LOGINหลินอันอันนักเขียวสาวที่มีโปรเจ็กร่วมงานกับการนำนิยายมาทำเป็นหนัง เธอได้ประสบความสำเร็จหลังจากผ่านความเป็นความตายเพราะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนนอนโคม่าอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเวลานานส่วนนิยายที่เธอเขียนก็โด่งดังมีผู้ติดตามมากมาย ชีวิตของเธอตอนนี้ช่างเป็นชีวิตที่ผู้คนต่างอิจฉา
"กลับมาคืนดีกันนะ ผมขอโทษ"
เสียงข้อความขอคืนดีแจ้งเตือนนับร้อยฉบับในโทรศัพท์ที่ส่งมาจากอดีตคู่หมั้นของหลินอันอันไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกดีใจหรือสนใจเลยสักนิด ผู้ใดจะรู้ว่าชีวิตที่ทุกคนต่างอิจฉาอยู่ตอนนี้เธอไม่ได้ต้องการเลยสักนิด
สองปีแล้วที่เธอกลับมาอยู่ในร่างเดิมและใช้ชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน หลังจากที่เธอเข้ามาอยู่ในร่างเฉินหย่งเล่อก็ไม่มาปรากฏตัวให้เธอเห็นอีกเลย ราวกับว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพียงฝันของเธอเท่านั้น
แต่ไม่รู้ทำไมเธอถึงคิดว่าที่เกิดขึ้นทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องจริง...
"เทียนอี้...หรงหรง....ทุกคนมีตัวตนอยู่จริง ๆ ใช่ไหม"
หลินอันอันพูดออกมาเบาเบา เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าที่สว่างสดใสด้วยแววตาเศร้าก่อนจะตัดสินใจก้าวเท้าเดินต่อไป วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะมีการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ เธอที่เป็นนักเขียนจึงต้องแวะเวียนมาดูตามที่ผู้กำกับขอร้อง
"พี่มันน่ากลัวจริง ๆ นะต้นไม้นั่น"
"หยู่ถงเลิกพูดไร้สาระได้แล้ว"
"แต่หยู่ถงเข้าไปอยู่ในนิยายจริง ๆ นะ"
กึก!!
หลินอันอันที่กำลังก้าวเท้าเดินผ่านไปเมื่อได้ยินประโยคของหยู่ถงนักแสดงสาวก็หยุดชะงักทันที ก่อนจะหันไปหาหยู่ถงและผู้จัดการของเธอที่นั่งอยู่ไม่ไกล
"ทำไมพี่ไม่เชื่อหยู่ถงบอกแล้วไงว่าต้นไม้นั่นมันน่าขนลุก หยู่ถงไปขอพรว่าอยากให้เข้าถึงบทบาทของนางร้ายเฉินฟางหรงแล้วพอหยู่ถงตื่นขึ้นมาก็อยู่ในร่างของเฉินฟางหรงจริง ๆ รู้หรือเปล่ากว่าหยู่ถงจะกลับมาได้มันลำบากแค่ไหน"
"หยู่ถง ถ้าเธอยังพูดอีกพี่จะพาเธอไปพบปรึกษาหมอแล้วนะ"
"เหอะ"
"ขอโทษนะคะ ต้นไม้ที่ว่านี่อยู่ที่ไหนรอคะ"
หลินอันอันเอ่ยถามออกมาด้วยรอยยิ้ม หยู่ถงที่เห็นว่ามีคนสนใจในสิ่งที่เธอพูดก็เริ่มบอกเล่าเหตุการณ์ให้ฟังก่อนจะบอกที่ตั้งของต้นไม้ขอพรและวิธีการที่เธอขอพร อีกทั้งยังย้ำเตือนว่าอย่าได้ขออะไรแปลก ๆ ไม่เช่นนั้นอาจจะเข้าไปในนิยายเช่นเดียวกับเธอ
