เข้าสู่ระบบโถงเล็กของเรือนมีร่างของสตรีงดงามในชุดสีน้ำเงินสดใสนั่งรออยู่ก่อนแล้ว นางมองฉู่หมิงก้าวเข้าไปก่อนลุกขึ้นย่อกายให้เขา
“คารวะท่านเสนาบดี”
ฉู่หมิงยิ้มให้นางจางๆ “ซินซิน”
อู๋ซินยิ้มค้างไปอย่างเห็นได้ชัด ‘เขาเรียกนางว่าอย่างไรนะ ...ซินซิน?!’
แม้แต่หานเจียเองก็อ้าปากค้าง
มองดูสาวใช้สองคนของจวนแม่ทัพ หญิงสาวพลันบรรลุวาบ จะอย่างไรงิ้วเรื่องนี้ก็ต้องเล่นให้จบ
เห็นฉู่หมิงยังคงสวมชุดขุนนางสีดำแซมด้วยแถบสีแดงปักดิ้นด้วยด้ายสีทองหรูหรา ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันยิ่งทำให้เขาดูสง่าน่าเกรงขาม
“ท่านเพิ่งกลับมาจากวังหลวงหรือเจ้าคะ” นางถามด้วยท่าทีนอบน้อม แต่หางตามองเห็นหานเจียพาสาวใช้สองคนเดินออกไป ข้ออ้างง่ายๆ ที่พอจะหาได้คือต้องไปหาน้ำชามารับแขก
เห็นคนออกไปหมดแล้วอู๋ซินหมุนตัวกลับไปนั่งลงที่เดิม ปลายนิ้วของนางชี้ไปยังถ้วยชาบนโต๊ะ ในนั้นคือยาที่นางเตรียมเอาไว้ให้เขา
ฉู่หมิงเป็นคนรอบคอบรัดกุม แม้แต่คนของจวนแม่ทัพก็ไม่รู้ว่าเขามาเพื่อดื่มยา ขนาดขอความช่วยเหลือผู้อื่น ยังกล้าปิดบังความจริงเอาไว้เกินกว่าครึ่ง
แม่ทัพว่านนี่ก็ดีแสนดีให้ความช่วยเหลือโดยไม่ถามไถ่ให้มากความ ดูแล้วคงไว้ใจฉู่หมิงเป็นอย่างมาก
“อยู่ที่นี่สบายดีกระมัง”
ชายหนุ่มเอ่ยถามนาง เขาเดินมานั่งลงยังเก้าอี้ข้างๆ หยิบถ้วยชาซึ่งทันทีที่เปิดก็มีกลิ่นสมุนไพรและกลิ่นคาวแปลกๆ โชยออกมา
คิ้วเข้มขมวดมุ่น ก่อนมองดูท่าทีซึ่งยังคงเป็นปกติของหญิงสาว นางตอบเขาด้วยท่าทีเฉื่อยชาเช่นเดิม แต่ครั้งนี้ออกจะคล้ายคนง่วงงุนอยู่บ้าง
“แปลกที่อยู่บ้าง นอนไม่ใคร่จะหลับแต่ก็นับว่าไม่เลว” หญิงสาวยื่นมือข้างหนึ่งออกมา ฉู่หมิงที่เพิ่งจิบยาเข้าไปคำหนึ่งก็รีบวางก่อนส่งมือให้นาง
เห็นหญิงสาวตรวจชีพจรของเขาแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เขาเองก็ไม่ได้เอ่ยถามเพียงยกยาขึ้นดื่มอีกครั้ง
“ไม่ทราบว่าข้าถามได้หรือไม่” เขากล่าวด้วยท่าทีเกรงอกเกรงใจ “ยานี้เหตุใดมีกลิ่นคาวของเลือด”
อู๋ซินไม่ได้แสดงท่าทีใดกับคำถามนั้น นางเพียงขยับตัวจัดแขนเสื้อซึ่งมีรอยยับ “สมุนไพรบางชนิดก็มีกลิ่นเช่นนี้”
