เข้าสู่ระบบแรกเริ่มนางคือสตรีแดนไกลไร้คุณค่า แต่ในวันที่เขาขับไล่นางจากไปเหตุใดจึงเป็นเขาเองที่คิดถึงคะนึงหานางแทบขาดใจ!
ดูเพิ่มเติมหลูเค่อเอ้อ ชนเผ่าติดต่อกับแคว้นซีเป่ยด้านทิศตะวันตก เป็นเผ่าที่ได้ลงนามสัญญาสงบศึกมาช้านาน และเป็นพันธมิตรที่ดีกับซีเป่ยเสมอมา ท่ามกลางทุ่งหญ้าสีทองตัดกับท้องฟ้าสีคราม มีเมฆประดับแซมสีขาวเป็นระยะช่างเป็นภาพที่สวยงามจับตาจนเหรินเล่อคิดว่านี่คือสวรรค์บนดิน และเป็นสิ่งที่ปรารถนามากที่สุดในชีวิตของนาง
ได้อยู่กับแผ่นดินที่เป็นบ้านของตัวเองมีอันใดจะเปี่ยมด้วยความสุขกว่านี้อีกหรือ
“ยะ!” อาชาสีขาวทะยานพุ่งเข้าหาเนินที่เป็นทุ่งดอกหญ้าสีขาวอย่างรวดเร็ว สองมือของเหรินเล่อโบกโบยไปกับสายลมคล้ายกำลังร่ายรำอยู่บนหลังม้า ผีเสื้อโบยบินไปรอบกายของนางทำให้นางกระโดดลงมาจากหลังม้า ร่วมเต้นรำไปกับมันแต่เพียงไม่นานเหรินหลี่เฉียนพี่ชายของนางเรียกดับฝันของนางฉับพลัน
“เหรินเล่อท่านพ่อเรียกพบ”
เหรินเล่อหันไปย่อคิ้วมุ่ยหน้าให้พี่ชาย แต่ใบหน้าของพี่ชายดูคล้ายไม่สบอารมณ์เลยสักนิด ราวกับมีเรื่องหนักอกหนักใจ
“มีอะไรหรือไม่ท่านพี่”
“มี!” เสียงตอบไร้หางเสียงของพี่ชายทำให้นางไม่รั้งรออีกต่อไป หลังจากถึงเผ่าของตนเองโฉมสะคราญเดินฉิว
ตรงไปยังกระโจมกลางที่เรียกประชุมขุนนางทันทีสีหน้าทะมึนตึงของบิดา กับสายตากดดันของเหล่าขุนนางที่เพ่งมองมายังร่างของสตรีที่เป็นดั่งเทพธิดาของแคว้นคล้ายกำลังเกิดเรื่องราวใหญ่โตขึ้นแล้ว นางจึงนิ่งสงบรอฟังคำสั่งของท่านพ่อทันทีหลังทำความเคารพ
“หลูเค่อเอ้อ ต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าแล้ว เล่อเล่อ” เหรินจิ้น บิดาของเหรินเล่อและเหรินหลี่เฉียน
กล่าวออกมาอย่างหนักใจ ภายในเต็มไปด้วยความอึดอัด ทั้งสงสารและเห็นใจบุตรสาวเพียงคนเดียวของตัวเอง ที่นอกจากกำพร้าแม่แล้ว นางยังต้องพลัดพรากจากถิ่นฐานบ้านเกิดเมืองนอนในวัยที่กำลังจะมีความสุข“ข้ายินดีช่วยเจ้าค่ะ...หากนั่นจะทำให้เผ่าหลูเค่อเอ้อสงบสุข ข้าจะทำ”
หลังจากคำฟังบิดาแล้ว นางไม่อยากตกลงก็จำต้องตกลง เพื่อช่วยเหลือบิดาและเผ่าของตนเอง นางจึงต้องสละชีวิตนางเพียงหนึ่ง แลกกับความสุขของทั้งชนเผ่าเรือนแสน
‘การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์’ นางเองก็อยากเห็นหน้า ผู้ใดกันริคิดการเชื่อมสัมพันธ์ด้วยวิธีโง่เง่าสิ้นดีนี้
..........................................................................................................................................................................................................................
