LOGINคนที่กระทำส่วนใหญ่ เป็นลูกน้องในกรมโยธาของบิดานาง แต่ตอนนี้คนพวกนี้กำลังวิ่งเต้นเพื่อหาหลักฐานมาช่วยยืนยันความผิดของบิดานางอยู่ เมื่อชาติที่แล้วที่บิดาของนางไม่รอดก็เพราะคนพวกนี้รอหลักฐานปลอมที่ใต้เท้าหวงกำลังจะนำไปส่งมอบที่เมืองหลวง
“เรียกลุงตงเข้ามา เตรียมตัวเดินทางกลับเมืองหลวง” นางจะต้องรีบกลับไป
หากคนพวกนั้นกลัวว่าหลักฐานจะไม่สามารถเอาผิดบิดานางได้ ไม่แคล้วคงจะสังหารปิดปากบิดานางเสีย
พอเสี่ยวตงเข้ามาแล้ว หรูเซียนนางบอกเรื่องสมุดบัญชีที่นางตรวจสอบพบให้เขาได้รู้ เขาเองก็รู้ถึงความร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นเช่นกัน จึงได้รีบสั่งการให้คนของตนเตรียมตัวเพื่อเดินทางออกจากเมืองซีหนานทันทีที่ประตูเมืองเปิด
“รองเสนาบดีสุ่ยเองก็มีส่วนรู้เห็น ทุกอย่างเกิดขึ้นภายใต้จมูกของท่านพ่อข้า มีเพียงท่านพ่อที่ไม่มีส่วนรู้เห็น ไม่แปลกที่พวกเขาจะกำจัดให้พ้นทาง” หรูเซียนพูดออกมาอย่างแค้นใจ
“คุณหนู เหตุใดเรื่องเมืองเกือบสิบปีก่อน ถึงเพิ่งจะถูกรื้อขึ้นมาในตอนนี้ขอรับ” เสี่ยวตงไม่เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นเลยสักนิด
“มันเกี่ยวข้องกับความตายของบิดาอาเหลียง ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าเพราะอันใด รู้มาเพียงแค่นี้ เขาเองก็ไม่บอกข้า ท่านพอจะสืบเรื่องนี้มาได้บ้างหรือไม่”
“แต่ในปีนั้นไม่มีเจ้าหน้าที่หรือว่าชาวบ้านที่แซ่เว่ยเสียชีวิตนะขอรับ แต่มีคดีใหญ่ที่ถูกปิดไปอย่างไร้ความเป็นธรรม คือการตายของท่านเจ้าเมืองลู่ขอรับ”
“หืม...ตายเช่นใด คดีความเป็นเช่นใด”
“ที่ชาวบ้านพูดกัน...ท่านเจ้าเมืองลู่เดินทางกลับจากดูการสร้างเขื่อนแล้วถูกมือสังหารฆ่าระหว่างทางกลับจวน ในปีนั้นคดีถูกตัดสินอย่างเร่งรีบ คนที่ถูกตัดสินโทษมีเพียงไม่กี่คน อีกทั้งชาวเมืองซีหนานเองก็ไม่เชื่อว่าพวกเขาเป็นคนร้าย ด้วยมีคนยืนยันว่าบุรุษทั้งห้าเป็นเพียงขอทานในเมืองขอรับ ยังมีอีกขอรับ...ชาวบ้านเชื่อว่า เป็นฝีมือของนายท่านลั่วขอรับ” เสี่ยวตงเอ่ยออกมาเสียงเบา
“ข่าวลือ...ช่างฆ่าคนได้จริงๆ” ชาวบ้านเชื่อเช่นนั้น สามีของนางก็เชื่อเช่นเดียวกันใช่หรือไม่ ถึงได้เก็บความแค้นมาหลายปี เพื่อมาจัดการล้มล้างตระกูลลั่ว
