Masukเสี่ยวเถาแทบอยากจะเอาหัวโขกต้นเหมย! ขาแพลงบ้าบออะไร ข้ากำลังเดินนวยนาดแบบกุลสตรีต่างหากเล่า!
นางสูดลมหายใจเข้าลึก ปั้นยิ้มหวานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วค่อยๆ เดิน (ที่พยายามให้ดูชดช้อย) เข้าไปในศาลา
"คารวะมหาเทพเฉิงหลัน คารวะเทพธิดาไป๋เหลียนเจ้าค่ะ" น้ำเสียงของนางถูกดัดให้เล็กและนุ่มนวลจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ "ข้า...ข้าทำขนมมาถวายเจ้าค่ะ เผื่อมหาเทพจะทานคู่กับน้ำชา"
เฉิงหลันมองท่าทางบิดไปบิดมาและน้ำเสียงที่ดัดจนผิดธรรมชาติของนางแล้วรู้สึกขนลุกพิลึก ปกตินางต้องวิ่งตึงตังเข้ามาโวยวายแล้วมิใช่หรือ? เหตุใดวันนี้ถึงทำตัวราวกับถูกผีสางเข้าสิง
เทพธิดาไป๋เหลียนปรายตามองกล่องขนมในมือเสี่ยวเถาด้วยสายตาเรียบนิ่ง ทว่าแฝงความดูแคลนอย่างปิดไม่มิด นางใช้แขนเสื้อปิดบังริมฝีปากพลางหัวเราะเบาๆ
"ที่แท้ก็เซียนรับใช้จากป่าเหมยนี่เอง...ขอบใจในความหวังดีของเจ้านะ แต่ขนมพื้นๆ เช่นนี้ คงไม่เหมาะกับกระเพาะเซียนของมหาเทพหรอก อีกอย่าง...ของหวานจำพวกนี้มีแต่จะทำให้ตบะมัวหมอง สตรีที่มหาเทพจะเลือกรับของขวัญด้วย ย่อมต้องเป็นผู้ที่เข้าใจวิถีแห่งความบริสุทธิ์เท่านั้น"
คำพูดที่ดูเหมือนจะนุ่มนวลแต่กรีดลึกไปถึงกระดูกดำ ทำเอาเสี่ยวเถาหน้าชา
นางหันไปมองเฉิงหลัน หวังลึกๆ ว่าเขาจะพูดอะไรสักคำเพื่อรักษาน้ำใจนางบ้าง ทว่ามหาเทพเพียงแค่นั่งนิ่ง ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาดุจรูปสลักน้ำแข็ง ไม่ได้แสดงท่าทีปกป้องหรือปฏิเสธคำพูดของไป๋เหลียนเลยแม้แต่น้อย สำหรับเขา... การต่อปากต่อคำของสตรีเป็นเรื่องน่ารำคาญที่เขาไม่อยากลดตัวลงไปยุ่ง
ความเงียบของเขาเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลงบนความพยายามทั้งหมดของเสี่ยวเถา
ไหล่ที่เคยตั้งตรงอย่างมั่นใจลู่ลงเล็กน้อย รอยยิ้มที่ดัดแปลงมาพังทลายลงเหลือเพียงแววตาจืดจาง เสี่ยวเถาวางกล่องขนมลงบนโต๊ะข้างๆ อย่างแผ่วเบา ไม่ได้กระแทกกระทั้นเหมือนเคย
"เทพธิดาไป๋เหลียนกล่าวถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ ธุลีท้อเช่นข้า...ช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย" เสี่ยวเถาก้มหน้านิดๆ น้ำเสียงกลับมาเป็นปกติ ทว่าแฝงความสั่นเครือบางเบา "รบกวนเวลาของพวกท่านแล้ว ข้าน้อยขอตัว"
นางไม่ได้รอคำอนุญาต ร่างเล็กหันหลังก้าวเดินออกไปจากศาลาอย่างรวดเร็ว ไม่ได้พยายามเดินนวยนาดอีกต่อไป ทิ้งไว้เพียงกล่องขนมที่ถูกลืมและบรรยากาศที่เปลี่ยนไปอย่างประหลาด
เฉิงหลันมองแผ่นหลังเล็กๆ ที่ค่อยๆ หายไปในดงหิมะ จู่ๆ เขาก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ท่าทางหงอยเหงาของนางเมื่อครู่ ช่างขัดตาเขายิ่งกว่าตอนที่นางวิ่งทำลายข้าวของเสียอีก
ไป๋เหลียนรินชาเพิ่มพลางเอ่ยยิ้มๆ "เซียนน้อยผู้นี้ช่างไม่รู้ธรรมเนียม มหาเทพ ดื่มชาเถิดเจ้าค่ะ"
เฉิงหลันยกจอกชาของไป๋เหลียนขึ้นจรดริมฝีปาก... ทว่ารสชาติของชาบัวหิมะชั้นเลิศที่เทพธิดาปรุงอย่างประณีต กลับจืดชืดและไร้ซึ่งความอบอุ่นที่สามารถเยียวยาจิตใจเขาได้... ต่างจากชาหน้าตาธรรมดาของยัยม้าดีดกะโหลกคนนั้นอย่างสิ้นเชิง
ดวงตาคมกริบเลื่อนไปมองกล่องขนมไม้หอมที่วางอยู่มุมโต๊ะอย่างเงียบงัน...
