LOGINฤทธิค่อยๆ พลิกร่างโปร่งบางของสาวน้อยให้ลงไปนั่งกึ่งนอนอยู่บนพื้นตรงจุดที่มั่นใจว่าปลอดเศษกระเบื้อง เจ้าหล่อนยังหลับตาแน่นเช่นเดิม และค่อยๆ ชันตัวขึ้นนั่งกอดเข่าไว้หลวมๆ ชายหนุ่มใช้สายตาสำรวจเร็วๆ จึงเห็นว่าเท้าซ้ายของหล่อนมีเลือดไหล
“นั่งอยู่ตรงนั้นห้ามขยับ เธอเหยียบกระเบื้องเท้าเป็นแผล ให้ฉันดูก่อนว่ามีเศษกระเบื้องติดอยู่หรือเปล่า”
ปากสั่ง ส่วนตัวก็ก้าวยาวๆ ข้ามไปหยิบผ้าเช็ดตัวขึ้นมาพันกายท่อนล่างเอาไว้ เรียบร้อยแล้วก็เดินกลับมา เขาคุกเข่าลงขางหนึ่งแล้วช้อนร่างสาวน้อยขึ้นมาไว้ในวงแขนอีกครั้ง
“ว้าย!” เจ้าหล่อนร้องเมื่อรู้สึกตัวว่าตนเองลอยขึ้นจากพื้น ดวงตาที่ปิดสนิทเบิกโพลงด้วยความตกใจ สองแขนยกขึ้นโอบรอบคอของเขาโดยอัตโนมัติ
ใบหน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันไม่กี่คืบ ดวงตาสองคู่สานสบกันนิ่ง แวบหนึ่งฤทธิคล้ายเห็นแววตาบางอย่างฉายผ่านดวงตาคู่สวยของสาวน้อย ก่อนที่จะแปรเป็นแววตระหนก
ฤทธิเลื่อนสายตาจากดวงตาคู่นั้นลงมาที่ริมฝีปากสีกลีบกุหลาบแล้วก็มิอาจถอนสายตาไปไหน
...น่าจูบ...
จู่ๆ ความคิดนั้นก็ผ่านเข้ามาในความคิด และเมื่อใจรับรู้ ร่างกายก
หลังจากวางสายจากมารดาแล้ว ฤทธิก็โทรศัพท์บอกข่าวดีกับภรรยา ส่วนพนิตนันท์ก็ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ฤทธิจึงอยู่ลำพังลินินตื่นเต้นดีใจจนจับความรู้สึกได้ชัดเจนแม้จะไม่ได้เห็นหน้า น้ำเสียงตอนที่หล่อนถามถึงอาการของพนิตนันท์และรายละเอียดอื่นๆ อย่างเรื่องการดูแลและเรื่องอาหารการกินละเอียดลออราวกับหล่อนตั้งท้องเสียเองฤทธิจึงบอกเรื่องที่มารดาแนะนำให้พาพนิตนันท์กลับไปอยู่ที่บ้าน เพื่อที่ท่านจะได้ดูแลด้วยตนเอง ลินินเห็นดีเห็นงามด้วยทันที‘ลินินเห็นด้วยค่ะ กลับไปอยู่บ้านมีคุณแม่คอยดูแลแบบนั้นน่าจะดีที่สุดค่ะ เพราะช่วงท้องนี่แหละสำคัญเรื่องอาหารการกินวิตามินต่างๆ นี่ต้องสมบูรณ์ อีกอย่างสภาพจิตใจของแม่ด้วยค่ะ อยู่คอนโดอย่างนั้นลินินว่าเหงาออกค่ะ’“ผมก็เห็นด้วยกับคุณแม่ นี่กลับจากโรงพยาบาลก็ว่าจะเก็บเสื้อผ้าพานันท์กลับวันนี้เลย”‘เอ๊ะ...อย่างนี้ต้องเตรียมหาของใช้เด็กแล้วสิคะ’ ฤทธิหัวเราะในลำคอเมื่อได้ยินอีกฝ่ายคิดวางแผนนู่นนี่แล้วจู่ๆ ก็เสียงดัง ‘ไม่ๆๆ ไม่ได้ค่ะ รอใกล้คลอดดีกว่า โบราณเขาถือเคล็ดกัน ลินินว่า...ลินินหาของเตรียมให้นันท์ดีกว่า พวกชุด
