เข้าสู่ระบบเสี่ยวหยวนจื่อรู้สึกชอบพระชายาผู้นี้ จากที่ได้สัมผัสชั่วระยะเวลาสั้น ๆ นับว่าเป็นคนที่น่าติดตามไม่น้อย นี่แหละสมกับเป็นพระชายาเป่ยอ๋อง มุทะลุดุดันไม่เกรงกลัวผู้ใด แต่เมื่อผ่านมาได้สักพักสังเกตว่าพระชายากลับเอามือจับหัวใจ
“พระชายาเพคะเป็นอะไรหรือไม่” เสี่ยวฟางเข้ามาพยุงตัวพระชายาหลังเดินมาใกล้ถึงเรือนพัก
“ข้าหายใจเกือบไม่ทั่วท้อง นี่ฮุ่ยมามาตามมาหรือไม่” นางเหลือบไปมองข้างหลังไม่เห็นผู้ใดก็เบาใจไปได้หน่อย อย่างน้อยวันนี้ก็ไม่ต้องฟังยายแก่ขี้บ่นสั่งสอนมารยาท
“โธ่...ข้าก็นึกว่าท่านไม่กลัว” เสี่ยวฟางมุ่ยหน้าอย่างผิดหวัง
“กลัวสิ...แต่ข้าต้องวางมาดพระชายา หากให้นางข่มตั้งแต่วันแรก พวกเจ้าจะอยู่กันยังไง ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณข้าเอาเสียเลย” นางค่อนขอด แต่เรียกรอยยิ้มให้กับเสี่ยวหยวนจื่อที่เป็นสตรียิ้มยากให้ผลิยิ้มครั้งแรก ตั้งแต่มาอยู่ที่เรือนนี้
“ดูสิเจ้าไม่ค่อยยิ้ม แต่พอยิ้มข้าก็รู้สึกสดชื่นขึ้นทันตา เจ้ายิ้มบ่อย ๆ นะ”
เสี่ยวหยวนจื่อตีสีหน้าขรึมทันทีเมื่อพระชายาทักเช่นนี้ นางไม่ค่อยยิ้มเพราะด้วยงานของตัวเอง และต้องดึงสีหน้าของตนตึง เพื่อให้อ่านออกยากเสมอ แต่กับพระชายานางกลับหลุดตัวตนที่สร้างเอาไว้ง่าย ๆ เช่นนี้
‘น่าเจ็บใจจริง’
“ถ้าข้าไปเรียนมารยาท คนอย่างฮุ่ยมามามีหรือจะให้ข้าเรียนดี ๆ ลงโทษข้าไม่ได้ก็เอาเรื่องกับพวกเจ้า ข้าจึงต้องแข็งแกร่งปกป้องพวกเจ้าเข้าใจหรือไม่” ต่อให้สาวใช้ของนางจะเป็นคนของจวนเป่ยอ๋อง แต่นางก็ต้องปกป้องขึ้นชื่อว่าคนของนาง ใครก็ห้ามรังแก
“ขอบพระทัยเพคะพระชายา” ทั้งเสี่ยวฟางและเสี่ยวหยวนจื่อรีบยอบกายเคารพพระชายาอย่างซาบซึ้ง ก่อนจะเข้าไปพักผ่อนที่เรือน
เมื่อกลับมาถึงทั้งเรือนก็สะอาดเอี่ยมอ่อง และเสี่ยวเฟิงก็จัดการงานส่วนของเสี่ยวหยวนจื่อเรียบร้อยแล้ว
“นี่เจ้าทำคนเดียวหรือ” เหรินเล่อแปลกใจนัก ทำไมเสี่ยวเฟิงทำงานเก่งเช่นนี้ หรือนางถนัดใช้แรงงาน
