เข้าสู่ระบบ
แนะนำตัวละคร
พรนับพัน (ปันปัน) : อายุ 24 ปริญญาตรีแพทย์แผนไทยประยุกต์ ลูกสาวคนเดียวของคุณตระกูลศุขไสยาศน์ นิสัยร่าเริง มองโลกในแง่ดี
หลิวโม่โฉว : อายุ32 ปี บุคลิกเงียบขรึม ตัดสินใจเฉียบขาด เป็นประธานกลุ่มบริษัทหลิวกรุ๊ฟรุ่นที่ 3 เคยแต่งงานมา1ครั้ง
หลิวต้าเหนิง : อายุ5ขวบ ร่าเริง ฉลาด ถูกเรียกว่าเด็กอัจฉริยะ
หญิงสาวรูปร่างเพรียวบางในชุดเดรสเรียบร้อยแบบสุภาพ แต่เพราะความน่ารักสดใสของเจ้าของความสูง 155 เซนติเมตรทำให้เธอดูน่ารักน่าทะนุถนอม ใบหน้าหวานแต้มแต่งเครื่องสำอางแต่พอดีไม่จัดจ้านเกินไปอวดผิวพรรณเปล่งปลั่งและแก้มที่ฝาดสีเลือด ริมฝีปากอิ่มเคลือบลิปสติกสีส้มอมชมพูขับเน้นให้รูปปากสวยน่าหลงใหล ผมยาวสลวยถูกรวบขึ้นเป็นหางม้าดูราวกับเด็กสาววัยไม่ถึงยี่สิบด้วยซ้ำ ทั้งที่ปีนี้เธออายุยี่สิบสี่แล้ว
‘พรนับพัน’ คือชื่อของหญิงสาวดวงตาพราวระยับ ลูกสาวคนเดียวของคุณฐากูรและคุณนับดาว เป็นทายาทรุ่นที่สามของตระกูลศุขไสยาศน์ น้องชายของเธอชื่อ อายุยี่สิบสี่ปี พรนับพันเรียนจบแพทย์แผนไทยประยุกต์ ส่วนน้องชายสอบเข้าเรียนแพทย์แผนปัจจุบัน เธอเติบโตมากับครอบครัวที่เป็นหมอพื้นบ้านเมื่อถึงรุ่นพ่อได้พัฒนาสูตรยาสมุนไพรในรูปแบบทันสมัย ปัจจุบันมีโรงงานผลิตยาสมุนไพรไทยและวางแผนขายสินค้าในต่างประเทศ เรียกว่าเป็นครอบครัวหมอก็ไม่ผิดนัก
“อยากเป็นสาวโรงงานไหม” คุณฐากูรหยอกลูกสาวคนโต แต่หญิงสาวหันมาพร้อมพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม
“พ่อจะให้ปันปันทำตำแหน่งไหนดีคะ”
“เป็นลูกสาวพ่อทั้งที ก็ต้องเป็นเจ้าของโรงงานสิ”
“คุณปู่มาเห็นต้องดีใจแน่ๆค่ะ”
ดวงตากลมโตจ้องมองเบื้องหน้าอย่างตื่นเต้น อีกไม่นานสายพานการผลิตจะเริ่มต้น ตั้งแต่เธอจำความได้ก็ได้ยินคุณปู่ทองอินพูดถึงยาสมุนไพรไทย คอยสอนให้เธอรู้จักตำรับยาต่างๆ ปลูกฝังให้เธอรักด้านนี้อย่างไม่รู้ตัว จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เธอมุ่งมั่นเรียนสายวิทย์ สอบเข้าคณะแพทย์ แต่ที่หลายคนบ่นเสียดายเพราะเธอเลือกเรียนแพทย์แผนไทยประยุกต์ แต่เธอก็ไม่ได้ใส่เพราะความฝันของเธอคือสืบทอดความฝันของคุณปู่ ไม่หรอก มันไม่ใช่แค่ความฝันของปู่แต่เป็นความฝันของเธอด้วย
