เข้าสู่ระบบยามโหย่ว (ประมาณ 18.00 น.) ณ ห้องจัดเลี้ยงเรือนใหญ่ วังชินอ๋อง
บรรยากาศภายในห้องจัดเลี้ยงเรือนใหญ่เต็มไปด้วยความหรูหรา โอ่อ่า ทว่ากลับอบอวลไปด้วยรังสีความตึงเครียดอันเยือกเย็นดุจสมรภูมิรบก่อนเปิดศึก!
โต๊ะอาหารไม้เนื้อดีขัดเงาวับตั้งวางอยู่กลางห้อง บนโต๊ะถูกจัดเรียงด้วยจานชามกระเบื้องเคลือบเกรดพรีเมียม และอาหารเลิศรสนับสิบจานที่ส่งกลิ่นหอมอบอวล... มีทั้งเป็ดปักกิ่งหนังกรอบสีน้ำตาลทอง หมูหันตัวโต ซุปหูฉลาม และกุ้งมังกรนึ่งเหล้าจีนจานยักษ์
เบื้องหลังฉากกั้นไม้แกะสลักพับสี่ทบตามมุมห้อง... องครักษ์เงาฝีมือดีสามนายซุ่มซ่อนอยู่อย่างเงียบเชียบ ทุกคนกุมด้ามกระบี่แน่น เตรียมพร้อมจุดพลุสัญญาณด่วนหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน!
เวินเชียนฟานในชุดขุนนางลำลองสีดำขลิบทอง นั่งประธานอยู่บนเก้าอี้หัวโต๊ะด้วยท่วงท่าสง่างาม ใบหน้าคมสันเรียบตึงดุจรูปสลัก ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีเพ่งมองไปยังธรณีประตูห้องจัดเลี้ยงโดยไม่กระพริบตา... มือขวาของเขาสอดไว้ใต้ชายเสื้อกว้าง คลำเข็มพิษ ยาสลายปราณ และยาแก้พิษครอบจักรวาลไว้แน่นหนา!
‘คืนนี้แหละ...’ เวินเชียนฟานคิดในใจด้วยความเด็ดเดี่ยว ‘ข้าจะเผชิญหน้ากับจอมมารซูเหมยตรงๆ ถอดหน้ากากและถอดความต้องการที่แท้จริงของนางให้ได้!’
ตึง... ตึง...
เสียงก้าวเท้าอันผ่อนคลายดังขึ้นจากทางเดินหน้าห้องจัดเลี้ยง...
ผ้าม่านแพรถูกเปิดออก ร่างของ ‘ซูเหมย’ เดินระรื่นเข้ามาในห้องจัดเลี้ยง!
ทว่า... ภาพที่ปรากฏตรงหน้า ทำเอาเวินเชียนฟานและชางสิงถึงกับขมวดคิ้วแน่นด้วยความสงสัยเชิงยุทธศาสตร์!
มะลิใส่ชุดฮั่นฝูสีส้มพาสเทลทรงหลวมตัวใหญ่พิเศษ ช่วงเอวผูกไว้หลวมๆ จนมองไม่เห็นทรวดทรงกุลสตรี ทว่าตรง 'ชายแขนเสื้อกว้าง' สองข้างกลับมีขนาดใหญ่โตผิดปกติราวกับถุงกระสอบ!
มะลิเดินเข้ามาในห้องจัดเลี้ยงด้วยสีหน้าร่าเริงสุดขีด ทันทีที่สายตาของเธอปะทะเข้ากับกองทัพอาหารเลิศรสบนโต๊ะ...
ดวงตาของมะลิก็เบิ่งกว้าง ขยายโตเท่าไข่ห่าน! เปล่งประกายวาววับเป็นประกายเงินดอลลาร์ $100$ ทันที! มุมปากยกยิ้มแป้นจนแก้มแทบปริ!
