LOGINทำไมการปฏิเสธการหมั้นต้องเป็นข้าท่ีผิดก็ข้า..ไม่ชอบ ใยต้องกลั่นแกล้งข่มเหงข้า ข้าก็แค่ผลผลิตแห่งรักผลเล็กผลเดียวไร้ญาติขาดมิตรได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย.. ฮึ้ก เจ้าไม่คิดจะปราณีคนอาภัพเช่นข้าบ้างหรือกู้หมิงเยว่!
กึก.. "ข้ามีเรียนกระบี่แต่เจ้าที่ฝึกวรยุทธ์ไม่ได้มาทำอะไรที่หลังสำนักฝึกหรืออาเยี่ยน..หรือว่า~" "ท่านอาจารย์ให้ข้าช่วยคัดกวี แต่เสร็จแล้วกำลังจะกลับ ข้าลาล่ะ" ฟึ่บ! "ช้าก่อน" ท่อนแขนยาวขวางอีกร่างที่ไม่ต่างจากกระดาษสาเพียงถูกพัดก็จะปลิวรอมร่อ ท่อนแขนกู้หมิงเยว่ก็ไม่ต่างจากท่อนซุงวาดลงแตะกายเนื้อบางเบาก็พลันจะกระเด็นกระดอนเยี่ยนชิงถูกแขนกำยำดันกลับเบาๆ ก็ทำท่าจะล้มให้ไม่เหลือชีวิตรอดกลับไปบอกลาท่านพ่อท่านแม่ ฝากสายลมพัดพาคำลาไปวานบอกท่านพ่อท่านแม่ของข้าทีว่าชีวิตนี้จบสิ้นแล้วหนา...อึ่ก..ข้ารักพวกท่าน ถึงข้าจะไม่เห็นด้วยที่เอาเรื่องการหมั้นมาป้องกันข้าจากสัตว์อสูรก็ตาม เฮื๊อะ~ เป๊าะ! นิ้วยาวดีดกลางหน้าผากจนรู้สึกคล้ายกระโหลกจะเป็นรู..นั่นนิ้วมือหรือท่อนซุง? “อ่ะ..อูย” "ทำหน้าอะไรของเจ้าตระกูลนักกวีมีแต่พวกคิดสิ่งเพ้อเจ้อในหัวหรือไร มีสิ่งใดในใจก็เอ่ยออกมาไม่ได้หรือ...ท่าจะเสียสติ" กู้หมิงเยว่พ่นคำทำร้ายจิตในแถมยังประทุษร้ายทุกวี่วัน ยืนห่างกันไม่ถึงคืบแผดเสียงใส่จนน้ำลายกระเด็นเต็มหน้า เจ้ากลัวข้าไม่ได้ยินหรือจะมาใกล้เพียงนี้เพื่อสิ่งใด เสียงก็ใหญ่! ห้าว! หนวกหู! เจ้ากู้หมิงเยว่ขี้เก๊กตอนอยู่กับผู้อื่นทำเป็นชายสง่างามสูงศักดิ์หน้านิ่งกริยาเนี้ยบแต่ดูที่ทำกับข้าสิทำอย่างกับโกรธแค้นข้ามาแต่ชาติปางไหน ปากหยักพล่ามไม่หยุดพูดสิ่งใดไม่เห็นจะเข้าหูสักนิด ยืนใกล้กันเพียงคืบได้กลิ่นกายชายชาววังชัดเจนเสียจริง เรียนกระบี่ทั้งวันตัวยังหอมเพียงนี้เป็นเทพสวรรค์หรือไรหล่อเหลาเพียบพร้อมไปหมดเสียอย่างเดียว ..ข้า ไม่ ชอบ! "ฮ่าฮ่าฮ่า ว่าไงจำที่ท่านอาจารย์บอกได้หรือไม่ ต้องเตรียมตัวจบการเรียนการสอนให้ดีๆ ไร้วรยุทธอย่างเจ้าจะเป็นภาระผู้อื่นเสียเปล่าจะขอร้องข้าให้มานั่งเกี้ยวคันเดียวกันก็ได้นะแต่การบ้านคัดอักษรเจ้าต้องทำให้ข้า ทั้งหมด~" พล่ามอะไรยืดยาวไม่อยากฟังเสียหน่อย "อื้อ" ข้าพยักหน้าทำไม