พอฟ้าเริ่มสว่าง กลุ่มของหรูเซียนก็เดินทางออกจากเมืองซีหนานทันที กว่าตระกูลหวงจะรู้ว่าหลักฐานหลายไปจากห้องตำรา คนทั้งหมดก็เดินทางขึ้นเรือไปแล้ว
องครักษ์ของลู่เหลียงมาถึงเมืองซีหนาน เรือนของหรูเซียนก็ออกไปพอดี พวกเขาจำต้องรีบขึ้นเรือตามไป พอเรือมาอยู่ใกล้กันก็ร้องตะโกนสอบถามถึงหรูเซียน
หรูเซียนนางได้ยินเสียงโวยวายก็ออกมาจากห้องพัก เห็นเสี่ยวหั่ว องครักษ์คนสนิทของลู่เหลียงก็ตกใจไม่ได้
“ฮูหยิน ท่านปลอดภัยดีหรือไม่ขอรับ” เขาร้องตะโกนถามอย่างเป็นห่วง
“องครักษ์หั่ว พวกท่าน...ข้าสบายดี” คงไม่ต้องถามว่าพวกเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร นางย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าคงเป็นลู่เหลียงที่ส่งพวกเขามาจับตาดูนาง
“ท่านใต้เท้าเป็นห่วงท่านไม่น้อยเลยขอรับ ข้าขอขึ้นไปที่เรือลำเดียวกับท่านได้หรือไม่ เพื่อช่วยดูแลท่านอีกแรง”
หรูเซียนเกิดความลังเลขึ้นมา เมื่อหลักฐานอยู่กับนาง ด้วยไม่รู้ว่าลู่เหลียงมีคำสั่งนอกเหนือจากมาพาตัวนางกลับหรือไม่
เสี่ยวตงเองก็เห็นความกังวลในแววตาของหรูเซียน เขากำลังจะร้องตะโกนปฏิเสธกลับไป แต่ถูกหรูเซียนเอ่ยห้ามเอาไว้เสียก่อน
“ให้พวกเขาขึ้นมา หลักฐานอยู่ภายในห้องของข้า ต่อให้ใจกล้าเพียงใดก็คงไม่กล้าเข้าไป ข้าจะพกไว้กับตัวตลอด ท่านลุงไม่ต้องห่วง”
เสี่ยวตงจึงได้ตะโกนแจ้งกลับไป ว่าให้พวกเขาย้ายมาขึ้นเรือ เมื่อตอนเรือเทียบท่าที่ท่าเรือเมืองหน้า
ดูเหมือนว่าหรูเซียนนางจะเป็นกังวลไปเอง เสี่ยวหั่วเพียงแค่ขึ้นเรือมาคุ้มครองนาง มิได้เอ่ยถามถึงเรื่องหลักฐานขึ้นมาสักคำ
ตลอดการเดินทางกลับสิบวัน จิตใจของหรูเซียนไม่มั่นคงเลย ตกกลางดึกนางก็เอาแต่ฝันร้าย ฝันเห็นภาพบิดาของนางถูกประหารชีวิต
พอมาถึงเมืองโจวเซิงสภาพของนางก็อิดโรยเกินกว่าจะเดินทางต่อด้วยม้าได้
เสี่ยวตงและเสี่ยวหั่วมีความคิดเห็นตรงกันที่จะให้นางหยุดพักที่เมืองโจวเซิงก่อนหนึ่งคืนค่อยเดินทางกลับเข้าเมืองหลวง
“คุณหนูพักก่อนสักคืนค่อยออกเดินทางดีหรือไม่ขอรับ”
“ไม่ต้อง หากเร่งเดินทางตอนนี้คงกลับทันก่อนที่ประตูเมืองจะปิด ข้าไม่อยากเสียเวลาอีกแล้ว” แววตาของนางเหม่อมองไปทางเมืองหลวงด้วยความกังวล ภายในอกสั่นไหวอย่างน่าประหลาดมาหลายวันแล้ว
“แต่ว่า...ร่างกายของท่าน” เสี่ยวหั่วกลัวว่าหากหรูเซียนนางกลับไปด้วยสภาพอิดโรยเช่นนี้ พวกตนจะโดนถูกโทสะของลู่เหลียงอย่างแน่นอน
