Masuk‘เจ้ามันก็แค่เศษธุลีท้อที่ล่องลอยมาตกผิดที่...’ คำพูดดูแคลนและสายตาเย็นเยียบของมหาเทพเฉิงหลันยังคงดังก้องอยู่ในหัว คอยเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่กระตุ้นให้นางขยันขันแข็งผิดหูผิดตา
"คอยดูเถอะ...ถ้าข้าสอบผ่าน ได้สวมอาภรณ์เทพชั้นสูงเมื่อไหร่ ข้าจะเดินไปเชิดหน้าใส่เขากลางตำหนักเพียวเสวี่ยกงเลย! ให้รู้เสียบ้างว่าธุลีท้ออย่างข้าก็มีดี!" นางพึมพำกับตัวเองพลางฝนหมึกอย่างเอาเป็นเอาตาย
“เอาล่ะ เหล่าเซียนน้อยทั้งหลาย หยุดมือได้” เสียงแหบพร่าทว่าทรงพลังของท่านเฒ่าจันทรา ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ประจำคลาสวิชาชะตาฟ้าดินดังขึ้น ทุกสรรพเสียงในลานศึกษาเงียบกริบลงทันที
ท่านเฒ่าจันทราลูบเคราสีขาวผ่องพลางกวาดสายตามองลูกศิษย์ “การจะเลื่อนขั้นเป็นเทพชั้นสูงได้นั้น ลำพังแค่ท่องตำราและมีตบะแก่กล้าย่อมไม่เพียงพอ พวกเจ้าทุกคนล้วนต้องเผชิญกับ ‘ด่านเคราะห์’ เพื่อทดสอบจิตวิญญาณเสียก่อน”
เซียนน้อยหลายคนเริ่มหน้าซีด เพราะด่านเคราะห์ของแต่ละคนนั้นยากง่ายต่างกันไป บางคนต้องลงไปเกิดเป็นมนุษย์เพื่อลิ้มรสความทุกข์ บางคนต้องไปปราบอสูรร้ายที่ชายแดน
“วันนี้ ข้าจะเปิด ‘ศิลาลิขิตชะตา’ เพื่อเผยด่านเคราะห์ของพวกเจ้า จงก้าวออกมารับป้ายหยกของตนทีละคน”
เมื่อถึงคิวของเสี่ยวเถา นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยืดตัวตรงแล้วก้าวออกไปรับป้ายหยกด้วยความมั่นใจ นางมีพลังหัวใจบรรพกาลซ่อนอยู่ ต่อให้ด่านเคราะห์คือการปราบมังกรเพลิง นางก็คิดว่าตัวเองสู้ไหว!
เสี่ยวเถารับป้ายหยกสีขาวบริสุทธิ์มาไว้ในมือ ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส แสงสีทองก็สว่างวาบขึ้น ปรากฏเป็นตัวอักษรลอยอยู่กลางอากาศให้ทุกคนในลานได้เห็นประจักษ์แก่สายตา
ทว่าข้อความนั้น...กลับทำให้นางเบิกตากว้างจนแทบถลน
[ ด่านเคราะห์ของเทพธิดาเสี่ยวเถา : ทลายกำแพงน้ำแข็งในใจมหาเทพสงครามเฉิงหลัน ]
“ฮะ!!!” เสี่ยวเถาอุทานเสียงหลง แทบจะโยนป้ายหยกทิ้งราวกับมันเป็นถ่านร้อนๆ “ทะ...ท่านอาจารย์! ศิลาลิขิตชะตานี่เสียแล้วแน่ๆ เจ้าค่ะ! เหตุใดด่านเคราะห์ของข้าถึงเป็นชื่อของตาน้ำแข็งเดินได้... เอ้ย! มหาเทพเฉิงหลันไปได้เล่าเจ้าคะ!”