"อย่าไปฟังมากเลยนะคะคุณนักเขียน หยู่ถงคงทำงานหนักเกินไป"
ผู้จัดการส่วนตัวของหยู่ถงเอ่ยออกมาด้วยความอ่อนใจ เมื่อเห็นว่าคุณนักเขียนยิ้มรับก่อนจะเดินออกไปเธอก็หันมาตีแขนของหยู่ถงทันทีเพราะกลัวว่าคนอื่นจะคิดว่าหยู่ถงเห็นภาพหลอนหรือเมายาจนพูดเรื่องไร้สาระแบบนี้
"หากอยากให้คำอธิษฐานเป็นจริงคุณนักเขียนต้องขอพรในคืนจันทร์สว่าง และเขียนอักษรด้วยเลือดของตัวเองนำไปแขวนที่ต้นไม้พร้อมอธิษฐานด้วยจิตที่ตั้งมั่นค่ะ"
ประโยคคำพูดของหยู่ถงยังดังก้องอยู่ในหัว หลินอันอันเดินมานั่นที่เก้าอี้ประจำของเธอก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาค้นหาข้อมูลของวันที่ดวงจันทร์จะส่องสว่างเต็มดวง หากใครจะว่าเธอบ้าหรือสติไม่ดีก็ได้แต่เธอก็จะทำสิ่งนี้
หากได้กลับไป อย่างน้อยขอเพียงแค่ได้เห็นว่าพวกเขาสบายดีเท่านั้นเพราะสิ่งที่เธอกลัวมาตลอดหลายปีคือเฉินฟางหรงบุตรสาวของเธอจะกลายเป็นนางร้ายและเฉินเทียนอี้สามีของเธอจะเป็นตัวร้ายที่ถูกพระเอกและพระรองสังหาร ขอเพียงแค่เห็นว่าทุกอย่างไม่ได้เป็นเหมือนกับเนื้อเรื่องในนิยายเท่านั้น...
ผ่านไปสามเดือนค่ำคืนที่หลินอันอันรอคอยก็มาถึง เธอเงยหน้ามองบันไดสี่ร้อยขั้นของวัดโบราณที่ด้านบนมีต้นไม้อธิษฐานอยู่ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นก่อนจะตัดสินใจก้าวเท้าเดินขึ้นไปด้านบน
ใช้เวลาอยู่นานกว่าเธอจะขึ้นมาถึงหลินอันอันทรุดตัวนั่งลงกับพื้นก่อนจะหอบหายใจด้วยความเหนื่อย พลางเงยหน้ามองไปที่ต้นไม้โบราณที่อยู่ไม่ไกลริมฝีปากบางยกยิ้มออกมาแววตาเต็มไปด้วยความหวัง
"หากอยากให้เป็นผลคุณนักเขียนต้องขอพรในคืนจันทร์สว่าง และเขียนอักษรด้วยเลือดของตัวเองนำไปแขวนที่ต้นไม้พร้อมอธิษฐานด้วยจิตที่ตั้งมั่นค่ะ"
เมื่อนึกถึงคำพูดของหยู่ถงเธอก็ยืนขึ้นก้าวเท้าตรงไปที่ต้นไม้ทันที ดวงตาคู่สวยมองต้นไม้ที่อยู่ตรงหน้าที่ตามกิ่งไม้มีป้ายอธิษฐานมากมาย
"จะกลับไปจริง ๆ หรือ"
เสียงจากด้านหลังทำให้หลินอันอันสะดุ้งตัวตกใจ เธอหันไปทางต้นเสียงพบว่าเป็นหญิงชราที่สวมชุดจีนโบราณกำลังยืนมองนางอยู่
"หากไปครั้งนี้เจ้าจะกลับมาไม่ได้แล้ว ตัดสินใจให้ดีบุรุษผู้นั้นคุ้มค่าให้เจ้าทิ้งทุกสิ่งที่นี่แล้วไปหาหรือไม่"
"คุ้มค่า ขอเพียงได้กลับไปหาเทียนอี้และหรงหรงลูกสาวของหนู"
"ช่างเป็นหญิงที่โง่งมเสียจริง แต่บุรุษผู้นั้นเองก็รอคอยเจ้าอยู่เช่นเดียวกัน"
หญิงชราเดินเข้ามาหาหลินอันอันที่ยืนอยู่ ก่อนจะยื่นแผ่นไม้ให้เธอด้วยรอยยิ้ม