ข้าคิดเสมอว่าความรักที่ไม่ได้เลือกเองไม่ถูกต้อง แต่กาาเชื่อฟังผู้ใหญ่อาจทำให้ข้าอายุยืนขึ้นตามที่ผู้ใหญ่แนะนำก็เป็นได้ "ไม่รีบกลับหรือร่ำเรียนวิชากระบี่มาเหนื่อยๆ แห่ะ แห่ะ.." เจ้าสี่ยักษ์ยืนกอดอกจ้องมาที่กู้หมิงเยว่กับข้าที่ยืนเบียดอัดผนังบางๆ ขืนกดร่างเข้ามามากกว่านี้มีหวังข้าได้ทะลุผนังกระดาษกลิ้งลงเขาเป็นแน่ ข้าว่าหุบเขาของสำนักก็สูงอยู่นะ "ไม่รีบ เจ้าจะรีบไปไหน" “ข..ข้า รีบไป..ทำงานบ้าน” "หึ่..เจ้ายังเป็นบุรุษอยู่ไหมหยางเยี่ยนชิง ตัวเล็กตาโตเอวบางขาก็เล็กสั้น ส่วนใบหน้า..ก็ไม่เหมือนชายสักนิดเกิดมาผิดที่ผิดทาง พ่อเจ้าก็ผอมบางแม่เจ้าก็ร่างเล็กไม่แปลกใจเท่าใดที่เจ้าจะเป็นเช่นนี้ ปึ้ง! จะทุบผนังทำบ้าอะไรเจ้าคนไร้อารยะกู้หมิงเยว่! “เอ่อ..ท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าก็หน้าตาไม่เหมือนเจ้านะหมิงเยว่” “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า” สามหล่อประสานเสียงระเบิดหัวเราใส่กู้หมิงเยว่จนตัวงอข้าไม่เข้าใจแต่รู้สึกคันหัวจึงเกามันแกร่กๆ แต่เจ้ากู้หมิงเยว่ตวัดสายตาพิฆาตมาทางนี้จึงต้องเอามือลง “พักนี้สู้มือขึ้นนะเจ้าต้วเล็ก" หวายอันคุณชายชอบยิ้มขำคิกๆ เอ่ยชมเปาะ น่ารักดีมีลักยิ้มแต่มีวรยุทธพอๆ กับกู้หมิงเยว่เป็นชายงามที่ไม่อ่อนแอเช่นข้า อิจฉาจัง~ “นี่! ถ้าไม่รู้จักใช้คำพูดเหมือนที่ใช้คำในกวีก็จงหุบปากไปน่ะดีแล้ว” กู้หมิงเยว่จับใบหน้าเล็กจ้อยของข้ามือเดียวแล้วบีบจนปากจู๋ ก็ไม่เจ็บเท่าใดนักเพียงแต่หงุดหงิดที่สะบัดออกไม่ได้ อื้อ! ขี้โมโหจริงๆห้องกลับมาเงียบอีกครั้งเยี่ยนชิงยืนอยู่ที่เดิม มองแท่นหมึกที่เอียงเล็กน้อย หมึกหยดหนึ่งไหลช้าๆ ก่อนจะหยุดนิ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเยี่ยนชิงเม้มริมฝีปากบาง เงยหน้ามองหน้าต่าง ลมด้านนอกพัดผ่านกิ่งไม้เบาๆ“กับผู้อื่นกลัวหัวหดทีกับข้าแทบจะกินหัวแถมบ่นจนหูชา”เสียงที่ลอยมาตามลมของร่างสูงที่ยืนกอดอกปรายหางตามองมาแสยะยิ้มหนึ่งหนราวกับคนไม่เคยยิ้มแล้วเบะปากบึ้งตึงดังเดิมเยี่ยนชิงปาพูกันลอยละลิ่วปลิวไปถึงเสียงนั้นแต่มันก็ถูกหยุดลงแล้วกระเด็นออกนอกหน้าต่างไปเพียงโบกมือปัดผ่านลมเบาๆฟิ้วววตุ้บ!'โอ๊ย! ใครปาพู่กันมาใส่หัวข้า!'