“เพคะ พวกท่านไปเผชิญหน้ากับฮุ่ยมามาต้องเหน็ดเหนื่อย กลับมาถึงเรือนเห็นความสะอาดเรียบร้อยจิตใจย่อมปลอดโปร่ง ตอนเด็ก ๆ ข้าเป็นลูกสาวของชาวนา แต่พ่อกับแม่มีลูกหลายคน และข้าทำงานในไร่ในสวนไม่เก่งจึงได้รับหน้าที่ซักผ้าหุงข้าว ทำความสะอาดบ้าน ข้าจึงถนัดเพคะ”
เสี่ยวเฟิงรีบบอกเหตุผลว่าเหตุใดนางจึงชำนาญ และนั่นเรียกสีหน้ายินดีให้กับเหรินเล่ออย่างยิ่ง
“ดีต่อไปหน้าที่จัดการงานเรือนของข้าเป็นหน้าที่เจ้าก็แล้วกัน ดูท่าแล้วเจ้าคงตบตีกับผู้ใดก็คงไม่ชนะหรอก ส่วนเสี่ยวหยวนจื่อเจ้าแม้ไม่ค่อยช่างเจรจา แต่สุขุมรอบรู้ติดตามข้ากับเสี่ยวฟางเวลาต้องไปพบใครในจวนแห่งนี้ก็แล้วกัน”
นางคิดว่ามอบหมายงานตามที่แต่ละคนถนัดจะดีกว่า เมื่อสั่งการสาวใช้เสร็จย่อตัวลงนั่งไม่ทันติดเก้าอี้ก็มีบ่าวรับใช้มาตามอีกแล้ว นางจึงต้องปั้นหน้าดุจนางพญาหงส์อีกครั้ง
“เรียนพระชายาได้เวลาเสวยอาหารแล้วเพคะ”
“อื้ม...ข้ารู้แล้ว”
ไม่รู้ว่าจวนแห่งนี้กินข้าวสายเพียงนี้เชียวรึ
“ที่นี่กินข้าวเวลาใดบ้าง” นางไม่ปล่อยให้สงสัยนานถามบ่าวรับใช้ทั้งสองทันที
“ที่นี่กินข้าวเวลาเดียวเพคะ คือยามอู่” เป็นเสี่ยวหยวนจื่อตอบนายของตนแทน
“ท่านอ๋องอับจนเพียงนี้เชียวหรือ จวนออกใหญ่โต”
เหรินเล่อไม่ทราบว่าที่พูดนั้นหยามน้ำหน้าเป่ยอ๋องเข้าแล้ว และเขาก็เดินผ่านมาพอดี
“เอ่อ...เรื่องนี้...” เสี่ยวเฟิงเองก็ไม่กล้าตอบ แต่กฎของมามาให้กินข้าวเวลาเดียวมาตลอด เพราะท่านอ๋องกินข้าวแค่เวลาเดียว ดังนั้นบ่าวจะกินมากกว่านายไม่ได้
“เสี่ยวฟางส่งจดหมายไปให้ท่านพ่อส่งข้าวสารมาจวนเป่ยอ๋อง คนทำงานกันทั้งวันให้กินข้าวเวลาเดียวแล้วจะเอาแรงที่ใดมาทำ มิน่าพวกเจ้าดูขาดสารอาหาร หากรู้ว่าสามียากจนข้าจะขนทองที่บ้านข้ามาให้มากหน่อย” คิดแล้วก็เสียดาย พี่ใหญ่ให้ขนทองมาอีกสองสามหีบแท้ ๆ แต่นางเกรงใจท่านพ่อกลัวทองในคลังจะเหลือน้อย
เป่ยอ๋องไม่คิดว่านางเป็นพระชายาจะไม่เห็นหัวเขาถึงเพียงนี้ จึงคิดจะเดินเข้าไปจัดการต่อว่าเสียหน่อย แต่เมื่อหันมาเห็นสีหน้าของเหลียงเหล่ยขันทีคู่กายจึงเอ่ยถามขึ้น
“จวนข้าเลี้ยงบ่าวไม่ดีใช่หรือไม่”
เหลียงเหล่ยปาดเหงื่อทันที เขาได้ยินทุกคำที่พระชายากล่าว ท่านอ๋องคงไม่ชอบให้ผู้ใดต่อว่าตนยากจนกระมัง
“เรื่องนั้น...”
