เข้าสู่ระบบ“เสี่ยวฟางเจ้ามีอันใดก็พูดมา มัวแต่ร้องไห้เป็นเด็กไปได้” อยู่เรือนคนอื่นวันแรกย่อมต้องโดนรังแก นางเข้าใจดี แต่เสี่ยวฟางที่เคยอดทนต่อความยากลำบากได้ดีหายไปไหนแล้ว แล้วนี่ไปโดนใครทำอะไรมาอีกเล่า คิดแล้วนางก็กลัดกลุ้ม
“นายหญิง บ่าวรับใช้ที่ติดตามมาจากหลูเค่อเอ้อถูกส่งกลับเผ่าของเราหมดแล้วเจ้าค่ะ เหลือเพียงข้าผู้เดียว” เสียวฟางพูดไปก็สะอื้นไห้อย่างน่าสงสาร นางจึงจับมือของสาวรับใช้ทั้งลูบหลังมือให้นางใจเย็น ๆ
“ข้าไม่กลัวความลำบากเจ้าก็อย่ากังวลไป” อยู่ที่เผ่าหลูเค่อเอ้อ มีอะไรบ้างที่นางไม่เคยทำ นอนกลางดินกินกลางทราย ขี่ม้ายิ่งธนู สิ่งใดที่บุรุษทำได้สตรีเช่นนางก็ทำเป็นเช่นเดียวกัน
“แล้วผู้อื่นจะไว้ใจได้หรือเจ้าคะ” เสี่ยวฟางไม่ได้มองถึงความลำบาก ตลอดเวลาที่เหยียบเข้าจวนเป่ยอ๋อง ได้ยินแต่คำว่าพระชายาบ้านป่า สาวใช้ดินแดนเถื่อน คำพวกนั้นนางไม่อยากสนใจแต่นายหญิงของนางเล่าจะใช้ชีวิตเป็นพระชายาที่คนไม่เคารพได้อย่างไรกัน
“ไว้ใจไม่ได้ก็อย่าพูดอันสิ เจ้าก็หัดสงบคำบ้าง เอาเถอะดูกันว่าเช้านี้พระชายาเป่ยอ๋องเช่นข้าต้องทำสิ่งใดบ้าง”
ไม่รู้ว่าพิธีคารวะน้ำชาอะไรนั่นยังต้องมีไหม แต่หากมีก็คงให้คนมาแจ้งกระมัง แต่เมื่อเดินออกมาด้านนอก เห็นสาวใช้สองคนมายืนอยู่ที่ห้องโถงในเรือน นางถึงนั่งที่เก้าอี้พร้อมสอบถามถึงที่มาของนางทั้งสอง
“คารวะพระชายาเพคะ ท่านอ๋องให้พวกเรามารับใช้พระชายาเพคะ”
เหรินเล่อมองไปยังสองสตรี ท่าทางไม่ค่อยน่าไว้ใจนัก จึงยกมือขึ้นไล่พวกนางไป
“พวกเจ้าไปเถอะ เรือนข้าไม่ได้ใหญ่โตอะไร ไม่ต้องการสาวใช้ เจ้าเคยทำสิ่งใดอยู่ก็ทำสิ่งนั้นไปเถิด”
เสียงพูดอย่างไม่ใส่ใจ แต่ทว่ากลับทำให้ทั้งสองสาวใช้ถึงกับคุกเข่าโดยมีสาวใช้น่าจะอายุไม่ห่างจากนางนักบีบน้ำตาอย่างน่าสงสาร
“พวกเราถูกส่งมาให้อยู่ตำหนักพระชายา หากพระชายาไม่ต้องการ พวกเราก็ไร้ที่พึ่งต้องถูกขายเข้าหอนางโลม พระชายาโปรดเมตตาด้วย” เสียงสะอื้นปนกับเสียงพูดออกมาทำให้ดูแล้วน่าสงสาร นางเองก็ลำบากใจ เพราะไม่ชอบให้ใครมายุ่งเรื่องในเรือน จะวุ่นวายกันไปใหญ่ อีกอย่างไม่รู้ว่าที่นี่คนของใครเป็นของใครอีกด้วย
เมื่อนางเพ่งพิศดี ๆ แล้วสาวใช้ที่ร้องไห้ท่าทางคล่องแคล่วและช่างพูด ส่วนอีกคนดูไปดูมาเหมือนคนไม่ค่อยผูกมิตรต่อผู้ ทั้งยังไร้ไมตรีอีกด้วย ท่าทางคงจะอยู่ในจวนลำบาก แต่เอาเถอะเลี้ยงบ่าวไว้สักสองคนก็ไม่เห็นลำบากอันใด อีกอย่างสินเดิมที่รวมกับของหมั้นที่ฮองเฮาและฝ่าบาทประทานให้ก็มากโข คงไม่ลำบากยากจนเกินไปนัก
“เอาล่ะ หากเป็นเช่นนั้นเจ้าทั้งสองแนะนำตัวมาเถิด ข้าจะดูว่าพวกเจ้าทำสิ่งใดได้บ้าง”
เมื่อฟังคำถามนายท่านจบสาวใช้ที่ท่าทางพูดจาอ่อนหวานก็แนะนำตัวเองก่อน เผื่อพระชายาจะเอ็นดู
“ผู้น้อยชุยเฟิงเจ้าเพคะ ข้าน้อยทำเป็นทุกอย่าง เย็บปักถักร้อย ซักผ้า ผ่าฟืนทำเป็นหมดเพคะ”
เหรินเล่อฟังแล้วพยักหน้า และหันหน้าไปมองอีกคนที่ยังเงียบอยู่ให้พูดขึ้นบ้าง
“ผู้น้อยจินหยวนจื่อเพคะ”
เหรินเล่อมองจินหยวนจื่อแล้วก็มีความเคลือบแคลงสงสัย แต่ก็เอาเถอะในเมื่อส่งคนมาให้ใช้งานถึงสองคนนางก็จะใช้ให้คุ้มก็แล้วกัน
“ข้าชอบเรียกชื่อสั้น ๆ เจ้าข้าเรียกเสี่ยวเฟิง ส่วนเจ้าข้าเรียกเสี่ยวหยวนจื่อก็แล้วกัน อยู่ตำหนักข้าต้องรู้ว่าข้าชอบอะไรไม่ชอบอะไร และสิ่งที่ข้าเกลียดที่สุดคือคนทรยศ มารยาทไม่งามยังพอหัดได้ แต่หากเป็นคนทรยศข้าจะไม่เอาไว้”
นางบอกจบก็สังเกตสีหน้าทั้งสอง ใบหน้าของเสี่ยวหยวนจื่อเรียบนิ่งไร้แววตาหวาดกลัว แต่เสี่ยวเฟิงนั้นมีความเกรงกลัวอยู่บ้าง แต่ก็ไม่น่าจะเล็ดลอดสายตานางไปได้ บ่าวเพียงสองคนหากนางควบคุมไม่อยู่ ก็อย่าหวังครองตำแหน่งชายาเป่ยอ๋องเลย แค่อยู่ในจวนก็สุดแสนลำบากแล้ว
“เอาล่ะพวกเจ้าไปพักผ่อน หากข้าไม่เรียกไม่ต้องมาพบ เรื่องงานให้เสี่ยวฟางแจกจ่ายหน้าที่ ข้าย่อมไม่เอาเปรียบใครทุกคนย่อมได้ทำงานอย่างเท่าเทียมกัน” แต่ไหนแต่ไรนางไม่เคยเลือกที่รักมักที่ชัง ต่อให้ไม่ถูกชะตาแต่ต้องมีความยุติธรรมต่อทุกคน
เมื่อรับคำสั่งพระชายาแล้ว เสี่ยวหยวนจื่อจึงลอบออกไปรายงานท่านอ๋องทันที
“รายงานท่านอ๋อง พระชายาไม่ได้ตั้งกฎใดเพียงแต่มีข้อเดียวคือห้ามทรยศนายเพคะ”
ฟังรายงานจากสายลับหญิงของตัวเองแล้วก็ต้องยกยิ้ม นับว่ามีความคิดกว้างไกลไม่น้อยพระชายาบ้านป่าผู้นี้ แค่กฎเดียวก็ครอบคลุมทุกกฎแล้ว
“นางเป็นคนเช่นไร เจ้าดูออกหรือไม่” จินหยวนจื่อเติบโตมาในกองทัพ ชุบเลี้ยงโดยเป่ยอ๋องย่อมฝึกปรือฝีมือมาอย่างดี และการอ่านคนก็เฉียบขาดเช่นกัน