“ออกเดินทางเถิด หากท่านพี่จะลงโทษพวกเจ้า ข้าจะช่วยพูดเอง” เหมือนนางจะรู้ว่าพวกเขากังวลสิ่งใด
หลังจากราชโองการแต่งตั้งเกาหรานเป็นองค์หญิง ผ่านไปสองวัน ฉีหยุนเสี่ยงก็เดินทางเยือนที่จวนลู่ เข้าไปพูดคุยกับลู่จวินและลู่เหลียงอยู่ในห้องตำรานานถึงสองชั่วยาม ตอนที่เขาเดินออกมายังต้องมีคนช่วยประคองออกมาด้วยหลินซินมาทราบเรื่องในภายหลัง เมื่อเขาแอบเข้ามาหานางภายในห้อง ด้วยใบหน้าซีดขาว พอเข้ามาถึงฉีหยุนเสี่ยงก็ล้มตัวลงนอนที่เตียงของนางโดยไม่ได้ขออนุญาตเลย"หากพระองค์จะนอน เหตุใดไม่กลับไปนอนที่ตำหนักเล่าเพคะ” นางดึงตัวเขาให้ลุกขึ้น“ซี๊ดดด เบามือหน่อย” เขาร้องออกมาเบาๆ“พระองค์เป็นอันใด ได้รับบาดเจ็บหรือเพคะ”“อืม...ข้ามารับผิดต่อบิดาและท่านปู่ของเจ้า” เขาถอดเสื้อตัวนอกออก หลินซินจึงได้เห็นผ้าพันแผลที่หนาเตอะพันอยู่บนตัวของเขา ยังพอมองเห็นเลือดที่ซึมออกมา“พระองค์ถูกท่านพ่อ ท่านปู่ เฆี่ยนหรือเพคะ” หลินซินตกใจไม่น้อย“เดิมก็ควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะข้าไม่รู้ความ แต่ใต้เท้าทั้งสองไม่ยอมลงมือ ข้าเลยโบยตนเอง” แส้หนามที่เขาเตรียมมาถึงจะโบยไม่กี่หนแต่ก็ทำให้เนื้อแตกไปทั้งแผ่นหลัง สุดท้ายก็นับว่าคุ้ม เมื่อทั้งสองไม่เอาความกับสิ่งที่ฉีหยุนเสี่ยงทำลงไป อีกทั้งหากหลินซินนางพยักหน้ายอมแต่งให้เขา ทั้ง
หลินซินลุกขึ้นถวายความเคารพฉีหยุนเสี่ยงเต็มพิธีการ “ขอบพระทัยองค์ชายสามที่เสนอชื่อของหม่อมฉันให้แต่งไปแคว้นต้าหลี่ ความเมตตาของพระองค์หม่อมฉันซาบซึ้งใจยิ่งนัก และยินดีทำตามประสงค์อย่างไม่มีข้อโต้แย้งเพคะ”ราวกับฟ้าผ่าลงมากลางอกของฉีหยุนเสี่ยง เขาย่อมให้นางโวยวายใส่เขาดีกว่าที่นางยิ้มรับเช่นนี้ พอเขาจะเอื้อมมือไปดึงมือของนาง หลินซินก็เบี่ยงตัวหลบอย่างถือตัว“องค์ชายสามโปรดสำรวมด้วยเพคะ ต่อไปหม่อมฉันจะต้องเป็นพระสนมของฮ่องเต้แคว้นต้าหลี่ จะทำให้ตนเองแปดเปื้อนมิได้”“ซินซิน” ฉีหยุนเสี่ยง ทั้งตกใจและโกรธที่นางพูดออกมาเต็มปาก ว่าต่อไปจะเป็นสนมของฮ่องเต้แคว้นต้าหลี่ “ฟังข้าก่อน ข้าเสนอชื่อเจ้า เพราะต้องการให้ใต้เท้าลู่เลือกข้าเป็นสามีของจ้า มิได้คิดเป็นอื่นแต่อย่างใด” เขาแก้ตัวออกมาอย่างร้อนใจ“หึหึ ตอนแรกหม่อมฉันเกือบจะเชื่อในคำหวานของพระองค์เสียแล้ว หากมิได้ยินเกาหรานนางพูดเรื่องนี้ขึ้นมาเสียก่อน แต่ดีแล้วเพคะ มันยิ่งทำให้หม่อมฉันตัดสินใจง่ายขึ้น ต่อให้ไม่ได้แต่งไปแคว้นต้าหลี่ หม่อมฉันก็ไม่แต่งให้พระองค์” นางมองเขาอย่างเย็นชาเขาคว้าตัวนางเข้ามากอดเอาไว้แน่น ปากก็พร่ำพูดขอโทษไปด้วย “ซินซิ