"แค่นำไปแขวนไม่ต้องเขียนสิ่งใด อธิษฐานด้วยใจที่ตั้งมั่นของเจ้า"
"หนูจะได้พบพวกเขาใช่ไหมคะ"
"ย่อมได้พบ เด็กน้อยข้าขออวยพรให้เจ้ามีความสุข"
หลินอันอันยิ้มออกมามือบางรับแผ่นป้ายไม้มาก่อนจะกล่าวขอบคุณหญิงชรา ร่างบางเดินเข้าไปใกล้ต้นไม้โบราณก่อนจะแขวนป้ายพร้อมกับตั้งมั่นอธิษฐานในสิ่งที่เธอต้องการ
คำอธิษฐานทุกอย่างล้วนแฝงไปด้วยความตั้งใจ หลินอันอันค่อย ๆ ลืมตาขึ้นก่อนจะหันไปพูดคุยกับหญิงชราแต่ก็ต้องชะงักเมื่อตอนนี้ไม่มีผู้ใดอยู่แล้ว ร่างบางก้าวเดินไปก่อนจะมองรอบ ๆ พบเพียงความเงียบเท่านั้น
"ท่านยาย ขอบคุณนะคะ"
หลินอันอันพูดออกมาด้วยรอยยิ้มเธอไม่รู้ว่าคำอธิษฐานนี้จะเป็นจริงหรือไม่ แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกสบายใจอย่างประหลาดเธอตัดสินใจเดินลงบันไดและเดินทางกลับไปที่คอนโด อาจจะเพราะความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวันอีกทั้งยังเดินขึ้นลงบันไดทำให้หลังจากอาบน้ำหลินอันอันก็หลับสนิทไปตลอดคืน
"นางยังไม่ตายใช่หรือไม่"
"เจ้าแน่ใจหรือว่านางไม่ใช่มือสังหาร"
"ดูการแต่งตัวของนางสิ เหตุใดแปลกประหลาดนัก"
หลินอันอันได้ยินเสียงพูดคุยของผู้คนก็รู้สึกรำคาญคิ้วทั้งสองของนางขมวดเข้าหากัน แต่เสียงคุยของบุรุษก็ดังกว่าเดิมราวกับกำลังถกเถียงเรื่องราวบางอย่างอยู่
"เงียบหน่อยได้ไหม!!!"
หลินอันอันลุกขึ้นนั่งก่อนจะตะโกนออกไปสุดเสียง นางลืมตาขั้นอย่างัวเงียก่อนจะมองไปรอบ ๆ พบว่านางกำลังนอนอยู่บนพื้นหญ้าและตอนนี้มีบุรุษไม่คุ้นหน้าสวมชุดจีนโบราณห้าคนกำลังจ้องมองนางอยู่
ชุดจีนโบราณ?? คำอธิษฐาน!!
"หรือว่า!!"
หลินอันอันลุกขึ้นยืนก่อนจะมองไปรอบตัวอีกครั้งเมื่อเห็นสถานที่ที่นางคุ้นเคยก็รู้ทันทีว่าตัวเองอยู่ที่ไหน รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวยดวงตาคู่สวยตอนนี้เต็มไปด้วยน้ำตา พูดได้ว่าดีใจจนร้องได้ออกมานั่นย่อมไม่ผิด
"นางบ้าไปแล้วจริง ๆ สินะ"
"โยนนางออกไปนอนจวนเถอะก่อนที่หรงหรงจะมาเห็นนาง"
หรงหรง? หลินอันอันที่ได้ยินชื่อบุตรสาวของนางก็รับหันไปหาบุรุษทั้งห้าทันที
"หรงหรง พวกเจ้าหมายถึงเฉินฟางหรงใช่หรือไม่เด็กคนนั้นอยู่ที่นี่หรือ!!!"
"ใช่ภรรยาของข้าอยู่นี่ นี่หรือว่าเจ้าเป็นมือสังหารจริง ๆ"
ขวับ!!
ชายในชุดสีน้ำเงินชักกระบี่ออกมาจ่อที่ลำคอของหลินอันอัน พลางมองนางด้วยสายตาอาฆาตแต่สตรีตรงหน้าไม่ได้ตกใจกลัวแต่อย่างใดนางกลับขมวดคิ้วและเอ่ยถามสิ่งที่ได้ยิน
"ภรรยา?? หรงหรงแต่งงานแล้วหรือ? แล้วผู้ใดเป็นสามีนาง?"