แสงสว่างที่ส่องลอดผ้าม่านปลุกพนิตนันท์ตื่น หล่อนลืมตามองนาฬิกาบนผนัง...หกโมงครึ่งหญิงสาวขยับตัวลุกขึ้นนั่ง เสียงลมหายใจสม่ำเสมอทำให้เหลือบมองไปที่อีกฝั่งของเตียง...ครั้นเห็นร่างตะคุ่มที่นอนตะแคงหันหน้ามา ดวงตาหญิงสาวก็ทอดแสงอ่อนโยนเขากลับมาเมื่อไรก็ไม่รู้ หล่อนคงหลับไปแล้วนั่นแหละ ที่จริงพนิตนันท์ไม่คิดว่าเขาจะมาค้างที่นี่ด้วยซ้ำ ปกติเขาจะบอกล่วงหน้าทุกครั้งว่าจะมาหรือไม่มาแต่การได้ตื่นมาแล้วเจอเขานอนอยู่บนเตียงด้วยกลับเป็นความสุขอย่างหนึ่งในช่วงเดือนเศษมานี้...ความสุข...ที่เจือปนรสชาติขมเมื่อต้องกำชับตนเองไว้เสมอว่า มันจะจบลงในสักวัน!พนิตนันท์ลุกขึ้นยืนแต่พอจะก้าวขาเท่านั้น โลกตรงหน้าเหมือนจะพลิกคว่ำ หล่อนทรุดฮวบลงนั่งบนเตียงจนยวบแรง และนั่นก็คงปลุกคนที่นอนหลับอีกฝั่งให้ตื่น เสียงถามอย่างห่วงใยดังขึ้น“นันท์...เป็นอะไรหรือเปล่า?”“ป เปล่าค่ะ” หล่อนตอบเสียงแหบโหย แล้วจู่ๆ ก็ผลุนผลันลุกถลาไปที่ห้องน้ำเมื่อรู้สึกถึงความผะอืดผะอมแล่นขึ้นมาเป็นริ้วๆ จนจ่ออยู่ตรงคอหอยเสียงโอ๊กอ๊ากที่ดังมาจากห้องน้ำทำให้ฤทธิลุกตามไปโดยเร็
ในที่สุดก็ถึงวันเปิดภาคเรียนที่สอง...ทว่าคนที่ลาออกแล้วอย่างพนิตนันท์ก็ได้แต่นั่งมองปฏิทินด้วยแววตาโศกเศร้าหล่อนคิดถึงเพื่อน คิดถึงมหาวิทยาลัย และหลายครั้งก็เฝ้าตั้งคำถามว่าทำถูกหรือเปล่าที่ลาออก แทนที่จะพักการเรียนไว้หนึ่งหรือสองภาคการศึกษาอย่างที่ตั้งใจตอนแรกแต่พอคิดอย่างถ้วนถี่หล่อนก็คิดว่าตนตัดสินใจถูกต้องแล้วล่ะ เพราะถ้าดร็อป...พอกลับไปเรียน ก็ต้องเรียนกับรุ่นน้องอยู่ดี ไม่ได้เรียนกับพวกเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน ฉะนั้นสู้ลาออกแล้วไปเริ่มใหม่ที่อื่นเลยดีกว่าไม่ต้องตอบคำถามใครด้วยว่าไปทำอะไรมาตั้งเทอม...