สามเดือนให้หลัง...เช้าตรู่ในเรือนรับรองพิเศษเมืองเทียนหนิงเมืองหลวงแคว้นซีเป่ยวุ่นวายไปด้วยการจัดเตรียมต้อนรับเจ้าขบวนบ่าวที่จะมารับเจ้าสาวขึ้นเกี้ยวไปทำพิธีในวังหลวง
ปิ่นทองชิ้นสุดท้ายฉลุลายดอกโบตั๋นประดับมุกเงือกเป็นประกายแวววาว และมันคือของหมั้นของเจ้าสาวในวันนี้ถูกเสียบลงบนผมยึดกับเครื่องหัวที่ใช้สวมใส่ตามฐานะของชายาเป่ยอ๋องหรือองค์ชายรองหวังหยางซั่ว แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นซีเป่ย ผู้เป็นอนุชาของฮ่องเต้หวังเหว่ยกวง และผู้กุมอำนาจทางทหารอันสำคัญของแคว้นซีเป่ย
ชาดแดงถูกแต่งแต้มลงที่ริมฝีปากอวบอิ่มจนสวยงามเป็นขั้นตอนสุดท้าย สาวใช้คนสนิทอย่างเสี่ยวฟางสวมต่างหูทรงลูกปัดหลากสีที่เป็นเอกลักษณ์ของแคว้นให้นายของตัวเอง พร้อมทั้งกล่าวให้นางเตรียมตัว
“ท่านหญิงเจ้าคะ เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”
ท่านหญิงเหรินเล่อเป็นบุตรีของอ๋องเหรินจิ้นครอบครองดินแดนทางทิศตะวันตกที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุสำคัญเช่นทองคำ แต่ว่าอำนาจทางการทหารยังด้อยกว่าแคว้นซีเป่ย เพราะชนเผ่าหลูเค่อเอ้อเพิ่งเข้มแข็งเมื่อไม่ถึงร้อยปีที่ผ่านมา เกิดจากการเจริญสัมพันธไมตรี และลงนามสัญญาสงบศึกแต่ละแคว้นอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย โดยใช้แร่ธาตุสำคัญเช่นทองคำเป็นตัวแปรสร้างความสงบของแคว้น
เสียวฟางกล่าวจบ สาวใช้อีกคนที่ให้เข้ามาช่วยแต่งกายยกผ้าแพรคลุมหน้าเจ้าสาวที่เหรินเล่อเป็นผู้ปักเองตลอดสามเดือน ระหว่างอาศัยอยู่ที่เรือนรับรองพิเศษก่อนจะมีการร่วมพิธีแต่งงาน นางไม่เคยพบหน้าเจ้าบ่าวสักครั้ง กระทั่งเงาก็ไม่เคยพบ แต่ไม่น่าแปลกใจอันใด เพราะ
เป่ยอ๋องก็คงเหมือนกับนางคือ ไม่เต็มใจแต่งเช่นเดียวกันเมื่อได้เวลาเจ้าสาวเดินไปขึ้นเกี้ยวที่คลุมด้วยผ้าแพรโปร่งสีแดงปิดกั้นสายตาโดยรอบนั่งเรียบร้อยแล้ว ขบวนเจ้าสาวก็แห่ไปรอบเมืองอย่างอึกกระทึก
ตลอดทางที่เกี้ยวเคลื่อนไป มีสองนางกำนัลโปรยกลีบกุหลาบสีแดงชาดไปตลอดทาง เป็นประเพณีของเผ่าหลูเค่อเอ้อ แสดงถึงชีวิตจะได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ชีวิตแต่งงานจะได้ราบรื่น มีแต่คืนสุข ขัดกับคนในเกี้ยวที่ไร้ความยินดีกับคนที่อยู่บนหลังม้าที่ไร้ความเต็มใจที่ต้องมารับเจ้าสาวในวันนี้
