LOGINหลายเดือนต่อมา ขบวนทหารที่กำลังเดินทางไปเฉลิมฉลองต้อนรับตำแหน่งรองแม่ทัพคนใหม่กำลังควบม้าผ่านเมืองหนานอันเพื่อไปยังเมืองอี้โจว ผู้ที่ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพก็เป็นไปตามคาด นั่นก็คือนายกองหลี่โม่เทียนที่ผ่านการสอบ
ส่วนหนึ่งก็คือฝีมืออีกส่วนก็คือการสนับสนุน จากสกุลจางที่ติดสินบนกับเจ้าหน้าที่คุมสอบพร้อมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้เขาสอบได้คะแนนระดับสูง ประกอบกับความดีความชอบในช่วงเวลาที่ผ่านมาจึงทำให้ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพได้อย่างง่ายดาย
ขบวนทหารที่จะไปร่วมต้อนรับและแสดงความยินดีให้กับรองแม่ทัพหลี่กำลังจะเคลื่อนไปที่อี้โจว ท่ามกลางสายตาที่สนใจของชาวเมืองหนานอันที่พบเห็น
“ไม่อยากเชื่อเลยว่านายกองหลี่ผู้นั้นจะก้าวหน้าได้เป็นถึงรองแม่ทัพในเวลาอันรวดเร็ว” เสี่ยวชิ่งที่ยืนมองดูทหารที่กำลังควบม้าผ่านกลางเมืองกล่าวขึ้นอย่างชื่นชม ในขณะที่ฉู่อวี่หนิงมีใบหน้าที่เรียบไม่ได้ยินดีอะไร
ผ่านมาสองปีแล้วหลังจากที่นางหวนกลับมาอยู่ในร่างของตนเมื่อยังวัยเยาว์ ปีนี้นางก็อายุสิบเจ็ดแล้ว นางมีเวลาอีกแค่สองปีกว่าจะถึงกำหนดชะตาที่นางจะต้องถูกเขาสังหาร รวมไปถึงเสี่ยวชิ่งที่กำลังยืนชื่นชมโดยไม่รู้เรื่อง
“หลายเดือนก่อนปราบกบฏที่ชายแดนตะวันตกได้ แล้วยังสอบผ่านขุนนางฝ่ายบู๊ได้สำเร็จ นายกองหลี่ ไม่ใช่สิ รองแม่ทัพหลี่ผู้นี้มากความสามารถเสียจริง”
เมื่อได้ยินเสี่ยวชิ่งกล่าวชื่นชมไม่หยุดก็ไม่ได้กล่าวอะไรแม้แต่ครึ่งคำ สายตาที่มองเหล่าทหารที่กำลังไปฉลองตำแหน่งรองแม่ทัพคนใหม่เต็มไปด้วยความหงุดหงิด
คนทำชั่วแล้วได้ดีและได้รับการยกย่องเห็นแล้วก็รู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นภายในใจ
“เราไปทางด้านโน้นกันเถอะ” เมื่อทนเห็นภาพความสำเร็จของหลี่โม่เทียนไม่ไหวจึงชักชวนให้สาวใช้คนสนิทเดินไปยังถนนอีกฝั่ง
ยิ่งเห็นผู้คนสนใจมองดูทหารม้าเหล่านี้และชื่นชมความเก่งกาจของคนโฉดชั่วก็รู้สึกโกรธไม่น้อย ตำแหน่งที่ได้มาด้วยความไม่ชอบธรรม คำยกยอสรรเสริญของคนที่ไม่รู้เบื้องหลัง แต่ว่าเขาก็ยังรับมันเอาไว้ได้อย่างหน้าซื่อตาใส
ในขณะที่กำลังนึกเรื่องนี้นางก็เดินไปเรื่อย ๆ โดยไม่ทันระวังก็ชนกับบุรุษผู้หนึ่งเข้า
คนในสำนักคุ้มกันภัยจำนวนสองคนที่ติดตามมารีบเข้ามายืนขวางเพื่อปกป้องฮูหยินของตน แต่นางใช้มือยกขึ้นห้ามเอาไว้เสียก่อนเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายแต่งกายด้วยชุดข้าราชการทหาร
