือดสาดกระจายคล้ายคนเพลี่ยงพล้ำจะเป็นคนฝั่วตน มือหนึ่งยกมือขึ้นกุมขมับ มองสลับระหว่างใต้ต้นไม้กับนอกต้นไม้อย่างจนปัญญา “อ้อนั่นน่ะสิลืมไป” หลันหลิงพยักหน้าหงึกหงั่กหมิงเยว่ก็ปล่อยมือออกจากหน้าเล็ก “โครมมมม!!” พื้นดินสะเทือนรุนแรง รอยอักขระบนต้นไม้แตกกระจายเป็นเส้นแสง ใบไม้ร่วงกราว “จะมัวพูดกันอยู่แบบนี้ไม่ได้นะเจ้านั่นจะตายอยู่แล้ว” เยี่ยนชิงเร่งเอ่ยคำขอร้องชี้ไปที่อี้หลานที่ฟาดพลังใส่มู่อวี่ในร่างฮ่องเต้แต่กลับไม่เป็นอะไร กลับกันพลังของมู่อวี่กลับมีทำลายอี้หลานจนมีสภาพยังเยิน “ห่วงสวามีหรือ~” หลันหลิงยิ้มล้อ “ท่านไม่ห่วงหมิงเยว่..สวามีท่านรึ!” “ห่วงซี้~ปะทำงานกันเถอะ”(พาทฮ่องเต้พันปีก่อน) . . กลิ่นกำยานผสมกลิ่นสุราหวานฉุนของหอนางโลมลอยคลุ้งปะปนเสียงหัวเราะแว่วเข้ามาในห้องชั้นบนหลังม่านแดงร่างหนึ่งนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะเตี้ย ครึ่งใบหน้าถูกปกปิดด้วยหน้ากากสีดำภายใต้ดวงตาคู่คม เย็นชาดุดันราวกับสัตว์ป่าดุร้ายท่าทีไม่ได้ชื่นชอบหอนางโลมเท่าใดนักท่าทางไม่เหมือนคนธรรมดาแม้จะปกปิดเพียงใดความโดดเด่นบนร่างกายสูงใหญ่สวมผ้าเนื้อดีไม่มีส่วนไหนที่ดูธรรมดา ชายหนุ่มที่อยู่ด้วยกันยิ้มขำพอใจกับความหยิ่งผยองของมนุษย์คนหนึ่ง บุรุษอีกคนมีเส้นผมสีอ่อนร่างกายสูงใหญ่งดงามไม่แพ้กัรเพียงแต่ใบหน้านั้นมีรอยยิ้มหล่อเหลาท่าทางใจดีมีอารมณ์ขันไม่เคร่งขรึมเท่าอีกคน ตลอดเวลาทั้งคู่อยู่ชั้นบนก็ลอบมองลงมายังเบื้องล่างที่มีนางโลมสาวสวยปรนนิบัติทหารกลุ่มหนึ่งที่แหงนมองขึ้นมาสบตากับชายสวมหน้ากากเป็นระยะ “หอนางโลมแห่งนี้ก็มีหญิงงามไม่น้อย สายตาท่านช่างเฉียบแหลมยิ่งนัก” ชายชุดดำเอ่ยชมเปาะโดยเฉพาะสตรีนางหนึ่งที่โดดเด่นด้วยการบรรเลงกู่ฉินด้วยท่วงท่างดงามแสนไพเราะ นางมิใช่คนชงเหล้าแนบชิดบรรดาลูกค้าชาย แต่ถูกมองอย่างชื่นชมและแฝงไปด้วยความกระหาย แม้คนสวมหน้ากากที่อยู่ด้วยจะไม่สนใจผู
เนื่องจากเราไม่ค่อยชอบพูดนักแล้วติดความชอบนั้นมาถึงงานเขียนจึงเข้าใจยากเข้าไปอีก หลายคนงงว่าใครเป็นใครอะไรยังไงเพราะเราเขียนนิยายจีนโบราณหลายรุ่น หลายยุค ทำให้ตัวเองต้องเขียนอธิบายให้มากขึ้น อาจจะฉีกจากพาทแรกเล็กน้อยเพราะตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร แต่ตอนนี้ต้องหารายละเอียดกิมมิกใส่ให้ (555จะบ้า)มาเริ่มต้นใหม่เลยก็แล้วกันจ้าหยางหยินเมื่อพันปีก่อน เป็นธาตุสมดุลหยินหยางมาตั้งแต่ต้นคือเป็นทุกอย่างแห่งความสมดุล ในเรื่องไม่ได้ลงรายละเอียดมากนักเพราะให้เป็นตัวเอกสร้างปมของการแก่งแย่งที่ไม่ใช่แค่เรื่องความรักหยางหยินเหมือนฑูตสันถวไมตรีที่เจรจากับใครก็ได้ ฟ้าดิน เทพอสูร ที่มีคู่หมั้นเป็นสัตว์อสูรคืออี้หลาน