ย้อนไปก่อนจะมีงานสมรสครั้งนี้... แคว้นซีเป่ยแต่งตั้งองค์รัชทายาทขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่เกิดกระแสคลื่นใต้น้ำวิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมกับตำแหน่งขององค์รัชทายาท หวังหลวนหลง จนทำให้ฮองเฮาจัดการกวาดล้างอย่างเงียบ ๆ กับพวกที่ปล่อยข่าวว่าร้ายของลูกชายของตน เท่านั้นยังไม่เพียงพอให้กระแสข่าวซาไป จนนางคิดว่าคนเช่นเป่ยอ๋องอาจจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการกระทำต่ำช้านี้
เพราะยิ่งปราบเหมือนยิ่งกระพือลมให้โหมไฟไหม้เหมือนไหม้กองฟางแห้ง และเหล่าราษฎรมีใจสนับสนุนไปทางเป่ยอ๋องที่สร้างคุณูปการให้กับแคว้น ที่แม้ได้รับแต่งตั้งเป็นอ๋องคุมมณฑลซิงไห่ไปแล้ว แต่อิทธิพลในราชสำนักทั้งขุนนางเกินครึ่งสนับสนุนเป่ยอ๋อง นั่นทำให้นางยอมไม่ได้ จึงเกลี้ยกล่อมสามีให้มีการพระราชทานสมรสขึ้นเพื่อลดทอนอำนาจของเป่ยอ๋องลง
เพราะหากแต่งกับใครสักคนในเมืองหลวง เท่ากับยิ่งเพิ่มอำนาจราชศักดิ์ให้กับเป่ยอ๋อง และนั่นอาจจะนำมาซึ่งการก่อกบฏในอนาคตได้หากสิ้นอำนาจของฝ่าบาท
เป่ยอ๋องเจ็บใจนักที่ฮองเฮาเลือกวิธีกำจัดตนให้พ้นทางด้วยวิธีที่แสนสกปรก หากส่งคนมาต่อสู้กันซึ่งหน้าเขาย่อมไม่ยอมแพ้แน่ และนั่นยังไม่รวมถึงใช้ขุนนางและเสด็จพี่มากดดันเขาให้ยอมรับการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ครั้งนี้
หากเขาไม่ยอมรับ เท่ากับเพิ่มความเคลือบแคลงสงสัยในการจงรักภักดี เพราะไม่สามารถยึดคืนทหารในสังกัดของเป่ยอ๋องได้ ไม่ใช่แค่ทหารของแคว้น แต่เป็นทหารภายใต้สังกัดของเป่ยอ๋องมาช้านานก่อนที่ฝ่าบาทจะขึ้นครองราชย์
หรือต่อให้ยึดมา เหล่าทหารก็ไม่จงรักภักดีดังเดิม ดังนั้นทหารและแม่ทัพนายกองจำต้องอยู่ในสังกัดเป่ยอ๋อง หากยังอยากให้บ้านเมืองสงบสุขไร้สงครามกลางเมือง
ดังนั้นเห็นมีเพียงวิธีเดียวก็คือ การให้แต่งงานกับเผ่าอื่นที่ไม่ใช่คนของแคว้นซีเป่ย เพราะกฎราชสำนักกล่าวไว้ชัดเจน ฮ่องเต้ของซีเป่ยต้องสมรสกับคนในแคว้นหรือชายาเอกเป็นคนในแคว้นเท่านั้น จึงคู่ควรสมบัลลังก์ และวิธีนี้นอกจากเลี่ยงการนองเลือดแล้ว ยังเลี่ยงการพ่ายแพ้แก่
เป่ยอ๋องหากต่อสู้กันซึ่งหน้านับว่าเหลียนชิงเย่าฉลาดปราดเปรื่องไม่น้อย เพราะต่อให้ตนอยู่อย่างสงบ แต่ฮองเฮาก็มองเขาเป็นดั่งงูพิษ ที่พร้อมจะแว้งกัดเมื่อไหร่ก็ย่อมได้