“โรงงานจะเปิดได้เมื่อไหร่คะพ่อ” พรนับพันถามแล้วคล้องแขนบิดา สายตาเธอมองเพียงเบื้องหน้าโรงงานผลิตยาสมุนไพรจึงไม่ทันเห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนของพ่อ เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมองพ่อ อีกฝ่ายก็ยิ้มให้
“อีกสามเดือน แต่เราจะมีทดลองก่อนเปิดจริง”
“ตื่นเต้นจังค่ะ ปันปันเห็นที่นี่ตั้งแต่ยังเป็นที่ดินว่างเปล่าอยู่เลย”
พ่อเป็นคนบุกเบิกที่นี่ เดิมที่เป็นที่สวนของคุณย่าหลังจากคุณย่าเสียก็แบ่งสมบัติให้ลูกๆ อย่างเท่าเทียม ฐากูรลูกชายคนโตได้ที่ดิน 6 ไร่นี่มาครอบครอง เก็บเงินอยู่นานค่อยๆ ทำไปที่ละนิดละหน่อย หวังจะตั้งโรงงานของตัวเอง ไม่อยากพึ่งพาโรงงานคนอื่น ได้เป็นตัวของตัวเองเป็นเจ้าของกิจการของตัวเองอย่างแท้จริง หลุดพ้นจากคำดูแคลนว่าเป็นแค่หมอยาพื้นบ้าน
พรนับพันไม่รู้ความคิดของพ่อ เธอเพียงอยากทำตามความฝันของปู่ทองอินที่เธอเคารพรัก โดยปกติพรนับพันทำงานที่โรงพยาบาลรัฐแผนกแผนไทยประยุกต์ หลายคนไม่เช้าใจ คิดว่างานของเธอคืองาน ‘นวด’ อย่างเดียว แต่ความจริงเธอสามารถรักษาโรคพื้นฐานได้ และความจริงพรนับพันมีแผนศึกษาต่อในระดับปริญญาโท เธอสนใจค้นคว้าเรื่องยาสมุนไพรมาก โดยเฉพาะการผลิตยาสมุนไพรซึ่งตอนนี้เป็นที่สนใจของต่างชาติ และเธอต้องการให้คนอื่นรู้ว่าแพทย์แผนไทยไม่ได้ด้อยไปกว่าแพทย์แผนปัจจุบันเลย บางคนยังเข้าใจผิดว่าเป็นยาผีบอกด้วยซ้ำ
“พ่อค่ะ เข้าไปดูข้างในได้ไหม”
“ได้ซิ” พ่อพยักหน้ารับ
“คราวหน้าเรามาพร้อมกันทั้งครอบครัวเลยนะคะ” พรนับพันเสนอ
“ตงตงขึ้นปีสองแล้ว คงไม่ได้กลับบ้านบ่อยๆ แบบเมื่อก่อน”
“นั้นสิ กลับมาบ้านอีกทีได้พาไปตัดแว่นตาใหม่แน่ๆ” พรนับพันหัวเราะร่า เธอภูมิใจในตัวน้องชายมาก ครอบครัวของเธอไม่เคยกดดันเรื่องการเรียนหรือบังคับหรือเรียนอะไร ต้องจบมาเป็นอะไร พวกท่านให้อิสระเต็มที่ แต่สองคนพี่น้องก็ได้รับอิทธิพลจากคุณปู่
“รอบๆ นี้เราปลูกต้นไม้เยอะๆ หน่อย ให้ร่มรื่นและเป็นที่พักผ่อนของพนักงาน ตรงนั้นที่เป็นที่จอดรถก็เอาต้นไม้มาลง ปันปันว่าเราเอาพวกต้นไม้กินได้ดีไหมคะ มะม่วงมะยมอะไรพวนี้ ถ้ามีลูกจะได้เก็บกินได้”