เสียงคนนอกห้องดังเล็ดลอดเข้ามาทำให้เยี่ยนชิงหดหัวหมอบลงบนโต๊ะแยกเขี้ยวใส่เจ้าของผลงาน“เยี่ยนชิงปาข้าวของทำไมไม่พอใจสิ่งใด~”เยี่ยนชิงสูดลมหายใจเข้ากัดฟันกรอด ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้ากลับคืนสู่ท่าทางเรียบร้อยเมื่อท่านอาจารย์ถือพู่กันเข้ามา"นี่ของเจ้า เยี่ยนชิง"“เอ่อ..ศิษย์ไล่แมลง ใช่ๆ ปาไล่แมลงน่ารำคาญอยู่ขอรับในห้องเรียนมีแมลง...น่ารำคาญอยู่่"เยี่ยนชิงหันมองหน้าต่างจัดชายแขนเสื้อ ทั้งที่สายตาแวบมองเงาสะท้อนบนพื้นอย่างระแวดระวังแน่ใจว่ามีเพียงคนตรงหน้าเห็นเหตุการณ์เมื่อค
“ได้ยินข่าวฆ่ายกครัวตระกูลหยางหรือไม่”เสียงสนทนากดต่ำดังลอดมาจากแถวหน้าในสำนักเรื่องเล่าเช้านี้คงไม่พ้นเรื่องนี้เพราะมันชวนสยดสยองเสียจนอดเล่าลือไมาได้ ช่วงนี้มีการเข่นฆ่ายกครัวเกิดขึ้นจนราชสำนักยุ่งเหยิงพอสมควรบรรยากาศอันหนักอึ้งไม่สดชื่นนัก“น่ากลัวมาก เด็กก็ไม่เว้น ฝีมือใครกันนะ”“สัตว์อสูรไง มันออกอาละวาดหลายหนผู้ใดใช้แซ่หยางก็ลำบากหน่อยนะไม่ว่าจะอดีตหรืออนาคต ก็คงย่ำแย่ราวกับต้องสาป”“ถ้าเป็นเช่นนั้นจะรับมือเช่นไรดี”ข่าวการตายยกครัวแพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงราวกับควันพิษ ลอยคลุ้งอยู่ในโรงน้ำชา ตลาด และลานประลองยุทธ์ ไม่มีผู้ใดไม่พูดถึง และไม่มีผู้ใดไม่หวาดหวั่นแซ่หยางเป็นแซ่ต้องสาปจริงหรือเยี่ยนชิงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะเรียน ปลายพู่กันชะงักกลางตัวอักษร ได้ยินข่าวนั้นชัดเจนหากเป็นสัตว์อสูรละก็...มีตรงนี้หนึ่งตัวนะ...ไอ้คนที่ตามติดเป็นเงาตามตัวนี่ไง!ตาคู่สวยเผลอเหลือบลงไปใต้โต๊ะเตี้ยแม้ตรงนั้นจะไร้แสง แต่่เงาบนพื้นไม้กลับทอดยาวผิดธรรมชาติ ยาวเสียจนดูคล้ายกับเยี่ยนชิงตัวสูงใหญ่นักหนาจึงได้ทอดยาวบนพื้นไม้เช่นนี้ ราวกับเป็นเงาของใครอีกคนที่ซ้อนอยู่เยี่ยนชิงขยับตัวเล็กน้อยเงานั้น
"เจ้าเด็กนี่..อะไรที่ทำให้เป็นแบบนี้กัน ทำไมไม่เห็นความว่างเปล่า ทำไมต้องติดยันต์เชื้อเชิญสัตว์อสูร คนผู้นี้ปลดผนึกที่ไม่มีผู้ใดปลดได้ให้ข้าเพราะเหตุใด"ร่างสูงพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าเรียบเฉยปรายสายตาคู่คมสอดส่ายทั่วเรือนไม้กว้างขวางสะอาดสะอ้านแต่ไร้วี่แววของการใช้ชีวิตอื่นนอกจากเสียงเดินของเท้าเล็ก