เขาเพียงพยักหน้ารับรู้และนิ่งฟังเมื่อหญิงสาวกล่าวประโยคถัดมา
“หลังจากนี้ท่านอาจมีไข้เล็กน้อย แต่อย่าได้ดื่มยาใดเข้าไป อาการไข้จะไม่หนักหนา ทนได้ก็ทน กินยาที่ข้าเคี่ยวทุกวันติดกันอีกสองวัน หลังจากนี้ร่างกายจะค่อยๆ ปรับให้สมดุลดังเดิม จากนั้นต้องเปลี่ยนตัวยาอีกสองสามชนิด ดื่มจากวันละครั้งเป็นสองสามวันครั้ง อาจมีอาการหน้ามืดหรือเจ็บหน้าอกคล้ายหัวใจทำงานผิดปกติ”
นางขมวดคิ้วเมื่อไม่ใคร่จะแน่ใจว่าเขาฟังเข้าใจ
“ช่างเถิด หากเกิดอาการผิดปกติที่ไม่ร้ายแรงขึ้นให้จิบชาอุ่นๆ ห้ามดื่มน้ำหรือกินของเย็น รสจัดก็ไม่ได้ ห้ามออกแรงมากๆ แต่หากมีอะไรร้ายแรงให้รีบมาพบข้า”
ชายหนุ่มเพียงพยักหน้า เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าก็รีบวางถ้วยชาในมือลง เขาสอดมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบถุงปักสีขาวออกมายื่นให้หญิงสาว
“นี่คือของขวัญต้อนรับการมาเมืองหลวง รับไว้สิ”
อู๋ซินยื่นมือออกไปโดยดี นางเปิดดูก็พบว่ามันคือปิ่นเงินรูปร่างคล้ายกิ่งหลิว “ขอบคุณท่านเสนาบดี ข้าชอบมาก”
สาวใช้สองนางที่เพิ่งเดินเข้ามาเห็นเข้าพอดีหน้าแดงก่ำ แต่ยังพยายามก้มหน้าก้มตาทำงาน โดยไม่สอดส่ายสายตาไปทั่ว ทั้งสองแอบฟังบทสนทนาที่คล้ายสองคนรู้จักกันมาก่อน ในใจคันยุบยิบด้วยความสงสัย กระทั่งคาดเดาความสัมพันธ์ของคนทั้งสองไปต่างๆ นานา
“นี่ เจ้าว่าท่าทางระหว่างท่านเสนาบดีกับคุณหนูแปลกๆ หรือไม่” สาวใช้นางหนึ่งอดรนทนไม่ได้ รีบซุบซิบกับอีกคนที่ออกมาพร้อมกัน
พวกนางต่างมองฉู่หมิงเดินออกมาจากเรือนรับรอง มั่นใจแล้วว่ารอบๆ ไม่มีคนอื่นอีก
“แปลกตรงไหน ไม่มีอะไรชัดเจนไปกว่านี้แล้ว ท่านเสนาบดีไม่ใช่ต้องตาคุณหนูแล้วหรอกหรือ”
“แต่พวกเขาไปพบกันที่ไหนเล่า คุณหนูเพิ่งมาเมืองหลวง”
“เจ้าไม่คิดว่ามันแปลกๆ หรือ ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีข่าวว่าท่านแม่ทัพมีบุตรสาวบุญธรรมมาก่อน หลังท่านเสนาบดีกลับมาทั้งที่หายตัวไปหลายวัน เขาเข้าพบท่านแม่ทัพก่อนเข้าวังหลวงเสียอีก ในวันรุ่งขึ้นท่านแม่ทัพก็ประกาศว่ารับคุณหนูเป็นบุตรีบุญธรรม”
สาวใช้อีกคนเบิกตาโต “หรือว่าเรื่องนี้...เป็นท่านเสนาบดีพาคุณหนูเข้าเมืองหลวงมาหรือ!”