“ภายนอกเป็นคนเข้มแข็ง แต่เหมือนมีความรู้สึกปิดซ่อนไว้ภายใน น่าจะอ่อนไหวแต่ไม่อ่อนแอ”
เสี่ยวหยวนจื่อพูดไปตามที่เห็น และสัมผัสแรกที่ได้พบ แต่ก็ยังตัดสินตอนนี้ไม่ได้หรอก ต้องรออีกหน่อยเพื่อให้แน่ใจ
“จับตาดูนางให้ดี” เป่ยอ๋องสั่งจบก็โบกมือให้นางออกไปรับใช้ที่เรือนของพระชายา
เมื่อกลับมาถึงพบว่าเสี่ยงฟางได้จัดการแบ่งหน้าที่กันเรียบร้อยแล้ว นางจึงเข้าไปสมทบ
“เสี่ยวหยวนจื่อ เจ้าไปอู้งานที่ใดมา มานี่ข้าจะบอกว่าเจ้าทำงานอะไรบ้าง” เสี่ยวฟางขวักมือเรียกให้นางเข้าไปเร็ว ๆ อีกเดี๋ยวจะต้องแต่งตัวให้พระชายาเตรียมพบกับฮุ่ยมามาเพื่อเรียนรู้กฎเกณฑ์ทั้งในราชสำนัก และยามอยู่ในตำหนักเป่ยอ๋อง
“ท่านอ๋องเรียกไปพบกำชับให้ดูแลพระชายาให้ดี ข้าจึงมาช้าไป อภัยแม่นางเสี่ยวฟาง” เสี่ยวหยวนจื่ออ้างท่านอ๋องก็ไม่มีผู้ใดเอาผิดนางได้แล้ว และตั้งใจฟังงานที่ได้รับ
เมื่อรับหน้าที่เสร็จแล้ว พวกนางก็จัดการให้เรียบร้อยก่อนที่จะไปพบฮุ่ยมามา แต่ทว่าพระชายาควรมีสาวใช้ติดตามสองคน ดังนั้นจึงต้องเลือกหนึ่งในสองสาวใช้ผู้นี้ให้ติดตามไปด้วย แม้ว่าไม่อยากแต่ก็ต้องทำตามกฎ
เสี่ยวเฟิงนั้นไม่อยากไปพบฮุ่ยมามาสักนิด นางจึงก้มหน้าหลับตาภาวนาให้พระชายาเลือกเสี่ยวหยวนจื่อแทนนาง แต่เหมือนสวรรค์จะไม่ได้ยินคำอ้อนวอนของร้องของนางกระมัง
“เจ้าไปกับข้าเสี่ยวเฟิง เจ้าท่าทางคล่องแคล่ว”
เสียงถอนหายใจทำเอาเสี่ยวหยวนจื่อยกยิ้ม สาวใช้คนนี้คงไม่อยากติดตามพระชายาไปที่ใดนอกจากอยู่ในเรือนกระมัง
“เอ่อ...พระชายาเพคะ ให้ข้าเฝ้าเรือนดีกว่าเพคะ ข้าน่ะดูแลเรือนเก่งที่สุด เสี่ยวหยวนจื่อนั้นมาใหม่ยังไม่ค่อยรู้เรื่องที่นี่นัก ให้ไปฟังกฎระเบียบกับพวกท่านดีกว่า”
เสี่ยวเฟิงรีบต่อรอง และนางยินดีทำงานจนหลังหัก หากแลกกับที่ไม่ต้องไปให้ฮุ่ยมามาโขกสับ
เหรินเล่อหรี่ตามอง นางเห็นว่าเสี่ยวเฟิงเข้าถึงง่ายกว่าเสี่ยวหยวนจื่อ แต่ท่าทางล่อกแล่กของนางก็อาจทำให้นางขายหน้าเอาได้ ผิดกับเสี่ยวหยวนจื่อที่สุขุมกว่า ดังนั้นนางจึงคิดว่าเสี่ยวหยวนจื่อก็ไม่เลว เพียงแต่นางไม่ค่อยเจรจาเท่านั้น
