ANMELDENก๊อก... ก๊อก... ก๊อก... เธอเคาะประตูเบาๆ สามครั้งก่อนที่จะหมุนลูกบิดเปิดเข้ามา ภายในห้องเปิดไฟสีส้มสลัว ภัทรธิดากำลังนั่งพิงหมอนใบโตอยู่บนเตียง ใบหน้าซีดเซียวของเธอหันมาส่งยิ้มอ่อนแรงให้กับเด็กสาว
“อาหารมาแล้วค่ะ... คุณภัทรทานยาก่อนอาหารหรือยังคะ” พลอยจันทร์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนอบน้อม พลางวางถาดอาหารลงบนโต๊ะคร่อมเตียง
“ทานแล้วจ้ะพลอย... ขอบใจนะที่ต้องลำบากยกอาหารมาให้ฉันทุกวันแบบนี้” ภัทรธิดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง ที่บริเวณโถงทางเดินด้านนอก ร่างสูงใหญ่ของหมอปัฐที่เพิ่งกลับมาจากการชำระร่างกายในห้องนอนอีกห้องหนึ่ง กำลังจะเอื้อมมือเปิดประตูเข้าไปหาภรรยา แต่เสียงสนทนาที่เล็ดลอดออกมาทำให้มือหนาชะงักค้าง เขายืนนิ่งอยู่หน้าประตูและเงี่ยหูฟังว่าภัทรธิดากำลังคุยกับใคร
“ไม่ลำบากหรอกค่ะ มันเป็นหน้าที่ของพลอยกับแม่อยู่แล้ว...” เสียงใสของพลอยจันทร์ตอบกลับอย่างถ่อมตัว
“คุณภัทรทานเถอะนะคะ พลอยขอตัวก่อนค่ะ ต้องไปช่วยแม่อุสาตั้งสำรับ” เด็กสาวทำท่าจะค้อมศีรษะแล้วหมุนตัวกลับ แต่เสียงของคนป่วยก็รั้งเอาไว้เสียก่อน
“พลอย...”
“ขา... คุณภัทร” พลอยจันทร์ชะงักเท้า หันกลับมามองด้วยความแปลกใจ ภัทรธิดาพยายาม ขยับตัว เอื้อมมือที่ผอมจนเห็นเส้นเลือดปูดโปนไปจับมือของพลอยจันทร์มากุมไว้หลวมๆ สัมผัสที่ เย็นเฉียบของคนป่วยทำให้พลอยจันทร์รู้สึกสะท้อนในอก
‘สองคนนั้นกำลังคุยอะไรกันนะ...’ ปฐวีที่ยืนอยู่หลังบานประตูขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น ความสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
“คุณแม่... คุยกับพลอยหรือยัง เรื่อง... เรื่องนั้นน่ะ” ภัทรธิดาตัดสินใจเอ่ยถามออกมาตรงๆ แววตาของเธอสั่นระริกเมื่อต้องพูดถึงเรื่องนี้ พลอยจันทร์หน้าถอดสี ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
“คุณภัทร... คุณภัทรก็ทราบหรือคะ” หญิงสาวบนเตียงพยักหน้าเบาๆ หยาดน้ำตารื้นขึ้นมาที่หางตา
“คุณแม่มาคุยกับฉันเมื่อเช้านี้เอง... ท่านอยากได้หลาน และท่านก็เลือกเธอ” พลอยจันทร์รีบทิ้งตัวลงคุกเข่าข้างเตียงทันที สองมือพนมขึ้นไหว้คนป่วยด้วยความรู้สึกผิดจับใจ
“คุณภัทรเข้าใจพลอยนะคะ พลอยไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกับคุณหมอนะคะ! พลอยไม่เคยคิดจะแย่งของๆ คุณภัทรเลย แต่คุณผู้หญิงมีบุญคุณกับเราสองแม่ลูกล้นหัวล้นเกล้า ไม่ว่าท่านจะสั่งให้เราทำอะไร เราก็ต้องทำค่ะ... พลอยขัดคำสั่งท่านไม่ได้จริงๆ พลอยขอโทษนะคะคุณภัทร”
คำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากเด็กสาวราวกับน้ำกรดที่สาดรดลงบนหัวใจของคนที่แอบฟังอยู่ด้านนอก ปฐวีกำหมัดแน่นจนข้อขาวซีด เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ ด้วยความโกรธจัด
‘ที่แท้แม่ก็จัดการมัดมือชกภัทร ลับหลังฉัน! แล้วยายเด็กรับใช้คนนี้ก็คงจะเต็มใจรับข้อเสนอจนเนื้อเต้นสิ ทะเยอทะยานอยากจะขึ้นเตียงกับฉันจนตัวสั่นล่ะสิไม่ว่า!’ ความโศกเศร้าและความเครียดที่สะสมมานาน ถูกแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยวและพุ่งเป้าไปที่พลอยจันทร์ทันที เขาตีความคำพูดของเธอผิดเพี้ยนไปหมดด้วยอคติที่บังตา
ภายในห้อง ภัทรธิดาลูบผมของเด็กสาวที่กำลังสะอื้นเบาๆ
“ฉันไม่ได้ว่าอะไรเธอเลยพลอย... ฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณเธอ ที่เสียสละเพื่อเราทุกคน... ขอบใจเธอมากนะ ที่ยอมมาทำหน้าที่นี้แทนฉัน”
“ค่ะ คุณภัทร... พลอยขอตัวก่อนนะคะ” พลอยจันทร์ปาดน้ำตาออกจากแก้ม ลุกขึ้นยืนแล้วเดินถือถาดเปล่าเลี่ยงออกไปทางประตู แต่ทันทีที่เธอเปิดประตูและก้าวพ้นขอบประตูออกมา ร่างเล็กก็ต้องเบิกตาโตด้วยความตกใจสุดขีด เมื่อพบว่ามีใครอีกคนยืนจังก้าขวางทางอยู่ ดวงตาคมกริบของปฐวีวาวโรจน์ด้วยโทสะ
“ค... คุณหมอ”
ยังไม่ทันที่เด็กสาวจะตั้งสติได้ หมอปัฐก็พุ่งเข้ามาคว้าท่อนแขนเล็กของเธอเอาไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก แล้วออกแรงกระชากดึงให้เธอเดินตามเขาไปยังห้องทำงานที่อยู่สุดทางเดินอย่างรวดเร็ว ถาดไม้ในมือของพลอยจันทร์ร่วงหล่นลงพื้นกระแทกพรมเสียงดังตึบ..แต่เธอไม่มีเวลาแม้แต่จะหันไปมอง
“โอ๊ย! คุณหมอ ปล่อยนะคะ พลอยเจ็บ!” พลอยจันทร์พยายามสะบัดแขนออกเมื่อถูกเหวี่ยงเข้าไปในห้องทำงานที่มืดมิดและเย็นเฉียบ เสียงปิดประตูดังปัง! พร้อมกับเสียงล็อกกลอนที่ทำให้หัวใจของเด็กสาวหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ปฐวีดันร่างของเธอไปติดกับบานประตูไม้บานหนา สองแขนแกร่งกักขังเธอเอาไว้ไม่ให้หนีไปไหนได้ ลมหายใจร้อนระอุที่เป่ารดหน้าผากบ่งบอกถึงอารมณ์คุกรุ่นถึงขีดสุด
เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม... หนึ่งเดือนที่คฤหาสน์หลังงามตกอยู่ในสภาวะอึมครึมและเงียบเหงาราวกับป่าช้า นายแพทย์ปฐวีใช้ชีวิตไม่ต่างจากซากศพที่ยังหายใจ ชายหนุ่มผู้เคยหล่อเหลาสะอาดสะอ้านและเจ้าระเบียบ บัดนี้กลับปล่อยปละละเลยตัวเองจนดูไม่ได้ นัยน์ตาคมกริบที่เคยมั่นใจลึกโหลและแดงก่ำจากการอดนอน ใต้ตาคล้ำเป็นวงกว้าง และมีหนวดเคราขึ้นเขียวครึ้มตามแนวสันกรามทุกค่ำคืนที่กลับมาถึงบ้าน เขาไม่ยอมขึ้นไปนอนบนห้องนอนใหญ่ของตัวเอง แต่กลับพาตัวเองไปหมกตัวอยู่ในห้องพักแขกชั้นล่าง... ห้องที่เคยเป็น ‘กรงขัง’ ของพลอยจันทร์ ชายหนุ่มมักจะนอนขดตัวอยู่บนเตียงกว้าง ดมกลิ่นสบู่เด็กที่ยังคงเจือจางจางๆ อยู่บนหมอนใบโต และพึ่งพาฤทธิ์ของแอลกอฮอล์เพื่อดับความฟุ้งซ่านและข่มตาให้หลับณ โรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง“ไอ้ปัฐ... นี่แกไปฟัดกับหมาที่ไหนมาวะ สภาพแกตอนนี้มันดูไม่ได้เลยนะโว้ย!” หมอจักราช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยาและเพื่อนสนิท เอ่ยทักขึ้นเมื่อเดินเข้ามาในห้องพักแพทย์และเห็นสภาพของปฐวีที่กำลังนั่งเหม่อลอย กุมขมับตัวเองอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ปฐวีเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนรักด้วยสายตาเลื่อนลอย “ฉันปวดหัวนิดหน่อยว่ะ เมื่อคืน
“ฉันเชื่อใจเธอนะหนูพลอย” คุณปภัสราลูบผมเด็กสาวอย่างรักใคร่เอ็นดู ความรู้สึกของนางในตอนนี้ไม่ได้มองพลอยจันทร์เป็นแค่แม่พันธุ์อีกต่อไป แต่มองเห็นความเด็ดเดี่ยวและความเสียสละของผู้หญิงคนหนึ่งที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูก“อยู่ที่นี่ก็พักผ่อนให้มากๆ บำรุงเยอะๆ เรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมดฉันจะดูแลเอง เธอไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น หน้าที่ของเธอตอนนี้คือทำจิตใจให้สบายนะลูก”“คุณผู้หญิงเจ้าคะ... แล้วเรื่องของคุณหมอ...” อุสาอดที่จะถามด้วยความกังวลไม่ได้“ปล่อยให้มันบ้าไปคนเดียวเถอะ!” คุณปภัสราเชิดหน้าขึ้น“ฉันบอกมันไปแล้วว่ายกเลิกสัญญา แล้วก็ไล่พวกเธอให้กลับไปอยู่ต่างจังหวัดแล้ว ป่านนี้คงอกแตกตายอยู่บ้านนั่นแหละ... ให้มันรู้เสียบ้าง ว่าการที่ทำตัวเป็นคนไม่มีหัวใจ สุดท้ายแล้วมันจะต้องเจอกับความว่างเปล่าแบบไหน!” คุณปภัสราอยู่พูดคุยและสั่งเสียเรื่องการใช้ชีวิตในคอนโดอีกพักใหญ่ ก่อนจะขอตัวกลับไป เพราะเกรงว่าลูกชายจะสงสัยหากนางหายตัวมานานเกินไป คล้อยหลังเจ้านาย พลอยจันทร์ก็ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟานุ่มนิ่ม ถอนหายใจออกมายาวเหยียดราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก“เราเป็นอิสระแล้วจ้ะแม่... ลูกของพลอยปลอดภัยแล้ว
