LOGIN"หย่งเล่อ เจ้าอยากสังหารข้าหรือ..."
"เอายาถอนพิษมา ไม่งั้นข้าจะสังหารเจ้า!!!"
"เช่นนั้นก็สังหารข้าเถิดเพราะข้าไม่มีวันปล่อยเจ้าไปให้ผู้ใด หย่งเล่อเจ้าคือของข้าต่อให้ข้าตายไปเจ้าก็ไม่อาจหนีข้าได้พ้น"
"เจ้า!!!"
"ข้าสะสั่งให้คนบังคับเจ้าเสพสมกับศพของข้าท่อนเอ็นของข้าจะสอดใส่เข้าไปในรูสวาทของเจ้านับครั้งไม่ถ้วนจนกว่าร่างของข้าจะเน่าและใช้งานไม่ได้ หลังจากนั้นเจ้าจะถูกฝังร่วมกับร่างไร้วิญญาณของข้าในสุสานหลวงหย่งเล่อเราทั้งคู่จะเคียงข้างกันตลอดไป ดีหรือไม่.."
เฮือก!!!!
เฉินหย่งเล่อสะดุ้งลืมตาตื่นขึ้นจากฝันร้ายใบหน้าของนางตอนนี้ตื่นกลัว นางฝัน ฝันถึงเรื่องราวในอดีตอีกแล้วเรื่องราวในความฝันเกิดขึ้นตอนที่นางมาอยู่ในร่างของเฉินหย่งเล่อและได้รับรู้ว่าตัวเองถูกวางยาพิษเพราะความโมโหและอยากมีชีวิตของนางจึงตัดสินใจใช้มีดสั้นจ่อที่ลำคอขององค์รัชทายาทเพื่อข่มขู่ให้เขามอบยาถอนพิษให้นาง แต่เขากลับไม่ได้มีท่าทีเกรงกลัวแต่อย่างใดราวกับคนที่ยินยอมที่จะตายแต่ไม่ยินยอมปล่อยนางไป
ในวันนั้นเฉินหย่งเล่อตระหนักได้ว่า นางไม่มีทางได้ยาถอนพิษจากคนตรงหน้ายกเว้นเสียแต่ว่าจะแต่งเป็นชายารองของเขา เพราะเป็นเช่นนี้หลังจากวันนั้นนางจึงเลือกที่ตายมากกว่าเป็นสตรีของสวะนั่น
องค์รัชทายาทลุ่มหลงในตัวของเฉินหย่งเล่อจนกลายเป็นความรักที่บิดเบี้ยว...
"เห้อออ"
เฉินหย่งเล่อถอนหายใจออกมานางพยายามสงบจิตใจพลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ พบว่าตอนนี้นางกำลังนอนอยู่ในกระโจม คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันแววตาเต็มไปด้วยความสงสัย นางไม่ใช่ว่านั่งอยู่บนหลังม้ากับเฉินเทียนอี้หรือ
"ข้าเผลอหลับไปสินะ"
"เจ้าตื่นแล้วหรือ"
ใครจะคิดว่าคนที่ข้าไม่อยากพบมากที่สุดกำลังเดินเข้ามาในกระโจมของข้าตอนนี้ ดวงตาคู่สวยของนางจ้องมองสำรวจเฉินเทียนอี้ที่กำลังเดินเข้ามาหานางด้วยความสงสัย
"เหตุใดถึงแต่งตัวเช่นนี้ เจ้าจะไปไหนหรือ"
เหตุที่ต้องถามออกไปเช่นนั้นเพราะคนตรงหน้าแต่งกายสวมชุดดำพรางตัวราวกับมือสังหารที่นางพบก่อนหน้า
"ข้าจะรีบกลับมา"
เฉินเทียนอี้เลือกที่จะไม่ตอบคำถาม จ้องมองสตรีหน้าตางดงามตรงหน้ากลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคยโชยมาจากตัวของนางทำให้เขายกยิ้มพอใจ
"อย่าออกไปนอกกระโจมหากไม่จำเป็น"
"เจ้าจะไปนานหรือ"
"อืม ข้าจะให้อาถิงอยู่คอยรับใช้เจ้าที่นี่หากอยากได้อะไรให้บอกแก่นาง"
เฉินหย่งเล่อมองไปทางด้านหลังของเฉินเทียนอี้พบสตรีรูปร่างบอบบางกำลังยืนอยู่ เหตุใดไม่เคยรู้เลยว่าในขบวนเดินทางของเรามีสตรีอยู่ด้วย?