“เอาเถอะ...ไปรอที่โต๊ะอาหารข้าจะประกาศเรื่องสำคัญวันนี้” เกิดมาไม่เคยมีใครหักหน้าเขาเช่นนี้มาก่อน นางเป็นเพียงสตรีแต่จะให้บ้านเดิมนางส่งข้าวสารส่งทองเข้ามาเติมเสบียงในจวน รู้ถึงไหนอับอายถึงนั้น ไม่รู้กฎพวกนี้ตั้งกันไว้เช่นไร เขามัวแต่ออกรบและไม่ค่อยเสวยอาหารมากนัก เพราะจะทำให้ร่างกายไม่กระฉับกระเฉง แต่นางกลับคิดว่าเขายากจนข้นแค้น
ใบหน้าถมึงทึงนั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหาร เขารอนางราวหนึ่งเค่อแล้ว นางเพิ่งเดินนวยนาดมาถึง สร้างความไม่พอใจอย่างยิ่งให้กับเขา เสียงถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์ทำเอาเหล่าบ่าวไพร่สะดุ้งสะเทือนกันเป็นทิวแถว
เหรินเล่อมาถึงก็ยอบกายทักทายสวามีก่อนจะนั่งลง
“คารวะท่านอ๋องเพคะ”
“เรือนเจ้าอยู่ไกลรึ เหตุใดจึงมาช้า”
เหรินเล่อเงยหน้าขึ้นมองคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีชัด ๆ อีกทีโดยที่ไม่มีผ้าคลุมหน้าพบว่าเขางดงามตามฉบับบุรุษซีเป่ยทีเดียว ตาคม คิวดาบ จมูกโด่งเป็นสัน คางยาวกลมมนรับกับใบหน้ารูปไข่ มองโดยรวมยังไงก็ยังได้ขึ้นชื่อว่าบุรุษรูปงาม เสียอย่างเดียว
‘ปากเสียไปหน่อย’
“ขออภัยที่ให้ท่านอ๋องรอเพคะ ข้าเพียงมีเรื่องปรึกษากับบ่าวรับใช้เล็กน้อย...ระ...เรื่อง” นางกำลังจะเอ่ยว่าปรึกษาเรื่องใดอยู่ เขาก็พูดแทรกขึ้นกลางคัน
“ฮุ่ยมามา ต่อไปบ่าวรับใช้ให้กินข้าวสองมื้อ เที่ยงกับเย็น ทุกมื้อให้มีเนื้อด้วย ร่างกายบ่าวไพร่จะได้แข็งแรง”
เหรินเล่อกำลังจะเอ่ยเรื่องนี้พอดี แต่เขากลับประกาศให้กินข้าวสองมื้อ...นี่เขามีวิชาหูสุนัขหรือไง จึงได้ยินที่นางสนทนากันในเรือน
“อะ...ไรนะเพคะท่านอ๋อง” ฮุ่ยมามาเดิมดูแลเรื่องค่าใช้จ่าย ที่จริงบ่าวรับใช้ต้องกินข้าวสองมื้อ แต่นางอ้างเรื่องท่านอ๋องกินเพียงมื้อเดียวบ่าวก็ต้องมื้อเดียวเช่นกัน ไม่นึกว่าท่านอ๋องจะสนใจไยดีความเป็นอยู่ของเหล่าบ่าวไพร่ด้วย นางรู้สึกกระวนกระวายใจเรื่องค่าใช้จ่ายขึ้นมาทันที
“หูหนวกรึ?” เป่ยอ๋องไม่เคยดุฮุ่ยมามา นี่คือครั้งแรกทำให้ฮุ่ยมามารีบก้มหน้ารับคำสั่งทันที
“หามิได้เพคะท่านอ๋อง ผู้น้อยทราบแล้ว” ฮุ่ยมามาเหลือบไปเห็นสายตาไหวระริกของพระยาชาก็รู้สึกเจ็บใจ แต่เดิมคิดอยากใช้คำสั่งท่านอ๋องให้นางอยู่ในโอวาท แต่เรื่องเปลี่ยนไปเช่นนี้ไม่รู้ใครปากโป้งไปแจ้งท่านอ๋อง หากนางรู้จะเอากะลาตบปากให้เลือดกระเด็น
ค่าใช้จ่ายที่เป็นส่วนต่างนางก็ไม่มีสิทธิ์ข้องเกี่ยวอีกต่อไป ที่สะสมมาหลายปีก็นำออกไปใช้ซื้อที่ดิน กับสะสมเอาไว้ใช้ยามชรา นับจากนี้นางต้องตรวจตราเรื่องข้าวของให้ดี ไม่สะสมให้มากเหมือนแต่ก่อนได้อีก
“มามาท่านลำบากใจสิ่งใดรึ หากขาดแคลน...” เหรินเล่อยังไม่ทันเอ่ยจบก็มีเสียงดังขึ้นขัดจังหวะ
ปัง!