เมื่อน้ำท่วมปากจำต้องรับราชโองการต่อหน้าขุนนางทั้งท้องพระโรงในตอนประชุมเช้า เก็บความขุ่นมัวไว้ในใจ และเขาก็เลือกกลับไปยังตำหนักทันที ไม่อยู่พบเสด็จพี่เป็นการส่วนตัว แม้จะมีคำเชิญมาก็ตาม และตลอดการรอฤกษ์สมรสเขาก็ปฏิเสธการพบปะบุคคลอื่นทุกคน กระทั่งคนที่นั่งบนบัลลังก์มังกรผู้นั้น
ใบหน้าหล่อเหลาเรียบนิ่งมองไปเบื้องหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ รอบกายได้ยินแต่เสียงยินดีจอมปลอม บ้างก็หัวเราะเยาะเขาทำไมเขาจะไม่รู้ ทั้งเครื่องดนตรีจากกองสังคีตหลวง ก็ถูกจัดมาให้ตีประโคมต้อนรับพระชายาบ้านป่าแดนไกลอย่างเอิกเกริก ทั้งปล่อยข่าวโคมลอยเรื่องรักใคร่ชายหญิง ที่กล่าวมารวมทั้งหมดเพราะต้องการหยามน้ำหน้าของเป่ยอ๋อง ยิ่งได้ยินเขายิ่งไม่สบอารมณ์มากขึ้นไปอีก
สตรีผู้นั้นมาถึงก่อนงานแต่งถึงสามเดือนก็เพราะบัญชาจากฝ่าบาทอยากให้เขาและนางได้รู้จักมักคุ้น แต่คนเช่นเป่ยอ๋องไม่เคยต้องลดตัวไปทำความรู้จักกับผู้ใด ตลอดสามเดือนเรือนรับรองพิเศษในเมืองหลวงล้วนเป็นที่จับตามองว่าจะมีสักวันหรือไม่ที่คนองอาจและเย็นชาเช่นเป่ยอ๋องจะไปเยี่ยมเยือน
แต่ต่อให้ไร้วี่แววเพียงใด ข่าวว่าเขาส่งจดหมายแต่งกลอนเกี้ยวนางก็ออกมาเป็นระยะ ทั้งที่เขาไม่เคยได้จรดพู่กันแม้แต่น้อย
ฮองเฮาช่างเจ้ากี้เจ้าการนัก!
แต่เอาเถอะ แต่งก็แต่งหากนางทนอยู่ตำหนักเป่ย อ๋องได้ถึงสามเดือนเขาจะทบทวนเรื่องของนางอีกครั้ง
เมื่อถึงวังหลวงขบวนเจ้าสาวถูกตั้งให้ยาวหนึ่งลี้หยุดลง ตามด้วยเจ้าสาวและเจ้าบ่าวถือผ้าสีแดงผูกเป็นดอกไม้ตรงกลางสวยงามเดินเคียงคู่ไปยังตำหนักเหอเตี้ยน ที่จัดงานแต่งงานของทั้งสอง
ตำหนักเหอเตี้ยนใช่ใครก็ได้ที่จะจัดงานแต่งงาน นอกจากราชวงศ์คนสำคัญกับฮ่องเต้ก็ไม่มีผู้ใดได้รับเกียรติให้จัดได้ แม้เป่ยอ๋องจะบอกเพียงว่าให้จัดงานเรียบง่ายเพราะตนเองชอบความสมถะ หรือที่จริงแล้วไม่อยากให้เป็นงานใหญ่โตอะไร
แต่ฮองเฮายืนกรานคัดค้านสุดกำลัง เพราะหากจัดที่นี่ เทียบเชิญจากแคว้นที่พันธมิตรเสมอมาจะถูกเชิญมาให้ร่วมเป็นสักขีพยาน ถือเป็นงานใหญ่ระดับแคว้น และนั่นเขาก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกัน
เพราะบัลลังก์มังกรที่พี่ชายนั่งอยู่นั้น นางถึงกับทำเรื่องเกินหน้าที่ไปมาก...สักวันเขาจะแก้แค้นฮองเฮาให้สาสม
เรื่องนี้เพราะนางมีบุตรชายไม่เอาไหนทำให้คนอื่นลำบากไปด้วย