“ตามใจปันปันเลย ยังไงลูกก็เป็นเจ้าของโรงงานนี้ด้วย”
“ถ้าตงตงได้ยินน้อยใจแย่นะคะ” เธอหัวเราะ ครอบครัวเธอสนิทสนมกันดี พูดจาหยอกล้อกันได้ ไม่เหมือนบางครอบครัวที่เธอเคยเจอที่กดดันจนชวนอึดอัด
“เข้าไปดูข้างในกันค่ะ เสร็จจากที่นี่”
หญิงสาวกึ่งลากกึ่งจูงบิดาเข้าไปด้านใน ร่างสองคนพ่อลูกเข้าไปในโรงงานโดยไม่รู้ว่าถูกแอบบันทึกภาพเก็บไว้ทั้งหมด โดยเฉพาะรูปของพรนับพัน ชายลึกลับที่นั่งในรถเก๋งจัดการส่งรูปไปทางสมาร์ทโฟน แล้วหยิบขวดน้ำขึ้นมาดื่มไม่กี่นาทีต่อมาโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น
“ครับบอส” เขาตอบรับปลายสายและรอรับคำสั่ง ดวงตาฉายแววประหลาดใจเล็กน้อยแต่ก็ตอบรับคำสั่ง
“รับทราบครับบอส ผมจะอยู่ที่นี่ตามที่บอสสั่งครับ”
ปลายสายตัดสัญญาณไปแล้ว นักสืบหนุ่มจึงกล้าถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาดูรูปที่ถ่ายเก็บไว้ตามที่ได้รับหน้าที่มาแอบสืบเรื่องราวของ ‘พรนับพัน’ ว่าที่นายหญิงคนใหม่ของตระกูลหลิว งานนี้เหมือนจะง่ายแต่ก็ไม่เพราะไม่รู้ว่าเจ้านายคิดอะไรอยู่ แต่ดูท่าทางคงถูกใจว่าหญิงสาวคนนั้นอยู่ไม่น้อย ไม่มีใครต้านทานรอยยิ้มสดใสและแววตากระจ่างคู่นั้นได้หรอก โดยเฉพาะท่าทางร่าเริงนั้น แต่ไม่รู้ว่า..ถ้าเข้าไปอยู่ในบ้านสกุลหลิวแล้วจะช่วยให้บ้านที่เหมือนต้องสาปกลับมาสว่างไสวได้หรือไม่ หรือถูกความดำมืดดูดกลืนจนไม่เหลือความสดใส
เขาได้แต่ถอนหายใจอย่างไม่อาจทำอะไรได้ดีไปกว่านี้
“เวลาคุณว่าง่ายไม่ดื้อก็น่ารักดีนะ”“ทำไมฉันรู้สึกไม่อยากให้คุณเห็นว่าฉันน่ารักล่ะ” เธอเบ้ปากใส่ “อิ่มแล้วค่ะ เราไปซื้อของกันเถอะ”“คุณนี่ไม่รู้จักเอาอกเอาใจสามีเลยนะ”“แค่กินข้าวเที่ยงจะเอาอะไรอีกคะ ปกติเวลาทำงานฉันกินข้าวไม่เกินสิบนาทีเอง”“ได้ ถ้าอย่างนั้นไปเลือกเสื้อผ้ากัน ชุดของคุณ...มันเชยไปหน่อยนะ”“เขาเรียกชุดสุภาพค่ะ” เธอแลบลิ้นใส่เขา “คุณต้องมีเสื้อผ้าเยอะกว่านี้ ผมเห็นคุณใส่วนๆซ้ำๆ อยู่แค่ไม่กี่ชุด”“อ้อ! นี่คุณสนใจฉันด้วยเหรอคะ นึกว่าทำตัวเป็นอากาศธาตุที่มองไม่เห็น” ใช่สิ เธอพยายามจะเจอเขาตั้งหลายครั้ง แต่เขากลับหลบเลี่ยง นี่ถ้าไม่เพราะคุณปู่ล้มป่วย เขาคงไม่โผล่มาให้เห็นหรอกเป็นผู้หญิงที่น่าสนใจดี เขาได้แต่ยิ้มขำกับท่าทางของภรรยาหมาดๆ คนนี้...