"ย่อมเป็นพวกข้าทั้งห้าคนที่เป็นสามีของหรงหรง เจ้าเถอะเป็นใคร สตรีประหลาดเช่นเจ้าเข้ามาที่จวนเฉินได้เช่นไร"
หลินอันอันตอนนี้มองบุรุษรูปงามทั้งห้าคนตรงหน้าด้วยสายตาเหม่อลอย นี่มันเรื่องตลกอะไรกันข้าไม่อยู่เพียงไม่กี่ปีบุตรสาวที่น่ารักของข้าก็แต่งงานแล้ว อีกทั้งยังแต่งกับบุรุษถึงห้าคน ที่อยู่ตรงหน้าข้าคือเรื่องจริงหรือ....
"พวกลูกเต่าไร้ประโยชน์ส่งเสียงดังอะไร"เฉินเทียนอี้ในชุดขุนนางที่กำลังเดินทางเข้าวังหลวงได้ยินเสียงดังโว๊ยวายของลูกเขยทั้งห้าของเขาก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก ร่างสูงก้าวเท้าเดินตรงไปทางต้นเสียง"ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือ ว่าอย่าได้ก่อความวุ่นวายให้ข้ารำคาญใจเจ้าพวกบุรุษไร้ประโยชน์หรือต้องให้ข้าสั่งกักบริวะ....."กึก!!!เฉินเทียนอี้ชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นว่าตรงหน้าของเขามีสตรีผู้หนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล ใบหน้าสวยที่เขาเฝ้าคนึงหาและเฝ้ามองภาพวาดของนางมาตลอดหลายปี สวบ!!!ไม่รู้ว่าเพราะความคิดถึงที่มีในใจ กลิ่นกายที่หอมโชยออกมาจากร่างของนางที่เขาเคยชินหรือเพราะเขาแน่ใจว่าสตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือภรรยาของเขาจริง ๆ ทำให้เฉินเทียนอี้วิ่งเข้าไปโอบกอดสตรีตรงหน้าโดยไม่ลังเล มือหนากระชับอ้อมกอดร่างบางแน่นราวกับกลัวว่านางจะหายไป"อันอัน เจ้ากลับมาแล้ว เป็นเจ้าข้ารู้ว่าคือเจ้า""ทะ...เทียนอี้"หลินอันอันเรียกชื่อคนตรงหน้าน้ำตาคลอ บรรยากาศตอนนี้ไม่ตอนเอ่ยประโยคใดอีกต่อไปเพราะนางได้รับรู้แล้วว่าตลอดมา เฉินเทียนอี้ก็ไม่มีทางลืมนางเช่นเดียวกัน ใบหน้าสวยซบลงที่อกแกร่งก่อนจะร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ เดิมทีตลอด
หลินอันอันนักเขียวสาวที่มีโปรเจ็กร่วมงานกับการนำนิยายมาทำเป็นหนัง เธอได้ประสบความสำเร็จหลังจากผ่านความเป็นความตายเพราะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนนอนโคม่าอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเวลานานส่วนนิยายที่เธอเขียนก็โด่งดังมีผู้ติดตามมากมาย ชีวิตของเธอตอนนี้ช่างเป็นชีวิตที่ผู้คนต่างอิจฉา"กลับมาคืนดีกันนะ ผมขอโทษ"เสียงข้อความขอคืนดีแจ้งเตือนนับร้อยฉบับในโทรศัพท์ที่ส่งมาจากอดีตคู่หมั้นของหลินอันอันไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกดีใจหรือสนใจเลยสักนิด ผู้ใดจะรู้ว่าชีวิตที่ทุกคนต่างอิจฉาอยู่ตอนนี้เธอไม่ได้ต้องการเลยสักนิดสองปีแล้วที่เธอกลับมาอยู่ในร่างเดิมและใช้ชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน หลังจากที่เธอเข้ามาอยู่ในร่างเฉินหย่งเล่อก็ไม่มาปรากฏตัวให้เธอเห็นอีกเลย ราวกับว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพียงฝันของเธอเท่านั้นแต่ไม่รู้ทำไมเธอถึงคิดว่าที่เกิดขึ้นทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องจริง..."