Masukเสี่ยวเถาที่กำลังย่องปลายเท้าสะดุ้งโหยง นางยิ้มแฉ่งพลางชูถาดชาเซียนในมือขึ้นระดับอก "มหาเทพโปรดระงับโทสะ ข้ามิได้พาก้อนขน... เอ้ย อสูรดอกท้อมาด้วยนะเจ้าคะ ข้ามาตัวคนเดียว พร้อมกับชาอุ่นๆ ที่ตั้งใจชงมาให้ท่าน"
เฉิงหลันลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีรัตติกาลตวัดมองร่างเล็กสมส่วนในชุดสีชมพูที่ดูขัดหูขัดตานั่น "ข้าไม่ดื่มของหวาน และข้าไม่ต้องการการปรนนิบัติจากเทพผู้น้อยเช่นเจ้า กลับไปเสีย"
"โธ่... ท่านก็ลองชิมสักจิบเถิดเจ้าค่ะ!" นางกระแทกถาดชาลงบนโต๊ะหยกข้างกายเขาจนเกิดเสียงดังกึก "ข้าไม่ได้อยากมาวุ่นวายกับท่านนักหรอกนะเจ้าคะ แต่ด่านเคราะห์เลื่อนขั้นเป็นเทพชั้นสูงของข้า... ดันเป็นท่าน!"
คำสารภาพตรงๆ โพล่งๆ อย่างไม่มีชั้นเชิงของนางทำเอามหาเทพสงครามถึงกับชะงัก "เจ้าว่าอย่างไรนะ?"
"ด่านเคราะห์ของข้าคือการทำให้มหาเทพหน้าตาย... เอ้ย! มหาเทพเฉิงหลันยอมรับในตัวข้าเจ้าค่ะ!" นางยืนเท้าสะเอว ยืดอกขึ้นเล็กน้อย "ดังนั้น ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะมาหาท่านทุกวัน จะชงชา ทำขนม กวาดลานหิมะ จนกว่าท่านจะยอมประทับตราผ่านด่านให้ข้า!"
เฉิงหลันมองท่าทางก๋ากั่นไม่เกรงกลัวฟ้าดินนั้นแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาว ในหัวของเขามีแต่กฎระเบียบ ความสงบเงียบ และความสมบูรณ์แบบ แต่สตรีตรงหน้าคือศูนย์รวมของความวุ่นวาย เสียงดัง และไร้ระเบียบที่สุดในสวรรค์เก้าชั้นฟ้า
"เจ้าคิดว่าด่านเคราะห์ของสวรรค์เป็นเรื่องล้อเล่นหรือเสี่ยวเถา" เฉิงหลันแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา "ต่อให้เจ้ายกน้ำชามาถวายข้าไปอีกหมื่นปี ข้าก็ไม่มีวันยอมรับม้าดีดกะโหลกเช่นเจ้า เลิกทำตัวไร้สาระแล้วไปหาทางเปลี่ยนด่านเคราะห์เสียเถอะ"
ร่างสูงสง่าลุกขึ้นยืน สะบัดชายเสื้อสีขาวเดินกลับเข้าห้องบรรทมไป ทิ้งให้เสี่ยวเถายืนกระทืบเท้าด้วยความขัดใจอยู่กลางลานหิมะ
"คอยดูเถอะตาน้ำแข็ง! ข้าจะตื้อจนท่านต้องยอมกลืนน้ำลายตัวเองเลยคอยดู!" นางตะโกนไล่หลังเสียงดังลั่น ก่อนจะสะบัดหน้าเดินตึงตังกลับไป
ทว่า...คล้อยหลังเสี่ยวเถาไปไม่นาน
เฉิงหลันที่ยืนอยู่หลังบานประตูตำหนัก กลับอดไม่ได้ที่จะใช้พลังเวทดูดจอกชาที่นางทิ้งไว้เข้ามาในมือ เขามองน้ำชาสีชมพูด้วยแววตารังเกียจ แต่กลิ่นหอมหวานของดอกท้อกลับลอยมาแตะจมูกอย่างห้ามไม่ได้
ด้วยความรำคาญใจ เขาจึงยกจอกชานั้นขึ้นดื่มรวดเดียวเพื่อจะได้ทำลายจอกทิ้งเสียให้พ้นตา
แต่ทันทีที่น้ำชาไหลลงคอ... ความอบอุ่นสายหนึ่งกลับแผ่ซ่านไปทั่วจุดตันเถียน ความตึงเครียดจากการแบกรับภาระมหาเทพสงครามมาเนิ่นนานกลับทุเลาลงอย่างน่าประหลาด ความว้าวุ่นใจจากเสียงตะโกนแว้ดๆ ของนางเมื่อครู่พลันมลายหายไป สันติสุขที่แท้จริงกลับแผ่ซ่านเข้ามาแทนที่
เฉิงหลันมองจอกชาเปล่าในมือด้วยแววตาตื่นตะลึง
...ชานี่มันอะไรกัน? เหตุใดชาของยัยเด็กไม่รู้จักโต ถึงมีพลังบริสุทธิ์เยียวยาจิตวิญญาณได้ถึงเพียงนี้?