"นางเป็นศิษย์ของข้า หากเกิดเรื่องอะไรนางจะปกป้องเจ้าเองไม่ต้องกลัว"
"เทียนอี้ เจ้าจะไปในที่อันตรายหรือ"
"........"
"เจ้าต้องระวังตัวและมีชีวิตรอดกลับมานะ ที่นั่นข้าปกป้องเจ้าไม่ได้"
เฉินหย่งเล่อพูดออกมาด้วยน้ำเสียงกังวล นางไม่รู้ว่าเขากำลังจะทำอะไรแต่จากสีหน้าของเขามันบ่งบอกว่าเป็นเรื่องอันตรายอย่างไรนางก็อยากให้คนตรงหน้าระวังตัวไว้ แม้จะรู้ว่าคนตรงหน้าเก่งกาจเพียงใดแต่ใจของนางก็อดกังวลไม่ได้
ถึงอย่างไรเขาก็คือเชือกเส้นเดียวที่นางจับไว้ ทั้งชีวิตของนางขึ้นอยู่กับการมีชีวิตของเขา
"อาถิงปกป้องนางให้ดี หากนางบาดเจ็บแม้เพียงนิดเดียวข้าจะสังหารเจ้า"
"ศิษย์จะดูแลอาจารย์หญิงเป็นอย่างดีตามคำสั่งอาจารย์เจ้าค่ะ"
เฉินเทียนอี้พูดออกมาเสียงเรียบก่อนจะเดินออกไปจากกระโจมไม่หันกลับมามองอีก เฉินหย่งเล่อที่ได้ฟังเช่นนั้นทำได้เพียงเดินออกไปนอกกระโจมมองแผ่นหลังของสามีที่กำลังควบม้าออกไปพร้อมชายชุดดำจำนวนหนึ่ง ดวงตาของนางตอนนี้เต็มไปด้วยความเป็นห่วงและกังวล
"เฉินเทียอี้ขอเพียงเจ้าไม่ตาย นั่นจึงจะปกป้องชีวิตข้าในตอนนี้ได้"
เวลาผ่านไปสี่วันข่าวของเฉินเทียนอี้และคนติดตามไม่ได้มีรายงานกลับมาแต่อย่างใด เฉินหย่งเล่อเองไม่ได้อยู่ในกระโจมเฉย ๆ ตามที่รับปากเฉินเทียนอี้ไว้ นางมักออกมาเดินเล่นรอบ ๆ ที่ตั้งกระโจมโดยมีอาถิงคอยคุ้มกัน
"อาจารย์หญิงท่านพักก่อนดีหรือไม่"
อาถิงเอ่ยออกมาด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นว่าสตรีตรงหน้ามีสีหน้าไม่ดีนักอีกทั้งยังอาเจียนตลอดช่วงเช้า เฉินหย่งเล่อพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเดินไปนั่งบนขอนไม้ที่อยู่ใกล้ ๆ พลางนึกถึงอาการของนางคิดเพียงว่าอาจจะเพราะช่วงนี้ในตอนที่นางนอนหลับเอาแต่ฝันร้ายจึงทำให้นางสะดุ้งตื่นอยู่หลายครั้งในตอนกลางคืนเลยพักผ่อนไม่เพียงพอ
"อย่าคิดว่าเจ้าจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขคนผู้นั้นไม่มีวันปล่อยเจ้า หลินอันอันเจ้าจะต้องทุกทรมานและรับชะตากรรมไม่ต่างจากข้า!!"
เสียงของเฉินหย่งเล่อที่อยู่ในความฝันยังคงดังก้องอยู่ในหัวของนางราวกับต้องการมาย้ำเตือนว่านางกำลังเฝ้ามองข้าอยู่และชะตาของข้าก็ไม่มีวันเป็นแบบที่ข้าต้องการ
เฉินหย่งเล่อนั่งมองลำธารที่อยู่ตรงหน้าด้วยสายตาเหม่อลอย นางไม่รู้เลยสักนิดว่าตอนนี้สิ่งที่นางกำลังทำอยู่มันจะสูญเปล่าหรือไม่ เหตุใดเฉินหย่งเล่อในความฝันถึงได้มีท่าทางมั่นใจว่านางต้องรับชะตากรรมเช่นเดียวกับนาง
หรือว่าการที่เฉินเทียนอี้หายไปไร้ข่าวคราวหลายวันเช่นนั้น เขาอาจจะ....