‘เชี่ยเอ๊ยยยยยย!!’ มะลิตะโกนกรีดร้องในใจอย่างเบิกบาน
‘บุฟเฟต์ VIP หกดาวของจริงว้อยยย! เป็ดปักกิ่งหนังกรอบ! หมูหันหอมๆ! ซุปหูฉลาม! กุ้งมังกรนับสิบตัว! ท่านอ๋องสายเปย์หล่อรวยระดับร้อยล้านจัดเต็มขนาดนี้เลยเหรอวะเนี่ย! คุ้มค่าที่ใส่ชุดฮั่นฝูหลวมๆ มาจริงๆ!’
เวินเชียนฟานจ้องมองสายตาลุกวาวเป็นประกายเงินของมะลิ แล้วสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เหงื่อซึมฝ่ามือ
‘สายตาแห่งความโลภและกระหายชัยชนะ...!’ ชินอ๋องวิเคราะห์ในใจอย่างตึงเครียด ‘นางมองเห็นอาหารบนโต๊ะเป็นเพียงศาสตราวุธและจุดยุทธศาสตร์! และชุดฮั่นฝูทรงหลวมไร้รูปนั่น... นางตั้งใจใส่มาเพื่อซ่อนอาวุธลับและซ่อนค่ายกลไกไว้ใต้ชายเสื้ออย่างแน่นอน!’
มะลิไม่รอช้า ไม่รอให้ใครเชิญก็นั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามชินอ๋องปุ๊บ! ย่อตัวลงเคารพแบบงูๆ ปลาๆ พอเป็นพิธี
“สวัสดีค่ะท่านอ๋อง! ขอบพระคุณสำหรับอาหารมื้อใหญ่นะคะ!” มะลิส่งยิ้มหวานกวนประสาท
พูดจบ มะลิก็คว้าตะเกียบขึ้นมาทันที! เธอไม่ลังเล ไม่เกรงกลัว ไม่สำรวมกิริยากุลสตรีใดๆ ทั้งสิ้น ยื่นตะเกียบไปหนีบเอาหนังเป็ดปักกิ่งชิ้นโตเข้าปากดัง กรวบ! เคี้ยวกรวบๆ ด้วยสีหน้าเอ็นจอยมีความสุขสุดขีด!
ตามด้วยการคว้าขาหมูหันเข้าปาก แล้วเคี้ยวจั๊บๆ อย่างเมามัน!
เวินเชียนฟานนั่งนิ่งค้าง จ้องมองการกวาดอาหารเข้าปากอย่างตะกละตะกรามและรวดเร็วของมะลิด้วยความสยองผวา!
‘สวรรค์ชั้นฟ้า...!’ เวินเชียนฟานเหงื่อทะลักเปียกแผ่นหลัง
‘นางกินอาหารทุกจานอย่างรวดเร็วและไร้ความลังเล! นี่คือกลอุบายทดสอบว่าอาหารมียาพิษหรือไม่! การแสดงท่าทีไร้ช่องโหว่และตะกละตระกรามเช่นนี้ ทำลายความหวาดระแวงเรื่องยาพิษของข้าจนหมดสิ้น! ช่างเป็นสายลับที่แยบยลและคำนวณจิตวิทยามาอย่างดีเยี่ยม!’
ชินอ๋องข่มอารมณ์ผวา ยันกายลุกขึ้นนั่งตรง แผ่รังสีข่มขู่เชิงยุทธศาสตร์ออกมา รังสีความเย็นเยือกครอบคลุมโต๊ะอาหารทันที
“อนุซู...” เวินเชียนฟานเอ่ยเสียงต่ำดุดัน จ้องลึกลงไปในดวงตาของมะลิ “เข้าเรือนอ๋องของข้ามาได้หลายวัน... เจ้าแสดงอิทธิฤทธิ์สำแดงค่ายกลสยบคนของข้าครั้งแล้วครั้งเล่า...”