ทั้งลานศึกษาฮือฮากันขนานใหญ่ ไม่มีใครเคยเห็นด่านเคราะห์ที่เจาะจงตัวบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ระดับมหาเทพสงครามมาก่อน
ท่านเฒ่าจันทรายิ้มบางๆ แววตาแฝงความนัยลึกซึ้ง “ศิลาลิขิตชะตาไม่เคยผิดพลาด เสี่ยวเถา... ด่านเคราะห์ของเจ้า ไม่ใช่การใช้กำลังหักหาญ แต่คือ ‘ด่านเคราะห์หัวใจ’ มหาเทพเฉิงหลันคือบุรุษผู้ตัดขาดจากกิเลสทั้งปวง หากเจ้าสามารถทำให้หัวใจที่ด้านชาดุจเกล็ดหิมะของเขาสั่นคลอน หรือยอมรับในตัวเจ้าได้... เจ้าจึงจะผ่านด่านและเลื่อนขั้นเป็นเทพชั้นสูง”
เสี่ยวเถ่าอ้าปากค้าง รู้สึกเหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมากลางกบาล
ให้นางไปสู้กับมารฟ้ายังง่ายเสียกว่า! มหาเทพหน้าตายผู้นั้น แค่เห็นหน้านางยังสะบัดชายเสื้อหนี แล้วนางจะเอาปัญญาที่ไหนไปทลายกำแพงน้ำแข็งในใจเขาได้?
นี่มันภารกิจฆ่าตัวตายชัดๆ!
หลังจากรับป้ายหยกแห่งด่านเคราะห์มา เสี่ยวเถาก็เดินคอตกกลับมาที่ชายป่าเหมย ร่างเล็กบอบบางทิ้งตัวลงนั่งใต้ต้นท้อคู่ใจอย่างหมดอาลัยตายอยาก
"ให้ข้าไปทลายกำแพงน้ำแข็งในใจมหาเทพเฉิงหลันเนี่ยนะ? ท่านเฒ่าจันทราคงอยากให้ข้าโดนแช่แข็งกลายเป็นน้ำแข็งไสรสท้อแน่ๆ..."
นางถอนหายใจเฮือกใหญ่ นางเป็นเพียงเทพธิดาที่เกิดจากผลท้อ ไม่มีอาวุธวิเศษ ไม่มีตบะสะเทือนฟ้าดิน อย่างน้อยนางก็เชื่อเช่นนั้น มีแค่ความหน้าด้านหน้าทนกับวิชาทำขนมที่พอจะเอาตัวรอดได้
"เอาวะ! ในเมื่อเป็นด่านเคราะห์ ต่อให้ต้องบุกถ้ำเสือหรือปีนเตียงมหาเทพ ข้าก็ต้องทำให้เขายอมรับข้าให้ได้!"
เสี่ยวเถาลุกขึ้นยืนอย่างมุ่งมั่น นางเริ่มแผนการขั้นแรกด้วยการเข้าครัวสวรรค์ เคี่ยว 'ชาอุ่นกลีบท้อผสมน้ำผึ้ง' อย่างตั้งใจ นางไม่รู้หรอกว่ากลิ่นหอมหวานที่ลอยกรุ่นออกมานั้น แฝงไปด้วยเศษเสี้ยวพลังของ 'หัวใจบรรพกาล' ที่ช่วยเยียวยาจิตวิญญาณได้ นางคิดแค่ว่า... ของหวานๆ น่าจะทำให้น้ำแข็งละลายได้บ้างแหละมั้ง!