“ขออภัยแม่นาง ข้าเดินไม่ทันมอง” น้ำเสียงนุ่มทุ้มนั้นรีบเอ่ยคำขอโทษออกมา ยืดอกรับผิดอย่างองอาจไม่ได้แสดงความหยิ่งผยอง
“ข้าเองก็ไม่ทันระวังเช่นเดียวกัน ต้องขออภัยใต้เท้าด้วย” นางกล่าวขอโทษกลับด้วยท่าทีที่สุภาพ ดูจากเครื่องแต่งกายแล้วอีกฝ่ายก็คงจะเป็นทหารที่ยศสูงพอสมควร
“ใต้เท้ามาร่วมขบวนทหารม้าที่จะไปแสดงความยินดีกับรองแม่ทัพหลี่เช่นนั้นหรือ” นางเปล่าถามหลังจากที่คาดเดาทุกอย่างเอง
“แม่นางเข้าใจผิดแล้ว ข้ามาที่หนานอันเพื่อขอพบใต้เท้าหยวน ไม่ทราบว่าแม่นางพอจะรู้หรือไม่ว่าสำนักคุ้มกันภัยสกุลหยวนไปทางไหน” กล่าวไปแววตาก็จ้องมองนางด้วยความชื่นชม ไม่รู้ว่าเป็นคุณหนูจากสกุลใดช่างงดงามและอ่อนหวานจนละสายตาไปจากนางแทบไม่ได้
“ที่แท้ใต้เท้าก็เป็นแขกของใต้เท้าหยวน ข้าฉู่อวี่หนิงเป็นภรรยาของที่ปรึกษาหยวนไป๋เยี่ยนขอคารวะใต้เท้า”
“แม่นางคือคุณหนูใหญู่ฉู่ หยวนฮูหยินน้อยนี่เอง” น้ำเสียงนั้นกล่าวด้วยความเสียดายเล็กน้อย หยวนไป๋เยี่ยนมีภรรยาที่งดงามเช่นนี้ถือว่ามีวาสนานัก
“ข้ามู่ตง ยินดีที่ได้เจอหยวนฮูหยินน้อย ข้าได้ยินมาว่าท่านเป็นผู้ที่ช่วยดูแลและวางกลยุทธ์ของสำนักคุ้มภัยสกุลหยวน วันนี้ได้เจอตัวจริง นับถือ นับถือ” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความชื่นชม แม้ตอนแรกจะชื่นชอบแต่ตอนนี้กลายเป็นชื่นชมเมื่อรู้ว่านางมีเจ้าของเสียแล้ว
“ท่านคือแม่ทัพมู่ตงที่จะไปประจำการที่ชายแดนทางฝั่งเหนือ” นางกล่าวออกมาด้วยความตื่นเต้น นึกย้อนไปชาติก่อน เป็นเพราะมู่ตงถูกธนูปริศนาสังหารในสนามรบ หลี่โม่เทียนจึงกลายเป็นผู้นำทัพแทนและได้สังหารแม่ทัพของฝ่ายศัตรูได้สำเร็จ
หากมู่ตงผู้นี้ไม่สิ้นชีพในสนามรบ นั่นก็หมายความว่าหลี่โม่เทียนก็ยากที่จะสร้างผลงานจนกลายเป็นแม่ทัพ การที่นางได้เจอเขาในวันนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
“ไม่นึกว่าคุณหนูฉู่จะรู้จักข้า”
“ฝีมือของท่านนั้นเป็นที่เลื่องลือและยังเปี่ยมไปด้วยความสามารถ หากข้าไม่รู้จักท่านคงจะเป็นเรื่องที่น่าแปลกไม่น้อย” นางเอ่ยวาจาที่ยกย่องด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม จากนั้นก็ผายมือเชิญให้เดินไปที่เรือนสกุลหยวนด้วยกัน
ระหว่างทางก็พูดคุยกันไปด้วย โดยมีเสี่ยวชิ่งและคนของสำนักคุ้มภัยสกุลหยวนอีกสองคนที่ติดตามอยู่ห่าง ๆ