“เช่นนั้นเจ้าเฝ้าเรือนข้าให้ดี อย่าให้ใครเข้ามารื้อข้นตำหนักเล่า” นางไม่อยากฝืนใจใคร การให้ทำสิ่งใดผู้ที่กระทำต้องเต็มใจด้วยส่วนหนึ่ง แต่เมื่อนางตัดสินใจคงจะได้ยินเสียงปฏิเสธบ้างจากปากของเสี่ยวหยวนจื่อ แต่นอกจากไม่ได้ยินแล้ว ยังส่งสายตาแช่มชื่นให้นางราวกับพึงพอใจที่ได้พบกับฮุ่ยมามาอีกต่างหาก
“ผู้น้อยรับคำสั่งพระชายาเพคะ” เสี่ยวหยวนจื่อผู้ไม่เคยหวั่นเกรงผู้ใด นางจึงรับคำแต่โดยดี คาดว่าไปคราวนี้พระชายาน่าจะโดนกลั่นแกล้งไม่น้อย นางไปก็ดีเช่นกันจะได้ช่วยเหลือพระชายาได้บ้างไม่มากก็น้อย
ชุดฮั่นฝูกระโปรงยาวปักลายรุ่ยเซียงตัดด้วยเสื้อคลุมตัวนอกสีดอกท้อเกล้าผมปักปิ่นอย่างคนแต่งงานแล้ว ตามแบบประเพณีของซีเป่ยที่เสี่ยวฟางไปร่ำเรียนมาอย่างเคร่งครัดเพื่อปรนนิบัตินายของตน
เมื่อนางพร้อมแล้วจึงเดินนำไปโดยมีเสี่ยวหยวนจื่อคอยบอกทางที่ด้านหลัง เพราะคุ้นชินกับจวนเป่ย อ๋องแล้ว ทั้งยามค่ำคืนนางก็ออกมาตรวจตรารอบ ๆ ตามความเคยชินยามอยู่ในค่ายทหารอีกด้วย
เมื่อถึงห้องที่ให้อบรมสั่งสอนสตรีที่จะเข้ามาอยู่ในจวนเป่ยอ๋อง เบื้องหน้าเป็นมามาที่นั่งเชิดหน้าราวกับเป็นเจ้านายอีกคน นางจึงหยุดนิ่งและยืนสงบไม่ขยับกายไปที่ใด ทั้งมองไปอย่างแสดงอำนาจเช่นกัน
เบื้อหลังของนางมีเสี่ยวหยวนจื่อที่คอยกระซิบที่มาที่ไปของสตรีอวดดีผู้นี้
“ฮุ่ยซื่อเหลียน เป็นคนสนิทของพระสนมมารดาของท่านอ๋อง เมื่อมารดาท่านอ๋องเสียชีวิตไปก็ได้รับแต่งตั้งจากท่านอ๋องให้เป็นมามาดูแลความเรียบร้อยในจวนเป็นหลัก เป็นคนที่ท่านอ๋องนับถืออีกคน แต่ถ้าเป็นใหญ่ในจวนจริง ๆ คือขันทีเหลียง”
เมื่อฟังเสียงกระซิบจบนางก็ยกยิ้ม เพิ่งรู้ว่าจวนเป่ยอ๋องเลี้ยงดูบ่าวไพร่ให้ลามปามเช่นนี้
“ไร้มารยาท สตรีบ้านป่า” ฮุ่ยมามาต่อว่านางทั้งที่นางยังไม่ได้ทำสิ่งใดเลยด้วยซ้ำ แน่ชัดแล้วว่าสตรีผู้นี้เป็นคนแรกของจวนที่ไม่ชอบนาง
“ข้าไม่รู้เช่นกันว่ามารยาทในซีเป่ยสอนกันอย่างไร แต่ที่หลูเค่อเอ้อ ยามที่เจ้านายเดินมาบ่าวต้องเคารพไม่ใช่นั่งตีตัวเสมอเช่นนี้ หรือว่าข้าที่เป็นชายาต้องคารวะน้ำชาฮุ่ยมามาที่เป็นบ่าวด้วยหรือไม่ เวลาข้าออกงานจะได้คุยได้ว่าทุกเช้าต้องคารวะบ่าวในเรือน ทุกเย็นต้องคารวะก่อนเข้านอน”
ใบหน้านางแสนท้าทาย อยากรู้นักว่าสตรีไม่รู้จักเจียมตัวผู้นี้จะมาไม้ไหนอีก
“นี่เจ้า...”