มะลิที่กำลังเคี้ยวหนังเป็ดปักกิ่งเต็มปาก ชะงักตะเกียบเล็กน้อย ชะโงกหน้าขึ้นมองพระเอกด้วยสายตางงงวย
“เจ้าเข้ามาอยู่ในวังอ๋องแห่งนี้... มีเป้าหมายอันใดกันแน่?!” เวินเชียนฟานเค้นเสียงหนัก เค้นเอาความจริง “เหตุใดจึงต้องวางกลอุบายปั่นป่วนข้าและคนในเรือนหลังไม่เว้นแต่ละวัน!”
มะลิกลืนเป็ดปักกิ่งลงคอดัง เอื๊อก! ก่อนจะยกแก้วน้ำชาขึ้นจิบแก้ติดคอ แล้วมองชินอ๋องด้วยสายตาเหนื่อยหน่ายปนถอนหายใจยาว
“โธ่... ท่านอ๋องคะ!” มะลิส่งเสียงถอนหายใจอุบอิบ เท้าคางมองพระเอก “ดิฉันบอกตั้งแต่วันแรกแล้วไงคะว่าดิฉันแค่มาร่วมงาน ไม่ได้มาร่วมรบ! ดิฉันไม่ได้อยากจะไปสู้หรือปั่นป่วนใครสักหน่อย!”
“แล้วเหตุใดเจ้าจึงต้องทำท่าทีลึกล้ำ และมีพฤติกรรมประหลาด!” ชินอ๋องเค้นถามไม่ลดละ
มะลิกอดอก สูดลมหายใจเข้าปอด แล้วเริ่มบ่นอุบอิบระบายความอัดอั้นตันใจของคนยุค 2026 ออกมาชุดใหญ่!
“ก็ชีวิตยุคนี้มันโคตรน่าเบื่อเลยน่ะสิคะท่านอ๋อง!” มะลิโวยวายเสียงกวน “อยู่นี่ก็สบายดีนะคะ อาหารฟรี เรือนฟรี สวัสดิการเลิศ... เสียอย่างเดียว! ไม่มี Wi-Fi ให้ไถฟีด! ไม่มี เครื่องปรับอากาศ เย็นๆ นอนฉ่ำปอด! แถมไม่มี ส้มตำปูปลาร้า แซ่บๆ พริกสิบเม็ดกินเลยสักนิด! ชีวิตคนยุคใหม่ขาดสามอย่างนี้ไป มันโคตรขาดสีสันและไร้รสชาติเลยนะคะท่าน!”
บรรยากาศทั่วทั้งห้องจัดเลี้ยงเงียบกริบลงทันที...
เวินเชียนฟานนิ่งค้างไปห้าวิเต็มๆ!
ดวงตาคมกริบของชินอ๋องขยายกว้าง สมองระดับอัจฉริยะกำลังประมวลผลคำศัพท์ไม่คุ้นหูทั้งสามคำอย่างบ้าคลั่ง สลับซับซ้อนถึงแปดสิบแปดชั้น!
‘วิ... ไวไฟ (Wi-Fi)?’ เวินเชียนฟานเหงื่อซึมฝ่ามือ สมองช็อตอย่างหนัก
‘Wi-Fi... สายใยสื่อสารลับข้ามมิติไร้สาย! นางกำลังบอกข้าว่า นางขาดสายใยสัญญาณสื่อสารกับกองกำลังฝ่ายมารเบื้องบนอย่างนั้นรึ?! หากนางต่อค่ายกล Wi-Fi ติดเมื่อใด วังอ๋องของข้าคงถูกกองทัพอสูรสงครามบุกทำลายในพริบตา!’
‘เครื่องปรับอากาศ?!’ ชินอ๋องขมวดคิ้วแน่น หัวใจเต้นระทึกผวา
‘เครื่องปรับอากาศ... วิชาลมปราณเหมันต์แปรสภาพอากาศ! นางสามารถควบคุมอุณหภูมิฟ้าดิน ควบคุมลมหนาวและหิมะได้ถึงเพียงนี้เชียวรึ! หากนางปลดปล่อยพลังเครื่องปรับอากาศ วังอ๋องของข้ามิกลายเป็นภูเขาแช่แข็งไปรึอย่างไร!’