‘หวังหลวนหลง’ องค์ชายใหญ่ที่อ่อนแอปวกเปียกยืนอยู่ข้างหลังมารดาตั้งแต่ตีเท้าฝาหอยจนปัจจุบันอายุสิบห้าปีแล้วกลับยังไม่ประสาอะไร ผิดจากเขาที่เพียงอายุสิบสองปี ก็ถูกส่งไปชายแดนให้เหล่าแม่ทัพเลี้ยงดู จับดาบถือกระบี่ขี่ม้าออกรบมาตลอด เพียงเพราะเขาอาจเป็นภัยต่อบัลลังก์ ชะตาชีวิตจึงไม่ง่าย กว่าจะเติบโตมาอย่างเข้มแข็ง เขาเหนื่อยไปไม่น้อย เสียเลือดไปก็มาก ในเมื่ออยู่นิ่งเฉยคนก็มายุแย่ง เช่นนั้นเขาก็ควรทำบางอย่างให้ฮองเฮารับรู้ว่าอำนาจเป่ยอ๋องเช่นเขาไม่จำเป็นต้องทำสิ่งใด ผู้คนก็สวามิภักดิ์
ตั้งแต่เล็กเขาไม่คิดแย่งชิงเพื่อต้องการอยู่อย่างสงบ แต่เมื่อรบชนะก็ถูกแต่งตั้งเป็นเป่ยอ๋องไม่ให้เข้าเมืองหลวงหากไม่เรียกพบ จวบจนเสด็จพ่อสวรรคตเสด็จพี่ถึงเรียกกลับเมืองหลวง แต่ตำหนักที่เคยอยู่บัดนี้ก็อยู่ไม่ได้แล้ว จึงต้องสร้างตำหนักนอกเมืองหลวง
ชีวิตเขาใฝ่หาความสงบก็จริง แต่มีสตรีนางหนึ่งที่เขารู้สึกดี ๆ ด้วยแต่สุดท้ายกลับไม่ได้แต่งไม่พอ ยังต้องแต่งสตรีอื่นตัดหน้านาง
จิตใจหวังหยางซั่วเจ็บช้ำเหลือทน แต่ไม่อาจจะกล่าวสิ่งใดได้ เพราะแม้กระทั่งในจวนก็ยังมีคนของฮองเฮาเข้ามาสอดแนมอยู่เป็นประจำ แต่มีหรือคนอย่างเขาจะรอให้นางเข้ามารุกอยู่ฝ่ายเดียว นักฆ่ากว่าร้อยชีวิตที่ตายที่นี่ ล้วนเป็นเรื่องเงียบฉี่ทั้งนั้น กว่าจะรู้ว่านักฆ่าที่ส่งมาตายไป ฮองเฮาก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว
หลังประกาศให้คำนับฟ้าดิน จอกเหล้าในมือของสองบ่าวสาวรินรดไปที่พื้นพร้อมกันด้านหน้า แต่เมื่อคำนับพ่อแม่มือของเป่ยอ๋องสั่นระริก เพราะสตรีที่เป็นศัตรูตัวฉกาจยืนฉีกยิ้มส่งมาให้เหมือนสตรีใจดี แต่มีแต่เขาที่รู้ดีว่านางร้ายกาจเพียงใด
หลังจากคำนับกันและกัน สายตาของเขาเหลือบไปมองทางซื่อหนิงเสี้ยนจู่ ที่เขามักสบายใจทุกครั้งที่ได้ใกล้ชิด ยามนี้ยืนน้ำตาปริ่มจนน่าสงสารทำเอาเขากำหมัดแน่น
‘ข้าจะเป็นอิสระโดยเร็วเพื่อนาง’
นั่นคือคำมั่นจากเขาที่สัญญากับนางเอาไว้ ตอนนี้เมื่อหน้าที่การแต่งงานเป็นเรื่องที่จำใจรับปาก ดังนั้นเขาก็จะทำมัน เมื่อแต่งแล้วก็จบหน้าที่เช่นเดียวกัน เรื่องอื่นก็ไม่สนใจไยดีอีกเช่นกัน กระทั่งเจ้าสาวในวันนี้ก็ไร้ความสนใจ
ในห้องหอที่ประดับด้วยสีแดงมงคล มีแสงตะเกียงที่จุดให้ความสว่างไปตามจุดต่าง ๆ ในห้องหอ เหล่าสาวใช้ที่ฟังเพียงคำสั่งฮุ่ยซื่อเหลียน ตำแหน่งมามาที่ดูแลในตำหนักเป่ยอ๋องให้ปิดห้องหอให้มิดชิด และเฝ้าไว้อย่าให้เกิดเรื่อง โดยที่นางก็ไม่ได้เต็มใจนัก