ไม่มีกลิ่นอายมนุษย์อื่นนอกจากเจ้าของบ้าน“ที่นี่…เป็นบ้านใครกันแน่”คำถามที่เปล่งออกมาทำให้หมอกควันรอบบ้านสงบนิ่งราวกับหมดหน้าที่ลงแล้วร่างสูงยืนนิ่งมองร่องรอยแห่งการเข่นฆ่า เลือดสาดกระเซ็นทั่วบ้านเพียงแตะต้องผนัง สิ่งของ หรือแม้แต่ตอนแตะต้องเจ้าตัวเล็กเมื่อครู่ ก็เห็นบางอย่างย้อนกลับเข้ามาในความทรงจำเพียงแต่เลือนลางไหลเข้ามาเร็วเสียจนจับต้นสายปลายเหตุไม่ได้ก็เท่านั้นตกดึกร่างหนาสวมผ้าที่เย็บต่อกันลวกๆ แต่กลับไม่ดูแย่ลงสักนิด อาจเป็นเพราะใบหน้าหล่อเหลาที่เข้าได้กับทุกสถาณการนั่นก็เป็นได้ห้้องนอนเยี่ยนชิงเงียบลงอีกครั้งท่ามกลางความมืด มีเพียงเสียงลมกับน้ำพัดผ่าน“ข้าไม่เข้าใจ…ว่าทำไมเจ้าถึงยอมให้ผู้อื่นแตะต้องร่างกายแรงเช่นนั้น”เสียงหนึ่งดังในความเงียบเยี่ยนชิงนอนไม่หลับแม้จะดึกดื่นมากแล
“รอยบนร่างกายเจ้ามีมากเพียงนี้เพราะซุ่มซ่ามสินะมือนั่นก็ด้วยผิวสวยเสียเปล่าไม่รักษา”เสียงเอ่ยตำหนิจากด้านหลังของเยี่ยนชิงมองชายผู้มีผิวพรรณเรียบเนียนดั่งอัญมณีแต่ปล่อยให้มีตราประทับเป็นรอยแผลเป็นมากมาย ราวกับเป็นคนทนุถนอมสิ่งของอย่างดีแม้สีหน้าน้ำเสียงจะราบเรียบแต่แววตาและถ้อยคำคุ้นหูราวกับมีคนพูดเช่นนั้นกับเยี่ยนชิงมาก่อนมือเล็กจึงชะงักมือที่จับสวมเสื้อผ้าชั่วขณะกึก..“นี่เจ้ายังไม่ออกไปอีกข้าผลัดผ้าอยู่ถึงเป็นบุรุษเช่นเดียวกันก็ไม่ควรมายืนมองคนไม่รู้จักกันเปลี่ยนเสื้อผ้าไม่รู้จักมารยาท เป็นคนป่าหรือไร” เยี่ยนชิงหมุนตัวกลับทันที มือกุมเสื้อที่กำลังจะถอดแน่น“แค่สงสัย”“ไม่ต้องมายุ่งกับร่างกายข้าหันหลังไปข้าไม่เคยเห็นผู้ใดที่หน้าไม่อายเช่นเจ้า”เยี่ยนชิงรีบสวมเสื้อผ้าตัวใหม่ มือสั่นเล็กน้อยทั้งเพราะความหนาวเหน็บ“กลิ่นบ้านเจ้าเหมือนกลิ่นเจ้า”กลิ่นสะอาดอ่อนๆ ของดอกพลับพลึงที่ส่งกลิ่นยามค่ำกลิ่นไม้เก่าและกลิ่นหมึกซึมฝังเจืออยู่ในทุกอณูของผู้อาศัย ทุกซอกทุกมุม“บ้านข้ากลิ่นไม่เหมือนข้าจะเหมือนเจ้าหรือ” เยี่ยนชิงสวนตอบกลับเร็วตอกย้ำว่าที่นี่คือถิ่นตนชายแปลกหน้ายังคงถามต่อพลางกวาดสายตาม