******************
หลายวันต่อมา เสี่ยวเถาตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์ หลังจากไปแอบซุ่มดูพฤติกรรมของเหล่าเทพธิดาชั้นสูง นางก็ค้นพบว่ามหาเทพเฉิงหลันชอบความสงบ ความเรียบร้อย และความสมบูรณ์แบบ
"ในเมื่อท่านไม่ชอบม้าดีดกะโหลก ข้าก็จะเป็นสตรีที่อ่อนหวานที่สุดในเก้าชั้นฟ้าให้ดู!"
วันนี้เสี่ยวเถาสลัดชุดสีชมพูพองลมออก เปลี่ยนมาสวมอาภรณ์สีโอลด์โรสอ่อนจาง พลิ้วไหวและรัดรูปขึ้นเล็กน้อยจนเห็นสัดส่วนบอบบางมีน้ำมีนวลชัดเจน นางรวบผมที่เคยปล่อยสยายเกะกะขึ้นปักปิ่นหยกอย่างเรียบร้อย ท่วงท่าการเดินถูกฝึกฝนมาอย่างดี นางก้าวเท้าสั้นๆ อย่างระมัดระวัง สองมือประคองกล่องไม้หอมที่บรรจุ 'ขนมกุยช่ายสวรรค์ไส้กลีบท้อ' ที่ตั้งใจทำสุดฝีมือ
ทว่า...เมื่อนางค่อยๆ ย่างกรายเข้าสู่ลานหน้าวังหิมะโปรยพร้อมรอยยิ้มหวานหยดย้อย เสียงหัวเราะกังวานใสราวกับกระดิ่งเงินก็ดังแว่วมาจากศาลาเหมยชมจันทร์
เสี่ยวเถาชะงัก ชะเง้อคอมองผ่านกิ่งเหมย
ที่นั่น...มหาเทพเฉิงหลันกำลังนั่งอยู่ตรงข้ามกับ เทพธิดาไป๋เหลียน ผู้เลอโฉม เทพธิดาชั้นสูงผู้ดูแลสระโบกขรณี อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางกลมกลืนไปกับหิมะรอบกาย ท่วงท่าการชงชาของนางงดงามไร้ที่ติ นิ้วเรียวยาวดุจลำเทียนค่อยๆ รินน้ำชาสีทองลงในจอกหยกให้มหาเทพสงครามอย่างนุ่มนวล
"มหาเทพเพิ่งกลับจากการปราบมารที่ชายแดน คงจะเหนื่อยล้าไม่น้อย ชาบัวหิมะพันปีนี้ข้าตั้งใจต้มด้วยน้ำค้างยอดเขา หวังว่าจะช่วยให้ท่านผ่อนคลายได้นะเจ้าคะ" เสียงของไป๋เหลียนหวานล้ำและเปี่ยมด้วยความสำรวม
เฉิงหลันเพียงพยักหน้าเล็กน้อย รับจอกชามาถือไว้ ทว่ายังไม่ทันได้ดื่ม หางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นเงาสีชมพูที่ยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล
"เสี่ยวเถา" เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพที่แปลกตาไปของนาง "เจ้ามาทำกิริยาลับๆ ล่อๆ อะไรตรงนั้น ท่าเดินของเจ้า...ขาแพลงหรืออย่างไร"
เมื่อดวงจันทร์ลอยเด่นเหนือยอดเขาเหมยสวรรค์ บรรยากาศในตำหนักเพียวเสวี่ยกงก็กลับมาหนาวเหน็บและหนักอึ้งอีกครั้ง พิษอสูรฝันกลืนจิตที่ถูกระงับไว้ในตอนกลางวัน เริ่มปะทุขึ้นมาตามวัฏจักรของมันเสี่ยวเถาในชุดสีชมพูตัวเก่งที่ซักจนสะอาดสะอ้าน ก้าวเดินเข้ามาในห้องบรรทมอย่างเงียบเชียบ นางลอบมองใบหน้าหล่อเหลาของมหาเทพเฉิงหลันที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงหยก คิ้วเข้มของเขาขมวดแน่น เหงื่อเย็นเยียบผุดซึมเต็มหน้าผาก เส้นเลือดสีดำเริ่มลามขึ้นมาตามลำคออีกครั้ง"กลางวันหน้าตึงใส่ข้า กลางคืนกลับมานอนหมดสภาพ ท่านนี่มันภาระของธุลีท้อจริงๆ เลยนะเจ้าคะ" นางพึมพำเบาๆ พลางถอนหายใจแม้ปากจะบ่น แต่มือน้อยๆ กลับเอื้อมไปหยิบผ้าชุบน้ำอุ่นมาซับหน้าให้เขาอย่างเบามือ ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วของนางสัมผัสโดนผิวแก้มที่เย็นเฉียบ ร่างสูงใหญ่ก็กระตุกเกร็ง พลังเวทสีดำเริ่มแผ่ซ่านออกมาจนอากาศในห้องบิดเบี้ยว"เวลาหมดแล้วสินะ..." เสี่ยวเถากลืนน้ำลาย รวบรวมความกล้าแล้วปีนขึ้นไปบนเตียงหยกนางพยายามขยับแขนขวาที่ยังคงปวดหนึบจากรอยอักขระเส้นแรกอย่างระมัดระวัง สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกพลังจากหัวใจบรรพกาล ทาบสองมือลงบนแผ่นอกกว้าง แล้วร่ายอาค
แสงอรุณแรกแห่งวันใหม่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างตำหนักเพียวเสวี่ยกง กระทบเปลือกตาของบุรุษผู้หลับใหลมหาเทพเฉิงหลันค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เขาสัมผัสได้คือความเบาสบายในจุดตันเถียน ความเจ็บปวดเจียนตายจากพิษอสูรฝันบรรพกาลเมื่อคืนมลายหายไปกว่าครึ่ง ทว่าสิ่งที่หลงเหลืออยู่กลับเป็น 'รสหวาน' จางๆ ที่ติดอยู่ที่ปลายลิ้น และความรู้สึกโหยหาบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ในอกเขายันตัวลุกขึ้นนั่ง พลันสายตาก็ปะทะเข้ากับร่างเล็กๆ ในชุดสีชมพูที่นอนฟุบสลบไสลอยู่ข้างเตียงหยก"เสี่ยวเถา?"เฉิงหลันขมวดคิ้วมุ่น ยัยม้าดีดกะโหลกผู้นี้เข้ามาในห้องบรรทมของเขาตั้งแต่เมื่อใด? ทว่าเมื่อเพ่งมองชัดๆ เขากลับต้องชะงัก ใบหน้าจิ้มลิ้มที่เคยกวนประสาทเขาบัดนี้ซีดเผือด เหงื่อเม็ดเล็กผุดซึมตามกรอบหน้า แต่ที่สะดุดตาที่สุดคือ ริมฝีปากอวบอิ่มของนาง มันทั้งแดงช้ำและเจ่อบวม ราวกับเพิ่งถูกบดขยี้มาอย่างหนักหน่วง!หัวใจของเกล็ดหิมะผู้สูงส่งกระตุกวูบอย่างประหลาด เขาเอื้อมมือหมายจะปลุกนาง ทว่าเสียงฝีเท้าของเซียนรับใช้และเทพโอสถก็ดังขึ้นเสียก่อน"มหาเทพ! ทรงฟื้นแล้ว!" เซียนรับใช้รีบกรูเข้ามาพร้อมกับถาดหยกที่มีถ้วยยาโอสถควันฉุยสองถ้วย"เกิดอะไร