กาลเวลาล่วงเลยจนรัตติกาลมาเยือน ตำหนักเพียวเสวี่ยกงกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง เทพธิดาไป๋เหลียนลากลับไปนานแล้ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นกำยานดอกบัวจางๆ ที่เฉิงหลันสั่งให้เซียนรับใช้ปัดเป่าออกไปจนสิ้น เพราะมันทำให้เขารู้สึกอึดอัดอย่างประหลาด
มหาเทพในอาภรณ์หลวมสบายสีขาวพิสุทธิ์ ทรุดตัวลงนั่งเบื้องหน้าโต๊ะหยกตัวเดิม นัยน์ตาสีรัตติกาลจดจ้องไปยัง 'กล่องไม้หอม' ที่ถูกทิ้งไว้มุมโต๊ะ
‘ธุลีท้อเช่นข้า... ช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย’
น้ำเสียงสั่นเครือและแววตาหงอยเหงาของสตรีม้าดีดกะโหลกผู้นั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัว เฉิงหลันขมวดคิ้ว มือหนาเอื้อมไปเปิดฝากล่องไม้นั้นออกอย่างเงียบเชียบ
ภายในปรากฏ 'ขนมกุยช่ายสวรรค์ไส้กลีบท้อ' ที่ถูกปั้นเป็นรูปดอกท้อสีชมพูอ่อนอย่างประณีตบรรจง แม้รูปร่างหน้าตาจะดูขัดแย้งกันแปลกๆ ตามนิสัยคนทำ ทว่ากลิ่นหอมหวานที่ลอยแตะจมูกกลับกระตุ้นความรู้สึกบางอย่างในอกให้สั่นไหว
ด้วยความพลั้งเผลอ หรืออาจเพราะความปรารถนาลึกๆ ที่ซ่อนเร้น มหาเทพผู้ตัดขาดกิเลสและปฏิเสธของหวานมาทั้งชีวิต กลับหยิบขนมชิ้นเล็กนั้นขึ้นจรดริมฝีปาก...และกัดลงไป
สัมผัสแรกคือความนุ่มละมุน ตามด้วยรสหวานอมเปรี้ยวที่ตัดกับความกลมกล่อมอย่างลงตัว ทว่าสิ่งที่ทำให้มหาเทพเบิกตากว้างหาใช่รสชาติ แต่เป็นความอบอุ่นขุมหนึ่งที่ไหลเวียนเข้าสู่จุดตันเถียน มันชำระล้างความตึงเครียดและเยียวยาแกนเซียนที่หนาวเหน็บของเขาให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
เฉิงหลันเผลอกินขนมชิ้นที่สอง และชิ้นที่สามจนหมดกล่องโดยไม่รู้ตัว
เมื่อดวงจันทร์ลอยเด่นเหนือยอดเขาเหมยสวรรค์ บรรยากาศในตำหนักเพียวเสวี่ยกงก็กลับมาหนาวเหน็บและหนักอึ้งอีกครั้ง พิษอสูรฝันกลืนจิตที่ถูกระงับไว้ในตอนกลางวัน เริ่มปะทุขึ้นมาตามวัฏจักรของมันเสี่ยวเถาในชุดสีชมพูตัวเก่งที่ซักจนสะอาดสะอ้าน ก้าวเดินเข้ามาในห้องบรรทมอย่างเงียบเชียบ นางลอบมองใบหน้าหล่อเหลาของมหาเทพเฉิงหลันที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงหยก คิ้วเข้มของเขาขมวดแน่น เหงื่อเย็นเยียบผุดซึมเต็มหน้าผาก เส้นเลือดสีดำเริ่มลามขึ้นมาตามลำคออีกครั้ง"กลางวันหน้าตึงใส่ข้า กลางคืนกลับมานอนหมดสภาพ ท่านนี่มันภาระของธุลีท้อจริงๆ เลยนะเจ้าคะ" นางพึมพำเบาๆ พลางถอนหายใจแม้ปากจะบ่น แต่มือน้อยๆ กลับเอื้อมไปหยิบผ้าชุบน้ำอุ่นมาซับหน้าให้เขาอย่างเบามือ ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วของนางสัมผัสโดนผิวแก้มที่เย็นเฉียบ ร่างสูงใหญ่ก็กระตุกเกร็ง พลังเวทสีดำเริ่มแผ่ซ่านออกมาจนอากาศในห้องบิดเบี้ยว"เวลาหมดแล้วสินะ..." เสี่ยวเถากลืนน้ำลาย รวบรวมความกล้าแล้วปีนขึ้นไปบนเตียงหยกนางพยายามขยับแขนขวาที่ยังคงปวดหนึบจากรอยอักขระเส้นแรกอย่างระมัดระวัง สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกพลังจากหัวใจบรรพกาล ทาบสองมือลงบนแผ่นอกกว้าง แล้วร่ายอาค
แสงอรุณแรกแห่งวันใหม่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างตำหนักเพียวเสวี่ยกง กระทบเปลือกตาของบุรุษผู้หลับใหลมหาเทพเฉิงหลันค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เขาสัมผัสได้คือความเบาสบายในจุดตันเถียน ความเจ็บปวดเจียนตายจากพิษอสูรฝันบรรพกาลเมื่อคืนมลายหายไปกว่าครึ่ง ทว่าสิ่งที่หลงเหลืออยู่กลับเป็น 'รสหวาน' จางๆ ที่ติดอยู่ที่ปลายลิ้น และความรู้สึกโหยหาบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ในอกเขายันตัวลุกขึ้นนั่ง พลันสายตาก็ปะทะเข้ากับร่างเล็กๆ ในชุดสีชมพูที่นอนฟุบสลบไสลอยู่ข้างเตียงหยก"เสี่ยวเถา?"เฉิงหลันขมวดคิ้วมุ่น ยัยม้าดีดกะโหลกผู้นี้เข้ามาในห้องบรรทมของเขาตั้งแต่เมื่อใด? ทว่าเมื่อเพ่งมองชัดๆ เขากลับต้องชะงัก ใบหน้าจิ้มลิ้มที่เคยกวนประสาทเขาบัดนี้ซีดเผือด เหงื่อเม็ดเล็กผุดซึมตามกรอบหน้า แต่ที่สะดุดตาที่สุดคือ ริมฝีปากอวบอิ่มของนาง มันทั้งแดงช้ำและเจ่อบวม ราวกับเพิ่งถูกบดขยี้มาอย่างหนักหน่วง!หัวใจของเกล็ดหิมะผู้สูงส่งกระตุกวูบอย่างประหลาด เขาเอื้อมมือหมายจะปลุกนาง ทว่าเสียงฝีเท้าของเซียนรับใช้และเทพโอสถก็ดังขึ้นเสียก่อน"มหาเทพ! ทรงฟื้นแล้ว!" เซียนรับใช้รีบกรูเข้ามาพร้อมกับถาดหยกที่มีถ้วยยาโอสถควันฉุยสองถ้วย"เกิดอะไร
"มหาเทพ! ท่านอยู่ที่ใด!" นางตะโกนฝ่าพายุ ทว่าเสียงกลับกลืนหายไปในอากาศทันใดนั้นเอง เงาร่างสูงใหญ่ก็พุ่งทะยานลงมาจากกิ่งเหมยบรรพกาล ความเร็วนั้นเหนือชั้นจนเสี่ยวเถาตั้งตัวไม่ติด ร่างบอบบางของนางถูกกระชากอย่างแรงจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่!"อ๊ะ!"