“อย่าให้ชายาบ้านป่าผู้นั้นเป็นอะไรไป” นางสั่งแล้วก็เดินกลับไปเพื่อพักผ่อน และหาทางวางแผนที่จะเอาหลานสาวฮุ่ยหลิงอันเป็นชายารองให้ได้ แต่ยังไม่สบโอกาสที่ดี จึงทำได้แค่จัดการเรื่องเบื้องหน้าให้เสร็จสิ้นเสียก่อน
ยามห้ายของคืนเข้าหอ หวังหยางซั่วดื่มเหล้าต่างน้ำแต่เขากลับรู้สึกไม่เมาสักที จนโดนขันทีคู่พระทัยอย่าง
เหลียงเหล่ยเป็นคนเตือนท่านอ๋องเรื่องการเข้าหอ“จะเลยฤกษ์เข้าหอแล้วนะพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง” เสียงกระซิบที่ไม่ดังไม่เบา ทำให้หวังหยางซั่วยกยิ้มมุมปาก ที่จริงเขาไม่อยากเฉียดใกล้ห้องหออะไรนั่นสักนิด แต่พิธียังไม่จบดังนั้นจึงต้องทำให้จบสักที
ร่างองอาจเดินเข้าไปถึงเรือนหอ จากนั้นใช้เท้าถีบเข้าไปจนสาวใช้ที่ที่ยืนรอรับใช้อยู่ใกล้ ๆ สะดุ้ง ไม่เว้นแม้กระทั่งเจ้าสาวในห้องหอ
‘เถื่อน!’ นางสถบในใจ แต่ไม่พยายามเพ่งสายตาไปยังเขา เพราะกลัวว่าเขาคิดว่านางจะอยากเข้าหอด้วย แต่ในความเป็นจริง เขาไม่คิดมองนางสักนิด เดินมาหยุดตรงหน้านางแล้วชักมีดสั้นออกมา
‘อำมหิต’ คำสถบก่นด่าคำที่สองตามมา
ผ้าแพรโปร่งบางไม่ได้หนาทึบ ทำให้เห็นเต็มสองตาว่าเขานั้นชักมีดขึ้นมา ความมันวาวที่สะท้อนกับแสงไฟทำให้นางกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ แต่หาได้กลัวไม่ เพราะอาวุธพวกนี้นางเห็นจนชิน ใช้ต่อสู้ก็เคยมาแล้ว แต่เขาน่ะสิ หยิบของมีคมพวกนี้มาทำอะไร คงไม่คิดจะกำจัดนางตั้งแต่เข้าหอคืนแรกหรอกกระมัง
ฟึ่บ!
ปลายมีดตวัดขึ้นที่ปลายผ้าแพร่ผืนบาง ส่งให้เกิดเสียงผ้ากระพือขึ้นจากใบหน้าและหล่นกระทบลงพื้น แต่เมื่อนางเงยหน้าขึ้นกลับเห็นเพียงเบื้องหลังของชายที่แสนองอาจอย่างเป่ยอ๋องกับคำพูดที่หากเป็นสตรีอื่นคงจะร้องห่มร้องไห้
“พิธีแต่งงานเสร็จสิ้นแล้ว เจ้าก็นอนไปเถอะ เรือนนี้เป็นของเจ้า ข้าก็จะไปพักผ่อน”
กล่าวจบร่างองอาจเดินก้าวฉับ ๆ ออกไปจากห้องหอทันที แต่กลับเรียกรอยยิ้มขบขันให้กับคนเป็นเจ้าสาว
“ปกติใช้คันชั่งเปิดผ้าคลุมหน้า คงมีแต่เป่ยอ๋องเท่านั้นกระมังที่ใช้มีดสั้น ดี...ดีจริงจะได้ตัดให้ขาดฉับ ๆ”
ร่างเล็กที่เกร็งมาตลอดทั้งวันได้ผ่อนคลายเสียที นางล้มตัวลงนอนทั้งชุดเจ้าสาว คิดว่าตื่นเช้าคงต้องเจอกับอะไรที่ไม่ปกติอีกเป็นแน่
เมื่อเช้าตรู่มาถึงเสียงสะอึกสะอื้นปลุกนางให้ตื่นขึ้น เป็นเสียงเสี่ยวฟางสินะ นางจึงลุกขึ้นล้างหน้าล้างตาต้องการการจะถามหาที่มาที่ไปถึงอาการร้องไห้ของสาวใช้ตน...