หรืออาจจะเป็นปีระยะเวลาเกือบเดือนที่ปิดภาคการศึกษา พนิตนันท์ไม่ได้อยู่เฉยๆ แม้ว่าจะได้รับเงินเดือนจากฤทธิหนึ่งแสนบาทก็ตาม หล่อนหาคอร์สเรียนสั้นๆ ลงเรียนแก้เบื่อ แล้วก็มองหางานพิเศษที่สามารถทำอยู่ที่บ้านได้ ขืนไม่หาอะไรทำละก็ มีหวังคงเบื่อจนอยู่ไม่ติดแน่ๆทว่าวันนี้แม้จะมีงานที่รับมาทำและต้องเสร็จส่งลูกค้าภายในวันมะรืนนี้ พนิตนันท์กลับไม่มีอารมณ์ทำงานเอาเสียเลย ในหัวเฝ้าคิดถึงแต่ว่า... เปิดภาคการศึกษาใหม่แล้วเพื่อนๆ แต่ละคนจะเป็นอย่างไรบ้าง หล่อนคิ
บทรักร้อนแรงและรวดเร็วผ่านพ้นไปแล้วรอบหนึ่งพร้อมเสียงหอบหายใจกระเส่าของคนทั้งคู่ กระนั้นกระแสรัญจวนที่ยังห่มล้อมรอบกายทำให้ฤทธิเอ่ยปากชวนหญิงสาวบนกายของเขา“เล่นน้ำไหม?”“ตอนนี้เหรอคะ?” คนถามตาโต...เพราะเกือบเที่ยงคืนแล้ว...เล่นน้ำตอนนี้คงจะเย็นเยือกแน่ๆ“ตอนนี้สิ...” เขาพยักหน้า...ย้ำชัดๆ ว่าตอนนี้“หนาวแย่เลยค่ะ”“กลัวทำไม หนาวก็กอดฉันไว้ แต่ฉันรับรองว่าไม่หนาวหรอก ถ้าเราออกกำลังกายไปด้วย” เขาพูดพลางขยับสะโพกบดเบียดเข้าหาอีกฝ่าย“คุณฤทธิ!” หล่อนทุบอกเขาเบาๆ หน้าแดงก่ำถึงใบหูด้วยความขัดเขิน หล่อนอยู่บนตัวเขาสองขาคร่อมเรือนกายแข็งแกร่ง แม้ส่วนนั้นของเขาจะไม่ได้แทรกอยู่ในเรือนกายหล่อนแล้ว ทว่าเมื่อเขาขยับสะโพกเข้าหา มันก็ก่อให้เกิดความรู้สึกวาบหวามซาบซ่านและพนิตนันท์ก็สัมผัสถึงบางสิ่งที่กำลังขยายตัวทีละนิดบดเบียดส่วนอ่อนไหวของหล่อนจนรู้สึกได้“หนูไปเปลี่ยนชุดว่ายน้ำก่อน” หล่อนทำท่าจะลุก ทว่าเขากลับกดสะโพกไว้“ไม่ต้อง ยังไงก็ต้องถอด จะใส่ทำไม มา...เกาะเอวไว้แน่นๆ นะ” เขาลุกขึ้นนั่ง แล้วจับสองขาของหล่อนให้เกาะเอวเขาไว้ดีๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนโดยมีหล่อนเกาะกอดเขาไว้ราวกับลูกลิงฤทธิพาหญิงสาว
“เราจะไปไหนกันเหรอคะ?”พนิตนันท์หันไปถามเมื่อขึ้นนั่งเรียบร้อย พอกลับถึงคอนโดมิเนียมหล่อนก็ได้รับการบอกเล่าให้เตรียมตัวและจัดกระเป๋าเสื้อผ้าสำหรับสองวันสามคืน แต่อีกฝ่ายไม่ยอมบอกว่าจะพาไปไหน“จะพาไปเที่ยว”“ที่ไหนเหรอคะ?”“ภูเก็ต”“ภูเก็ตเหรอคะ?” ฤทธิละสายตาจากพวงมาลัยมามองสาวน้อยแวบหนึ่ง ประกายตาระริกด้วยความตื่นเต้นทำให้เขายิ้มกว้าง“ใช่ เคยไปหรือยัง?”