นัยหนึ่งคือสวรรค์ต้องการให้ควบคุมหัวหน้าสัตว์อสูรอีกที ไม่ให้ร้ายกาจเหิมเกริมขึ้นมาสร้างความเดือดร้อน แต่ทั้งคู่ก็รักกันจริงๆ >>>อี้หลานเมื่อพันปีก่อน สัตว์อสูรที่เป็นปลาชั้นสูงกว่านรกอเวจีเป็นหัวหน้าสัตว์อสูรที่ความจริงแล้วต้นกำเนิดดุร้ายมากถูกลงโทษให้บำเพ็ญเพียรบ่อยมากจนถูกจับหมั้นกับหยางหยินแล้วรักกันจึงสงบลงพี่แกมีด้านมืดกับมู่อวี่ที่ไม่มีใครรู้ด้วยนะ พาทแรกพี่แกไม่มีบทเท่าไหร่แต่มันมีเหต
. (บ้านเยี่ยนชิง) “ตึกๆๆๆ” เสียงฝีเท้าเร่งรัวกระทบพื้นในเรือนไม้ด้านในดังต่อเนื่อง ร่างเล็กพุ่งผ่านม่านผ้าบางที่กั้นจนชายผ้าสะบัดแรง ลมเย็นยามบ่ายไหลตามเข้ามาในห้องติดริมธาาน้ำหลังบ้าน “อี้ หลานนน!” เสียงเรียกยืดยาวยียวนดังขึ้นพร้อมกับร่างเข้าออกบ้านหลังกว้างที่สะอาดเอี่ยมมีกลิ่นอายการใช้ชีวิตมากกว่าหนึ่งคน บ้านที่มีแสงสว่างเข้าถึงโล่งโปรงเย็นสบายไร้ความอึมครึมเช่นเก่าขาเล็กวิ่งเข้ามาเกือบสะดุดขาตนเอง ปลายเท้าเตะขอบโต๊ะเตี้ยจนพู่กันที่วางอยู่สั่นไหว “อี้หลาน อี้หลานอยู่ไหน” เยี่ยนชิงหมุนตัวซ้ายขวา มือหนึ่งยกชายผ้าที่ขาขึ้นกันสะดุดอีก มือกวัดแกว่งไปมาอย่างไม่รู้จะวางตรงไหน กึก.. เจ้าของชื่อร่างสูงเข้ามาสวมกอดร่างคนรักจากด้านหลังเงียบเชียบพลางกดจมูกฝังลงบนซอกคอขาวกรุ่นกลิ่นพลับพลึงไม่จาง ร่างเล็กของเยี่ยนชิงหันกลับมาตะปบใบหน้าคนรักขมวดคิ้วจ้องเขม็งด้วยสีหน้าจริงจังแม้นจะดูไม่จริงจังในสายตาอี้หลานก็ตาม “วิ่งทำไมเดี๋ยวก็ล้ม” "เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” อี้หลานยกนิ้วเกลี่ยเส้นผมยุ่งพลางกดจมูกลงบนหน้าผากชื้นเหงื่อรวบเอวบางเข้ามาแนบชิดเอนพิงหลังกับเสาบ้านเลิกคิ้วถาม “เรื่อง
นครต้าอวิ๋นแคว้นที่เกิดขึ้นหลังนครหยางหยินสุ่ยเกิดศึกโกลาหลเมื่อพันปี ปกครองโดยฮ่องเต้ที่อสูรวิหคผู้ปกครองน่านฟ้าแต่งตั้ง ยามนั้นฮ่องเต้ทรงหายตัวไปเพราะถูกอสูรจรเข้มู่อวี่ ใช้ร่างทำเรื่องชั่วช้า หมิงเยว่อยู่ดินแดนอสูรบาดเจ็บสาหัสจนได้หลงรักฑูตกล้วยไม้หลันหลิง อี้หงที่แก่งแย่งตำแหน่งฮ่องเต้กับหมิงเยว่ตัวปลอมจนวุ่นวายกระทั่งอสูรวิหคส่งไป่ยี่เสวียนบุตรชายมาจัดระเบียบความสงบเรียบร้อยเปลี่ยนชื่อแคว้นให้ราษฎรวางใจปกครองอย่างเที่ยงธรรมให้ทุกคนเชื่อมั่นเพราะในตอนนั้นไม่มีความสมดุลของพลังหยินหยางบ้านเมืองระส่ำแต่ก็กลับมาสงบสุขกว่าตอนเกิดความกังขา แต่เหล่าเชื้อสายสกุลหยางก็ยังคงตำแหน่งสูงศักดิ์ในราชสำนักดังเดิมเพียงแต่การตัดสินเด็ดขาดเป็นของสกุลอวิ๋น อวิ๋นไป่เสวียน เท่านั้น จิ๊บ จิ๊บ.. ยามรุ่งอรุณสงบงันราวภาพเขียนหมึกจาง แสงแรกของวันค่อยๆ ไล้ผ่านยอดกำแพงเมืองที่ตั้งตระหง่านมานับพันปีเงายอดประสาทหลังกว้างสูงใหญ่ทอดยาวลงบนพื้นหินสีหม่นที่ถูกกาลเวลาขัดจนเรียบลื่น ผู้คนเริ่มขยับตัวจากเรือนพักตั้งแต่ยามเหม่า เสียงประตูไม้เปิดปิดแผ่วเบาปะปนกับกลิ่นชาอุ่นและไอข้าวสุกที่ลอยออกมาตามตรอกซอกซอย เ
