เข้าสู่ระบบสี่ปีต่อมาเวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็วผู้คนในเมืองต่างลืมเลือนเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้น คงมีเพียงคนในจวนเฉินเท่านั้นที่ยังคงจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้ดีแต่พวกเขาเพียงเก็บความเศร้าไว้ในใจและเดินหน้าต่อไปเท่านั้น
"ท่านพ่อ"
เสียงเรียกของเด็กสาววัยห้าขวบทำให้เฉินเทียนอี้หันไปทางต้นเสียง เขายกยิ้มออกมามองเฉินฟางหรงบุตรสาวที่น่ารักของเขากำลังวิ่งมาทางเขา เฉินเทียนอี้อ้าแขนรับบุตรสาวก่อนจะอุ้มนางขึ้น
"หรงหรง แน่ใจหรือว่าจะเข้าวังไปกับพ่อ"
"ท่านพ่อสัญญาแล้วนะเจ้าคะว่าจะพาข้าไปด้วย"
เฉินฟางหรงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงออดอ้อน ทำเอาบิดาที่รักและหลงบุตรสาวยิ่งกว่าดวงใจต้องก้มลงไปฟัดแก้มของนางด้วยความเอ็นดู บ่าวรับใช้และหยวนอิงที่เห็นภาพตรงหน้าจนชินตาก็ทำเพียงยกยิ้มขึ้นมา
"หรงหรงน่าเอ็นดูถึงเพียงนี้ พ่อจะกล้าผิดคำพูดได้เช่นไร"
"หรงหรงรักท่านพ่อที่สุด"
เฉินเทียนอี้ยกยิ้มพอใจ ก่อนจะอุ้มบุตรสาวเดินออกจากจวนขึ้นรถม้าไป หยวนอิงส่ายหัวเบา ๆ ให้กับอาการหลงบุตรสาวของผู้เป็นนายแต่อีกใจก็รู้สึกขอบคุณเพราะหากไม่มีคุณหนูไม่รู้ว่าตอนนี้นายท่านจะมีสภาพเป็นเช่นไร
การเดินทางมาที่วังหลวงใช้เวลาไม่นานในตอนนี้เฉินเทียนได้รับตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาคอยช่วยเหลือและออกความคิดเห็นบางเรื่องในที่ประชุมหากเกิดสงครามที่เลี่ยงไม่ได้เขาก็จำเป็นต้องจับดาบออกไปสู้รบแต่ส่วนใหญ่เฉินเทียนอี้จะไม่ยินยอมไปและใช้เวลาอยู่กับบุตรสาวมากกว่า เขาจึงได้รับฉายาใหม่แทนที่แม่ทัพบ้าสงคราม เป็นบุรุตหลงบุตรสาวประจำเมืองหลวง
"หรงหรง ให้พ่ออยู่ด้วยไม่ได้หรอ"
"ท่านพ่อ ไม่ได้เจ้าค่ะ"
"แต่ว่าวังหลวงล้วนมีแต่เรื่องอันตราย พ่อไม่อยากปล่อยลูกสาวที่น่ารักและอ่อนโยนของพ่อไว้คนเดียว"
"ท่านพ่อ ถ้าท่านพ่อไม่ไปท่านลุงที่ยืนอยู่ตรงโน้นจะโกรธเอานะเจ้าคะ"
เฉินฟางหรงชี้นิ้วไปที่ชายชราที่สวมชุดขุนนางที่ยืนอยู่ไม่ไกล เฉินเทียนอี้ถอนหายใจออกมาก่อนจะปรายตามองไปที่นางกำนัลที่ได้รับหน้าที่ดูแลบุตรสาวของเขายามที่เข้าวัง
"ดูแลบุตรสาวข้าให้ดี หากนางบาดเจ็บ..."