‘และ... ส้มตำปูปลาร้า!!’ เวินเชียนฟานหน้าซีดเผือด ไหล่สั่นงกๆ ด้วยความสยองขวัญระดับสูงสุด!
‘ส้มตำปูปลาร้า... อาวุธชีวภาพพิษอสูรวารีชนิดใหม่ที่หมักหมมจากกุ้งหอยปูปลาเน่าเปื่อย! พริกสิบเม็ดหมายถึงเข็มพิษเพลิงสิบเล่ม! ช่างเป็นพิษเชื้อโรคที่เหี้ยมโหด ดุดัน และทำลายล้างเมืองได้ในพริบตา!’
เวินเชียนฟานกำหมัดแน่นจนข้อหักดัง ก๊อก! เหงื่อทะลักเปียกแผ่นหลัง
‘นางกำลังข่มขู่ข้า...!’ ชินอ๋องประมวลผลด้วยความผวา ‘นางกำลังบอกข้าว่า หากข้าบีบคั้นนางมากเกินไป นางจะร่ายค่ายกล Wi-Fi เปิดระบบเครื่องปรับอากาศแช่แข็ง และใช้อาวุธชีวภาพส้มตำปูปลาร้าทำลายล้างวังอ๋องของข้าให้พังพินาศ!’
ในขณะที่ชินอ๋องกำลังสติแตกและหวาดกลัวเชิงยุทธศาสตร์ขั้นสูงสุด...
มะลิกลับยื่นมือไปคว้ากุ้งมังกรตัวโตขึ้นมาแกะเปลือกกินอย่างมีความสุขชิลๆ!
“เอาเป็นว่า...” เวินเชียนฟานสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ บังคับน้ำเสียงให้เรียบตึงเพื่อเปิดการเจรจาสงบศึก
“หากเจ้าอยู่อย่างสงบในเรือนท้ายสวน... ไม่ร่ายค่ายกล Wi-Fi... ไม่ใช้ปราณเครื่องปรับอากาศ... และไม่ใช้อาวุธชีวภาพส้มตำปูปลาร้า...” ชินอ๋องเอ่ยเงื่อนไข “ข้าก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเจ้า และจัดหาเสบียงให้อย่างสมบูรณ์!”
มะลิตบโต๊ะดัง ปัง! ยิ้มแป้นหัวเราะร่า
“ดีเลยค่ะท่านอ๋อง! สัญญาตามนี้นะคะ!” มะลิปรบมือชอบใจ “ดิฉันสายชิลอยู่แล้ว ไม่สร้างปัญหา ไม่ร่ายค่ายกล ไม่กินส้มตำก็ได้ค่ะ! สบายมาก!”
เวินเชียนฟานเหยียดยิ้มถอนหายใจในใจ ‘สำเร็จ... ข้าเจรจาสงบศึก ยับยั้งอาวุธทำลายล้างของจอมมารซูเหมยได้สำเร็จชั่วคราว!’
ยามทุ่มผันผ่าน... ได้เวลาเลิกลา
มะลิยันกายลุกขึ้นยืน เตรียมตัวเดินกลับเรือนท้ายสวน ทว่าก่อนจะก้าวขาออกไป...
สัญชาตญาณความมักง่ายและความงกของมะลิก็ทำงาน!
มะลิมองจานเป็ดปักกิ่งและขนมเปี๊ยะที่เหลืออยู่นับสิบชิ้นบนโต๊ะ แล้วส่งสายตาเจ้าเล่ห์ ยิ้มกวนประสาท
“แหม... อาหารเหลือเยอะแยะ เสียดายของนะคะท่านอ๋อง!” มะลิพูดขึ้นชิลๆ
ยังไม่ทันที่ชินอ๋องจะเอ่ยปาก... มะลิก็คว้าขานกกระทาทอดและน่องเป็ดปักกิ่งชิ้นโต ยัดพรวดเข้าไปใน ‘แขนเสื้อฮั่นฝูทรงกว้าง’ ที่เตรียมมาอย่างเนียนกริบ! ตามด้วยการหยิบขนมเปี๊ยะยัดใส่กระเป๋าเสื้ออีกสองชิ้นจนแขนเสื้อพองโตดุจถุงกระสอบ!