เสียงมือกระทบกับโต๊ะทำให้ทุกคนสะดุ้งแล้วเสียงคำรามลั่นของเป่ยอ๋องก็ดังขึ้นตามมา
“จวนเป่ยอ๋องไม่เคยขาดแคลนสิ่งใด!”
คำพูดของเป่ยอ๋องสร้างความหวั่นเกรงจนใบหน้ามามาซีดเผือด เช่นนั้นท่านอ๋องคงระแคะระคายบ้างกระมังเรื่องของกินของใช้ในจวนที่ไม่ค่อยดีนัก
“ไม่ขาดแคลนก็ไม่ขาดแคลน แต่หากวันใดขาดแคลนข้าเอาของจากบ้านของข้ามาก็ได้ บ้านข้าอุดมสมบูรณ์ทั้งข้าวปลาอาหาร เงินและทองคำ” เหรินเล่อมองตาเขานิ่งไม่หวั่นเกรงสิ่งใด ยิ่งเมื่อรู้จุดอ่อนของเป่ยอ๋องนางชอบชอบใจ
‘ชายชาตินักรบฆ่าได้หยามไม่ได้’ หึ หึ นางจะรอดูว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป
เป่ยอ๋องหยิบตะเกียบขึ้นแล้วก็เริ่มลงมือทานอาหาร เขาคีบจานไหน นางก็ต้องคีบตามรู้สึกไม่อิสระไม่พอ อาหารจืดชืดเป็นน้ำแบบนี้ สาบานว่าได้ปรุงมาแล้ว
‘ไร้รสชาติชะมัด’
แต่สายตาของนางมองไปยังสาวใช้ที่คอยปรนนิบัติท่านอ๋อง ทั้งคอยคีบให้ ทั้งรินน้ำชายให้ขยับจานกับข้าวให้ทั้งที่อยู่แค่ตรงหน้าเป่ยอ๋อง ทำให้นางหงุดหงิดจึงจ้องมองไปที่สตรีนางนั้นอย่างเปิดเผย
เมื่อสายตาของนางสบประสานไปยังสาวใช้อีกคนเขาก็ปาตะเกียบทันทีที่เพิ่งกินไปได้ไม่กี่คำ...
ปึง!
“ท่านอ๋องอิ่มแล้วหรือเพคะ” เสียงอ่อนหวานถามอย่างเป็นห่วง จนทำให้เหรินเล่ออดแบะปากไม่ได้ หากเป็นเช่นนี้อีกนิดก็เคี้ยวแทนแล้วก็บ้วนให้เป่ยอ๋องทำหน้าที่กลืนอย่างเดียวกระมัง
“อิ่มแล้ว” เขาบอกเสียงเข้ม
“แต่เพิ่งกินได้นิดเดียวเองนี่เพคะ”
สาบานว่าสตรีผู้นี้เป็นสาวใช้ หากเดาไม่ผิดคงเป็นสตรีอุ่นเตียงหรือหากเป็นที่เผ่าของนางก็เรียกว่าอนุนั่นเอง
“ต่อไปเจ้าไม่ต้องร่วมโต๊ะอาหาร เห็นหน้าเจ้าแล้วไม่จรรโลงใจ กินข้าวไม่อร่อย...”
พูดจบก็ลุกเดินออกไปทันที ไม่รั้งรอให้นางต่อปากต่อคำ
‘หน็อยยย...ฝากไว้ก่อนเถอะแก้แค้นสิบปีไม่สาย มาว่าเห็นหน้าข้ากินข้าวไม่อร่อย แล้วอย่ามาร้องขอกินอาหารจากเรือนข้าแล้วกัน’
สตรีผู้นั้นยิ้มเยาะใส่นางแล้วก็สะบัดหน้าตามท่านอ๋องออกไป ทำให้นางคิดว่าต้องจัดการอะไรสักอย่าง หากบ่าวรับใช้ผู้นี้กำเริบเสิบสานเกินไป นางจะคุมคนไม่ได้
“เสี่ยวหยวนจื่อกลับ!”