"ท่านพ่อ!!! อย่าดุพี่สาวสิ"
เฉินเทียนอี้ถอนหายใจออกมาพลางเข้าไปโอบกอดบุตรสาวอีกครั้งก่อนจะตัดใจยอมเดินออกมา เฉินฟางหรงมองแผ่นหลังของบิดาที่เดินออกไปไกลแล้วก็ยกยิ้มออกมา
"พี่สาว เราเองก็ไปกันเถอะ"
"เจ้าค่ะ"
เฉินฟางหรงเด็กน้อยวัยห้าขวบรู้สึกตื่นตากับเหล่าดอกไม้ที่งดงามและหลากหลายสีสัน เดิมทีจวนเฉินเองก็มีดอกไม้อยู่ไม่น้อยแต่ก็ไม่ได้มากมายเช่นตรงหน้านางเช่นนี้
"กระต่าย!!"
เฉินฟางหรงเอ่ยออกมาด้วยความตกใจ แววตาคู่สวยมองกระต่ายขาวอวบอ้วนตรงหน้าตาเป็นประกายเมื่อเห็นว่ามันเริ่มกระโดดหนีไปนางจึงรีบวิ่งตามไปทันที นางกำนัลที่คอยดูแลเฉินฟางหรงตอนนี้กำลังเก็บดอกไม้ให้เด็กน้อยโดยที่ไม่รู้เลยว่าคนที่นางต้องดูแลได้หนีหายไปแล้ว..
"กระต่ายน้อย หายไปแล้ว"
เฉินฟางหรงที่วิ่งตามกระต่ายมาแต่สุดท้ายกระต่ายก็หายไป เด็กน้อยมองไปรอบ ๆ ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะไม่รู้ว่าตัวนางตอนนี้อยู่ที่ใด เมื่อได้ยินเสียงคนพูดคุยที่อยู่ใกล้ ๆ นางจึงตัดสินใจเดินไปทางต้นเสียงเพื่อหาคนช่วยเหลือ
"องค์ชายกระหม่อมเจอกระต่ายแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"บังอาจมาทำลายดอกไม้ที่ข้าตั้งใจปลูก ส่งมันไปห้องครัว"
"หรงหรง"
เสียงเรียกจากด้านหลังทำให้เด็กน้อยหันไปทันทีพบบิดาของนางที่กำลังวิ่งเข้ามาหานางด้วยสีหน้าร้อนรน เด็กน้อยหันกลับไปสนใจบทสนทนาด้านหน้าอีกครั้งเมื่อครู่เหมือนนางได้ยินว่าพวกเขาเจอกระต่ายแล้วแต่ประโยคหลังนั้นได้ยินไม่ชัดพวกเราพูดว่าอะไรกัน
สวบ!!
"หรงหรง พ่อเป็นห่วงลูกมากนะรู้หรือไม่"
เฉินเทียนอี้เข้าไปสวมกอดบุตรสาวในใจของเขาเริ่มคลายกังวล หลังจากที่เขาคิดว่าจะแวะมากอดบุตรสาวอีกรอบก็พบว่าหรงหรงได้หายตัวไปเขาแทบสิ้นสติราวกับคนบ้าวิ่งตามหาบุตรสาวอยู่ทั่ววัง
"ท่านพ่อ พาข้าไปที่นั่นได้หรือไม่"
เฉินเทียนอี้มองนิ้วของบุตรสาวที่ชี้ไปหลังพุ่มไม้ เขาพยักหน้าเดิมทีที่นี่เป็นตำหนักองค์ชายสี่เขาได้ยินว่าเด็กคนนั้นเกิดมาพิการเดินไม่ได้ต้องนั่งบนรถเข็นตั้งแต่เด็ก
"กระต่าย!!"
เฉินฟางหรงเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มเมื่อเห็นว่ามีชายผู้หนึ่งกำลังอุ้มกระต่ายตัวสีขาวอวบอ้วนอยู่ในมือ เด็กน้อยปล่อยมือจากบิดาก่อนจะวิ่งเข้าไปใกล้ชายผู้นั้นมองกระต่ายในมือเขาตาเป็นประกาย
"ขอข้าอุ้มได้ไหม"
"คือว่า....องค์ชายทำเช่นไรดีพ่ะย่ะค่ะ"
ชายผู้นั้นหันไปถามเด็กชายวัยสิบขวบที่นั่งอยู่บนรถเข็นจ้องมองเฉินฟางหรงอยู่ องค์ชายสี่พยักหน้าเป็นการอนุญาตทหารผู้นั้นจึงส่งกระต่ายให้เด็กสาวอุ้มทันที
"ท่านพ่อดูสิกระต่ายน่ารักหรือไม่"
เฉินเทียนอี้ยกยิ้มมองบุตรสาวของเขาที่ยิ้มร่าเริงออกมาเช่นทุกวัน แต่เมื่อเขาปรายตามองไปที่องค์ชายสี่ที่อยู่ไม่ไกลก็ต้องขมวดคิ้วทันที เหตุใดถึงมองบุตรสาวที่น่ารักของข้าตาไม่กะพริบเช่นนั้น!!
"หรงหรง พ่อว่าเราอย่ารบกวนองค์ชายสี่เลยไปกันเถอะ"
เฉินฟางหรงที่ได้ยินคำพูดของผู้เป็นบิดาก็เชื่อฟัง เด็กสาวยืนขึ้นก่อนจะอุ้มกระต่ายขาวตัวอ้วนไปวางบนตักขององค์ชายสี่ที่นั่งรถเข็นอยู่ไม่ไกล ริมฝีปากบางยกยิ้มขึ้นมา
"ท่านคงเป็นองค์ชายที่จิตใจดีมากแน่ ๆ ถึงได้เลี้ยงกระต่ายที่น่ารักเช่นนี้"
เฉินฟางหรงพูดจบก็กล่าวลาองค์ชายสี่ตามมารยาท ก่อนจะวิ่งเข้าไปหาอ้อมกอดบิดาด้วยรอยยิ้มองค์ชายสี่มองเด็กสาวที่ถูกบิดาอุ้มออกไปจากตำหนัก มือของเขาลูบที่ตัวของกระต่ายขาวเบา ๆ ก่อนจะยกยิ้มขึ้นมา
"องค์ชายกระต่ายขาวนี่ยังต้องส่งไปห้องครัวไหมพ่ะย่ะค่ะ"
อามู่องครักษ์คนสนิทเอ่ยถามออกไป แต่เมื่อเห็นสายตาโมโหของผู้เป็นนายก็รู้ทันทีว่าชะตาของกระต่ายขาวตัวนี้ได้ถูกต่ออายุโดยคุณหนูเฉินแล้วและดูท่านอกจากจะไม่ฆ่าแล้วมันอาจจะถูกเลี้ยงดูอย่างดีด้วยซ้ำ
ด้านเฉินเทียนอี้ที่อุ้มบุตรสาวออกจากตำหนักขององค์ชายสี่ในใจเต็มไปด้วยความไม่พอใจ บุตรสาวเขาแค่ห้าขวบเองแต่กลับมีบุตรมาข้องเกี่ยวแล้วเหอะไอ้พวกไม่ได้เรื่อง คิดหรือว่าจะดีพอสำหรับบุตรสาวข้า
"หรงหรง"
"เจ้าคะ?"
"บุรุษรูปงามมากพร้อมด้วยทรัพย์และอำนาจมากกว่าพ่อเท่านั้น พ่อถึงจะยินยอมปล่อยหรงหรงของพ่อไป"
เฉินฟางหรงที่ไม่เข้าใจเอียงคอมองบิดาของตนด้วยความสงสัย ก่อนริมฝีปากบางจะยกยิ้มแม้จะไม่รู้ว่าหมายถึงในสิ่งที่บิดาพูดแต่นางเชื่อว่าสิ่งที่บิดาตัดสินใจย่อมดีต่อตัวนางที่สุด
ท่านพ่อของข้ายอดเยี่ยมที่สุด ข้าย่อมต้องเชื่อฟัง..