มะลิส่งยิ้มหวานย่อกายเคารพ “ขอบพระคุณสำหรับมื้ออาหารนะคะท่านอ๋อง! ดิฉันขอตัวกลับไปนอนก่อนนะคะ!”
พูดจบ มะลิก็เดินอุ้ยอ้ายถือแขนเสื้อหนักอึ้งเดินก้าวสั้นยาวออกจากห้องจัดเลี้ยงไปด้วยความร่าเริง!
ทว่า... ณ ห้องจัดเลี้ยง!
เวินเชียนฟาน และโม่เฟิงที่แอบซุ่มอยู่หลังฉากกั้น ถึงกับตาค้าง หน้าซีดเผือด ปากอ้ากว้างเท่าไข่นกกระจอกเทศ!
“ท่านอ๋องพะยะค่ะ...!” โม่เฟิงพุ่งพรวดออกมาคุกเข่า รายงานเสียงสั่นเครือ “ข้าน้อยเห็นกับตา... นางแอบเก็บ ‘วัตถุค่ายกล’ และ ‘ศาสตราวุธบนโต๊ะอาหาร’ ยัดใส่แขนเสื้อกลับไปเรือน!”
เวินเชียนฟานยืนกอดอก จ้องมองแผ่นหลังของมะลิด้วยสายตาเครียดจัดระดับสูงสุด!
‘นางไม่ได้แค่มาทานอาหาร...!’ เวินเชียนฟานคิดในใจด้วยความสยอง ‘แต่นางกำลังกวาดเก็บชิ้นส่วนวัตถุค่ายกลบนโต๊ะ เพื่อนำกลับไปทำพิธีคุณไสยมนตร์ดำต่อในเรือนท้ายสวน!’
ยามไฮ่ (ประมาณ 22.00 น.) – ผลลัพธ์สองขั้วยามดึก!
ฝั่งห้องทำงานชินอ๋อง...
เวินเชียนฟานนั่งถอนหายใจยาวอยู่หลังโต๊ะทำงาน พลางยกมือขึ้นนวดขมับด้วยความเหน็ดเหนื่อย
“วันนี้... ข้ารับมือและเจรจาสงบศึกกับจอมมารซูเหมยได้สำเร็จ” ชินอ๋องเอ่ยเสียงแผ่วเบา “ยับยั้งไม่ให้นางใช้ Wi-Fi และส้มตำปูปลาร้าทำลายเมืองได้... ถือเป็นชัยชนะเชิงยุทธศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ยิ่งนัก!”
ชางสิงยืนประสานมือคารวะด้วยความเลื่อมใส “ท่านอ๋องทรงปรีชาสามารถยิ่งนักพะยะค่ะ!”
ตัดกลับมาที่... เรือนท้ายสวน!
บรรยากาศภายในห้องพักเรือนท้ายสวนกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นและร่าเริงสุดขีด!
มะลิล้วงเอาน่องเป็ดปักกิ่ง ขานกกระทาทอด และขนมเปี๊ยะอบร้อนๆ ออกมาจากแขนเสื้อกว้าง วางลงบนโต๊ะไม้ต่อหน้าอาชู!
อาชูจ้องมองกองอาหารเลิศรสตรงหน้า น้ำตาไหลนองหน้าด้วยความซาบซึ้งใจสุดขีด ทรุดตัวลงคุกเข่ากอดขามะลิ!