หรูเซียนเห็นเช่นนั้นก็รีบเข้ามาโอบกอดบุตรสาวเอาไว้แน่น “แม่เองก็ไม่อยากให้เจ้าจากไปอยู่ที่ใด ตอนนี้ ท่านปู่ ท่านตา ท่านพ่อของเจ้ากำลังหาทางช่วยเจ้าอยู่”“ซินซิน อย่าเพิ่งร้อนใจ พี่เชื่อว่าท่านพ่อต้องหาทางช่วยเจ้าได้อย่างแน่นอน” อวิ๋นซีเองก็กังวลไม่ต่างจากน้องสาว เพียงแต่เขาจะร้อนใจไปอีกคนไม่ได้อวิ๋นซีเห็นว่าน้องสาวจิตใจไม่ค่อยจะสู่ดีนัก จึงอยากเอาใจนางให้นางเลิกกังวลเรื่องที่ยังไม่เกิด เขาพานางออกไปนั่งเล่นที่โรงน้ำชา แต่ไม่คิดว่าจะได้พบเจอเรื่องที่น่าสนใจเข้าเมื่อห้องรับรองที่อยู่ติดกัน เป็นหลานสาวของราชครูเกา เกาหราน กำลังนั่งพูดคุยเรื่องคัดเลือกคุณหนูแต่งงานแทนองค์หญิงไปแคว้นต้าหลี่อยู่พอดี“ไม่รู้ว่าองค์ชายสามมีความแค้นใดกับลู่หลินซิน ถึงได้เสนอชื่อนางให้ท่านปู่ของข้า หึหึ ทั่วเมืองหลวงคงมีเพียงองค์ชายสามที่ไม่ลุ่มหลงความงามของนาง”เสียงหัวเราะของสตรีที่อยู่ห้องรับรองติดกันช่างบาดเข้าไปในใจของหลินซินยิ่งนัก คำพูดของฉีหยุนเสี่ยงที่เอ่ยพูดกับนางเมื่อคืนต่างกับสิ่งที่นางกำลังได้ยินอยู่ตอนนี้“ซินซิน” อวิ๋นซีเห็นใบหน้าของน้องสาวซีดขาวก็เอ่ยเรียกนางอย่างเป็นห่วงหลินซินลุกขึ้นกำมือแน
ฉีหยุนเสี่ยงโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูของนาง “ไม่ทันแล้ว” เขาปรายตามองไปที่เตียงนอนแล้วมุ่ยปากให้นางดู ว่าเขาจะซ่อนตัวบนเตียงของนางแต่หากสาวใช้เข้ามาแล้วเห็นหลินซินนางยืนอยู่ข้างเตียง แต่มีคนนอนอยู่บนเตียงจะไม่ยิ่งสงสัยหรือ ฉีหยุนเสี่ยงเหมือนจะรู้ความคิดของนาง เขาดึงตัวนางขึ้นไปนอนอยู่บนเตียงด้วยกัน ก่อนจะคลุมโปงตัวเองเอาไว้จนมิด มีเพียงใบหน้าของหลินซินที่โผล่ออกมาจากผ้าห่ม“คุณหนู ให้บ่าวจุดเทียนหรือไม่เจ้าคะ”“ไม่ต้อง ขะ ข้า ไม่เป็นอันใดเจ้าไปนอนต่อเถิด” มือของฉีหยุนเสี่ยงเขี่ยผ้าคาดเอวของนางเล่น จนเสียงของหลินซินสั่นเทา“หากมีสิ่งใดเรียกบ่าวนะเจ้าคะ บ่าวเฝ้าอยู่ด้านหน้าห้องเจ้าค่ะ”“ได้ๆ ไปเถิด”พอสาวใช้ออกจากห้องไปแล้ว