“ได้พบแม่ทัพมู่วันนี้ช่างเป็นวาสนา ข้ามีเรื่องที่คิดไม่ตกอยู่เรื่องหนึ่ง แต่ไม่สามารถพูดคุยกับใครได้แม้กระทั่งท่านพี่ แต่เมื่อเห็นท่านราวกับว่าสวรรค์ประทานทางออกให้แก่ข้า” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มเบาและเต็มไปด้วยความลำบากใจ
“เรื่องที่ไม่สามารถบอกผู้ใดได้แม้กระทั่งใต้เท้าหยวนเช่นนั้นหรือ” แม่ทัพหนุ่มกล่าวถามด้วยความสงสัย
“งานในสำนักคุ้มกันภัยต้องออกเดินทางคุ้มกันสินค้าไปยังเมืองต่าง ๆ เรื่องราวที่ได้ยินมาถึงหูข้าก็มีไม่ใช่น้อย แต่ทุกอย่างล้วนขาดหลักฐาน แต่มีบางเรื่องที่ข้าเชื่อว่าน่าจะเป็นเรื่องจริง แต่เสียดายที่...” นางหยุดพูดเพียงเท่านั้นแล้วก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างกลัดกลุ้ม
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น ดูจากที่ท่านเล่าแล้วน่าจะเป็นเรื่องที่ใหญ่พอสมควร” แม่ทัพมู่กล่าวถามด้วยความกระตือรือร้น
“ไม่รู้ควรจะบอกกับท่านได้หรือไม่ เพราะหากเรื่องนี้ล่วงรู้ไปถึงหูท่านพี่ก็จะหาว่าข้าเอาเรื่องไม่สมควรมาพูดกับท่าน หรือไม่ก็อาจจะโกรธที่เรื่องสำคัญขนาดนี้ข้านำมาบอกท่านแทนที่จะเป็นสามีเช่นเขา” พูดแล้วก็แสร้งหน้าเศร้า มือทั้งสองที่จับกันไว้กำลังบีบแน่นแสดงความกังวลใจ ในขณะที่ก้าวเดินไปตามถนนที่มุ่งสู่สกุลหยวน
“ด้วยเกียรติของข้า ข้าจะไม่มีวันแพร่งพรายเรื่องที่ท่านพูด และหากช่วยเหลือได้ข้าก็จะช่วยเหลือโดยไม่ให้ผู้ใดล่วงรู้ว่าเป็นเรื่องราวจากท่าน”
ฉู่อวี่หนิงลอบยิ้มกับมารยาของสตรี แค่ใช้คำพูดที่อ่อนหวานและแสดงกิริยาที่อ่อนแอ บุรุษผู้นี้ก็ใจอ่อนยอมเชื่อฟังแล้ว
“เรื่องกบฏที่ชายแดนเมืองซีโจวเจ้าค่ะ” นางกล่าวเพียงแค่นั้นฝีเท้าของแม่ทัพหนุ่มก็หยุดชะงัก จากนั้นก็หันมามองนางด้วยสายตาที่สนใจ
“เจ้ารู้สิ่งใดเกี่ยวกับเรื่องนี้” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความจริงจังแววตาเป็นประกายใคร่รู้ ฉู่อวี่หนิงรับรู้ได้ทันทีว่าเรื่องนี้เขาน่าจะกำลังระแคะระคายอะไรบางอย่าง เมื่อนางกล่าวถึงซีโจวจึงได้แสดงอาการเช่นนี้ออกมา
************************
“เจ้ารู้สิ่งใดเกี่ยวกับเรื่องนี้” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยกระตือรือร้นอยากจะรู้ถึงสิ่งที่ฉู่อวี่หนิงกล่าวถึงเหตุการณ์ปราบกบฏที่ซีโจวนั้นเป็นสิ่งที่ตนเองก็สงสัยอยู่ไม่น้อยในตอนนั้นเองก็มีทหารสองนายเดินตรงมาหาทั้งคู่ ทำการคารวะแม่ทัพมู่ตงด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม“เรียนท่านแม่ทัพ สำนักคุ้มกันภัยของสกุลหยวนอยู่ข้างหน้าขอรับ” หนึ่งในสองคนนั้นรายงานหลังจากที่ไปสอบถามเส้นทางมาแล้ว“ข้ารู้แล้ว นี่คือภรรยาของใต้เท้าหยวน นางกำลังนำทางข้าไปที่สกุลหยวน” ประโยคนั้นบอกเป็นนัยว่าไม่ให้ทั้งสองกล่าวอะไรที่ไม่ควรออกไปต่อหน้านาง เพราะไม่รู้ว่าฉู่อวี่หนิงผู้นี้เป็นคนเช่นไร“คารวะหยวนฮูหยิน” นายทหารทั้งสองกล่าวอย่างพร้อมเพรียงพร้อมทั้งทำการคารวะนางตามธรรมเนียม“เชิญท่านแม่ทัพทางนี้ สิ่งที่ท่านอยากรู้เมื่อถึงสกุลหยวนค่อยหาที่เงียบสงบพูดกันเป็นการส่วนตัวจะดีกว่า” หยวนฮูหยินน้อยผายมือเชิญให้แม่ทัพมู่ตงเดินไปพร้อมกับนางอีกครั้ง“ได้” เขากล่าวแล้วส่งสัญญาณให้ทหารคนสนิททั้งสองติดตามไปฉู่อวี่หนิงเริ่มก้าวเดิน ริมฝีปากเผยรอยยิ้มน้อย ๆ ที่เจ้าเล่ห์ออกมา ไม่ต้องรออาศัยอำนาจของสามีในการดำเนินการ นางจะใช้มู่ตงในการที่
หลายเดือนต่อมา ขบวนทหารที่กำลังเดินทางไปเฉลิมฉลองต้อนรับตำแหน่งรองแม่ทัพคนใหม่กำลังควบม้าผ่านเมืองหนานอันเพื่อไปยังเมืองอี้โจว ผู้ที่ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพก็เป็นไปตามคาด นั่นก็คือนายกองหลี่โม่เทียนที่ผ่านการสอบส่วนหนึ่งก็คือฝีมืออีกส่วนก็คือการสนับสนุน จากสกุลจางที่ติดสินบนกับเจ้าหน้าที่คุมสอบพร้อมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้เขาสอบได้คะแนนระดับสูง ประกอบกับความดีความชอบในช่วงเวลาที่ผ่านมาจึงทำให้ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพได้อย่างง่ายดายขบวนทหารที่จะไปร่วมต้อนรับและแสดงความยินดีให้กับรองแม่ทัพหลี่กำลังจะเคลื่อนไปที่อี้โจว ท่ามกลางสายตาที่สนใจของชาวเมืองหนานอันที่พบเห็น“ไม่อยากเชื่อเลยว่านายกองหลี่ผู้นั้นจะก้าวหน้าได้เป็นถึงรองแม่ทัพในเวลาอันรวดเร็ว” เสี่ยวชิ่งที่ยืนมองดูทหารที่กำลังควบม้าผ่านกลางเมืองกล่าวขึ้นอย่างชื่นชม ในขณะที่ฉู่อวี่หนิงมีใบหน้าที่เรียบไม่ได้ยินดีอะไรผ่านมาสองปีแล้วหลังจากที่นางหวนกลับมาอยู่ในร่างของตนเมื่อยังวัยเยาว์ ปีนี้นางก็อายุสิบเจ็ดแล้ว นางมีเวลาอีกแค่สองปีกว่าจะถึงกำหนดชะตาที่นางจะต้องถูกเขาสังหาร รวมไปถึงเสี่ยวชิ่งที่กำลังยืนชื่นชมโดยไม่รู้เรื่อง“หลายเดือนก่อน