นางครางด้วยความจุก ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้น สองตาก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงบุรุษที่ตรึงร่างนางไว้กับต้นไม้คือ เฉิงหลัน ทว่าเขาไม่ใช่เทพสงครามผู้เคร่งขรึมเจ้าระเบียบอีกต่อไป อาภรณ์สีขาวหลุดลุ่ยเผยให้เห็นแผงอกแกร่ง เส้นผมสีดำสนิทสยายไปตามสายลม ดวงตาคมกริบที่เคยเย็นชาบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำดุจสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่งเขาหอบหายใจหนักหน่วง โน้มใบหน้าลงมาซุกไซ้ที่ซอกคอขาวผ่องของนางทันที!"ดะ...เดี๋ยว! มหาเทพ! นี่ข้าเอง เสี่ยวเถา!" นางพยายามใช้สองมือเล็กๆ ดันแผงอกเขาออก แต่อีกฝ่ายกลับแข็งแกร่งดั่งภูผาหินเฉิงหลันไม่ฟังเสียงประท้วงใดๆ พิษอสูรฝันได้ทำลายสติสัมปชัญญะและกำแพงน้ำแข็งในใจเขาจนหมดสิ้น เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบเถื่อนและความปรารถนาลึกล้ำ จมูกโด่งสันสูดดมกลิ่นหอมหวานของดอกท้อที่แผ่ออกมาจากกายเนื้อของนางราวกับคนเสพติด"หอมเหลือเกิ
เสียงทรงอำนาจและแหบพร่าดังก้องมาจากหน้าประตู เหล่าเทพชั้นสูงต่างแหวกทางและคุกเข่าลงทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง เมื่อร่างของท่านย่าเทพมารดรจินหมู่ มารดาแห่งเทพชั้นฟ้าก้าวเดินเข้ามาท่านย่าจินหมู่คือเทพสตรีที่อาวุโสที่สุดในสวรรค์ แม้เส้นผมจะขาวโพลน แต่ดวงตากลับเฉียบคมและทรงพลัง นางเดินตรงไปที่เตียงหยก ปรายตามองรอยอักขระพิษบนร่างเฉิงหลันเพียงแวบเดียว ก่อนจะพยักหน้า"เทพโอสถพูดถูก พิษนี้ไม่มียาถอน" ท่านย่าจินหมู่เอ่ยเสียงเรียบ "แต่มิใช่ว่าจะไม่มี 'ผู้รักษาสมดุล' ที่สามารถชำระล้างมันได้""ผู้รักษาสมดุลหรือพ่ะย่ะค่ะ? ใครกันที่มีตบะแก่กล้าพอจะรับพิษบรรพกาลแทนมหาเทพได้โดยไม่ตายเสียก่อน?" เทพโอสถถามอย่างตื่นเต้นท่านย่าจินหมู่ไม่ตอบคำถามนั้น ทว่าสายตาเฉียบคมของนางกลับตวัดวูบฝ่าฝูงชน ไปหยุดอยู่ที่มุมห้อง... ตรงที่สตรีร่างเล็กในชุดสีชมพูเปื้อนเลือดดำกำลังยืนกอดอสูรดอกท้อตัวสั่นงันงกอยู่"เสี่ยวเถา...ก้าวออกมานี่"เสี่ยวเถาสะดุ้งเฮือก นางชี้หน้าตัวเองอย่างงงๆ "ขะ... ข้าหรือเจ้าคะท่านย่า?""ใช่ เจ้าคือกุญแจเพียงดอกเดียว" ท่านย่าจินหมู่ประกาศก้องด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "เทพธิดาจากสวนท้อผู้นี้ มีแกนเซีย