"พวกลูกเต่าไร้ประโยชน์ส่งเสียงดังอะไร"เฉินเทียนอี้ในชุดขุนนางที่กำลังเดินทางเข้าวังหลวงได้ยินเสียงดังโว๊ยวายของลูกเขยทั้งห้าของเขาก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก ร่างสูงก้าวเท้าเดินตรงไปทางต้นเสียง"ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือ ว่าอย่าได้ก่อความวุ่นวายให้ข้ารำคาญใจเจ้าพวกบุรุษไร้ประโยชน์หรือต้องให้ข้าสั่งกักบริวะ....."กึก!!!เฉินเทียนอี้ชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นว่าตรงหน้าของเขามีสตรีผู้หนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล ใบหน้าสวยที่เขาเฝ้าคนึงหาและเฝ้ามองภาพวาดของนางมาตลอดหลายปี สวบ!!!ไม่รู้ว่าเพราะความคิดถึงที่มีในใจ กลิ่นกายที่หอมโชยออกมาจากร่างของนางที่เขาเคยชินหรือเพราะเขาแน่ใจว่าสตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือภรรยาของเขาจริง ๆ ทำให้เฉินเทียนอี้วิ่งเข้าไปโอบกอดสตรีตรงหน้าโดยไม่ลังเล มือหนากระชับอ้อมกอดร่างบางแน่นราวกับกลัวว่านางจะหายไป"อันอัน เจ้ากลับมาแล้ว เป็นเจ้าข้ารู้ว่าคือเจ้า""ทะ...เทียนอี้"หลินอันอันเรียกชื่อคนตรงหน้าน้ำตาคลอ บรรยากาศตอนนี้ไม่ตอนเอ่ยประโยคใดอีกต่อไปเพราะนางได้รับรู้แล้วว่าตลอดมา เฉินเทียนอี้ก็ไม่มีทางลืมนางเช่นเดียวกัน ใบหน้าสวยซบลงที่อกแกร่งก่อนจะร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ เดิมทีตลอด
หลินอันอันนักเขียวสาวที่มีโปรเจ็กร่วมงานกับการนำนิยายมาทำเป็นหนัง เธอได้ประสบความสำเร็จหลังจากผ่านความเป็นความตายเพราะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนนอนโคม่าอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเวลานานส่วนนิยายที่เธอเขียนก็โด่งดังมีผู้ติดตามมากมาย ชีวิตของเธอตอนนี้ช่างเป็นชีวิตที่ผู้คนต่างอิจฉา"กลับมาคืนดีกันนะ ผมขอโทษ"เสียงข้อความขอคืนดีแจ้งเตือนนับร้อยฉบับในโทรศัพท์ที่ส่งมาจากอดีตคู่หมั้นของหลินอันอันไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกดีใจหรือสนใจเลยสักนิด ผู้ใดจะรู้ว่าชีวิตที่ทุกคนต่างอิจฉาอยู่ตอนนี้เธอไม่ได้ต้องการเลยสักนิดสองปีแล้วที่เธอกลับมาอยู่ในร่างเดิมและใช้ชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน หลังจากที่เธอเข้ามาอยู่ในร่างเฉินหย่งเล่อก็ไม่มาปรากฏตัวให้เธอเห็นอีกเลย ราวกับว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพียงฝันของเธอเท่านั้นแต่ไม่รู้ทำไมเธอถึงคิดว่าที่เกิดขึ้นทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องจริง..."เทียนอี้...หรงหรง....ทุกคนมีตัวตนอยู่จริง ๆ ใช่ไหม"หลินอันอันพูดออกมาเบาเบา เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าที่สว่างสดใสด้วยแววตาเศร้าก่อนจะตัดสินใจก้าวเท้าเดินต่อไป วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะมีการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ เธอที่เป็นนักเขียนจึงต้องแวะเวียนมาดู