“ข้าชายาเป๋ยอ๋อง เรียกให้ถูกดีหรือไม่”
ฮุ่ยมามากระทืบเท้าอย่างไม่พอใจ นางไม่เคยมีผู้ใดกล้ามาเหยียบจมูกเพียงนี้
“เหอะ! อย่าหลงตนไปหน่อยเลย เป่ยอ๋องต้องแต่งคนต่างแคว้นเข้ามาเป็นชายาก็น่าอัปยศหมดอนาคตมากพออยู่แล้ว” ฮุ่ยซื่อเหลียนเลี้ยงดูท่านอ๋องมาตั้งแต่น้อย และหวังเสมอว่าท่านอ๋องจะไปได้ไกลกว่านี้ หากไม่เพราะนางผู้นี้ป่านนี้ท่านอ๋องจะเรืองอำนาจเพียงใดกัน
“ไม่นึกว่าปากท่านจะมีอำนาจเหนือฝ่าบาท ครั้งนี้แต่งก็ไม่ใช่ข้าที่บังคับขืนใจท่านอ๋องเสียหน่อย จะโทษข้าได้อย่างไร หรือท่านจะไปเอาความกับฝ่าบาทเล่าที่ทำให้ท่านอ๋องของฮุ่ยมามาหมดอนาคต”
สตรีผู้นี้กล้าขนาดหมิ่นเบื้องสูง ไม่ธรรมดา รับสั่งฝ่าบาทผู้ใดกล้าฝ่าฝืนด้วยรึ
“นี่ท่าน...หาคุกให้ข้างั้นรึ”
“ข้าเพียงแต่ยืนของข้าเฉย ๆ เป็นท่านพูดมาเองทั้งหมด แล้วนี่เมื่อไหร่จะลุก หรือให้พระชายาเช่นข้าคุกเข่าถวายความเคารพเล่า” ดวงตาวาวโรจน์ของนางมองจ้องไปที่ฮุ่ยมามาอย่างไม่หวั่นเกรง และนั่นทำให้นางถึงลุกขึ้นจากเก้าอี้
“นี่คือคำสั่งท่านอ๋อง” นางกล่าวเมื่อยืนอยู่เบื้องหน้าพระชายาอวดดีผู้นี้
แม้ฮุ่ยมามาจะรับคำสั่งให้สั่งสอน แต่ทว่าสิ่งใดควรไม่ควรนางก็ควรรู้เช่นกัน
“แล้วที่ท่านนั่งเทียบเสมอชายาของเป่ยอ๋อง นี่คำสั่งท่านอ๋องด้วยหรือไม่เล่า หรือว่าท่านก็คือ....” นางไม่พูดแต่ไหวดวงตาระริกรู้ว่าหมายถึงสิ่งใด
“พระชายาไม่ควรคิดอกุศลเช่นนี้ ข้าเป็นถึงคนสนิทของพระสนมมารดาของเป่ยอ๋อง”
“คำก็สนิท สองคำก็สนิท ถึงขั้นร่วม...เรียง...เคียง”
“หุบปาก!”
“เจ้านะสิหุบปาก!” เหรินเล่อยกนิ้วเรียวยาวดั่งลำเทียนชี้หน้าฮุ่ยมามาที่กำลังถือไม้หวายที่เหลาจนกลมคงคิดเอาไว้สั่งสอนนาง นางกระชากที่เดียวแล้วใช้เพียงมือเดียวหักมัน
เป๊าะ!