"มหาเทพ! ท่านอยู่ที่ใด!" นางตะโกนฝ่าพายุ ทว่าเสียงกลับกลืนหายไปในอากาศทันใดนั้นเอง เงาร่างสูงใหญ่ก็พุ่งทะยานลงมาจากกิ่งเหมยบรรพกาล ความเร็วนั้นเหนือชั้นจนเสี่ยวเถาตั้งตัวไม่ติด ร่างบอบบางของนางถูกกระชากอย่างแรงจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่!"อ๊ะ!"นางครางด้วยความจุก ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้น สองตาก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงบุรุษที่ตรึงร่างนางไว้กับต้นไม้คือ เฉิงหลัน ทว่าเขาไม่ใช่เทพสงครามผู้เคร่งขรึมเจ้าระเบียบอีกต่อไป อาภรณ์สีขาวหลุดลุ่ยเผยให้เห็นแผงอกแกร่ง เส้นผมสีดำสนิทสยายไปตามสายลม ดวงตาคมกริบที่เคยเย็นชาบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำดุจสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่งเขาหอบหายใจหนักหน่วง โน้มใบหน้าลงมาซุกไซ้ที่ซอกคอขาวผ่องของนางทันที!"ดะ...เดี๋ยว! มหาเทพ! นี่ข้าเอง เสี่ยวเถา!" นางพยายามใช้สองมือเล็กๆ ดันแผงอกเขาออก แต่อีกฝ่ายกลับแข็งแกร่งดั่งภูผาหินเฉิงหลันไม่ฟังเสียงประท้วงใดๆ พิษอสูรฝันได้ทำลายสติสัมปชัญญะและกำแพงน้ำแข็งในใจเขาจนหมดสิ้น เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบเถื่อนและความปรารถนาลึกล้ำ จมูกโด่งสันสูดดมกลิ่นหอมหวานของดอกท้อที่แผ่ออกมาจากกายเนื้อของนางราวกับคนเสพติด"หอมเหลือเกิ
เสียงทรงอำนาจและแหบพร่าดังก้องมาจากหน้าประตู เหล่าเทพชั้นสูงต่างแหวกทางและคุกเข่าลงทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง เมื่อร่างของท่านย่าเทพมารดรจินหมู่ มารดาแห่งเทพชั้นฟ้าก้าวเดินเข้ามาท่านย่าจินหมู่คือเทพสตรีที่อาวุโสที่สุดในสวรรค์ แม้เส้นผมจะขาวโพลน แต่ดวงตากลับเฉียบคมและทรงพลัง นางเดินตรงไปที่เตียงหยก ปรายตามองรอยอักขระพิษบนร่างเฉิงหลันเพียงแวบเดียว ก่อนจะพยักหน้า"เทพโอสถพูดถูก พิษนี้ไม่มียาถอน" ท่านย่าจินหมู่เอ่ยเสียงเรียบ "แต่มิใช่ว่าจะไม่มี 'ผู้รักษาสมดุล' ที่สามารถชำระล้างมันได้""ผู้รักษาสมดุลหรือพ่ะย่ะค่ะ? ใครกันที่มีตบะแก่กล้าพอจะรับพิษบรรพกาลแทนมหาเทพได้โดยไม่ตายเสียก่อน?" เทพโอสถถามอย่างตื่นเต้นท่านย่าจินหมู่ไม่ตอบคำถามนั้น ทว่าสายตาเฉียบคมของนางกลับตวัดวูบฝ่าฝูงชน ไปหยุดอยู่ที่มุมห้อง... ตรงที่สตรีร่างเล็กในชุดสีชมพูเปื้อนเลือดดำกำลังยืนกอดอสูรดอกท้อตัวสั่นงันงกอยู่"เสี่ยวเถา...ก้าวออกมานี่"เสี่ยวเถาสะดุ้งเฮือก นางชี้หน้าตัวเองอย่างงงๆ "ขะ... ข้าหรือเจ้าคะท่านย่า?""ใช่ เจ้าคือกุญแจเพียงดอกเดียว" ท่านย่าจินหมู่ประกาศก้องด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "เทพธิดาจากสวนท้อผู้นี้ มีแกนเซีย