ณ วังหิมะโปรย
มหาเทพเฉิงหลันกำลังนั่งหลับตาเดินลมปราณอยู่กลางลานหิมะ บรรยากาศรอบกายเยือกเย็นและศักดิ์สิทธิ์ ทว่าจู่ๆ คิ้วเข้มก็ต้องขมวดเข้าหากันเมื่อสัมผัสได้ถึง 'สิ่งแปลกปลอม' ที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เขตอาคมของเขา
"ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ ว่าห้ามเจ้าเหยียบเข้ามาในตำหนักของข้าอีก" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทั้งที่ยังไม่ลืมตา
เมื่อดวงจันทร์ลอยเด่นเหนือยอดเขาเหมยสวรรค์ บรรยากาศในตำหนักเพียวเสวี่ยกงก็กลับมาหนาวเหน็บและหนักอึ้งอีกครั้ง พิษอสูรฝันกลืนจิตที่ถูกระงับไว้ในตอนกลางวัน เริ่มปะทุขึ้นมาตามวัฏจักรของมันเสี่ยวเถาในชุดสีชมพูตัวเก่งที่ซักจนสะอาดสะอ้าน ก้าวเดินเข้ามาในห้องบรรทมอย่างเงียบเชียบ นางลอบมองใบหน้าหล่อเหลาของมหาเทพเฉิงหลันที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงหยก คิ้วเข้มของเขาขมวดแน่น เหงื่อเย็นเยียบผุดซึมเต็มหน้าผาก เส้นเลือดสีดำเริ่มลามขึ้นมาตามลำคออีกครั้ง"กลางวันหน้าตึงใส่ข้า กลางคืนกลับมานอนหมดสภาพ ท่านนี่มันภาระของธุลีท้อจริงๆ เลยนะเจ้าคะ" นางพึมพำเบาๆ พลางถอนหายใจแม้ปากจะบ่น แต่มือน้อยๆ กลับเอื้อมไปหยิบผ้าชุบน้ำอุ่นมาซับหน้าให้เขาอย่างเบามือ ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วของนางสัมผัสโดนผิวแก้มที่เย็นเฉียบ ร่างสูงใหญ่ก็กระตุกเกร็ง พลังเวทสีดำเริ่มแผ่ซ่านออกมาจนอากาศในห้องบิดเบี้ยว"เวลาหมดแล้วสินะ..." เสี่ยวเถากลืนน้ำลาย รวบรวมความกล้าแล้วปีนขึ้นไปบนเตียงหยกนางพยายามขยับแขนขวาที่ยังคงปวดหนึบจากรอยอักขระเส้นแรกอย่างระมัดระวัง สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกพลังจากหัวใจบรรพกาล ทาบสองมือลงบนแผ่นอกกว้าง แล้วร่ายอาค
แสงอรุณแรกแห่งวันใหม่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างตำหนักเพียวเสวี่ยกง กระทบเปลือกตาของบุรุษผู้หลับใหลมหาเทพเฉิงหลันค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เขาสัมผัสได้คือความเบาสบายในจุดตันเถียน ความเจ็บปวดเจียนตายจากพิษอสูรฝันบรรพกาลเมื่อคืนมลายหายไปกว่าครึ่ง ทว่าสิ่งที่หลงเหลืออยู่กลับเป็น 'รสหวาน' จางๆ ที่ติดอยู่ที่ปลายลิ้น และความรู้สึกโหยหาบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ในอกเขายันตัวลุกขึ้นนั่ง พลันสายตาก็ปะทะเข้ากับร่างเล็กๆ ในชุดสีชมพูที่นอนฟุบสลบไสลอยู่ข้างเตียงหยก"เสี่ยวเถา?"เฉิงหลันขมวดคิ้วมุ่น ยัยม้าดีดกะโหลกผู้นี้เข้ามาในห้องบรรทมของเขาตั้งแต่เมื่อใด? ทว่าเมื่อเพ่งมองชัดๆ เขากลับต้องชะงัก ใบหน้าจิ้มลิ้มที่เคยกวนประสาทเขาบัดนี้ซีดเผือด เหงื่อเม็ดเล็กผุดซึมตามกรอบหน้า แต่ที่สะดุดตาที่สุดคือ ริมฝีปากอวบอิ่มของนาง มันทั้งแดงช้ำและเจ่อบวม ราวกับเพิ่งถูกบดขยี้มาอย่างหนักหน่วง!หัวใจของเกล็ดหิมะผู้สูงส่งกระตุกวูบอย่างประหลาด เขาเอื้อมมือหมายจะปลุกนาง ทว่าเสียงฝีเท้าของเซียนรับใช้และเทพโอสถก็ดังขึ้นเสียก่อน"มหาเทพ! ทรงฟื้นแล้ว!" เซียนรับใช้รีบกรูเข้ามาพร้อมกับถาดหยกที่มีถ้วยยาโอสถควันฉุยสองถ้วย"เกิดอะไร