ร่างของราชันย์อสูรพองออกและระเบิดตูม กลายเป็นเข็มหมอกสีดำสนิทนับพันเล่ม พุ่งทะลวงฝ่ากำแพงน้ำแข็งของเฉิงหลันเข้ามาทุกทิศทาง มันคือ 'พิษอสูรฝันกลืนจิต' คำสาปบรรพกาลที่ไร้ซึ่งยารักษา!เฉิงหลันตวัดกระบี่ปัดป้องด้วยความเร็วสูงสุด ทว่ามีเข็มหมอกเพียงเล่มเดียวที่รอดพ้นคมกระบี่...มันพุ่งเสียบเข้าที่หัวไหล่ขวาของเขาอย่างจัง!ฉึก!"อึก!" เฉิงหลันกัดฟันกรอด คิ้วเข้มกระตุกเข้าหากัน พิษร้ายนั้นไม่ได้สร้างบาดแผลทางกาย แต่มันแทรกซึมผ่านเกราะเงิน ทะลวงเข้าสู่เส้นชีพจรและแกนเซียนโดยตรง ความเจ็บปวดราวกับถูกไฟนรกแผดเผาแล่นปราดไปทั่วร่างแม้จะถูกพิษ แต่มหาเทพสงครามหาได้ทรุดลงไม่ เขากัดข่มความเจ็บปวด รวบรวมตบะเฮือกสุดท้ายฟาดฟันกระบี่หานเหมย ปลดปล่อยพลัง 'ศูนย์องศาสัมบูรณ์' แช่แข็งรอยแยกมิติและปิดผนึกแดนกลืนดาราได้อย่างสมบูรณ์แบบเมื่อการศึกสงบลง แสงอรุณแรกเริ่มสาดส่องลงมา ทว่าร่างสูงสง่าที่ยืนตระหง่านอยู่บนกองซากศพอสูรกลับโซเซเล็กน้อยเฉิงหลันใช้กระบี่ยันพื้นดินไว้เพื่อพยุงตัว เขากระอักโลหิตสีดำสนิทออกมาคำโต หยดเลือดเปื้อนอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์จนดูน่ากลัว พิษอสูรฝันเริ่มกัดกินสติสัมปชัญญะของเขาอย่างบ้าคลั่ง
เขามองปลายนิ้วตัวเองด้วยความสับสน...เหตุใดสัมผัสจากธุลีท้อนางนี้ ถึงมีอิทธิพลต่อจิตวิญญาณของเขาถึงเพียงนี้ทว่ายังไม่ทันที่มหาเทพจะได้หาคำตอบให้หัวใจตนเอง ท้องฟ้าเหนือตำหนักเพียวเสวี่ยกงพลันปรากฏแสงสีชาดสาดส่อง ระฆังสวรรค์ดังกังวานสิบสองกริ่ง สัญญาณแห่งวิกฤตการณ์ขั้นสูงสุด!มหาเทพเฉิงหลันผุดลุกขึ้น แววตาสับสนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความดุดันและเด็ดขาดแห่งเทพสงครามทันที"เกิดเรื่องอันใดขึ้น!" เขาตวาดถามเซียนรับใช้ที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา"เรียนมหาเทพ! ผนึกที่ 'แดนหุบเหวกลืนดารา' แตกออกแล้วพ่ะย่ะค่ะ! ราชันย์อสูรบรรพกาลกำลังนำทัพทะลวงขึ้นมา มหาเทพองค์อื่นๆ ขอให้ท่านรีบนำทัพสวรรค์ไปยับยั้งด่วนที่สุด!"หุบเหวกลืนดารา... สถานที่ที่มืดมิดและเต็มไปด้วยมลพิษอสูรที่ร้ายกาจที่สุดในสามภพ!เฉิงหลันสะบัดชายเสื้อ เกราะสงครามสีเงินยวงปรากฏขึ้นทาบทับสรีระสูงใหญ่ เขากลายร่างเป็นแสงสีขาวพุ่งทะยานขึ้นสู่ห้วงเวหา หายลับไปในความมืดมิดของรัตติกาลทันที โดยทิ้งกล่องขนมที่ว่างเปล่าไว้บนโต๊ะหยก****************เช้าวันรุ่งขึ้น ณ วังหิมะโปรย"เมื่อวานข้าอาจจะเล่นผิดบทไปหน่อย วันนี้ข้าจะกลับมาเป็นตัวเองแล้ว! กำแพ