“ยังค่ะ” คนตอบตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นไม่น้อย “ยังไม่เคยไปเลยค่ะ”“วันนี้ได้ไปแล้ว เสียดายมีเวลาน้อยคงไปเที่ยวได้ไม่กี่ที่”“ไม่เป็นไรค่ะ ได้ไปก็ดีใจแล้วค่ะ” ทุกอย่างนับเป็นครั้งแรกสำหรับหล่อน ไม่ว่าจะเป็นการได้ไปภูเก็ต ได้เห็นทะเล หรือแม้แต่...การได้ขึ้นเครื่องบินทั้งคู่มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิเกือบทุ่ม จอดรถเรียบร้อยฤทธิก็พาหญิงสาวไปเช็กอิน เรียบร้อยแล้วก็ไปนั่งรอใน บิสเนส เลานจ์พนิตนันท์มองไปรอบๆ ด้วยท่าทางตื่นตาตื่นใจ ฤทธินั่งมองอากัปกิริยาของสาวน้อยพลางอมยิ้มบางๆ เขารู้ว่าหล่อนไม่เคยขึ้นเครื่องบิน“เดี๋ยวพอขึ้นเครื่อง ช่วงเครื่องเทคออฟมันจะหูอื้อๆ เอามือปิดจมูกแล้วกลั้นหายใจ มันจะดีขึ้น”“ค่ะ”“แล้ววันนี้ไปทำรายงานมา เป็นยังไงบ้าง
แล้วเขาก็เจอ...มันดังมาจากโทรศัพท์ของพนิตนันท์นั่นเอง เขาหยิบมันออกมา ไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วง ทว่าเป็นจังหวะเดียวกับที่มีข้อความเข้า มันจึงผ่านเข้าตาเขาพอดี‘อย่าลืมว่าเธอเป็นเมียฉัน’ข้อความนั้นเหมือนมีใครสักคนแทงอกเขาด้วยแท่งน้ำแข็งที่ทั้งแหลมคมและเย็นยะเยือกมันเย็นวาบไปถึงขั้วหัวใจ!ชายหนุ่มหรี่เสียงเรียบร้อยก็รีบเก็บโทรศัพท์คืนใส่กระเป๋า แล้วเลื่อนกลับไปไว้ที่เดิม เขาจะทำอย่างไรถึงจะลบข้อความที่เห็นไปจากการรับรู้ เขาไม่ควรได้รู้ได้เห็นเรื่องอะไรแบบนี้เพราะตอนนี้เกิดคำถามขึ้นมาในใจ...ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร?ภาพผู้ชายคนหนึ่งฉุกใจเขาขึ้นมา...หากก็ปัดความคิดนั้นออกไป...ไม่หรอกน่า...ไม่ใช่หรอก...แต่ถ้าไม่ใช่...แล้วจะเป็นใคร ที่มหาวิทยาลัยนี่เขามั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าพนิตนันท์ไม่ได้ครบใครแน่นอน ถ้ามีเขาก็น่าจะรู้ วิจิตราก็น่าจะบอก เพราะรายนั้นก็รู้อยู่แล้วว่าเขาคิดอย่างไรกับเพื่อนตัวเอง ดูท่าทางก็เชียร์เขาอยู่เหมือนกันแล้วถ้าเขาคิดถูกล่ะ...เป็นผู้ชายคนนั้นจริงๆคราวนี้อาชว์รู้สึกเหมือนยืนอยู่กลางกองเพลิง...มันร้อนรุ่มจนอยู่ไม่ติด อยากเดินเข้าไปถามให้สิ้นสงสัยเสียเดี๋ยวนี้แต่...เขา