"ไม่ใช่ว่าข้า บอกเจ้าหรือว่าให้อยู่แต่ในกระโจม"
น้ำเสียงฝีเท้าของคนผู้หนึ่งกำลังเดินเข้ามาก่อนที่น้ำเสียงคุ้นเคยจะดังขึ้นด้านหลังของเฉินหย่งเล่อ ริมฝีปากบางเม้มปากแน่นนางยืนขึ้นก่อนจะหันหลังไปเผชิญหน้ามองคนตรงหน้าผ่านม่านน้ำตา
เมื่อครู่นางสิ้นหวัง คิดว่าเขาอาจจะถูกสังหารไปแล้วด้วยซ้ำ...
สวบ!!!
"เจ้ากลับมาแล้ว"
เพราะความดีใจที่เห็นว่าเฉินเทียนอี้ยังมีชีวิตอยู่ไม่ได้ถูกสังหารเช่นเดียวกับที่นางคิด เฉินหย่งเล่อก็เข้าไปสวมกอดคนตรงหน้าอย่างลืมตัว
"ข้าไปหาเจ้าที่กระโจมแต่เจ้าไม่อยู่...เหตุใดไม่เชื่อฟัง"
เฉินเทียนอี้โอบกอดสตรีตรงหน้า เหตุใดถึงรู้สึกว่านางอวบอ้วนขึ้นแต่เมื่อครู่เขารู้สึกว่าใบหน้าสวยดูซีดราวกับกระดาษขอบตาของนางดำคล้ำเหมือนคนที่อดนอนมาหลายวัน เขาหันไปมองอาถิงราวกับต้องการคำตอบไม่ใช่ว่าข้าบอกให้ดูแลนางให้ดีหรือ
"คงเพราะอาจารย์หญิงช่วงนี้นอนไม่หลับเจ้าค่ะ ข้าคิดว่าอาจจะเพราะเป็นห่วงอาจารย์"
"อืม เจ้าไปเถอะ"
เฉินหย่งเล่อที่ได้ฟังก็ผละออกจากเฉินเทียนอี้ ริมฝีปากบางกำลังจะพูดอธิบายว่าแท้จริงนางเพียงแค่ฝันร้ายเท่านั้นแต่ก็ต้องชะงักเมื่อดวงตาคู่สวยมองฝ่ามือของตัวเองที่เต็มไปด้วยเลือด
"ท่านบาดเจ็บหรือ"
เฉินหย่งเล่อเอ่ยถามออกไปอย่าร้อนรน หลังจากพึ่งสังเกตว่าตอนนี้บนชุดของเฉินเทียนอี้เต็มไปด้วยคราบเลือดไม่สิต้องเรียกว่าบนตัวของเขาไม่มีส่วนไหนเลยที่ไม่มีเลือดเปื้อนอยู่
"อืม เหมือนว่าจะเจ็บแขน"
หยวนอิงที่พึ่งเดินตามมาได้ยินเช่นนั้นขมวดคิ้วทันที ไม่ใช่ว่าเมื่อครู่นายท่านพึ่งตัดคอหัวหน้าโจรไปเสียบประจานหน้าประตูเมืองหลินหลงหรือขอรับ ?
เขาสังเกตว่านายท่านยกยิ้มมุมปากอย่างพอใจเมื่อฮูหยินที่มีท่าทางร้อนรน นายท่านยิ้มเช่นนี้เป็นด้วยหรือ?
"หย่งเล่อ ข้าเจ็บ"
"อย่าพึ่งตายนะข้าจะปกป้องเจ้าเอง เทียนอี้เจ้าเดินไปที่กระโจมไหวหรือไม่?"
เฉินเทียนอี้ส่ายหัวเบา ๆ ก่อนจะแสร้งทำสีหน้าเจ็บปวดเพราะยิ่งเห็นท่าทางร้อนรนเป็นห่วงของสตรีข้างกายเขาก็ยิ่งรู้สึกพอใจ เหตุใดไม่เคยรู้เลยว่ายามมีคนห่วงใยมันรู้สึกดีเช่นนี้
"เช่นนั้นข้าจะช่วยพยุงเจ้าไปที่กระโจมเอง หยวนอิงเจ้ามาช่วยข้าพยุงท่านแม่ทัพไปหน่อย"
"ขอรับ? แต่ข้าว่า...."