“คุณหนูสาม... ฮืออออ!” อาชูปาดน้ำตาปวดใจ “ท่านยอมเสี่ยงอันตรายไปเผชิญหน้ากับท่านอ๋องโหดเหี้ยม เพื่อแอบห่อเป็ดปักกิ่งกลับมาฝากข้าจริงด้วย! คุณหนูของข้าช่างเป็นยอดนายผู้มีเมตตาและกล้าหาญที่สุดในโลก!”
มะลิหัวเราะร่า ตบไหล่สาวใช้เบาๆ “บอกแล้วไงอาชู! อยู่กับหัวหน้าไม่มีวันอดตาย! กินให้เต็มที่เลยว้อย!”
พูดจบ มะลิก็เดินไปนอนบิดกายเอนหลังลงบนเตียงนุ่มๆ อิ่มแปร้จนท้องตึง พลางฮัมเพลง 'น่ารักมั้ยไม่รู้... แต่ที่รู้ๆ คืนนี้อิ่มจังว้อย~' อย่างสบายใจเฉิบ เตรียมตัวนอนหลับฝันดีในพูลวิลล่าเรือนท้ายสวน!
ยามอู่ (ประมาณ 12.00 น.) ณ ลานประลองยุทธศาสตร์ร้อยแคว้น ตำหนักเก้าชั้นฟ้าตึงงงงงงงงงงงงง!เสียงกลองศึกทองสัมฤทธิ์เก้าใบดังกึกก้องกัมปนาทสะท้านแผ่นดิน ลอยทะลุผ่านม่านเมฆาสีทองยามเที่ยงตรง!ลานประลองยุทธศาสตร์ร้อยแคว้นสร้างขึ้นจากศิลาหยกขาวขนาดยักษ์ กว้างขวางนับพันจั้ง ล้อมรอบด้วยอัฒจันทร์หินอ่อนที่คลาคล่ำไปด้วยเชื้อพระวงศ์ แม่ทัพ และยอดฝีมือจากร้อยแคว้นนับหมื่นคน! เหนือลานประลอง มี ‘ม่านค่ายกลกระจกสะท้อนภาพเวทมนตร์’ ขนาดยักษ์ลอยเด่นอยู่กลางเวหา ฉายภาพบรรยากาศจำลองสู่สายตาคนทั้งมหาทวีปณ ซุ้มเสวย VIP สูงสุด... มหาจักรพรรดิบูรพาทรงประทับเคียงข้างมะลิ โดยมีกองทัพทหารเกราะทองคำสิบล้านนายยืนอารักขาแน่นหนาชนิดที่แม้แต่มดยังแทรกผ่านไม่ได้!เวินเชียนฟานในชุดเกราะศึกสีดำทมิฬ ยืนตระหง่านอยู่ข้างเก้าอี้ของมะลิ มือหนากุมด้ามกระบี่ประจำกาย แววตาคมกริบดุจพญาอินทรีทอดมองนางด้วยความทะนุถนอม“ยอดดวงใจของข้า...” ชินอ๋องโน้มตัวลงกระซิบข้างหูนางอย่างอ่อนโยน “การประลองด่านแรกกำลังจะเริ่มขึ้น... ข้ากับเสด็จพ่อตาตกลงกันแล้ว เจ้าแค่นั่
ยามโหย่วค่ำๆ ณ แท่นบูชาศิลาเทวะ โถงเสวยใหญ่ ตำหนักเก้าชั้นฟ้าท่ามกลางความเงียบกริบระดับจักรวาลหยุดหมุน และสายตาตกตะลึงค้างของยอดคนร้อยแคว้นนับหมื่นชีวิต...ฟึ่บ!‘เวินเชียนฟาน’ ยื่นมือหนาอันทรงพลังไปคว้าม้วนพระราชโองการทองคำแท้จากมือราชทูตต้าซิงที่กำลังคุกเข่าตัวสั่นงันงกมาถือไว้ในมือ ชินอ๋องตวัดสายตาคมกริบดุจพญาอินทรี ก้าวสืบเท้าขึ้นบันไดหยกขาวอย่างสง่างาม ก่อนจะวาดท่อนแขนแกร่งเข้า ‘รวบร่างพองหนาหกเท่าของมะลิ’ เข้ามากอดแนบอกอย่างหวงแหนและแนบแน่นต่อหน้าพระพักตร์มหาจักรพรรดิบูรพา!