เขาไม่เคยลืมภรรยาที่ตายจากไป วิกเตอเรียเป็นผู้หญิงที่ให้ความรู้สึกสงบสบายใจ แต่พรนับพันคือความสดใสร่าเริง หลิวโม่โฉวรู้สึกไม่ยุติธรรมกับพรนับพันนัก เธอไม่ควรถูกเปรียบเทียบกับผู้หญิงคนไหน แต่เขาก็อดเปรียบเทียบไม่ได้จริงๆ พรนับพันไม่ใช่สาวสายแฟชั่น เธอแต่งกายเรียบง่ายมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อต้องมาเลือกซื้อเสื้อผ้า เธอก็ได้แต่ยืนงงในห
“ดีจริงๆ” ปู่หลิวแตะหลังมือของหลานสะใภ้ “ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ปู่จะมอบของขวัญให้นะ” “ขอแค่คุณปู่แข็งแรงดีก็เป็นของขวัญให้หนูแล้วค่ะ” หลิวโม่โฉวปรายตาไปทางภรรยาหมาดๆของเขา ไม่ว่าเธอจะพูดด้วยความจริงใจหรือประจบประแจงแต่ก็ทำให้คุณปู่มีความสุข เขายกแขนขึ้นวาดวงแขนโอบร่างเล็กเข้ามาแนบชิด คนตัวเล็กไม่ทันตั้งตัวพยายามขืนตัวไม่เอนไปทางเขา แต่แรงของผู้ชายย่อมเยอะกว่าเธอจึงตกอยู่ในวงแขนของเขาราวคู่รักแสนหวาน “คุณปู่พักฟื้นให้ร่างกายแข็งแรง แล้วเตรียมตัวผ่าตัดได้เลยนะครับ” “ไอ้หลานคนนี้เอะอะก็ให้ผ่าตัดอยู่นั้นแหละ” ปู่หลิวทำฮึดฮัดเหมือนเด็กน้อย ทำให้พรนับพันเผลอหัวเราะออกมา “คุณหลิวเป็นห่วงคุณปู่ต่างหากล่ะค่ะ ต้าเหนิงก็เป็นห่วงคุณปู่” “ไม่ทันไรพูดเข้าข้างกันแล้ว” ปู่หลิวหัวเราะชอบใจ “ทำไมเรียกคุณหลิวล่ะ เป็นสามีภรรยากันแล้วเรียกโม่โฉวหรืออาโม่ก็ได้” “เธอคงยังไม่ค่อยเข้าใจนะครับ” หลิวโม่โฉวยักคิ้วให้ ใบหน้าที่เรียบนิ่งอยู่เสมอกลายเป็นหนุ่มน้อยขึ้นมาทันทีที่ได้หยอกล้อคนข้างๆ “จริงสิ ปู่ก็ลืมไป โม่โฉวก
หลิวโม่โฉวเห็นแววตามุ่งมั่นของอีกฝ่ายแล้วก็ยิ้มมุมปาก ท่าทางเหมือนนักศึกษาเพิ่งจบใหม่ไม่เหมือนหมอเลยสักนิด ถึงจะเป็นแพทย์แผนไทยประยุกต์ก็เถอะ เขายังจำตอนที่เดินเข้าไปนั่งให้เธอตรวจได้ดี มีความอ่อนโยนและจริงใจที่เขาสัมผัสได้ ในวินาทีนั้น เขาก็ได้ตัดสินใจยอมรับเธอเป็นภรรยาตามที่ปู่เสนอแล้ว “คุณหลิวคิดยังไงคะ” เธอถามหลังพรีเซนต์เสร็จ “คุณจะต้องเสียเวลาทำเอกสารนำเสนอพวกนี้ทำไม