ร่างของราชันย์อสูรพองออกและระเบิดตูม กลายเป็นเข็มหมอกสีดำสนิทนับพันเล่ม พุ่งทะลวงฝ่ากำแพงน้ำแข็งของเฉิงหลันเข้ามาทุกทิศทาง มันคือ 'พิษอสูรฝันกลืนจิต' คำสาปบรรพกาลที่ไร้ซึ่งยารักษา!เฉิงหลันตวัดกระบี่ปัดป้องด้วยความเร็วสูงสุด ทว่ามีเข็มหมอกเพียงเล่มเดียวที่รอดพ้นคมกระบี่...มันพุ่งเสียบเข้าที่หัวไหล่ขวาของเขาอย่างจัง!ฉึก!"อึก!" เฉิงหลันกัดฟันกรอด คิ้วเข้มกระตุกเข้าหากัน พิษร้ายนั้นไม่ได้สร้างบาดแผลทางกาย แต่มันแทรกซึมผ่านเกราะเงิน ทะลวงเข้าสู่เส้นชีพจรและแกนเซียนโดยตรง ความเจ็บปวดราวกับถูกไฟนรกแผดเผาแล่นปราดไปทั่วร่างแม้จะถูกพิษ แต่มหาเทพสงครามหาได้ทรุดลงไม่ เขากัดข่มความเจ็บปวด รวบรวมตบะเฮือกสุดท้ายฟาดฟันกระบี่หานเหมย ปลดปล่อยพลัง 'ศูนย์องศาสัมบูรณ์' แช่แข็งรอยแยกมิติและปิดผนึกแดนกลืนดาราได้อย่างสมบูรณ์แบบเมื่อการศึกสงบลง แสงอรุณแรกเริ่มสาดส่องลงมา ทว่าร่างสูงสง่าที่ยืนตระหง่านอยู่บนกองซากศพอสูรกลับโซเซเล็กน้อยเฉิงหลันใช้กระบี่ยันพื้นดินไว้เพื่อพยุงตัว เขากระอักโลหิตสีดำสนิทออกมาคำโต หยดเลือดเปื้อนอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์จนดูน่ากลัว พิษอสูรฝันเริ่มกัดกินสติสัมปชัญญะของเขาอย่างบ้าคลั่ง
เขามองปลายนิ้วตัวเองด้วยความสับสน...เหตุใดสัมผัสจากธุลีท้อนางนี้ ถึงมีอิทธิพลต่อจิตวิญญาณของเขาถึงเพียงนี้ทว่ายังไม่ทันที่มหาเทพจะได้หาคำตอบให้หัวใจตนเอง ท้องฟ้าเหนือตำหนักเพียวเสวี่ยกงพลันปรากฏแสงสีชาดสาดส่อง ระฆังสวรรค์ดังกังวานสิบสองกริ่ง สัญญาณแห่งวิกฤตการณ์ขั้นสูงสุด!มหาเทพเฉิงหลันผุดลุกขึ้น แววตาสับสนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความดุดันและเด็ดขาดแห่งเทพสงครามทันที"เกิดเรื่องอันใดขึ้น!" เขาตวาดถามเซียนรับใช้ที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา"เรียนมหาเทพ! ผนึกที่ 'แดนหุบเหวกลืนดารา' แตกออกแล้วพ่ะย่ะค่ะ! ราชันย์อสูรบรรพกาลกำลังนำทัพทะลวงขึ้นมา มหาเทพองค์อื่นๆ ขอให้ท่านรีบนำทัพสวรรค์ไปยับยั้งด่วนที่สุด!"หุบเหวกลืนดารา... สถานที่ที่มืดมิดและเต็มไปด้วยมลพิษอสูรที่ร้ายกาจที่สุดในสามภพ!เฉิงหลันสะบัดชายเสื้อ เกราะสงครามสีเงินยวงปรากฏขึ้นทาบทับสรีระสูงใหญ่ เขากลายร่างเป็นแสงสีขาวพุ่งทะยานขึ้นสู่ห้วงเวหา หายลับไปในความมืดมิดของรัตติกาลทันที โดยทิ้งกล่องขนมที่ว่างเปล่าไว้บนโต๊ะหยก****************เช้าวันรุ่งขึ้น ณ วังหิมะโปรย"เมื่อวานข้าอาจจะเล่นผิดบทไปหน่อย วันนี้ข้าจะกลับมาเป็นตัวเองแล้ว! กำแพ