สามปีถัดมาเป่ยอ๋องสร้างเรือนใหญ่โตที่ชายแดนสำหรับลูก ๆ ได้วิ่งเล่น เพราะนางไม่ยอมกลับมาซีเป่ย ดังนั้นจึงเป็นข้อตกลงกันว่าอยู่ที่ชายแดนระหว่างเผ่าหลูเค่อ เอ้อ กับซีเป่ยและเมื่อเป่ยอ๋องสร้างเรือนอย่างยิ่งใหญ่ การค้าแถบชายแดนก็คึกคักมากยิ่งขึ้น ขุนนางที่เอาแต่รับส่วยถูกกำจัดจนหมดสิ้น เหลือเพียงขุนนางซื่อสัตย์สุจริต เพราะไม่มีผู้ใดกล้าท้าทายอำนาจของเป่ยอ๋อง “ท่านแม่...ข้ามีกังหันลมด้วย” หวังเจาผิงบุตรสาวคนแรกของเหรินเล่อกับหวังหยางซั่ววิ่งถือกังหันลมที่ไปซื้อในตลาดกับขันทีเหลียงมาอวดมารดา มันมีสีแดงสดใสทำให้หวังจงผิงชอบนัก “มานี่สิลูก ไหนให้แม่เจ้าดูหน่อย” เหรินเล่อตบที่นั่งข้างตัวเองให้ลูกสาวปีนขึ้นมานั่ง ตอนนี้นางท้องลูกคนที่สองแล้วอายุครรภ์กำลังอ่อนไหวทำให้ไม่อาจยกของหนักได้ แล้วผิงผิงของนางก็ตัวกลมน่ารักยิ่งนัก “ท่านแม่ดูข้า พอเป่าแบบนี้กังหันลมก็จะหมุน” หวังจงผิงเป่าลมออกจากปากทำให้คนที่เห็นรู้สึกเอ็นดูยิ่งนัก “แล้วบิดาเจ้าเล่า” “รั้งอยู่หอนางโลมเจ้าค่ะ” หวังจงผิงตอบโดยไม่ได้คิดอะไร แต่ขันทีเหลียงปาดเหงื่อที่ผุดซึมตามกรอบหน้าแล้ว
สามวันต่อมา เหรินเล่อเริ่มอยากออกกำลังกายมากขึ้น เพราะเอาแต่นอนจนรู้สึกปวดหัวไปหมด โดยที่หลังจากนางฟื้น อีกคนก็ป้วนเปี้ยนกับนางโผล่มาให้เห็นเช้า กลางวันและเย็น มีบางช่วงที่หายไปนางให้คนไปสืบก็พบว่าเขาไปดูค่ายทหารที่ชายแดน แต่เมื่อนางคิดถึงได้ไม่ทันไร คนหน้าด้านก็โผล่มาให้นางเห็นอีกแล้ว วันนี้นางตั้งใจมาเยี่ยมเสี่ยวหยวนจื่อกับเสี่ยวฟางที่ต้องบาดเจ็บเพราะนาง แต่เมื่อมาถึงได้ยินเสียงทะเลาะกันเสียงดังในกระโจม “โอ๊ย...ซื่อจื่อท่านใช้มือหรือใช้เท้าเขี่ย...เจ็บเป็นบ้า” เสี่ยวหยวนจื่อที่กำลังจะทายาที่แผลแต่ทว่ามีอีกคนเข้ามาวุ่นวาย ทั้งยังไล่เหล่านางกำนัลออกไปจนหมด “ข้าเบามือที่สุดแล้ว เจ้าก็อยู่นิ่ง ๆ” เหรินหลี่เฉียน ขมวดคิ้วแน่น เขาเบามือแล้วเหตุใดนางยังเจ็บอยู่เล่า “ไม่ต้องทาแล้วข้าทาเอง” “ด้านหลังเจ้าจะทางยังไง” “ทาได้แล้วกันกระจกก็มี” “มันเลอะน่ะสิ” “เช็ดได้” เหรินเล่อรู้สึกแปลก ๆ กับสองคนนี้หรือว่ามีใครบางคนที่คิดเกินเลยกันนะ นางจึงไม่เข้าไปรบกวนปล่อยให้ทั้งคู่ช่วยกันทาช่วยกันเช็ดให้พอใจ แล้วไปดูเสี่ยวฟางที่