“อะ... อะไรนะครับ!” ปฐวีเบิกตากว้าง“ทำไมจู่ๆ คุณแม่ถึง...”“ก็แม่ขี้เกียจรอแล้วน่ะสิ! มันเสียเวลา!” คุณปภัสราแสร้งทำเสียงสะบัดสะบิ้ง“อีกอย่าง แม่แก่แล้ว จะเอาอะไรนักหนากับชีวิต ลูกๆ หลานๆ ตายไปแล้วก็เอาสมบัติไปด้วยไม่ได้ ที่เอาติดตัวไปได้ก็มีแค่บาปกับบุญเท่านั้นแหละ... แม่ไม่อยากจะทำบาปทำกรรมกับคนดีๆ ที่เขาต้องมาทนรองรับอารมณ์บ้าๆ บอๆ ของแกโดยไม่จำเป็นอีกแล้ว!” คำพูดที่แทงใจดำของมารดาทำเอาปฐวีถึงกับสะอึก เขาพูดไม่ออกไปชั่วขณะ“เพราะฉะนั้น ในเมื่อแกไม่มีน้ำยาทำเด็กมันท้อง แม่ก็ต้องปล่อยให้เธอเป็นอิสระ!” คุณปภัสราประกาศกร้าว“ส่วนตัวแม่เอง ก็จะไปโน่นไปนี่ เดินสายทำบุญตามเพื่อนๆ ให้มันสบาย ใจ... อ้อ เย็นนี้แม่เข้าคอร์สทำไอเอฟ แกก็ทานข้าวคนเดียวไปก็แล้วกันนะ!” กล่าวจบ คุณปภัสราก็หมุนตัวเดินขึ้นห้องไปอย่างไม่สนใจเขาอีก ทิ้งให้ลูกชายยืนอึ้งอยู่กลางห้องพักแขกที่ว่างเปล่า...“ปฐวี... แม่ต้องดัดนิสัยคนใจร้ายอย่างเราให้เข็ด ไม่งั้นเราจะไม่มีวันรู้จักคุณค่าของคนที่มีชีวิตอยู่...” คุณปภัสราพึมพำกับตัวเองขณะเดินขึ้นบันได รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า เมื่อเห็นปฏิกิริยาร้อนรนของลูกชายที่แสด
“พอแล้วๆ ไม่ต้องร้องไห้แล้วลูก” คุณปภัสราดึงร่างของพลอยจันทร์เข้ามากอดปลอบประโลม “ในเมื่อตามันตาบอด มองไม่เห็นค่าของคนดีๆ อย่างเธอ... ฉันก็จะไม่ให้มันรู้ว่าหนูพลอยตั้งครรภ์! ปล่อยให้มันจมปลักกับอดีต บูชาคนที่ตายไปแล้วจนไม่ลืมหูลืมตาไปคนเดียวเถอะ!” คุณปภัสราผละออกจากอ้อมกอด หันไปสบตากับอุสาด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว“ฟังฉันนะอุสา แผนทุกอย่างเปลี่ยนแล้ว... ฉันจะเป็นคนพาหนูพลอยไปจากที่นี่เอง ฉันจะซื้อคอนโดให้และยกเป็นสมบัติของหลานฉัน ไม่ต้องให้ตาหมอรู้เรื่องนี้เด็ดขาด!”“คะ... คอนโดหรือเจ้าคะ แต่ว่า... ค่าใช้จ่ายมันสูงมากนะเจ้าคะคุณผู้หญิง” อุสาละล่ำละลักถาม“เงินฉันมีเป็นกอบเป็นกำ จะเอาไปทำอะไรถ้าไม่ใช่เพื่อหลาน!” คุณปภัสราสวนกลับอย่างเฉียบขาด“ฉันเห็นค่าของคนที่มีชีวิตอยู่นะหนูพลอย... ฉันเองก็เป็นคนผิดที่เริ่มต้นเรื่องบ้าๆ พวกนี้ ฉันจะขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ขอเวลาฉันจัดการเรื่องเอกสารสักสองสามวันนะอุสา” คุณปภัสราหันไปมองที่ทดสอบการตั้งครรภ์บนเคาน์เตอร์ ก่อนจะคิดแผนการบางอย่างขึ้นมาได้ นางเหยียดยิ้มเย็นชา... ในเมื่อลูกชายของนางมันเก่งนัก เย่อหยิ่งนัก นางก็จะดัดนิสัยมันให้สาสม!“อุสา..