สี่ปีต่อมาเวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็วผู้คนในเมืองต่างลืมเลือนเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้น คงมีเพียงคนในจวนเฉินเท่านั้นที่ยังคงจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้ดีแต่พวกเขาเพียงเก็บความเศร้าไว้ในใจและเดินหน้าต่อไปเท่านั้น"ท่านพ่อ"เสียงเรียกของเด็กสาววัยห้าขวบทำให้เฉินเทียนอี้หันไปทางต้นเสียง เขายกยิ้มออกมามองเฉินฟางหรงบุตรสาวที่น่ารักของเขากำลังวิ่งมาทางเขา เฉินเทียนอี้อ้าแขนรับบุตรสาวก่อนจะอุ้มนางขึ้น"หรงหรง แน่ใจหรือว่าจะเข้าวังไปกับพ่อ""ท่านพ่อสัญญาแล้วนะเจ้าคะว่าจะพาข้าไปด้วย"เฉินฟางหรงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงออดอ้อน ทำเอาบิดาที่รักและหลงบุตรสาวยิ่งกว่าดวงใจต้องก้มลงไปฟัดแก้มของนางด้วยความเอ็นดู บ่าวรับใช้และหยวนอิงที่เห็นภาพตรงหน้าจนชินตาก็ทำเพียงยกยิ้มขึ้นมา "หรงหรงน่าเอ็นดูถึงเพียงนี้ พ่อจะกล้าผิดคำพูดได้เช่นไร""หรงหรงรักท่านพ่อที่สุด"เฉินเทียนอี้ยกยิ้มพอใจ ก่อนจะอุ้มบุตรสาวเดินออกจากจวนขึ้นรถม้าไป หยวนอิงส่ายหัวเบา ๆ ให้กับอาการหลงบุตรสาวของผู้เป็นนายแต่อีกใจก็รู้สึกขอบคุณเพราะหากไม่มีคุณหนูไม่รู้ว่าตอนนี้นายท่านจะมีสภาพเป็นเช่นไรการเดินทางมาที่วังหลว
เวลาผ่านล่วงเลยไปหนึ่งเดือนกว่ากองกำลังทหารขององค์ชายสองและเฉินเทียนอี้ที่ได้รับใช้ชนะจากการทำศึกก็มาถึงหน้าประตูเมือง องค์ชายสองที่อยู่บนหลังม้าเงยหน้าขึ้นมองโครงกระดูกของคนผู้หนึ่งที่ถูกแขวนอยู่บนกำแพงหน้าประตูเมือง คิ้วทั้งสองของเขาก็ขมวดเข้าหากัน"นั่นอะไร""กระหม่อมคิดว่าน่าจะเป็นนักฆ่าพ่ะย่ะค่ะ"องค์ชายสองพยักหน้ารับก่อนจะหันสายตากลับไปมองเฉินเทียนอี้ที่ขี่ม้าอยู่ข้างกายเขา ในสนามรบหากไม่ได้ชายผู้นี้คอยวางแผนการรบและกองกำลังที่แข็งแกร่งของเขาข้าคงได้สิ้นชื่อไปแล้วฉายาแม่ทัพบ้าสงครามคงเป็นเรื่องจริงสินะ "ท่านกุนซือ เหตุใดยังทำสีหน้ากังวลอยู่อีกรออีกหน่อยก็ได้พบภรรยาแล้ว""......." เฉินเทียนอี้ไม่ได้ตอบอะไร สีหน้าของเขาตอนนี้เต็มไปด้วยความกังวลทุกอย่างก้าวที่ม้าของเขาเข้าไปในเมืองชาวเมืองที่เขาสบตาล้วนแต่หลับหน้าหรือไม่ก็มีสีหน้ากังวล ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดในใจของข้าถึงได้รู้สึกเศร้าและกังวลถึงเพียงนี้"อะ...ท่านไม่เข้าวังก่อนหรือ""กระหม่อมจะกลับจวนเฉิน"เฉินเทียนอี้พูดออกมาเสียงแข็งก่อนจะควบม้าแยกออกไปหยวนอิงที่เห็นเช่นนั้นก็รีบควบม้าตามไป องค์ชายสองได้แต่ถอนหายใจออกมาเพราะเคยช