หยวนอิงที่กำลังจะพูดก็ต้องกลืนคำพูดลงไปในลำคอ เมื่อเขาได้สบตากับผู้เป็นนายสายตาที่จ้องมองมาที่เขาตอนนี้ราวกับต้องการเตือนว่าไม่ควรพูดออกมา หยวนอิงเข้าไปพยุงเฉินเทียนอี้ก่อนจะใช้สายตาลอบมองคนแกล้งป่วยที่อยู่ข้าง ๆ
นายท่านจากที่ข้าเฝ้าดู เหตุใดจึงรู้สึกว่าผู้ที่ตกหลุมรักก่อนคือท่านนะขอรับ...
"พวกลูกเต่าไร้ประโยชน์ส่งเสียงดังอะไร"เฉินเทียนอี้ในชุดขุนนางที่กำลังเดินทางเข้าวังหลวงได้ยินเสียงดังโว๊ยวายของลูกเขยทั้งห้าของเขาก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก ร่างสูงก้าวเท้าเดินตรงไปทางต้นเสียง"ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือ ว่าอย่าได้ก่อความวุ่นวายให้ข้ารำคาญใจเจ้าพวกบุรุษไร้ประโยชน์หรือต้องให้ข้าสั่งกักบริวะ....."กึก!!!เฉินเทียนอี้ชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นว่าตรงหน้าของเขามีสตรีผู้หนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล ใบหน้าสวยที่เขาเฝ้าคนึงหาและเฝ้ามองภาพวาดของนางมาตลอดหลายปี สวบ!!!ไม่รู้ว่าเพราะความคิดถึงที่มีในใจ กลิ่นกายที่หอมโชยออกมาจากร่างของนางที่เขาเคยชินหรือเพราะเขาแน่ใจว่าสตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือภรรยาของเขาจริง ๆ ทำให้เฉินเทียนอี้วิ่งเข้าไปโอบกอดสตรีตรงหน้าโดยไม่ลังเล มือหนากระชับอ้อมกอดร่างบางแน่นราวกับกลัวว่านางจะหายไป"อันอัน เจ้ากลับมาแล้ว เป็นเจ้าข้ารู้ว่าคือเจ้า""ทะ...เทียนอี้"หลินอันอันเรียกชื่อคนตรงหน้าน้ำตาคลอ บรรยากาศตอนนี้ไม่ตอนเอ่ยประโยคใดอีกต่อไปเพราะนางได้รับรู้แล้วว่าตลอดมา เฉินเทียนอี้ก็ไม่มีทางลืมนางเช่นเดียวกัน ใบหน้าสวยซบลงที่อกแกร่งก่อนจะร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ เดิมทีตลอด
หลินอันอันนักเขียวสาวที่มีโปรเจ็กร่วมงานกับการนำนิยายมาทำเป็นหนัง เธอได้ประสบความสำเร็จหลังจากผ่านความเป็นความตายเพราะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนนอนโคม่าอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเวลานานส่วนนิยายที่เธอเขียนก็โด่งดังมีผู้ติดตามมากมาย ชีวิตของเธอตอนนี้ช่างเป็นชีวิตที่ผู้คนต่างอิจฉา"กลับมาคืนดีกันนะ ผมขอโทษ"เสียงข้อความขอคืนดีแจ้งเตือนนับร้อยฉบับในโทรศัพท์ที่ส่งมาจากอดีตคู่หมั้นของหลินอันอันไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกดีใจหรือสนใจเลยสักนิด ผู้ใดจะรู้ว่าชีวิตที่ทุกคนต่างอิจฉาอยู่ตอนนี้เธอไม่ได้ต้องการเลยสักนิดสองปีแล้วที่เธอกลับมาอยู่ในร่างเดิมและใช้ชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน หลังจากที่เธอเข้ามาอยู่ในร่างเฉินหย่งเล่อก็ไม่มาปรากฏตัวให้เธอเห็นอีกเลย ราวกับว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพียงฝันของเธอเท่านั้นแต่ไม่รู้ทำไมเธอถึงคิดว่าที่เกิดขึ้นทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องจริง..."