มือที่สวมแหวนเพชรเม็ดงามค่อยๆ ลดระดับลง คุณปภัสราสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดวงตาที่เคยมุ่งมั่นเอาแต่ใจ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยวในอีกทิศทางหนึ่ง นางรู้แล้วว่า... ถึงเวลาที่นางจะต้องลงมือแก้ไขความผิดพลาดทั้งหมดที่นางเป็นคนก่อขึ้นเสียที ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป!ความเงียบสงัดภายในห้องพักแขกถูกทำลายลงด้วยเสียงเปิดประตูที่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน อุสาและพลอยจันทร์ที่กำลังกอดกันร้องไห้อยู่บนพื้นห้องน้ำสะดุ้งสุดตัว สองแม่ลูกหันขวับไปมองยังต้นเสียงด้วยความตื่นตระหนก ภาพของคุณปภัสราที่ยืนน้ำตาคลอเบ้าอยู่หน้าประตูทำเอาทั้งสองหน้าถอดสี“ค... คุณผู้หญิง” อุสาละล่ำละลักเรียกเจ้านาย สองมือรีบยกขึ้นปาดน้ำตาให้ตัวเองและลูกสาว “คุณผู้หญิงเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่เจ้าคะ... คือว่า... หนูพลอยแก...”คุณปภัสรายกมือขึ้นห้ามไม่ให้อุสาพูดต่อ หญิงวัยกลางคนก้าวเท้าเข้ามาในห้องน้ำอย่างเชื่องช้า สายตาทอดมองแท่งทดสอบการตั้งครรภ์ทั้งห้าอันที่วางเรียงรายอยู่บนเคาน์เตอร์แถบสีแดงสองขีดที่ปรากฏเด่นชัดบนอุปกรณ์ทุกชิ้น เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าสิ่งที่นางปรารถนาได้กลายเป็นความจริงแล้ว... นางกำลังจะได้อุ้มหลาน ทายาทสืบสกุล
ก๊อก... ก๊อก... เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่ประตูห้องน้ำจะถูกผลักเปิดเข้ามา ปรากฏร่างของอุสาที่เดินหน้าตาตื่นเข้ามาหาบุตรสาว“พลอย... พลอยเป็นยังไงบ้างลูก” อุสาถลาเข้าไปประคองร่างที่สั่นสะท้านของพลอยจันทร์ สายตาของผู้เป็นแม่เหลือบไปเห็นแท่งทดสอบการตั้งครรภ์ที่วางเรียงกันอยู่บนเคาน์เตอร์ แถบสีแดงสองขีดที่ปรากฏชัดเจนทำให้อุสาถึงกับเข่าอ่อน ทรุดตัวลงนั่งกอดลูกสาวไว้แน่น“แม่จ๋า... พลอยท้อง... ฮือออ พลอยมีลูกแล้วจ้ะแม่” เด็กสาวสะอื้นไห้อย่างหนัก ซุกหน้าลงกับไหล่มารดา ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใครอีกต่อไปอุสาลูบแผ่นหลังที่สั่นเทาของบุตรสาว น้ำตาของคนเป็นแม่ไหลอาบสองแก้มด้วยความเวทนาจับใจ นางพยายามปรับน้ำเสียงให้เข้มแข็งเพื่อปลอบประโลม“อดทนเอาอีกนิดนะลูก... อีกแค่ไม่เกินเก้าเดือนเท่านั้น พอคลอดตาหนูออกมา ลูกก็จะเป็นอิสระ เราจะได้ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กันนะพลอย”“ฮึก... แม่ขา... หนูจะทำยังไงดี” พลอยจันทร์เงยหน้าขึ้นมองมารดาทั้งน้ำตา ดวงตาที่เต็มไปด้วยความรวดร้าวและแตกสลายถ่ายทอดความในใจที่ถูกอัดอั้นมาตลอด “หนูคงต้องเจ็บปวดทรมานมากแน่ๆ เลยค่ะแม่ ที่ต้องเห็นหน้าลูกทุกวัน ต้องให้นมเขา