"หย่งเล่อ เจ้าตื่นแล้วหรือ"องค์รัชทายาทพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม มองสตรีที่เขารักปักใจกำลังนั่นกินอาหารอยู่ที่โต๊ะกลางห้องข้างกายของนางมีฉู่ซิงเหยียนยืนอยู่ "เจ้าออกไป ข้าต้องการอยู่กับหย่งเล่อเพียงลำพัง""เพคะ"ฉู่ซิงเหยียนรับคำก่อนจะเดินออกจากห้องไป เฉินหย่งเล่อมองอาหารอาบยาพิษตรงหน้าริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นความกลัวและเสียใจเกิดขึ้นในใจของนาง ทั้งที่พิษที่อยู่ในร่างกายของนางหายไปหมดแล้วแท้ ๆ แต่นางต้องมาตายด้วยพิษที่ร้ายแรงกว่างั้นหรือ..."หย่งเล่อเจ้าดูซูบผอมลงนะ"องค์รัชทายาทพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง ก่อนที่เขาจะนั่งลงข้าง ๆ นางมือหนาลูบศีรษะของเฉินหย่งเล่ออย่างทะนุถนอมในใจเอาแต่ขอโทษนางคิดเพียงว่าที่นางผอมเช่นนี้คงตรอมใจที่ถูกกักขังอยู่ในจวนเฉินสินะ"มารหัวขนนั่นทำเจ้าตรอมใจเช่นนี้เลยหรือ หากข้าสังหารมันเจ้าจะดีใจหรือไม่"กึก!!!เฉินหย่งเล่อที่ได้ยินเช่นนั้นก็หยุดชะงัก นางถึงใบหน้าของบุตรสาวก็น้ำตาคลอ"ยะ...หย่งเล่อเจ้าเป็นอะไร"องค์รัชทายาทเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงร้อนรน มือหนาทั้งสองประคองใบหน้าของนางให้หันมาสบตากับเขาก่อนจะโน้มใบหน้าลงไปประทับรอยจูบลงหน้าผากของนางเป็นการปลอบประ
กาลเวลาผ่านไปหลายเดือนข่าวการชนะศึกขององค์ชายสองและเฉินเทียนอี้ที่ได้รับตำแหน่งกุนซือรายงานมาถึงเมืองหลวง ชาวเมืองต่างโห่ร้องด้วยความดีใจพร้อมเตรียมการต้อนรับขบวนกองทหารที่กำลังเดินทางกลับมาในอีกหนึ่งเดือน เฉินหย่งเล่อเหม่อมองไปที่สระบัวที่อยู่เบื้องหน้าใบหน้าสวยตอนนี้ซีดเผือดราวกับกระดาษขาว ในมือของนางมีผ้าเช็ดหน้าที่เปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงสดที่นางพึ่งไอออกมา"ฮูหยิน ภาพวาดเสร็จแล้วขอรับ"เสียงของหยวนอิงทำให้นางได้สติ เฉินหย่งเล่อแอบซ่อนผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเลือดของนางไว้ในแขนเสื้อก่อนจะปั้นหน้าฝืนยิ้มออกมาหันไปหาหยวนอิงที่ยืนอยู่ไม่ไกล"นักจิตรกรได้แก้ตามที่ท่านสั่งแล้วขอรับ""ไหนส่งมาให้ข้าดูหน่อย"น้ำเสียงแหบแห้งเอ่ยขึ้นก่อนจะยื่นมืออันสั่นเทาของนางออกไปรับภาพวาด หยวนอิงเงยหน้ามองผู้เป็นนายหญิงด้วยใจกังวลเพราะตอนนี้คนตรงหน้าไม่เหลือเค้าโครงของสตรีงดงามอีกต่อไปแล้ว"เหมือนยิ่งนัก"ริมฝีปากบางเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม ดวงตาคู่สวยจ้องมองภาพวาดสตรีที่อยู่ตรงหน้า ใบหน้าที่นางคุ้นเคยมาตลอดหลายปีใบหน้าของจริงจริงของนางในโลกแห่งความจริงหลายเดือนมานี้เฉินหย่งเล่อได้ตัดสินใจว่าจะบอกความจริงทุกอย่าง