“ชู่วววว เจ้าเบาเสียงหน่อยสิ”
“หากเป็นเช่นนั้นมิยิ่งแย่หรือ ข้าชอบนางนะ นางทั้งงดงามและก็วางตัวดี หากแต่งเข้าจวนเสนาบดีนั่นไม่เท่ากับอายุสั้นแล้วหรอกหรือ”
“ที่เจ้าพูดมาข้าเองก็เห็นด้วย ข้าเห็นนางครั้งแรกยังตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก ข้าว่าตอนนี้ในเมืองหลวงนางนับเป็นโฉมสะคราญอันดับหนึ่งไม่ผิดแน่ ข้าว่านะท่านเสนาบดีเห็นนางแวบแรกคงมีใจให้นางไปแล้วกระมัง”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น หาไม่จะมีเหตุผลอื่นใดอธิบายเรื่องที่อยู่ๆ ท่านแม่ทัพก็รับบุตรสาวบุญธรรมเล่า ทั้งยังรับเข้าจวนหลังจากท่านเสนาบดีกลับเข้าเมืองหลวงอีก”
“แต่...มาคิดๆ ดูหากข่าวลือนั่นเป็นจริง โฉมสะคราญอย่างคุณหนู เฮ้อ”
ข่าวลือก็ยังคงเป็นข่าวลือ แม้แต่สาวใช้ในจวนแม่ทัพยังเชื่อเรื่องที่ว่าชะตาของเสนาบดี ไม่ว่าใครแต่งให้ก็ล้วนแล้วแต่ต้องอายุสั้น
โถงเล็กของเรือนมีร่างของสตรีงดงามในชุดสีน้ำเงินสดใสนั่งรออยู่ก่อนแล้ว นางมองฉู่หมิงก้าวเข้าไปก่อนลุกขึ้นย่อกายให้เขา“คารวะท่านเสนาบดี”ฉู่หมิงยิ้มให้นางจางๆ “ซินซิน”อู๋ซินยิ้มค้างไปอย่างเห็นได้ชัด ‘เขาเรียกนางว่าอย่างไรนะ ...ซินซิน?!’แม้แต่หานเจียเองก็อ้าปากค้างมองดูสาวใช้สองคนของจวนแม่ทัพ หญิงสาวพลันบรรลุวาบ จะอย่างไรงิ้วเรื่องนี้ก็ต้องเล่นให้จบเห็นฉู่หมิงยังคงสวมชุดขุนนางสีดำแซมด้วยแถบสีแดงปักดิ้นด้วยด้ายสีทองหรูหรา ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันยิ่งทำให้เขาดูสง่าน่าเกรงขาม“ท่านเพิ่งกลับมาจากวังหลวงหรือเจ้าคะ” นางถามด้วยท่าทีนอบน้อม แต่หางตามองเห็นหานเจียพาสาวใช้สองคนเดินออกไป ข้ออ้างง่ายๆ ที่พอจะหาได้คือต้องไปหาน้ำชามารับแขกเห็นคนออกไปหมดแล้วอู๋ซินหมุนตัวกลับไปนั่งลงที่เดิม ปลายนิ้วของนางชี้ไปยังถ้วยชาบนโต๊ะ ในนั้นคือยาที่นางเตรียมเอาไว้ให้เขาฉู่หมิงเป็นคนรอบคอบรัดกุม แม้แต่คนของจวนแม่ทัพก็ไม่รู้ว่าเขามาเพื่อดื่มยา ขนาดขอความช่วยเหลือผู้อื่น ยังกล้าปิดบังความจริงเอาไว้เกินกว่าครึ่งแม่ทัพว่านนี่ก็ดีแสนดีให้ความช่วยเหลือโดยไม่ถามไถ่ให้มากความ ดูแล้วคงไว้ใจฉู่หมิงเป็นอย่างมาก“อยู่ที่นี่
นางว่าศิษย์ของนางเสียสติแล้วนะ เจ้าคนที่เขาเก็บกลับมาให้นางเสียสติยิ่งกว่าอีก!!!“เอาเถิด จะอย่างไรก็คงไม่เกินสิบปี หากแลกกับการต้องหนีเทพมังกรอย่างไม่มีจุดหมายปลายทาง ข้าเลือกแต่งให้ท่านก็แล้วกัน เรียกข้าว่าอู๋ซิน ไม่มีแซ่ แค่อู๋ซิน”ใช่แล้ว...ในบรรดาคนทั้งหมด มีนางนี่ละที่เสียสติยิ่งกว่าใคร!!!“ข้าแซ่ฉู่ นามสั้นๆ ว่าหมิงที่มาจากแสงสว่าง”ว่าที่สองสามีภรรยาที่เพิ่งตกลงแต่งงานกัน มาบัดนี้กลับนึกขึ้นได้ว่าต้องแนะนำตัว ทั้งสองต่างบอกชื่อแซ่กันและกันด้วยท่าทางจนใจหลี่เฉิงถอนหายใจออกมาเสียงเบา“ข้าทำถูกใช่หรือไม่ที่ให้อาจารย์แต่งงานกับเขา เฮ้อ... แลกกับชะตาของแคว้นอีกสิบปี ราชสำนักจะวุ่นวายขึ้นมาอีกหน่อยก็คงนับว่าไม่เลวกระมัง”หลังผ่านเรื่องวุ่นวายในราชสำนัก ใต้เท้าฉู่ เสนาบดีผู้ไม่เคยขาดการประชุมเช้ากลับหายตัวไปถึงสามวัน ฮ่องเต้ไม่ได้ให้ความกระจ่างใดแก่ขุนนาง ตรัสเพียงเสนาบดีหนุ่มมีเรื่องสำคัญให้ต้องไปจัดการ เรื่องภายในวังหลวงและราชสำนักล้วนแบ่งหน้าที่ให้ขุนนางส่วนต่างๆ รับผิดชอบเรียบร้อยแล้วยิ่งปิดบังก็ยิ่งเกิดข่าวลือเสียหายขึ้น บางคนกล่าวว่าท่านเสนาบดีคนดีของแคว้นเทียนเฉา หายตัวไปหลั