"มหาเทพ! ท่านอยู่ที่ใด!" นางตะโกนฝ่าพายุ ทว่าเสียงกลับกลืนหายไปในอากาศทันใดนั้นเอง เงาร่างสูงใหญ่ก็พุ่งทะยานลงมาจากกิ่งเหมยบรรพกาล ความเร็วนั้นเหนือชั้นจนเสี่ยวเถาตั้งตัวไม่ติด ร่างบอบบางของนางถูกกระชากอย่างแรงจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่!"อ๊ะ!"นางครางด้วยความจุก ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้น สองตาก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงบุรุษที่ตรึงร่างนางไว้กับต้นไม้คือ เฉิงหลัน ทว่าเขาไม่ใช่เทพสงครามผู้เคร่งขรึมเจ้าระเบียบอีกต่อไป อาภรณ์สีขาวหลุดลุ่ยเผยให้เห็นแผงอกแกร่ง เส้นผมสีดำสนิทสยายไปตามสายลม ดวงตาคมกริบที่เคยเย็นชาบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำดุจสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่งเขาหอบหายใจหนักหน่วง โน้มใบหน้าลงมาซุกไซ้ที่ซอกคอขาวผ่องของนางทันที!"ดะ...เดี๋ยว! มหาเทพ! นี่ข้าเอง เสี่ยวเถา!" นางพยายามใช้สองมือเล็กๆ ดันแผงอกเขาออก แต่อีกฝ่ายกลับแข็งแกร่งดั่งภูผาหินเฉิงหลันไม่ฟังเสียงประท้วงใดๆ พิษอสูรฝันได้ทำลายสติสัมปชัญญะและกำแพงน้ำแข็งในใจเขาจนหมดสิ้น เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบเถื่อนและความปรารถนาลึกล้ำ จมูกโด่งสันสูดดมกลิ่นหอมหวานของดอกท้อที่แผ่ออกมาจากกายเนื้อของนางราวกับคนเสพติด"หอมเหลือเกิ
เสียงทรงอำนาจและแหบพร่าดังก้องมาจากหน้าประตู เหล่าเทพชั้นสูงต่างแหวกทางและคุกเข่าลงทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง เมื่อร่างของท่านย่าเทพมารดรจินหมู่ มารดาแห่งเทพชั้นฟ้าก้าวเดินเข้ามาท่านย่าจินหมู่คือเทพสตรีที่อาวุโสที่สุดในสวรรค์ แม้เส้นผมจะขาวโพลน แต่ดวงตากลับเฉียบคมและทรงพลัง นางเดินตรงไปที่เตียงหยก ปรายตามองรอยอักขระพิษบนร่างเฉิงหลันเพียงแวบเดียว ก่อนจะพยักหน้า"เทพโอสถพูดถูก พิษนี้ไม่มียาถอน" ท่านย่าจินหมู่เอ่ยเสียงเรียบ "แต่มิใช่ว่าจะไม่มี 'ผู้รักษาสมดุล' ที่สามารถชำระล้างมันได้""ผู้รักษาสมดุลหรือพ่ะย่ะค่ะ? ใครกันที่มีตบะแก่กล้าพอจะรับพิษบรรพกาลแทนมหาเทพได้โดยไม่ตายเสียก่อน?" เทพโอสถถามอย่างตื่นเต้นท่านย่าจินหมู่ไม่ตอบคำถามนั้น ทว่าสายตาเฉียบคมของนางกลับตวัดวูบฝ่าฝูงชน ไปหยุดอยู่ที่มุมห้อง... ตรงที่สตรีร่างเล็กในชุดสีชมพูเปื้อนเลือดดำกำลังยืนกอดอสูรดอกท้อตัวสั่นงันงกอยู่"เสี่ยวเถา...ก้าวออกมานี่"เสี่ยวเถาสะดุ้งเฮือก นางชี้หน้าตัวเองอย่างงงๆ "ขะ... ข้าหรือเจ้าคะท่านย่า?""ใช่ เจ้าคือกุญแจเพียงดอกเดียว" ท่านย่าจินหมู่ประกาศก้องด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "เทพธิดาจากสวนท้อผู้นี้ มีแกนเซีย