“ถ้าคนในบ้านเห็นล่ะ”คราวนี้หันไปมองทางเรือน แสงตะเกียงจากในบ้านเลือนรางส่องออกมาผ่านช่องหน้าต่าง เส้นแสงสั่นไหวตามแรงลม เหมือนดวงตาของใครบางคนที่อาจหันมามองได้ทุกเมื่อ“ไม่เห็นหรอก”“เจ้าว่าอะไรนะ?”“ที่นี่มียันต์ด้วยนี่ ข้าเข้าได้”เยี่ยนชิงชะงัก หยุดแม้แต่การขยับปลายเท้า เขาหันกลับมามองชายตรงหน้าอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก สายตากวาดจากดวงตาสีทองที่สะท้อนแสงจันทร์บางเบา ไล่ไปตามสันจมูกคม เส้นกรามชัด และสีหน้าที่นิ่งสนิทราวกับไม่รู้เลยว่าสิ่งที่คนตรงหน้านี้พูดนั้นประหลาดเพียงใดยันต์ที่ติดหน้าประตูรั้วนี้ท่านพ่อบอกว่าสิ่งที่ไม่ควรเขามาในบ้านจะเข้ามาไม่ได้ หากเจ้าคนเถื่อนเข้าไม่ได้ก็แปลว่า..."เช่นนั้นเจ้าก็เข้าประตูไปสิ""ทำไมเจ้าไม่รีบเข้าไป ไม่หนาวหรือ?"ชายแปลกหน้าถามใกล้ใบหูเยี่ยนชิงสะดุ้ง เนื้อตัวเปียกปอนสั่นเทาด้วยความหนาว ปากบางซีดสั่นหงึกๆ หันมาตวาดชายตัวโตเสียงแหบน้อยๆ คล้ายคนจะเป็นหวัด“หนาวเซ่…”เยี่ยนชิงเดินไปเดินมาสลับกับมองประตูอย่างใช้ความคิด ราวกับหาทางเข้าบ้านไม่ถูก ทั้งที่ประตูรั้วอยู่ตรงหน้าชายแปลกหน้าเปลือยท่อนบนยังคงยืนตรงไหล่ผายกว้างไม่่ต้องห่อตัวกอดอกสั่นเทาด้วยค
“เจ้ามาจากแคว้นใดกัน เอ่ยวาจาร้ายกาจด้วยใบหน้าเย็นชาดั่งคนตายเช่นนี้เสียมารยาทจริง!” เยี่ยนชิงยกแขนขึ้นกอดอกตัวเองเพราะหนาวจนปากสั่นซีดเซียวร่างบางสาวเท้าก้าวเร็วเข้าใกล้รั้วบ้านทุกทีลมหนาวพัดเอากลิ่นดอกไม้กลางคืนเช่นดอกพลับพลึงลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศกลิ่นหอมจาง ๆ นั้นตัดกับความมืดเงียบรอบตัวเงียบเสียจนได้ยินเพียงเสียงน้ำหยดจากชายคาและเสียงฝีเท้าที่เปียกชื้นเดินไปตามทางดินแป่ะ…แป่ะ…แปะเยี่ยนชิงก้มหน้าก้าวเดินไหล่บางห่อเข้าหากันเพราะความหนาวปลายผมเปียกน้ำแนบแก้มจนรู้สึกเย็นเฉียบในอกเต็มไปด้วยความรำคาญปนสับสนไม่ใช่รำคาญความหนาวแต่รำคาญคนที่เดินตามหลังมาไม่เลิกกึ่ก…ร่างเล็กหยุดฝีเท้าฉับเสียงแว่วซ้อนทับการก้าวเดินก็หยุดตาม เยี่ยนชิงหันกลับไปมองด้วยหางตาเงาร่างสูงใหญ่ยังคงอยู่ตรงนั้นยืนเงียบๆ ใต้แสงจันทร์สลัวใบหน้าคมเข้ม ดวงตาสีทองนิ่งสนิทน่ากลัวหากมองเพียงผิวเผินแต่ท่าทางเหมือนเด็กน้อยแปะ แปะ ๆๆๆๆกึก..“เจ้าจะตามข้ามาทำไม!”เยี่ยนชิงหลุดเสียงหงุดหงิดหลุดออกมาอีกทั้งที่ไม่เคยใช้กับใครมาก่อนแม้แต่คนในเรือน เขายังไม่เคยบ่นมากขนาดนี้ชายผู้นั้นหยุดยืนหลังตั้งตรงใกล้ร่างเล็กของเยี่ยนชิงเย