“ข้าต้องการไปหลบซ่อนตัวในจวนของท่าน” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ“หลบซ่อนตัว?” คล้ายเขาได้ยินอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเทพมังกร ดวงดาวทางเหนือ แต่กลับไม่เข้าใจสิ่งที่หลี่เฉิงพูด และเพราะแบบนี้นางจึงพูดถึงว่า...แม้จะมีนางอยู่ข้างกายคอยรักษา“ได้” แม้ไม่เข้าใจแต่ยังคงพยักหน้าเรื่องให้ที่หลบซ่อนคนผู้หนึ่ง เขาคิดว่าคงไม่เหลือบ่ากว่าแรงนัก แต่เขาคาดไม่ถึงว่ามันจะอยู่เหนือความคาดหมายไปมาก เพราะทันทีที่อาการของเขาดีขึ้น หลี่เฉิงกลับขึ้นเขามาพร้อมกับฉินเซิง กระทั่งเรียกร้องข้อแลกเปลี่ยนที่เขาเคยรับปากอีกฝ่ายเอาไว้“เชิญผู้อาวุโสกล่าว” ฉู่หมิงมีสีหน้าดีขึ้นมากจนสังเกตเห็นได้ชัดเจน เขายิ้มแย้มทั้งยังกล่าวกับหลี่เฉิงด้วยท่าทีนอบน้อม“ท่านต้องแต่งอาจารย์ของข้าเป็นฮูหยิน”เงียบกริบ...ทั้งฉู่หมิงและอู๋ซินตกตะลึงจนพูดไม่ออก ทั้งสองได้แต่จ้องหน้าหลี่เฉิงด้วยสายตาที่บอกชัดถึงสิ่งที่อยู่ในใจนี่คือประโยคของคนเสียสติผู้หนึ่งใช่หรือไม่!!!“ท่านเสียสติไปแล้วหรือ!” ฉินเซิงคำรามออกมาอย่างไม่พอใจ “นายท่านเป็นถึงเสนาบดีของแคว้นเทียนเฉา แต่งฮูหยินเข้าจวน? ท่านเอาเรื่องสำคัญเช่นนี้มาล้อเล่นได้อย่างไร”หลี่เฉิงหันไ
วันเวลาผ่านไปสามพันห้าร้อยปี กับการตื่นขึ้นมายังดินแดนไม่คุ้นเคย ถึงวันนี้จูหลาน...ไม่สินางคืออู๋ซิน สตรีที่ไม่เจ็บป่วย ไม่แก่ และไม่ดับสูญและนาง...ได้แต่มองผู้คนรอบตัวล้มหายตายจากช่วงพันปีแรกยังพอทน เพราะตัวตนของจูหลานไม่มีใครรับรู้ กระทั่งผ่านไปหนึ่งพันห้าร้อยปีเริ่มมีเหล่าปิศาจ ทวยเทพ รวมไปถึงเหล่าอสูรรู้ว่าเลือดของนางมีคุณสมบัติในการเยียวยาสาเหตุน่ะหรือ...ตอนนั้นด้วยความบังเอิญนางเคยช่วยชีวิตเทพมังกรเอาไว้ และนี่คือเรื่องที่นางเสียใจที่สุดตัวตนของจูหลานทำให้โลกแห่งนี้สั่นคลอน การมีตัวตนของหญิงสาวแม้แต่ทวยเทพก็ให้คำตอบไม่ได้ กระทั่งเกิดเป็นความหวาดระแวงอันไม่มีที่สิ้นสุดเง็กเซียนสั่งให้เทพมังกรพาตัวหญิงสาวไปเข้าเฝ้า ต่อมานางถูกตัดสินประหาร ด้วยเพราะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ผิดที่ผิดทาง เหล่าทวยเทพหวั่นว่าเรื่องนี้จะทำให้หกภพภูมิเกิดความวุ่นวายหญิงสาวเคยช่วยชีวิตเทพมังกร กระทั่งเปิดเผยตัวตนของตนเองนำมาสู่ภัยถึงชีวิต เรื่องนี้เทพมังกรตระหนักดีจึงให้เวลานางหนีหนึ่งพันปีเพียงแต่หลังจากนั้นเขาก็ออกตามล่านางอย่างจริงจัง จุดประสงค์ก็เพื่อทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายมาให้ลุล่วงนั่นก็คือ..