สามปีถัดมาเป่ยอ๋องสร้างเรือนใหญ่โตที่ชายแดนสำหรับลูก ๆ ได้วิ่งเล่น เพราะนางไม่ยอมกลับมาซีเป่ย ดังนั้นจึงเป็นข้อตกลงกันว่าอยู่ที่ชายแดนระหว่างเผ่าหลูเค่อ เอ้อ กับซีเป่ยและเมื่อเป่ยอ๋องสร้างเรือนอย่างยิ่งใหญ่ การค้าแถบชายแดนก็คึกคักมากยิ่งขึ้น ขุนนางที่เอาแต่รับส่วยถูกกำจัดจนหมดสิ้น เหลือเพียงขุนนางซื่อสัตย์สุจริต เพราะไม่มีผู้ใดกล้าท้าทายอำนาจของเป่ยอ๋อง “ท่านแม่...ข้ามีกังหันลมด้วย” หวังเจาผิงบุตรสาวคนแรกของเหรินเล่อกับหวังหยางซั่ววิ่งถือกังหันลมที่ไปซื้อในตลาดกับขันทีเหลียงมาอวดมารดา มันมีสีแดงสดใสทำให้หวังจงผิงชอบนัก “มานี่สิลูก ไหนให้แม่เจ้าดูหน่อย” เหรินเล่อตบที่นั่งข้างตัวเองให้ลูกสาวปีนขึ้นมานั่ง ตอนนี้นางท้องลูกคนที่สองแล้วอายุครรภ์กำลังอ่อนไหวทำให้ไม่อาจยกของหนักได้ แล้วผิงผิงของนางก็ตัวกลมน่ารักยิ่งนัก “ท่านแม่ดูข้า พอเป่าแบบนี้กังหันลมก็จะหมุน” หวังจงผิงเป่าลมออกจากปากทำให้คนที่เห็นรู้สึกเอ็นดูยิ่งนัก “แล้วบิดาเจ้าเล่า” “รั้งอยู่หอนางโลมเจ้าค่ะ” หวังจงผิงตอบโดยไม่ได้คิดอะไร แต่ขันทีเหลียงปาดเหงื่อที่ผุดซึมตามกรอบหน้าแล้ว
สามวันต่อมา เหรินเล่อเริ่มอยากออกกำลังกายมากขึ้น เพราะเอาแต่นอนจนรู้สึกปวดหัวไปหมด โดยที่หลังจากนางฟื้น อีกคนก็ป้วนเปี้ยนกับนางโผล่มาให้เห็นเช้า กลางวันและเย็น มีบางช่วงที่หายไปนางให้คนไปสืบก็พบว่าเขาไปดูค่ายทหารที่ชายแดน แต่เมื่อนางคิดถึงได้ไม่ทันไร คนหน้าด้านก็โผล่มาให้นางเห็นอีกแล้ว วันนี้นางตั้งใจมาเยี่ยมเสี่ยวหยวนจื่อกับเสี่ยวฟางที่ต้องบาดเจ็บเพราะนาง แต่เมื่อมาถึงได้ยินเสียงทะเลาะกันเสียงดังในกระโจม “โอ๊ย...ซื่อจื่อท่านใช้มือหรือใช้เท้าเขี่ย...เจ็บเป็นบ้า” เสี่ยวหยวนจื่อที่กำลังจะทายาที่แผลแต่ทว่ามีอีกคนเข้ามาวุ่นวาย ทั้งยังไล่เหล่านางกำนัลออกไปจนหมด “ข้าเบามือที่สุดแล้ว เจ้าก็อยู่นิ่ง ๆ” เหรินหลี่เฉียน ขมวดคิ้วแน่น เขาเบามือแล้วเหตุใดนางยังเจ็บอยู่เล่า “ไม่ต้องทาแล้วข้าทาเอง” “ด้านหลังเจ้าจะทางยังไง” “ทาได้แล้วกันกระจกก็มี” “มันเลอะน่ะสิ” “เช็ดได้” เหรินเล่อรู้สึกแปลก ๆ กับสองคนนี้หรือว่ามีใครบางคนที่คิดเกินเลยกันนะ นางจึงไม่เข้าไปรบกวนปล่อยให้ทั้งคู่ช่วยกันทาช่วยกันเช็ดให้พอใจ แล้วไปดูเสี่ยวฟางที่