ในขณะที่กำลังจะเดินทางกลับไปยังจวนอำเภออี้โจว ระหว่างทางฉู่อวี่หนิงก็เห็นทางการมาติดป้ายประกาศเกียรติคุณ เพื่อให้ชาวบ้านในเมืองเกิดได้ล่วงรู้ว่ามีคนของอี้โจวได้ทำคุณงามความดีไว้แก่แคว้นฉี ด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางจึงเข้าไปอ่านประกาศของทางการด้วยความอยากรู้ว่าพลเมืองอี้โจวผู้ใดสร้างคุณงามความดีเอาไว้ ใบหน้างามซีดเผือด มือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปที่ฝ่ามือ รู้สึกถึงหัวใจที่ได้แรงด้วยความคับแค้นใจ ประกาศที่ติดตรงหน้าเป็นการสร้างผลงานของหลี่โม่เทียน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะวางแผนให้ตนเองได้รับความดีความชอบด้วยการแลกกับชีวิตของผู้บริสุทธิ์ประกาศแจ้งว่าผลงานของหลี่โม่เทียนคือการปราบปรามกบฏที่หมู่บ้านตรงแถบชายแดนตะวันตก ฉู่อวี่หนิงยิ่งอ่านแล้วก็รู้สึกยิ่งโกรธแค้นหลี่โม่เทียน ขึ้นมาอีกหลายเท่า พร้อมกันนั้นก็รู้สึกผิด หากนางไม่ได้ขัดขวางแผนการสร้างผลงานเรื่องจับโจรป่า ชาวบ้านที่อยู่แถบชายแดนตะวันตกก็คงไม่ตกเป็นเครื่องมือของบุรุษโฉดชั่วผู้นั้นหลี่โม่เทียนสังหารคนในหมู่บ้านไปถึงเจ็ดคน อ้างว่าทั้งเจ็ดเป็นพวกที่ก่อกบฏ พอจับได้ก็ขัดขืนจึงทำให้มีการต่อสู้เกิดขึ้นจนต้องจับตาย จากนั้นก็ค้นเจออาวุธใ
สำนักคุ้มกันภัยสกุลหยวนทำการคุ้มกันสินค้าจากเมืองหนานอันไปยังเมืองต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น กลยุทธ์ที่ใช้ป้องกันโจรที่เข้ามาปล้นชิงทรัพย์นั้นเต็มไปด้วยความเด็ดขาดและแยบยล ทำให้จับโจรป่าส่งทางการได้สำเร็จอยู่หลายครั้งคนของหลี่โม่เทียนที่แสร้งทำเป็นโจรป่าก็ไม่กล้าที่จะลงมือเมื่อเห็นว่าเป็นสำนักคุ้มกันภัยของสกุลหยวน แผนการที่จะสร้างผลงานของหลี่โม่เทียนด้วยการปราบโจรป่าจึงไม่สำเร็จ ทว่าเขากลับใช้วิธีที่เหี้ยมโหดมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ฉู่อวี่หนิงมั่นใจว่าสกุลจางไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแผนการชั่วนั่นก็คือการที่กุข่าวลือเรื่องกบฏ แล้วทำทีว่ากำลังสืบหาเพื่อที่จะปราบปราม ซึ่งบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วแผนการนั้นจะเป็นอย่างไร เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชาติที่แล้ว“การที่ข้าเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์หลักที่เกิดขึ้น ชะตาของหลี่โม่เทียนก็เปลี่ยนไปตาม แต่สุดท้ายก็ยังต้องลงเอยด้วยผลลัพธ์เช่นเดิม หากเป็นเช่นนี้เขาจะต้องได้เป็นรองแม่ทัพในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้อย่างแน่นอน นี่ข้าจะแก้ไขอะไรไม่ได้เลยหรือ หากเป็นเช่นนั้นสวรรค์ส่งข้ามาให้ได้รับความเจ็บปวดอีกครั้งหรืออย่างไร” น้ำเสียงนั้นพึมพำออกมาด้วย