หมับ!มะลิที่กำลังลูบพุงอิ่มกุ้ง สะดุ้งโหยงเบาๆ ใบหน้าจมหายเข้าไปในแผงอกกว้างอุ่นจัดกลิ่นไม้กฤษณา คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นมองพระเอกตาปริบๆชินอ๋องเชิดใบหน้าคมคายหล่อเหลาขึ้นสบสายตากับมหาจักรพรรดิแห่งบูรพาอย่างไม่หวั่นเกรง สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยรายงานหน้าตายด้วยความมั่นคงดุจขุนเขาไท่ซาน!“ทูลเสด็จพ่อตา...”เปรี๊ยะ!เหมือนมีสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกบาลของมหาจักรพรรดิแห่งบูรพา! พระพักตร์ของมหาจักรพรรดิกึ่งเหวอกึ่งช็อก พระขนง
ยามโหย่วปลายๆ ณ แท่นบูชาศิลาเทวะ โถงเสวยใหญ่ ตำหนักเก้าชั้นฟ้า มหานครเทียนหยวนกริบ... ทั่วทั้งมหาทวีปตกอยู่ในความเงียบงันอันไร้ขอบเขต!กริ๊ง... กริ๊ง... วูบบบบบบบบบบ! ‘ป้ายหยกมังกรทองประจำพระองค์’ ที่มหาจักรพรรดิแห่งบูรพาทรงพกติดตัวไว้ตลอดสิบแปดปี พลันส่งเสียงกู่ร้องสั่นสะเทือน ตอบรับคลื่นพลังสายเลือดบริสุทธิ์ตรงหน้าอย่างบ้าคลั่ง!“ส... สายเลือดมังกรบรรพกาลเก้าเล็บบริสุทธิ์... เก้าชั้นฟ้า?!”มหาจักรพรรดิแห่งบูรพาทรงเบิกพระเนตรกว้างจนแทบหลุดจากเบ้า พระวรกายสั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในชีวิต น้ำพระเนตรเอ่อล้นทะลักไหลพรากอาบสองปราง!พระองค์ก้าวลงจากบัลลังก์ทองคำด้วยพระบาทที่สั่นเทา ก่อนจะทรง ‘ทรุดพระชานุ (คุกเข่า) ลงต่อหน้าธารกำนัลร้อยแคว้น’ ด้วยพระทัยที่แตกสลายระคนตื้นตันใจสุดขีด!ตุบ! ตุบ! ตุบ!พริบตานั้นเอง! เชื้อพระวงศ์ แม่ทัพใหญ่ ยอดฝีมือจากร้อยแคว้นนับหมื่นคน รวมถึงทหารเกราะเงินทั่วทั้งตำหนัก... ต่างพากันเข่าอ่อน ทรุดลงหมอบกราบราบไปกับพื้นดิน ตัวสั่นสะท้านดุจใบไม้ต้องพายุต่อหน้าบารมีแห่ง
ยามโหย่วปลายๆ (ประมาณ 18.00 น.) ณ โถงเสวยใหญ่ ตำหนักเก้าชั้นฟ้า มหานครเทียนหยวนความเงียบสงัดระดับป่าช้าโบราณเข้าปกคลุมทั่วทั้งโถงเสวยศิลาหยกขาว...เงียบกริบจนแทบจะได้ยินเสียงเหงื่อกาฬของบรรดาแม่ทัพร้อยแคว้นหยดลงกระทบพื้นผ้าไหม!