เทียนอี้...หรงหรง....ทุกคนมีตัวตนอยู่จริง ๆ ใช่ไหม"หลินอันอันพูดออกมาเบาเบา เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าที่สว่างสดใสด้วยแววตาเศร้าก่อนจะตัดสินใจก้าวเท้าเดินต่อไป วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะมีการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ เธอที่เป็นนักเขียนจึงต้องแวะเวียนมาดู
สี่ปีต่อมาเวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็วผู้คนในเมืองต่างลืมเลือนเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้น คงมีเพียงคนในจวนเฉินเท่านั้นที่ยังคงจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้ดีแต่พวกเขาเพียงเก็บความเศร้าไว้ในใจและเดินหน้าต่อไปเท่านั้น"ท่านพ่อ"เสียงเรียกของเด็กสาววัยห้าขวบทำให้เฉินเทียนอี้หันไปทางต้นเสียง เขายกยิ้มออกมามองเฉินฟางหรงบุตรสาวที่น่ารักของเขากำลังวิ่งมาทางเขา เฉินเทียนอี้อ้าแขนรับบุตรสาวก่อนจะอุ้มนางขึ้น"หรงหรง แน่ใจหรือว่าจะเข้าวังไปกับพ่อ""ท่านพ่อสัญญาแล้วนะเจ้าคะว่าจะพาข้าไปด้วย"เฉินฟางหรงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงออดอ้อน ทำเอาบิดาที่รักและหลงบุตรสาวยิ่งกว่าดวงใจต้องก้มลงไปฟัดแก้มของนางด้วยความเอ็นดู บ่าวรับใช้และหยวนอิงที่เห็นภาพตรงหน้าจนชินตาก็ทำเพียงยกยิ้มขึ้นมา "หรงหรงน่าเอ็นดูถึงเพียงนี้ พ่อจะกล้าผิดคำพูดได้เช่นไร""หรงหรงรักท่านพ่อที่สุด"เฉินเทียนอี้ยกยิ้มพอใจ ก่อนจะอุ้มบุตรสาวเดินออกจากจวนขึ้นรถม้าไป หยวนอิงส่ายหัวเบา ๆ ให้กับอาการหลงบุตรสาวของผู้เป็นนายแต่อีกใจก็รู้สึกขอบคุณเพราะหากไม่มีคุณหนูไม่รู้ว่าตอนนี้นายท่านจะมีสภาพเป็นเช่นไรการเดินทางมาที่วังหลว
เวลาผ่านล่วงเลยไปหนึ่งเดือนกว่ากองกำลังทหารขององค์ชายสองและเฉินเทียนอี้ที่ได้รับใช้ชนะจากการทำศึกก็มาถึงหน้าประตูเมือง องค์ชายสองที่อยู่บนหลังม้าเงยหน้าขึ้นมองโครงกระดูกของคนผู้หนึ่งที่ถูกแขวนอยู่บนกำแพงหน้าประตูเมือง คิ้วทั้งสองของเขาก็ขมวดเข้าหากัน"นั่นอะไร""กระหม่อมคิดว่าน่าจะเป็นนักฆ่าพ่ะย่ะค่ะ"องค์ชายสองพยักหน้ารับก่อนจะหันสายตากลับไปมองเฉินเทียนอี้ที่ขี่ม้าอยู่ข้างกายเขา ในสนามรบหากไม่ได้ชายผู้นี้คอยวางแผนการรบและกองกำลังที่แข็งแกร่งของเขาข้าคงได้สิ้นชื่อไปแล้วฉายาแม่ทัพบ้าสงครามคงเป็นเรื่องจริงสินะ "ท่านกุนซือ เหตุใดยังทำสีหน้ากังวลอยู่อีกรออีกหน่อยก็ได้พบภรรยาแล้ว""......." เฉินเทียนอี้ไม่ได้ตอบอะไร สีหน้าของเขาตอนนี้เต็มไปด้วยความกังวลทุกอย่างก้าวที่ม้าของเขาเข้าไปในเมืองชาวเมืองที่เขาสบตาล้วนแต่หลับหน้าหรือไม่ก็มีสีหน้ากังวล ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดในใจของข้าถึงได้รู้สึกเศร้าและกังวลถึงเพียงนี้"อะ...ท่านไม่เข้าวังก่อนหรือ""กระหม่อมจะกลับจวนเฉิน"เฉินเทียนอี้พูดออกมาเสียงแข็งก่อนจะควบม้าแยกออกไปหยวนอิงที่เห็นเช่นนั้นก็รีบควบม้าตามไป องค์ชายสองได้แต่ถอนหายใจออกมาเพราะเคยช