“นาง...ตั้งครรภ์!” เขาหันกลับมามองเหรินหลี่เฉียนที่เข้ามาด้านใน แล้วก็ยังไม่ทันได้ขวาง จนอีกร่างก็ได้ยินที่นางเพ้อด้วยพิษไข้แล้ว “ใช่...หลานข้าไม่เกี่ยวกับเจ้า” เหรินหลี่เฉียนผลักเป่ยอ๋องให้หลบออกไป “แต่ข้าเป็นบิดากับสามี” “แต่เจ้าทำนางเจ็บปวด จนหัวใจสลาย” คำพูดนี้ไม่เกินจริง เขารับรู้ว่านางใจสลายเมื่อเดินทางกลับมาที่บ้านเกิด ยิ่งตัวเองเป็นต้นเหตุยิ่งโทษว่าเป็นความผิดเขา ดีที่หลานในท้องยังปลอดภัย เลือดที่นางต้องเสียไปมากกับแผลที่ต้นขากับที่แขน คืนนั้นจำได้ว่าทุกคนเกือบตาย หากไม่ได้แม่นางเสี่ยวหยวนจื่อกับทหารชายแดนออกมาสู้รบ เขาไม่คิดว่านักฆ่าจะผุดออกมาร่วมร้อยคน จึงไม่ได้เตรียมกำลังพลออกมาช่วย “ข้าจะดูแลนางเอง” หวังหยางซั่วแย่งผ้าเช็ดหน้าที่เหล่านางกำนัลถือมา แล้วไปเช็ดให้นาง เหรินหลี่เฉียนเมื่อไล่ไม่ไปเขาก็จำต้องไปรายงานท่านพ่อถึงการมาของเป่ยอ๋อง แล้วจะจัดการเหล่านักโทษที่เป่ยอ๋องจับมาก็แล้วกัน ต่อให้สับพวกคนเหล่านั้นเป็นหมื่นชิ้นเขาก็ไม่หายแค้นใจด้วยซ้ำ ขันทีเหลียงที่ติดตามท่านอ๋องมาด้วย เห็นท่านอ๋องดูแลพระชายาแทบไม่ได้
“ขันทีเหลียงต่อไปเรือนเป่ยอ๋องจะคืนให้กับหลวง ข้าสละทิ้งฐานันดรอ๋องเรียบร้อยแล้ว” ถ้อยคำที่ไม่ได้แฝงด้วยแววตาล้อเล่นทำเอาขันทีเหลียงยกมือทาบอก “ท่านอ๋อง” “ข้าจะให้เจ้าเป็นธุระจัดการแบ่งเงินจำนวนหนึ่งให้กับบ่าวรับใช้ไปตั้งตัว ยกเว้นฮุ่ยมามา” นี่ถือว่าปรานีที่สุดแล้ว หากไม่เห็นว่าเป็นคนเก่าคนแก่ของมารดา โทษประหารยังน้อยไปด้วยซ้ำกับสิ่งที่นางทำกับคนรักของตน ขันทีเหลียงติดตามท่านอ๋องมานาน ตนเองก็ไร้ที่ไปเช่นกันแต่จะขอติดตามท่านอ๋องไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ จึงคุกเข่าต่อหน้าท่านอ๋องแล้วเอ่ยความประสงค์ของตัวเองออกมา “ท่านอ๋อง โปรดให้ข้าน้อยติดตามไปด้วยเถิดข้าน้อยไม่ต้องการทรัพย์สินเงินทอง ขอเพียงได้รับใช้ข้างกายท่านอ๋องก็พอแล้ว” เป่ยอ๋องมองบ่าวรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ ไม่นึกว่าขันทีเหลียงจะตัดสินใจเช่นนี้ “ข้าจะไม่หวนกลับเมืองหลวงอีก หากไม่จำเป็นต้องทำศึก” ใช่แล้ว หากซีเป่ยขืนวกกลับมาหักหลังเขาก็พร้อมเดินหน้าเช่นกัน และรู้ว่าคนอย่างฮองเฮาไม่ยอมให้เขาไปได้ง่าย ๆ โดยไม่ส่งคนไปตามรังความแน่ บางทีอาจจะกำลังเป่าหูเสด็จพี่ของเขาอยู่ก็ได้
“เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร ถึงเอาเรื่องนี้มาข่มขู่เราได้”เสียงโหดเหี้ยมของเป่ยอ๋องทำให้ฮุ่ยมามาเพิ่งตระหนักดีว่า ตนเองไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเป็นฝ่ายต่อรองได้ “ขันทีเหลียงจับนางไปขังเอาไว้ในห้องเก็บฟืนงดข้าวงดน้ำ ส่วนเจ้าเสี่ยวเฟิงมากับเรา” เสี่ยวเฟิงที่ก้มหน้าติดพื้นเดินตามท่านอ๋องไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เมื่อถึงห้องทำงานของเป่ยอ๋องแล้วนางจึงคุกเข่าทันที “เหตุใดเจ้าจึงเป็นพยานเท็จให้กับชายาของข้า”เป่ยอ๋องไม่รั้งรอเวลาอีกต่อไป เขาอยากรู้ความจริงทั้งหมด “เรียนท่านอ๋อง ข้า...ฮึก...ข้าไม่มีทางเลือก ฮุ่ยมามาจับคนที่บ้านของบ่าวเป็นตัวประกัน หากบ่าวไม่ทำทุกคนต้องตายกันหมด บ่าวไร้ทางเลือกจริง ๆ เพคะ” คำสารภาพที่พรั่งพรูออกมาทำให้เป่ยอ๋องเห็นอกเห็นใจนางไม่น้อย ก็แค่บ่าวคนหนึ่งคิดไม่ถึงว่าฮุ่ยมามาจะอำมหิตเพียงนี้ “แล้วเสี้ยนจู่เกี่ยวอันใด” เขาถามต่อ “เสี้ยนจู่เป็นผู้ที่หนุนหลังมามาให้ทำร้ายพระชายา บ่อยครั้งมีเรื่องก็ไม่ถึงหูท่านอ๋อง เพราะพระชายาไม่อยากให้ท่านอ๋องหนักใจ จนเมื่อช่วงหลังที่ฮุ่ยมามาสงบเสงี่ยมลงเพื่อรอเวลา หากไม่ใช่พี่ชายของพระ
หลังจากเหรินเล่อจากไปแล้ว ไม่กี่วันถัดมาท่านอ๋องก็ให้ทุบเรือนของพระชายาทันที “ขันทีเหลียงเรียบร้อยหรือไม่” เป่ยอ๋องที่ไม่ต้องการให้ผู้ใดเข้าไปในเรือนของนางอีกจึงทุบเรือนทิ้งเสีย จะสร้างเป็นที่เก็บของของตัวเอง แม้ใจในส่วนลึกยังรู้สึกเจ็บปวดไม่น้อยก็ตาม ผ่านมาจะห้าวันแล้ว เขายังคงคิดถึงนางไม่แปรเปลี่ยน แต่นางก็ไม่มีเหตุผลใดที่เขาจะรั้งนางไว้ได้ นอกเสียจากล่อเสือออกจากถ้ำ หนังสือหย่าที่เขาเขียนขึ้นตั้งแต่วันแรกที่แต่งงาน ถูกนำมาถือไว้อีกครั้ง เขายังไม่ได้ให้นาง และนางก็ไปแล้ว ที่จริงในตอนที่รู้สึกว่าขาดนางไม่ได้ เขาต้องการจะเผาทิ้งด้วยซ้ำ แต่มันไม่ทันการณ์แล้ว เขาเป็นคนสั่งให้นางไปจากเขาไปแล้ว “ท่านอ๋องไม่เชื่อใจพระชายาหรือพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเหลียงเองก็ไม่เชื่อเช่นกันว่าชุดกับรองเท้านั่นจะเป็นของชู้พระชายา ไม่มีอะไรที่เป็นไปได้เลยนอกจากพระชายาจะไม่ปริปากบอกทำให้เกิดความคลางแคลงใจให้กับท่านอ๋อง “ข้าให้โอกาสนางได้สารภาพ แต่นางกลับเลือกที่จะเงียบ เจ้าคิดว่าเราควรทำเช่นไร ไม่เท่ากับนางยอมรับหรอกหรือ” ขันทีเหลียงเองก็จนด้วยคำพูด จึง