“สอนมารยาทแต่คนสอนกลับไร้มารยาทเช่นนี้ ยังมีอะไรสอนข้าได้อีกรึ อะไรควรไม่ควรยังไม่รู้อย่าว่าแต่มารยาทเลย หากเจ้าอยู่ที่หลูเค่อเอ้อ เป็นได้แค่ทาสทำความสะอาดในห้องสุขาเท่านั้น จำเอาไว้”
เหรินเล่อจัดการฮุ่ยมามาแล้วเดินจากไป ไม่อยู่ฟังเสียงกรีดร้องเหมือนแม่หมูออกลูกของบ่าวอวดดีผู้นี้อีก
‘ไร้ประโยชน์สิ้นดี’
สามปีถัดมาเป่ยอ๋องสร้างเรือนใหญ่โตที่ชายแดนสำหรับลูก ๆ ได้วิ่งเล่น เพราะนางไม่ยอมกลับมาซีเป่ย ดังนั้นจึงเป็นข้อตกลงกันว่าอยู่ที่ชายแดนระหว่างเผ่าหลูเค่อ เอ้อ กับซีเป่ยและเมื่อเป่ยอ๋องสร้างเรือนอย่างยิ่งใหญ่ การค้าแถบชายแดนก็คึกคักมากยิ่งขึ้น ขุนนางที่เอาแต่รับส่วยถูกกำจัดจนหมดสิ้น เหลือเพียงขุนนางซื่อสัตย์สุจริต เพราะไม่มีผู้ใดกล้าท้าทายอำนาจของเป่ยอ๋อง “ท่านแม่...ข้ามีกังหันลมด้วย” หวังเจาผิงบุตรสาวคนแรกของเหรินเล่อกับหวังหยางซั่ววิ่งถือกังหันลมที่ไปซื้อในตลาดกับขันทีเหลียงมาอวดมารดา มันมีสีแดงสดใสทำให้หวังจงผิงชอบนัก “มานี่สิลูก ไหนให้แม่เจ้าดูหน่อย” เหรินเล่อตบที่นั่งข้างตัวเองให้ลูกสาวปีนขึ้นมานั่ง ตอนนี้นางท้องลูกคนที่สองแล้วอายุครรภ์กำลังอ่อนไหวทำให้ไม่อาจยกของหนักได้ แล้วผิงผิงของนางก็ตัวกลมน่ารักยิ่งนัก “ท่านแม่ดูข้า พอเป่าแบบนี้กังหันลมก็จะหมุน” หวังจงผิงเป่าลมออกจากปากทำให้คนที่เห็นรู้สึกเอ็นดูยิ่งนัก “แล้วบิดาเจ้าเล่า” “รั้งอยู่หอนางโลมเจ้าค่ะ” หวังจงผิงตอบโดยไม่ได้คิดอะไร แต่ขันทีเหลียงปาดเหงื่อที่ผุดซึมตามกรอบหน้าแล้ว
สามวันต่อมา เหรินเล่อเริ่มอยากออกกำลังกายมากขึ้น เพราะเอาแต่นอนจนรู้สึกปวดหัวไปหมด โดยที่หลังจากนางฟื้น อีกคนก็ป้วนเปี้ยนกับนางโผล่มาให้เห็นเช้า กลางวันและเย็น มีบางช่วงที่หายไปนางให้คนไปสืบก็พบว่าเขาไปดูค่ายทหารที่ชายแดน แต่เมื่อนางคิดถึงได้ไม่ทันไร คนหน้าด้านก็โผล่มาให้นางเห็นอีกแล้ว วันนี้นางตั้งใจมาเยี่ยมเสี่ยวหยวนจื่อกับเสี่ยวฟางที่ต้องบาดเจ็บเพราะนาง แต่เมื่อมาถึงได้ยินเสียงทะเลาะกันเสียงดังในกระโจม “โอ๊ย...ซื่อจื่อท่านใช้มือหรือใช้เท้าเขี่ย...เจ็บเป็นบ้า” เสี่ยวหยวนจื่อที่กำลังจะทายาที่แผลแต่ทว่ามีอีกคนเข้ามาวุ่นวาย ทั้งยังไล่เหล่านางกำนัลออกไปจนหมด “ข้าเบามือที่สุดแล้ว เจ้าก็อยู่นิ่ง ๆ” เหรินหลี่เฉียน ขมวดคิ้วแน่น เขาเบามือแล้วเหตุใดนางยังเจ็บอยู่เล่า “ไม่ต้องทาแล้วข้าทาเอง” “ด้านหลังเจ้าจะทางยังไง” “ทาได้แล้วกันกระจกก็มี” “มันเลอะน่ะสิ” “เช็ดได้” เหรินเล่อรู้สึกแปลก ๆ กับสองคนนี้หรือว่ามีใครบางคนที่คิดเกินเลยกันนะ นางจึงไม่เข้าไปรบกวนปล่อยให้ทั้งคู่ช่วยกันทาช่วยกันเช็ดให้พอใจ แล้วไปดูเสี่ยวฟางที่