จบประโยคนั้นหญิงสาวก็มองเห็นคราบเลือดที่กำลังซึมออกมายังอกด้านซ้ายของชายหนุ่ม นางไม่รอช้ารีบยื่นมือไปปลดสายคาดเอวของเขาออกเสียงโวยวายพร้อมถ้อยคำปรามาสดังขึ้น อู๋ซินไม่ได้ใส่ใจแต่ปล่อยให้ตงเสวี่ยและหานเจียเป็นคนขวางชายชุดดำผู้นั้นเอาไว้“ผู้อาวุโสหลี่ ท่านบอกว่ามีเพียงอาจารย์ของท่านที่ช่วยนายท่านได้ เหตุใดท่านปล่อยให้เด็กสาวคนนี้ล่วงเกินนายท่านเล่า! นางเป็นสตรีที่ยังไม่ออกเรือนทำเช่นนี้...”“เจ้าหมายถึงผู้ใด!”“พวกเจ้าถอยไป!”“ที่นี่คือเป่ยซาน คิดว่าตัวเองเป็นใครกล้าออกคำสั่ง”มองเห็นคนป่วยลืมตาขึ้น ทั้งยังพยายามมองไปยังคนของตน “ฉินเซิง...”เขาเพิ่งส่งเสียงอู๋ซินก็กดหน้าอกของเขาเอาไว้ “หุบปาก”นางไม่พูดเปล่ากลับเปิดสาบเสื้อของเขาออก มองสำรวจแผลที่เริ่มดำคล้ำรอบด้าน แม้แต่เส้นเลือดที่นูนขึ้นก็เริ่มดำคล้ำ พิษทั้งหลายคงไหลเวียนไปทั่วร่างแล้วมองเห็นฉู่หมิงพยายามฝืนลืมตา อู๋ซินใคร่ครวญครู่หนึ่งยื่นข้อเสนอที่ทุกครั้งนางมักจะทำ ก่อนจะตัดสินใจลงมือรักษาคน คำถามเดิมๆ ไม่มีอะไรใหม่ แต่คำตอบของเขากลับทำให้นางประหลาดใจ“ขอเพียงไม่ผิดต่อบ้านเมืองและคุณธรรมในใจ”ผู้คนส่วนใหญ่เพราะกลัวตายล้วนรับปาก
ดวงตาของหญิงสาวในชุดสีม่วงยังคงนิ่งเฉย นางช่วยประคองเขาขึ้น ถึงตอนนี้ฉู่หมิงจึงรู้ตัวว่าเขากำลังนอนอยู่บนพื้นกลางเรือน“อาการนับว่าสาหัสอยู่มาก ข้าจะช่วยรักษาเขาก็ได้ ให้เวลาข้าสักสามวันเถิด พวกเจ้าลงเขาไปให้หมด”“อาจารย์!!”นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ฉู่หมิงได้ยิน ก่อนจะหมดสติเขามองใบหน้านิ่งเฉยดวงตาส่องประกายเยือกเย็นของสตรีตรงหน้า ความสงสัยวิ่งวนในความคิดสตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน? เป็นนางหรือ?เหตุใดนางจึงเป็นแค่แม่นางน้อยผู้หนึ่งเล่า นับจากเขาจำความได้เรื่องราวของนางก็ร่ำลือกันในแคว้นเทียนเฉาหลี่เฉิงอายุไม่น้อยแล้ว แต่กลับเรียกนางว่า ‘อาจารย์’แท้จริงแล้วเรื่องนี้คืออะไรกันแน่!!!อู๋ซินมองดูชายหนุ่มในชุดสีขาวทั้งตัวถูกพยุงลงมาจากรถม้า ใบหน้าขาวซีดและร่างกายอันไร้เรี่ยวแรง บ่งบอกว่าอาการไม่ใคร่จะดีนักสายตาของหญิงสาวมองไปยังศิษย์คนแรกที่นางภาคภูมิใจ ในดวงตามีคำถามและถ้อยคำตำหนิปะปนกันอยู่ในที“ศิษย์คารวะอาจารย์”หลี่เฉิงคุกเข่าคำนับนางด้วยความนอบน้อม นางไม่ได้สนใจสายตาตกตะลึงของบุรุษชุดดำที่ทำหน้าที่พยุงคนป่วย“ลงเขาไปห้าปี กลับมาครั้งแรกเจ้าก็ทำผิดกฎร้ายแรงที่สุดของเป่ยซาน อาเฉิง ข้าหวั