ก็แค่รับเงื่อนไขแต่งงานกับผมตามที่คุณปู่เสนอ” พูดไปตั้งเยอะ วนมาเรื่องนี้อีกแล้ว เธอเบ้ปากแล้วสูดลมหายใจลึกๆ ก่อนพูดไปตามที่ใจคิด “คุณคิดว่าการแต่งงานคืออะไรคะ เราไม่ได้รู้จักกัน ไม่ได้รักกัน หรือคุณเชื่อที่คุณปู่บอกว่าดวงฉันส่งเสริมครอบครัวของคุณจริงๆเหรอ” “คุณพูดแบบนี้แสดงว่าไม่เชื่อ” คิ้วเข้มเลิกขึ้นเป็นเชิงถาม แต่แววตาขบขัน “ฉันเป็นแพทย์แผนไทยประยุกต์ แต่ไม่ได้เชื่อเรื่องดวงชะตาอะไรพวกนั้น” เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ “และใช่...ฉันต้องการเงิน ดูแล้วคุณต่างหากที่เป็นฝ่ายส่งเสริมฉัน” เขาปิดแฟ้มเอกสาร “สกุลหลิวคือหนึ่งในสิบส
พรนับพันมองข้อมือตัวเองแล้วมองหน้าชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ดึงเธอไว้ “ใช่ค่ะ แต่ตอนนี้ฉันง่วงมากคงคุยกับคุณไม่รู้เรื่อง เอาอย่างนี้ได้ไหม ตอนเช้าคุณอย่าเพิ่งหนีฉันไปไหนนะ ฉันมีเรื่องต้องเจรจากับคุณ” ถ้าเป็นเวลาทำงาน เธอเต็มที่ถึงไหนถึงกัน แต่ถ้าเธอได้หลับและถูกรบกวนก่อนถึงเวลาตื่น เธอจะหงุดหงิดและคุยกับใครไม่รู้เรื่อง แม้ว่าเรื่องที่ต้องคุยนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ท่าทางงัวเงียของเธอทำให้เขานึกอยากหัวเราะ และอยากแกล้งเธอไปพร้อมกัน “คุณมีอะไรจะเจรจากับผม” เขายังไม่ปล่อยข้อมือเรียวเล็ก และเหมือนเธอจะไม่รู้ว่าเขาแตะเนื้อต้องตัวเธออยู่ “แผนงานธุรกิจ” เธอตอบแล้วอ้าปากหาว “แผนงานอะไร?” คิ้วเรียวเลิกขึ้นเป็นเชิงถาม “ฉันทำแผนงานมาเสนอคุณ เตรียมตัวพรีเซนต์อย่างดี แต่คุณก็หลบหน้าไม่มาเจอฉันเสียที ถ้าคุณมาเป็นผู้ร่วมลงทุนกับบริษัทพ่อของฉัน เราไม่ต้องแต่งงานกันก็ได้ แบบนี้ไง” กิจการกระจิ๋วหลิวของครอบครัวเธอไม่ได้อยู่สายตาของเขาเลยสักนิด แต่เขาก็อยากรู้ว่าเธอมีข้อเสนออะไรให้เขา “งั้นก็ไปคุยกันที
“ค่ะ...ฉันจะดูแลต้าเหนิงเอง” เธอยิ้มอย่างเข้าใจ เวลาแบบนี้จะทำเป็นไม่สนใจก็ใจดำไปหน่อย“ต้าเหนิง กินข้าวแล้วเราทำอะไรกันดี ตอนบ่ายมีเรียนหรือเปล่า”“วันนี้ไม่มีแล้ว” เขาส่ายหน้าไปมา ดวงตาสุกใสจ้องมองแล้วถาม “คุณอามาเล่นที่ห้องผมไหม ห้องผมมีของเล่นเยอะแยะเลย”‘คุณอา’ เรียกแบบนี้ก็ดีเหมือนกันพรนับพันพยักหน้ารับ “ไปสิ อาก็ไม่รู้จะไปไหน ปกติอยู่แต่ในห้องหนังสือ”“ห้องนั้นน่าเบื่อจะตาย มาเล่นห้องผมเถอะ” พูดจบก็รีบดึงมือหญิงสาวให้เดินตามไปที่ห้องของเขา ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของคนรับใช้“มองอะไรกัน มีงานก็ไปทำไป” หัวหน้าแม่บ้านพูดเสียงดุจึงทำให้ทุกคนแยกย้ายไปทำงานของตัวเอง เธอส่ายหน้าไปมาแล้วหันไปส่งพ่อครัว “เตรียมทำขนมของว่างให้คุณชายน้อยกับคุณผู้หญิงด้วย ฉันจะยกไปเอง”“ได้ครับ”เจียงหู เป็นหัวหน้าแม่บ้านวัยสี่สิบ เจียงหูทำงานที่นี่ตั้งแต่ยังวัยรุ่น ครอบครัวเธอก็เป็นคนรับใช้ของสกุลหลิว นายท่านใหญ่ให้ทุนการศึกษาแก่เธอและคนในครอบครัว รวมทั้งหางานให้ทำในบริษัทของสกุลหลิว สำหรับเธอที่อยู่ที่นี่เห็นการเปลี่ยนแปลงมาตลอด วันนี้ได้เห็นรอยยิ้มของคุณชายน้อยก็พลอยอิ่มเอมใจไปด้วย เธอหวังเหลือเกินว่
“สองคนนี้เจอกันแล้วรึ” ปู่หลิวจิ้นถามเมื่อเห็นหลานชายกับว่าที่หลานสะใภ้ยืนจ้องหน้ากันอยู่ “ครับ”หลิวโม่โฉวไม่ปิดบัง ใบหน้าเรียบนิ่งน้ำเสียงเย็นชามีเพียงแววตาที่เหมือนยิ้มเยาะอยู่ที่ทำให้พรนับพันโกรธจนกำมือแน่น เขาถือสิทธิ์อะไรมาปั่นหัวเธอแบบนี้ ไม่ได้ป่วยแต่ก็ไปให้เธอตรวจที่โรงพยาบาลราวกับชายหนุ่มรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามคิดอะไรอยู่ เขาสาวเท้าเดินผ่านเธอไปแล้วประคองปู่หลิวด้วยตนเอง“ต้าเหนิงวิ่งไปบอกว่าปู่เป็นลม ผมจะไปส่งปู่ที่โรงพยาบาลเอง”“แค่เป็นลมไม่ต้องไปโรงพยาบาลหรอก” ปู่หลิวโบกมือไปมา แล้วเบี่ยงตัวไปสบตากับว่าที่หลานสะใภ้ “ปันปันมาเจอโม่โฉวสิ”“ปู่!” ชายหนุ่มตำหนิด้วยน้ำเสียงเข้ม “เวลานี้สุขภาพของปู่สำคัญที่สุด อย่าเพิ่งคุยเรื่องไร้สาระเลยน่า”‘เรื่องไร้สาระ! ใช่สิ! การแต่งงานมันคงเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับเขาถึงได้หลบหน้าไม่มาเจอเธอ อ้อ! ยังมีเวลาแอบไปดูตัวเธอมาก่อนแล้วด้วย’โกรธก็ส่วนโกรธ เวลานี้อาการของปู่หลิวสำคัญที่สุด“ใช่ค่ะ คุณปู่ไปโรงพยาบาลก่อนดีกว่านะคะ”สาวใช้เข็นวีลแชร์มารอแล้ว ปู่หลิวไม่อยากไปโรงพยาบาลแต่ดูท่าทางจะขัดใจหลานๆไม่ได้ จึงยอมนั่งวีลแชร์ให้คนรับใช้