ใต้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อักขระสีม่วงและเขียวไขว้ทับกันกลางอากาศ เสียงสวดต่ำลึกดังต่อเนื่อง รากไม้สั่นสะเทือขึ้นไปถึงปลายยอดอักขระโบราณบนป้ายสุสานหินแตกตัวเป็นแสงเส้นบางๆ ลอยวนขึ้นฟ้ามู่อวี่จะจัดการเยี่ยนชิงแล้วไปจัดการบรรดาสิ่งที่อยู่เบื้องหลัว “ความทรงจำไม่จำเป็นสำหรับเจ้า” ฝ่ามือของมู่อวี่ยกค้างเหนือศีรษะเยี่ยนชิง พลังอสูรสีดำรวมตัวหนาแน่น ปราณร้ายแผ่กดทับจนพื้นหินใต้เท้าแตกร้าว เสียงลมหายใจของเยี่ยนชิงสั่นพร่า ดวงตาแดงก่ำจ้องมองร่างอี้หลานที่นอนแน่นิ่ง เลือดไหลนองรอบกายแล้วหลับตาลง เปรี้ยงงง!! ขณะนั้นเองใต้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เกิดเสียงแตกดังสนั่น ผืนดินแยกออกเป็นรอยฉีกยาวจากโคนต้น รากไม้โบราณพุ่งทะลุขึ้นมา บิดเกลียวพันกันกลางอากาศ อักขระนับไม่ถ้วนสว่างวาบบนเปลือกไม้ ดวงจิตบรรพชนทั้งหมดใช้พลังเคลื่อนรากผลึกอักษรสาดใส่ร่างของมู่อวี่เต็มแรง เปรี้ยงงง!! เปรี้ยงงง!! แสงมหาศาลพวยพุ่งจากใจกลางต้นไม้ เจิดจ้าจนท้องฟ้ามืดลงในทันที เมฆเหนือศีรษะแตกกระจาย ลมปราณรอบด้านไหลย้อนเข้าหาจุดศูนย์กลาง ราวกับโลกทั้งใบกำลังโค้งคำนับต่อการปรากฏตัวนั้น เกราะวิญญาณอสูรของมู่อวี่แตกสลายหายไปราวกับ
โครม!!! "หยางหยิน!" เหล่าจิตวิญญาณบรรพชนร้องอย่างเดือดดาล ร่างของหยางหยินถูกพลังตวัดใส่ปลิวกลับมาที่ใต้ต้นไม้ทุกคนช่วยกันประคองกันขึ้นมา เยี่ยนชิงเองก็ถูกคว้าไปบีบคอราวกับเป็นโล่กำบังไม่ให้อี้หลานเล่นงานกลับ เปรี้ยง! "อี้หลาน!" พลังอสูรรุนแรงจนอสูรที่แข็งแกร่งที่สุดถูกซัดลงไปนอนนิ่งบนพื้น เรี่ยวแรงที่มีเหมือนจะหมดลงเสียให้ได้มู่อวี่ไม่ปราณีผู้ใดแม้พลังจะเหนือกว่าก็ยังใช้วิธีสกปรก "มันเล่นงานอี้หลานเพียงผู้เดียวมันเอาตายแน่พออี้หลานตายมันจะทำลายดวงจิตสิ้นซากอย่างแน่นอน" เปรี้ยงง! มู่อวี่สาดพลังใส่อี้หลานไม่หยุด แรงกระแทกทั้งหมดถูกอี้หลานรับไว้เพียงผู้เดียวเพราะไม่อยากให้เยี่ยนชิงถูกทำร้าย เพื่อปกป้องร่างมนุษย์ของหยางหยินเอาไว้ ของเหลวสีแดงแทรกซึมออกมาไหลลงพื้นราวกับน้ำทะลักเขื่อน "อี้หลานลุกขึ้นมาสิ อี้หลาน ฮืออออ เจ้า…เจ้าโง่อย่าตายนะ…ข้าอยู่คนเดียวไม่ได้แล้ว อยู่กับข้า ...กลับไปอยู่บ้านของเราด้วยกันนะ” เสียงสั่นพร่า ของเยี่ยนชิงเว้าวอนแม้ร่างจะอยู่ในมืออสูร ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไกลไปทั่วหุบเขา เยี่ยนชิงเป็นเพียงเศษเซี้ยวของหยางหยินที่ถูกอสูรดูแลมาตลอดแต่มีพลังดึงดูดบรรพ