ร่างของราชันย์อสูรพองออกและระเบิดตูม กลายเป็นเข็มหมอกสีดำสนิทนับพันเล่ม พุ่งทะลวงฝ่ากำแพงน้ำแข็งของเฉิงหลันเข้ามาทุกทิศทาง มันคือ 'พิษอสูรฝันกลืนจิต' คำสาปบรรพกาลที่ไร้ซึ่งยารักษา!เฉิงหลันตวัดกระบี่ปัดป้องด้วยความเร็วสูงสุด ทว่ามีเข็มหมอกเพียงเล่มเดียวที่รอดพ้นคมกระบี่...มันพุ่งเสียบเข้าที่หัวไหล่ขวาของเขาอย่างจัง!ฉึก!"อึก!" เฉิงหลันกัดฟันกรอด คิ้วเข้มกระตุกเข้าหากัน พิษร้ายนั้นไม่ได้สร้างบาดแผลทางกาย แต่มันแทรกซึมผ่านเกราะเงิน ทะลวงเข้าสู่เส้นชีพจรและแกนเซียนโดยตรง ความเจ็บปวดราวกับถูกไฟนรกแผดเผาแล่นปราดไปทั่วร่างแม้จะถูกพิษ แต่มหาเทพสงครามหาได้ทรุดลงไม่ เขากัดข่มความเจ็บปวด รวบรวมตบะเฮือกสุดท้ายฟาดฟันกระบี่หานเหมย ปลดปล่อยพลัง 'ศูนย์องศาสัมบูรณ์' แช่แข็งรอยแยกมิติและปิดผนึกแดนกลืนดาราได้อย่างสมบูรณ์แบบเมื่อการศึกสงบลง แสงอรุณแรกเริ่มสาดส่องลงมา ทว่าร่างสูงสง่าที่ยืนตระหง่านอยู่บนกองซากศพอสูรกลับโซเซเล็กน้อยเฉิงหลันใช้กระบี่ยันพื้นดินไว้เพื่อพยุงตัว เขากระอักโลหิตสีดำสนิทออกมาคำโต หยดเลือดเปื้อนอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์จนดูน่ากลัว พิษอสูรฝันเริ่มกัดกินสติสัมปชัญญะของเขาอย่างบ้าคลั่ง
เขามองปลายนิ้วตัวเองด้วยความสับสน...เหตุใดสัมผัสจากธุลีท้อนางนี้ ถึงมีอิทธิพลต่อจิตวิญญาณของเขาถึงเพียงนี้ทว่ายังไม่ทันที่มหาเทพจะได้หาคำตอบให้หัวใจตนเอง ท้องฟ้าเหนือตำหนักเพียวเสวี่ยกงพลันปรากฏแสงสีชาดสาดส่อง ระฆังสวรรค์ดังกังวานสิบสองกริ่ง สัญญาณแห่งวิกฤตการณ์ขั้นสูงสุด!มหาเทพเฉิงหลันผุดลุกขึ้น แววตาสับสนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความดุดันและเด็ดขาดแห่งเทพสงครามทันที"เกิดเรื่องอันใดขึ้น!" เขาตวาดถามเซียนรับใช้ที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา"เรียนมหาเทพ! ผนึกที่ 'แดนหุบเหวกลืนดารา' แตกออกแล้วพ่ะย่ะค่ะ! ราชันย์อสูรบรรพกาลกำลังนำทัพทะลวงขึ้นมา มหาเทพองค์อื่นๆ ขอให้ท่านรีบนำทัพสวรรค์ไปยับยั้งด่วนที่สุด!"หุบเหวกลืนดารา... สถานที่ที่มืดมิดและเต็มไปด้วยมลพิษอสูรที่ร้ายกาจที่สุดในสามภพ!เฉิงหลันสะบัดชายเสื้อ เกราะสงครามสีเงินยวงปรากฏขึ้นทาบทับสรีระสูงใหญ่ เขากลายร่างเป็นแสงสีขาวพุ่งทะยานขึ้นสู่ห้วงเวหา หายลับไปในความมืดมิดของรัตติกาลทันที โดยทิ้งกล่องขนมที่ว่างเปล่าไว้บนโต๊ะหยก****************เช้าวันรุ่งขึ้น ณ วังหิมะโปรย"เมื่อวานข้าอาจจะเล่นผิดบทไปหน่อย วันนี้ข้าจะกลับมาเป็นตัวเองแล้ว! กำแพ