เทียนอี้...หรงหรง....ทุกคนมีตัวตนอยู่จริง ๆ ใช่ไหม"หลินอันอันพูดออกมาเบาเบา เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าที่สว่างสดใสด้วยแววตาเศร้าก่อนจะตัดสินใจก้าวเท้าเดินต่อไป วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะมีการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ เธอที่เป็นนักเขียนจึงต้องแวะเวียนมาดู
สี่ปีต่อมาเวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็วผู้คนในเมืองต่างลืมเลือนเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้น คงมีเพียงคนในจวนเฉินเท่านั้นที่ยังคงจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้ดีแต่พวกเขาเพียงเก็บความเศร้าไว้ในใจและเดินหน้าต่อไปเท่านั้น"ท่านพ่อ"เสียงเรียกของเด็กสาววัยห้าขวบทำให้เฉินเทียนอี้หันไปทางต้นเสียง เขายกยิ้มออกมามองเฉินฟางหรงบุตรสาวที่น่ารักของเขากำลังวิ่งมาทางเขา เฉินเทียนอี้อ้าแขนรับบุตรสาวก่อนจะอุ้มนางขึ้น"หรงหรง แน่ใจหรือว่าจะเข้าวังไปกับพ่อ""ท่านพ่อสัญญาแล้วนะเจ้าคะว่าจะพาข้าไปด้วย"เฉินฟางหรงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงออดอ้อน ทำเอาบิดาที่รักและหลงบุตรสาวยิ่งกว่าดวงใจต้องก้มลงไปฟัดแก้มของนางด้วยความเอ็นดู บ่าวรับใช้และหยวนอิงที่เห็นภาพตรงหน้าจนชินตาก็ทำเพียงยกยิ้มขึ้นมา "หรงหรงน่าเอ็นดูถึงเพียงนี้ พ่อจะกล้าผิดคำพูดได้เช่นไร""หรงหรงรักท่านพ่อที่สุด"เฉินเทียนอี้ยกยิ้มพอใจ ก่อนจะอุ้มบุตรสาวเดินออกจากจวนขึ้นรถม้าไป หยวนอิงส่ายหัวเบา ๆ ให้กับอาการหลงบุตรสาวของผู้เป็นนายแต่อีกใจก็รู้สึกขอบคุณเพราะหากไม่มีคุณหนูไม่รู้ว่าตอนนี้นายท่านจะมีสภาพเป็นเช่นไรการเดินทางมาที่วังหลว
เวลาผ่านล่วงเลยไปหนึ่งเดือนกว่ากองกำลังทหารขององค์ชายสองและเฉินเทียนอี้ที่ได้รับใช้ชนะจากการทำศึกก็มาถึงหน้าประตูเมือง องค์ชายสองที่อยู่บนหลังม้าเงยหน้าขึ้นมองโครงกระดูกของคนผู้หนึ่งที่ถูกแขวนอยู่บนกำแพงหน้าประตูเมือง คิ้วทั้งสองของเขาก็ขมวดเข้าหากัน"นั่นอะไร""กระหม่อมคิดว่าน่าจะเป็นนักฆ่าพ่ะย่ะค่ะ"องค์ชายสองพยักหน้ารับก่อนจะหันสายตากลับไปมองเฉินเทียนอี้ที่ขี่ม้าอยู่ข้างกายเขา ในสนามรบหากไม่ได้ชายผู้นี้คอยวางแผนการรบและกองกำลังที่แข็งแกร่งของเขาข้าคงได้สิ้นชื่อไปแล้วฉายาแม่ทัพบ้าสงครามคงเป็นเรื่องจริงสินะ "ท่านกุนซือ เหตุใดยังทำสีหน้ากังวลอยู่อีกรออีกหน่อยก็ได้พบภรรยาแล้ว""......." เฉินเทียนอี้ไม่ได้ตอบอะไร สีหน้าของเขาตอนนี้เต็มไปด้วยความกังวลทุกอย่างก้าวที่ม้าของเขาเข้าไปในเมืองชาวเมืองที่เขาสบตาล้วนแต่หลับหน้าหรือไม่ก็มีสีหน้ากังวล ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดในใจของข้าถึงได้รู้สึกเศร้าและกังวลถึงเพียงนี้"อะ...ท่านไม่เข้าวังก่อนหรือ""กระหม่อมจะกลับจวนเฉิน"เฉินเทียนอี้พูดออกมาเสียงแข็งก่อนจะควบม้าแยกออกไปหยวนอิงที่เห็นเช่นนั้นก็รีบควบม้าตามไป องค์ชายสองได้แต่ถอนหายใจออกมาเพราะเคยช