“นาง...ตั้งครรภ์!” เขาหันกลับมามองเหรินหลี่เฉียนที่เข้ามาด้านใน แล้วก็ยังไม่ทันได้ขวาง จนอีกร่างก็ได้ยินที่นางเพ้อด้วยพิษไข้แล้ว “ใช่...หลานข้าไม่เกี่ยวกับเจ้า” เหรินหลี่เฉียนผลักเป่ยอ๋องให้หลบออกไป “แต่ข้าเป็นบิดากับสามี” “แต่เจ้าทำนางเจ็บปวด จนหัวใจสลาย” คำพูดนี้ไม่เกินจริง เขารับรู้ว่านางใจสลายเมื่อเดินทางกลับมาที่บ้านเกิด ยิ่งตัวเองเป็นต้นเหตุยิ่งโทษว่าเป็นความผิดเขา ดีที่หลานในท้องยังปลอดภัย เลือดที่นางต้องเสียไปมากกับแผลที่ต้นขากับที่แขน คืนนั้นจำได้ว่าทุกคนเกือบตาย หากไม่ได้แม่นางเสี่ยวหยวนจื่อกับทหารชายแดนออกมาสู้รบ เขาไม่คิดว่านักฆ่าจะผุดออกมาร่วมร้อยคน จึงไม่ได้เตรียมกำลังพลออกมาช่วย “ข้าจะดูแลนางเอง” หวังหยางซั่วแย่งผ้าเช็ดหน้าที่เหล่านางกำนัลถือมา แล้วไปเช็ดให้นาง เหรินหลี่เฉียนเมื่อไล่ไม่ไปเขาก็จำต้องไปรายงานท่านพ่อถึงการมาของเป่ยอ๋อง แล้วจะจัดการเหล่านักโทษที่เป่ยอ๋องจับมาก็แล้วกัน ต่อให้สับพวกคนเหล่านั้นเป็นหมื่นชิ้นเขาก็ไม่หายแค้นใจด้วยซ้ำ ขันทีเหลียงที่ติดตามท่านอ๋องมาด้วย เห็นท่านอ๋องดูแลพระชายาแทบไม่ได้
“ขันทีเหลียงต่อไปเรือนเป่ยอ๋องจะคืนให้กับหลวง ข้าสละทิ้งฐานันดรอ๋องเรียบร้อยแล้ว” ถ้อยคำที่ไม่ได้แฝงด้วยแววตาล้อเล่นทำเอาขันทีเหลียงยกมือทาบอก “ท่านอ๋อง” “ข้าจะให้เจ้าเป็นธุระจัดการแบ่งเงินจำนวนหนึ่งให้กับบ่าวรับใช้ไปตั้งตัว ยกเว้นฮุ่ยมามา” นี่ถือว่าปรานีที่สุดแล้ว หากไม่เห็นว่าเป็นคนเก่าคนแก่ของมารดา โทษประหารยังน้อยไปด้วยซ้ำกับสิ่งที่นางทำกับคนรักของตน ขันทีเหลียงติดตามท่านอ๋องมานาน ตนเองก็ไร้ที่ไปเช่นกันแต่จะขอติดตามท่านอ๋องไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ จึงคุกเข่าต่อหน้าท่านอ๋องแล้วเอ่ยความประสงค์ของตัวเองออกมา “ท่านอ๋อง โปรดให้ข้าน้อยติดตามไปด้วยเถิดข้าน้อยไม่ต้องการทรัพย์สินเงินทอง ขอเพียงได้รับใช้ข้างกายท่านอ๋องก็พอแล้ว” เป่ยอ๋องมองบ่าวรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ ไม่นึกว่าขันทีเหลียงจะตัดสินใจเช่นนี้ “ข้าจะไม่หวนกลับเมืองหลวงอีก หากไม่จำเป็นต้องทำศึก” ใช่แล้ว หากซีเป่ยขืนวกกลับมาหักหลังเขาก็พร้อมเดินหน้าเช่นกัน และรู้ว่าคนอย่างฮองเฮาไม่ยอมให้เขาไปได้ง่าย ๆ โดยไม่ส่งคนไปตามรังความแน่ บางทีอาจจะกำลังเป่าหูเสด็จพี่ของเขาอยู่ก็ได้
“เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร ถึงเอาเรื่องนี้มาข่มขู่เราได้”เสียงโหดเหี้ยมของเป่ยอ๋องทำให้ฮุ่ยมามาเพิ่งตระหนักดีว่า ตนเองไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเป็นฝ่ายต่อรองได้ “ขันทีเหลียงจับนางไปขังเอาไว้ในห้องเก็บฟืนงดข้าวงดน้ำ ส่วนเจ้าเสี่ยวเฟิงมากับเรา” เสี่ยวเฟิงที่ก้มหน้าติดพื้นเดินตามท่านอ๋องไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เมื่อถึงห้องทำงานของเป่ยอ๋องแล้วนางจึงคุกเข่าทันที “เหตุใดเจ้าจึงเป็นพยานเท็จให้กับชายาของข้า”เป่ยอ๋องไม่รั้งรอเวลาอีกต่อไป เขาอยากรู้ความจริงทั้งหมด “เรียนท่านอ๋อง ข้า...ฮึก...ข้าไม่มีทางเลือก ฮุ่ยมามาจับคนที่บ้านของบ่าวเป็นตัวประกัน หากบ่าวไม่ทำทุกคนต้องตายกันหมด บ่าวไร้ทางเลือกจริง ๆ เพคะ” คำสารภาพที่พรั่งพรูออกมาทำให้เป่ยอ๋องเห็นอกเห็นใจนางไม่น้อย ก็แค่บ่าวคนหนึ่งคิดไม่ถึงว่าฮุ่ยมามาจะอำมหิตเพียงนี้ “แล้วเสี้ยนจู่เกี่ยวอันใด” เขาถามต่อ “เสี้ยนจู่เป็นผู้ที่หนุนหลังมามาให้ทำร้ายพระชายา บ่อยครั้งมีเรื่องก็ไม่ถึงหูท่านอ๋อง เพราะพระชายาไม่อยากให้ท่านอ๋องหนักใจ จนเมื่อช่วงหลังที่ฮุ่ยมามาสงบเสงี่ยมลงเพื่อรอเวลา หากไม่ใช่พี่ชายของพระ
หลังจากเหรินเล่อจากไปแล้ว ไม่กี่วันถัดมาท่านอ๋องก็ให้ทุบเรือนของพระชายาทันที “ขันทีเหลียงเรียบร้อยหรือไม่” เป่ยอ๋องที่ไม่ต้องการให้ผู้ใดเข้าไปในเรือนของนางอีกจึงทุบเรือนทิ้งเสีย จะสร้างเป็นที่เก็บของของตัวเอง แม้ใจในส่วนลึกยังรู้สึกเจ็บปวดไม่น้อยก็ตาม ผ่านมาจะห้าวันแล้ว เขายังคงคิดถึงนางไม่แปรเปลี่ยน แต่นางก็ไม่มีเหตุผลใดที่เขาจะรั้งนางไว้ได้ นอกเสียจากล่อเสือออกจากถ้ำ หนังสือหย่าที่เขาเขียนขึ้นตั้งแต่วันแรกที่แต่งงาน ถูกนำมาถือไว้อีกครั้ง เขายังไม่ได้ให้นาง และนางก็ไปแล้ว ที่จริงในตอนที่รู้สึกว่าขาดนางไม่ได้ เขาต้องการจะเผาทิ้งด้วยซ้ำ แต่มันไม่ทันการณ์แล้ว เขาเป็นคนสั่งให้นางไปจากเขาไปแล้ว “ท่านอ๋องไม่เชื่อใจพระชายาหรือพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเหลียงเองก็ไม่เชื่อเช่นกันว่าชุดกับรองเท้านั่นจะเป็นของชู้พระชายา ไม่มีอะไรที่เป็นไปได้เลยนอกจากพระชายาจะไม่ปริปากบอกทำให้เกิดความคลางแคลงใจให้กับท่านอ๋อง “ข้าให้โอกาสนางได้สารภาพ แต่นางกลับเลือกที่จะเงียบ เจ้าคิดว่าเราควรทำเช่นไร ไม่เท่ากับนางยอมรับหรอกหรือ” ขันทีเหลียงเองก็จนด้วยคำพูด จึง