ฉีหยุนเสี่ยงก็เปิดผ้าห่มออกขึ้นคร่อมทับนางเอาไว้ จ้องมองนางอย่างแน่วแน่ “ซินซิน เจ้าแต่งเข้าตำหนักข้าดีหรือไม่”“หืม...” หลินซินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “พระองค์ล้อหม่อมฉันเล่นแล้ว มิใช่ว่าพระองค์มีความแค้นกับหม่อมฉันจนอยากจะกักขังเอาไว้แก้แค้นหรอกนะเพคะ”จะให้นางเชื่อเขาได้อย่างไร ทุกครั้งที่พบเจอตั้งแต่เด็กก็มีเรื่องกันมาตลอด พอนางหาคู่ครองก็เป็นเขาที่เข้ามาขัดขวางไป
สิ้นคำพูดของฉีหยุนเสี่ยง ลู่เหลียงก็เคร่งเครียดขึ้นทันที เรื่องที่ฉีหยุนเสี่ยงพูดออกมา เขาพอจะรู้ว่ากำลังคัดเลือกหาคุณหนูที่เหมาะสมให้แต่งแทนองค์หญิง เพียงแต่ไม่คิดว่ามีหลินซินรวมอยู่ด้วย“ข้ามิได้เร่งรัดคำตอบในตอนนี้ ใต้เท้ากลับไปค่อยๆ คิดเถิด” เขาลุกขึ้นยืนเพื่อจะเดินออกไป แต่ยังไม่วายหันกลับมามองที่ลู่เหลียงอีกครั้ง “แต่เร็วหน่อยก็ดี หากเสด็จพ่อเลือกคุณหนูลู่ขึ้นมา ถึงตอนนั้นก็คงแก้ไขอันใดไม่ได้แล้ว”ลู่เหลียงมิได้เชื่อในสิ่งที่ฉีหยุนเสี่ยงพูดออกมาทั้งหมด เขาขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อสอบถามเรื่องราวให้กระจ่าง และเป็นเช่นนั้นจริง ราชครูเกาเสนอแผนสาวงาม คิดจะส่งลู่หลินซินไปจริงด้วยความงามของนางอาจจะทำให้ฮ่องเต้แคว้นต้าหลี่ลุ่มหลง หากเป็นเช่นนั้น เรื่องสัญญาสงบศึกคงจะเจรจากันง่ายขึ้น“อาเหลียง เจิ้นยังมิได้ตัดสินใจว่าจะส่งผู้ใดไป หากบุตรีของเจ้ามีสัญญาหมั้นหมายก่อนที่ราชทูตจะเดินทางมาถึงก็คงไม่อาจทำอันใดได้”ลู่เหลียงออกจากวังหลวงด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง เขาเดินทางไปที่จวนลั่วเพื่อหารือกับพ่อตาเสียก่อน“ตาเฒ่าเกา น่าตายนัก!!!” ลั่วจ้านตบโต๊ะเสียงดัง“ท่านพ่อตาระงับโทสะก่อนเถิดขอรับ หลังจบเ
หลินซินนางไม่รู้เลยว่าการไปไหว้พระของนางจะได้ดูตัวด้วย อวิ๋นซีได้รับคำสั่งจากบิดาให้พาน้องสาวไปเดินเล่นที่สวนป่าเหมยทางด้านหลังอาราม“ซินซิน บุรุษชุดฟ้าครามที่เจ้าเห็นคือใต้เท้าหม่า สอบได้ทั่นฮวาเมื่อสองปีก่อน อยู่กรมเดียวกับท่านตา นับว่านิสัยใจคอดีไม่น้อย ในจวนไม่มีผู้อาวุโส เจ้าแต่งเข้าไปก็ไม่ต้องคอยสังเกตสีหน้าผู้ใด”“อืม...