"หย่งเล่อ เจ้าตื่นแล้วหรือ"องค์รัชทายาทพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม มองสตรีที่เขารักปักใจกำลังนั่นกินอาหารอยู่ที่โต๊ะกลางห้องข้างกายของนางมีฉู่ซิงเหยียนยืนอยู่ "เจ้าออกไป ข้าต้องการอยู่กับหย่งเล่อเพียงลำพัง""เพคะ"ฉู่ซิงเหยียนรับคำก่อนจะเดินออกจากห้องไป เฉินหย่งเล่อมองอาหารอาบยาพิษตรงหน้าริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นความกลัวและเสียใจเกิดขึ้นในใจของนาง ทั้งที่พิษที่อยู่ในร่างกายของนางหายไปหมดแล้วแท้ ๆ แต่นางต้องมาตายด้วยพิษที่ร้ายแรงกว่างั้นหรือ..."หย่งเล่อเจ้าดูซูบผอมลงนะ"องค์รัชทายาทพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง ก่อนที่เขาจะนั่งลงข้าง ๆ นางมือหนาลูบศีรษะของเฉินหย่งเล่ออย่างทะนุถนอมในใจเอาแต่ขอโทษนางคิดเพียงว่าที่นางผอมเช่นนี้คงตรอมใจที่ถูกกักขังอยู่ในจวนเฉินสินะ"มารหัวขนนั่นทำเจ้าตรอมใจเช่นนี้เลยหรือ หากข้าสังหารมันเจ้าจะดีใจหรือไม่"กึก!!!เฉินหย่งเล่อที่ได้ยินเช่นนั้นก็หยุดชะงัก นางถึงใบหน้าของบุตรสาวก็น้ำตาคลอ"ยะ...หย่งเล่อเจ้าเป็นอะไร"องค์รัชทายาทเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงร้อนรน มือหนาทั้งสองประคองใบหน้าของนางให้หันมาสบตากับเขาก่อนจะโน้มใบหน้าลงไปประทับรอยจูบลงหน้าผากของนางเป็นการปลอบประ
กาลเวลาผ่านไปหลายเดือนข่าวการชนะศึกขององค์ชายสองและเฉินเทียนอี้ที่ได้รับตำแหน่งกุนซือรายงานมาถึงเมืองหลวง ชาวเมืองต่างโห่ร้องด้วยความดีใจพร้อมเตรียมการต้อนรับขบวนกองทหารที่กำลังเดินทางกลับมาในอีกหนึ่งเดือน เฉินหย่งเล่อเหม่อมองไปที่สระบัวที่อยู่เบื้องหน้าใบหน้าสวยตอนนี้ซีดเผือดราวกับกระดาษขาว ในมือของนางมีผ้าเช็ดหน้าที่เปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงสดที่นางพึ่งไอออกมา"ฮูหยิน ภาพวาดเสร็จแล้วขอรับ"เสียงของหยวนอิงทำให้นางได้สติ เฉินหย่งเล่อแอบซ่อนผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเลือดของนางไว้ในแขนเสื้อก่อนจะปั้นหน้าฝืนยิ้มออกมาหันไปหาหยวนอิงที่ยืนอยู่ไม่ไกล"นักจิตรกรได้แก้ตามที่ท่านสั่งแล้วขอรับ""ไหนส่งมาให้ข้าดูหน่อย"น้ำเสียงแหบแห้งเอ่ยขึ้นก่อนจะยื่นมืออันสั่นเทาของนางออกไปรับภาพวาด หยวนอิงเงยหน้ามองผู้เป็นนายหญิงด้วยใจกังวลเพราะตอนนี้คนตรงหน้าไม่เหลือเค้าโครงของสตรีงดงามอีกต่อไปแล้ว"เหมือนยิ่งนัก"ริมฝีปากบางเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม ดวงตาคู่สวยจ้องมองภาพวาดสตรีที่อยู่ตรงหน้า ใบหน้าที่นางคุ้นเคยมาตลอดหลายปีใบหน้าของจริงจริงของนางในโลกแห่งความจริงหลายเดือนมานี้เฉินหย่งเล่อได้ตัดสินใจว่าจะบอกความจริงทุกอย่าง