"หย่งเล่อ เจ้าตื่นแล้วหรือ"องค์รัชทายาทพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม มองสตรีที่เขารักปักใจกำลังนั่นกินอาหารอยู่ที่โต๊ะกลางห้องข้างกายของนางมีฉู่ซิงเหยียนยืนอยู่ "เจ้าออกไป ข้าต้องการอยู่กับหย่งเล่อเพียงลำพัง""เพคะ"ฉู่ซิงเหยียนรับคำก่อนจะเดินออกจากห้องไป เฉินหย่งเล่อมองอาหารอาบยาพิษตรงหน้าริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นความกลัวและเสียใจเกิดขึ้นในใจของนาง ทั้งที่พิษที่อยู่ในร่างกายของนางหายไปหมดแล้วแท้ ๆ แต่นางต้องมาตายด้วยพิษที่ร้ายแรงกว่างั้นหรือ..."หย่งเล่อเจ้าดูซูบผอมลงนะ"องค์รัชทายาทพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง ก่อนที่เขาจะนั่งลงข้าง ๆ นางมือหนาลูบศีรษะของเฉินหย่งเล่ออย่างทะนุถนอมในใจเอาแต่ขอโทษนางคิดเพียงว่าที่นางผอมเช่นนี้คงตรอมใจที่ถูกกักขังอยู่ในจวนเฉินสินะ"มารหัวขนนั่นทำเจ้าตรอมใจเช่นนี้เลยหรือ หากข้าสังหารมันเจ้าจะดีใจหรือไม่"กึก!!!เฉินหย่งเล่อที่ได้ยินเช่นนั้นก็หยุดชะงัก นางถึงใบหน้าของบุตรสาวก็น้ำตาคลอ"ยะ...หย่งเล่อเจ้าเป็นอะไร"องค์รัชทายาทเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงร้อนรน มือหนาทั้งสองประคองใบหน้าของนางให้หันมาสบตากับเขาก่อนจะโน้มใบหน้าลงไปประทับรอยจูบลงหน้าผากของนางเป็นการปลอบประ
กาลเวลาผ่านไปหลายเดือนข่าวการชนะศึกขององค์ชายสองและเฉินเทียนอี้ที่ได้รับตำแหน่งกุนซือรายงานมาถึงเมืองหลวง ชาวเมืองต่างโห่ร้องด้วยความดีใจพร้อมเตรียมการต้อนรับขบวนกองทหารที่กำลังเดินทางกลับมาในอีกหนึ่งเดือน เฉินหย่งเล่อเหม่อมองไปที่สระบัวที่อยู่เบื้องหน้าใบหน้าสวยตอนนี้ซีดเผือดราวกับกระดาษขาว ในมือของนางมีผ้าเช็ดหน้าที่เปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงสดที่นางพึ่งไอออกมา"ฮูหยิน ภาพวาดเสร็จแล้วขอรับ"เสียงของหยวนอิงทำให้นางได้สติ เฉินหย่งเล่อแอบซ่อนผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเลือดของนางไว้ในแขนเสื้อก่อนจะปั้นหน้าฝืนยิ้มออกมาหันไปหาหยวนอิงที่ยืนอยู่ไม่ไกล"นักจิตรกรได้แก้ตามที่ท่านสั่งแล้วขอรับ""ไหนส่งมาให้ข้าดูหน่อย"น้ำเสียงแหบแห้งเอ่ยขึ้นก่อนจะยื่นมืออันสั่นเทาของนางออกไปรับภาพวาด หยวนอิงเงยหน้ามองผู้เป็นนายหญิงด้วยใจกังวลเพราะตอนนี้คนตรงหน้าไม่เหลือเค้าโครงของสตรีงดงามอีกต่อไปแล้ว"เหมือนยิ่งนัก"ริมฝีปากบางเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม ดวงตาคู่สวยจ้องมองภาพวาดสตรีที่อยู่ตรงหน้า ใบหน้าที่นางคุ้นเคยมาตลอดหลายปีใบหน้าของจริงจริงของนางในโลกแห่งความจริงหลายเดือนมานี้เฉินหย่งเล่อได้ตัดสินใจว่าจะบอกความจริงทุกอย่าง