“นาง...ตั้งครรภ์!” เขาหันกลับมามองเหรินหลี่เฉียนที่เข้ามาด้านใน แล้วก็ยังไม่ทันได้ขวาง จนอีกร่างก็ได้ยินที่นางเพ้อด้วยพิษไข้แล้ว “ใช่...หลานข้าไม่เกี่ยวกับเจ้า” เหรินหลี่เฉียนผลักเป่ยอ๋องให้หลบออกไป “แต่ข้าเป็นบิดากับสามี” “แต่เจ้าทำนางเจ็บปวด จนหัวใจสลาย” คำพูดนี้ไม่เกินจริง เขารับรู้ว่านางใจสลายเมื่อเดินทางกลับมาที่บ้านเกิด ยิ่งตัวเองเป็นต้นเหตุยิ่งโทษว่าเป็นความผิดเขา ดีที่หลานในท้องยังปลอดภัย เลือดที่นางต้องเสียไปมากกับแผลที่ต้นขากับที่แขน คืนนั้นจำได้ว่าทุกคนเกือบตาย หากไม่ได้แม่นางเสี่ยวหยวนจื่อกับทหารชายแดนออกมาสู้รบ เขาไม่คิดว่านักฆ่าจะผุดออกมาร่วมร้อยคน จึงไม่ได้เตรียมกำลังพลออกมาช่วย “ข้าจะดูแลนางเอง” หวังหยางซั่วแย่งผ้าเช็ดหน้าที่เหล่านางกำนัลถือมา แล้วไปเช็ดให้นาง เหรินหลี่เฉียนเมื่อไล่ไม่ไปเขาก็จำต้องไปรายงานท่านพ่อถึงการมาของเป่ยอ๋อง แล้วจะจัดการเหล่านักโทษที่เป่ยอ๋องจับมาก็แล้วกัน ต่อให้สับพวกคนเหล่านั้นเป็นหมื่นชิ้นเขาก็ไม่หายแค้นใจด้วยซ้ำ ขันทีเหลียงที่ติดตามท่านอ๋องมาด้วย เห็นท่านอ๋องดูแลพระชายาแทบไม่ได้
“ขันทีเหลียงต่อไปเรือนเป่ยอ๋องจะคืนให้กับหลวง ข้าสละทิ้งฐานันดรอ๋องเรียบร้อยแล้ว” ถ้อยคำที่ไม่ได้แฝงด้วยแววตาล้อเล่นทำเอาขันทีเหลียงยกมือทาบอก “ท่านอ๋อง” “ข้าจะให้เจ้าเป็นธุระจัดการแบ่งเงินจำนวนหนึ่งให้กับบ่าวรับใช้ไปตั้งตัว ยกเว้นฮุ่ยมามา” นี่ถือว่าปรานีที่สุดแล้ว หากไม่เห็นว่าเป็นคนเก่าคนแก่ของมารดา โทษประหารยังน้อยไปด้วยซ้ำกับสิ่งที่นางทำกับคนรักของตน ขันทีเหลียงติดตามท่านอ๋องมานาน ตนเองก็ไร้ที่ไปเช่นกันแต่จะขอติดตามท่านอ๋องไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ จึงคุกเข่าต่อหน้าท่านอ๋องแล้วเอ่ยความประสงค์ของตัวเองออกมา “ท่านอ๋อง โปรดให้ข้าน้อยติดตามไปด้วยเถิดข้าน้อยไม่ต้องการทรัพย์สินเงินทอง ขอเพียงได้รับใช้ข้างกายท่านอ๋องก็พอแล้ว” เป่ยอ๋องมองบ่าวรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ ไม่นึกว่าขันทีเหลียงจะตัดสินใจเช่นนี้ “ข้าจะไม่หวนกลับเมืองหลวงอีก หากไม่จำเป็นต้องทำศึก” ใช่แล้ว หากซีเป่ยขืนวกกลับมาหักหลังเขาก็พร้อมเดินหน้าเช่นกัน และรู้ว่าคนอย่างฮองเฮาไม่ยอมให้เขาไปได้ง่าย ๆ โดยไม่ส่งคนไปตามรังความแน่ บางทีอาจจะกำลังเป่าหูเสด็จพี่ของเขาอยู่ก็ได้