ข้าแล้วแต่ท่านพ่อ ท่านแม่ หากเห็นว่าสำหรับข้า ข้าก็ไม่ขัดข้องเจ้าค่ะ” นางตอบอย่างไม่ใส่ใจ“ท่านพ่อ ท่านแม่ย่อมต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เจ้า”“จริงหรือ?” เสียงของบุรุษด้านหลังของสองพี่น้องดังขึ้น สองพี่น้องพอหันไปดูก็เห็นว่าเป็นฉีหยุนเสี่ยงเดินมาพร้อมกับองครักษ์ของเขา“ถวายบังคมองค์ชายสามพ่ะย่ะค่ะ/เพคะ” หลินซินย่อกายเสร็จก็หันหน้าหนีไปทางอื่น“เจ้าแต่งกายเช่นนี้ดีกว่าชุดบุรุษเป็นไหนๆ” ฉีหยุนเสี่ยงมองนางอย่างหยอกล้อ“องค์ชายสามเคยพบน้องสาวกระหม่อมนอกจวนด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ”“ไม่เคยเจ้าค่ะ องค์ชายสามคงเข้าใจผิด ท่านพี่พวกเราไปกันเถิดเจ้าค่ะ ข้าอยากไปดูใต้เท้าหม่าใกล้” หลินซินดึงแขนพี่ชายนางให้ออกเดิน“ประเดี๋ยวก่อน เจ้าจะแต่งกับใต้เท้าหม่าจริงหรือ” เขาเลิกคิ้วถามอย
ในตอนที่รับมื้อเย็น หรูเซียนพิจารณามองสีหน้าของสามีนาง “หากท่านพี่ป่วยก็ควรจะบอกข้าสักคำ มิใช่ให้คนนอกนำยาบำรุงมาส่งให้ท่าน ข้าที่เป็นฮูหยินนอนเคียงหมอนกับท่านทุกวันไม่รู้เรื่องอันใด จะกลายเป็นถูกผู้อื่นนินทาได้” นางมองสามีอย่างตำหนิ“หืม...ข้าป่วยหรือ ผู้ใดนำยาบำรุงมาให้”“ใต้เท้าหวงให้คุณหนูหวงนำ
ลู่เหลียงกลับมากินมื้อเที่ยงพร้อมกับนาง นางยังเล่าเรื่องที่พี่สะใภ้เล่าให้นางฟังให้เขารู้ด้วยความขบขำ “ข่าวลือเช่นนี้ผู้ใดจะเชื่อกัน ข้าไม่ใช่คนโง่เสียหน่อย คนปล่อยข่าวคงจะอิจฉาที่ท่านรักข้ามากเพียงนี้” นางมองเขาอย่างหยอกล้อ“อืม” เว่ยลู่เหลียงตอบรับเบาๆ พร้อมกับก้มหน้าลงกินข้าวไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกม
พอฟ้ามืด หลังจากลู่เหลียงจัดการเรื่องงานที่ห้องตำราเสร็จแล้ว เขาก็กลับมาที่เรือนพักเพื่อนอนพร้อมกับหรูเซียนเช่นทุกวัน ถึงแม้จะไม่ได้ร่วมหอ แต่ทั้งสองก็ยังนอนกอดกันแทบจะทุกคืน“พรุ่งนี้เจ้าจะออกไปเที่ยวเล่นหรือไม่” เขาวางคางไว้กับศีรษะของนาง“ไม่เจ้าค่ะ เดิมทีเทียบเชิญจากตระกูลหวงเชิญข้าไปงานเลี้ยงน
เงาสะท้อนในกระจกสีเหลืองอำพัน ที่เรียกได้ว่าชัดที่สุดที่จะหาได้ในแคว้นต้าฉีแล้ว สะท้อนใบหน้างามของลั่วหรูเซียน สาวงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวงนางแต่งงานเข้าตระกูลเว่ยมาได้สามปีแล้ว นับตั้งแต่ได้รับสมรสพระราชทานที่สุดแสนจะมึนงง ตัวนางไม่เคยพบหน้าเขามาก่อนเลยสักครั้ง เพียงแค่ได้ยินชื่อเสียงที่เก่งกาจข