มื้ออาหารค่ำมีความตึงเครียดระหว่างสองสามีภรรยาอย่างเห็นได้ชัด หยวนเฮ่อหลานและโจวมู่หลันสังเกตเห็นแต่ก็ไม่ได้กล่าวถามอันใด เรื่องของสามีภรรยาให้ไปพูดคุยกันเองเป็นการส่วนตัว“กว่าจะสอบได้เป็นจอหงวนต้องผ่านความยากลำบากมานานนับปี พวกเราภาคภูมิใจในตัวเจ้า ในที่สุดสกุลหยวนก็มีคนที่ตอบได้เป็นขุนนางกับเขาเสียที ไม่ผิดหวัง ไม่ผิดหวัง” ผู้เป็นบิดากล่าวด้วยความปลาบปลื้ม แม้ก่อนหน้านี้อยากจะให้บุตรชายรับช่วงดูแลสำนักคุ้มภัยต่อจากตนก็ตาม แต่เมื่อเห็นว่าประสบความสำเร็จก็อดที่จะยินดีไม่ได้“จอหงวนก็ได้เป็นแล้ว หลังจากนี้ไม่ต้องเอาแต่หมกมุ่นอยู่แต่กับม้วนตำรา ไม่นานแม่ก็คงจะได้อุ้มหลานแล้วสินะ” ผู้เป็นมารดากล่าวถึงการมีทายาท มือที่ถือตะเกียบนั้นชะงักแทบจะทันที ราวกับว่ามารดาแตะเกล็ดย้อนของเขาเข้าให้แล้ว“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าอิ่มแล้ว อยากพักผ่อน” มือหนาวางตะเกียบลงบนชามข้าวที่พร่องไปเพียงครึ่ง จากนั้นก็สะบัดชายผ้าลุกเดินออกจากโต๊ะอาหารค่ำไป ด้วยท่าทีที่ดูมีความในใจ เมื่อเห็นเช่นนั้นผู้เป็นภรรยาจะกินต่อได้อย่างไร“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าอิ่มแล้ว ขอตัวไปดูท่านพี่นะเจ้าคะ” นางกล่าวอย่างสุภาพแล้วจึงลุกขึ้นตามสาม
หลังจากกลับมาสกุลหยวนได้สามสัปดาห์แล้ว ฉู่อวี่หนิงก็เริ่มที่จะวางกลยุทธ์การฝึกซ้อมและการต่อสู้ให้กับสำนักคุ้มภัยสกุลหยวนให้รัดกุมขึ้น เนื่องด้วยโจรป่าที่เริ่มออกอาละวาดส่วนหนึ่งที่เป็นโจรจริงก็อันตรายพอตัว อีกส่วนเป็นคนของหลี่โม่เทียนที่ว่าจ้างมาเพื่อสร้างผลงานแต่นางจะไม่มีวันให้เกิดขึ้น สร้างผลงานปลอม ๆ และสร้างความหวาดหวั่นให้ผู้คนเพื่อความก้าวหน้า หากยังมีนางและคนของสำนักคุ้มภัยสกุลหยวนอยู่เรื่องนี้คงไม่ง่ายนักในระหว่างที่อธิบายแผนการฝึกซ้อม ก็มีคนบ่าวในเรือนรีบวิ่งมารายงานแก่ฮูหยินน้อยกับเรื่องที่น่ายินดี“เรียนฮูหยินน้อย บัดนี้ขบวนเกี้ยวฉลองตำแหน่งจอหงวนได้เดินทางมาถึงหนานอันแล้ว เป็นนายน้อยของเราที่ได้ตำแหน่งจอหงวน ท่านรีบออกมาต้อนรับเถิด ขบวนกำลังจะถึงหน้าเรือนแล้ว”เวลาผ่านไปเกือบเดือนในที่สุดหยวนไป๋เยี่ยนก็เดินทางกลับมาพร้อมกับความสำเร็จ นางรีบออกไปต้อนรับผู้เป็นสามี เช่นเดียวกันกับหยวนเฮ่อหลานและโจวมู่หลันที่รีบออกไปยืนรอรับบุตรชายที่หน้าสกุลหยวนด้วยความภาคภูมิใจเกี้ยวขนาดแปดคนหามที่ยิ่งใหญ่พร้อมกับขบวนมโหรีได้หยุดลงที่หน้าสำนักคุ้มกันภัย จากนั้นผู้ที่อยู่ในเกี้ยวก็เดินลง