สายตานับหมื่นคู่จับจ้องไปยังโต๊ะเสวยของ ‘มหาจักรวรรดิศักดิ์สิทธิ์แดนประจิม’ ที่บัดนี้ทั้งโต๊ะหยก อาหารเลิศรส จานชามทองคำ และร่างของ ‘เซวียนหยวนหลิง’ (องค์หญิงสามแห่งแดนประจิม) ได้กลายสภาพเป็น ‘ก้อนน้ำแข็งยักษ์’ สีฟ้าครามขาวโพลนไปเรียบร้อยแล้ว! องค์หญิงผู้เย่อหยิ่งนั่งแข็งทื่อ ขนคิ้วและเส้นผมจับตัวเป็นเกล็ดหิมะ ปากสั่นงันงกพั่บๆๆๆ ดุจตุ๊กตาหิมะจำแลงคาเก้าอี้เสวย!ทั่วทั้งโถงจัดเลี้ยง... บรรดาเชื้อพระวงศ์และยอดฝีมือระดับแปดและเก้าชั้นฟ้าต่างลอบกลืนน้ำลายลงคอดัง เอื้อก!สมองของยอดคนร้อยแคว้นเริ่มเกิดการลัดวงจร Short-Circuit ระเบิดตูมตามระดับเก้าสิบเก้าชั้นฟ้าทันที!‘สวรรค์ชั้นฟ้า...!’ แม่ทัพใหญ่แห่งมหาอาณาจักรแดนใต้เหงื่อกาฬไหลพราก ขนหัวลุกชันชี้ฟ้า ‘นางถูกล
ยามโหย่ว (ประมาณ 17.30 น.) ณ โถงเสวยใหญ่ ตำหนักเก้าชั้นฟ้า มหานครเทียนหยวนตึงงงงงงงงง!เสียงระฆังทองสัมฤทธิ์เก้าใบดังสะท้อนกังวานก้องไปทั่วทั้งตำหนักศิลาหยกขาวอันยิ่งใหญ่ตระการตา ลอยทะลุผ่านม่านเมฆาสีทองยามอาทิตย์อัสดง!โถงเสวยใหญ่แห่งตำหนักเก้าชั้นฟ้าถูกสร้างขึ้นจากศิลาหยกขาวแกะสลักลวดลายเมฆาและมังกรทอง เสาหินปิดทองคำแท้ตระหง่านเสียดฟ้านับร้อยต้น โต๊ะเสวยยาวเหยียดปูลาดด้วยผ้าไหมแพรพรรณสีแดงชาด เครื่องเคลือบปิดทองคำแท้จัดวางอย่างเป็นระเบียบ กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารหายากพันปีลอยตลบอบอวลประหนึ่งวิมานสวรรค์จุติทว่า... สิ่งที่สะกดสายตาทุกคู่ในโถงจัดเลี้ยง คือ ‘ผังที่นั่งแถวหน้าสุด’!ผลพวงจากการระเบิดคลื่นพลังสะท้อนกลับสยบยอดฝีมือหน้าประตูเมืองหยกขาวเมื่อบ่ายแก่ๆ... ส่งผลให้คณะทูตแห่งแคว้นต้าซิง ได้รับเกียรติสูงสุดให้นั่งใน "ตำแหน่งแถวหน้าสุดระดับ Super VIP" ติดกับแท่นเสวยของมหาจักรพรรดิแห่งบูรพาอย่างสง่างาม!เชื้อพระวงศ์ แม่ทัพใหญ่ และตัวแทนจากร้อยแคว้นที่นั่งอยู่แถวหลัง ต่างพากันมองตรงมายังโต๊ะเสวยของต้าซิงด้วยสายตาครั่นคร้ามยำเกรงระ
ยามเว่ย (ประมาณ 14.00 น.) ณ ลานกว้างหน้าประตูเมืองหยกขาว มหานครเทียนหยวนครืนนนนนน... ตึง! ตึง!ล้อเหล็กของรถม้าพระราชทานเสริมเกราะทองคำแท้แห่งแคว้นต้าซิง บดขยี้ลงบนแผ่นศิลาหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ เสียงฝีเท้าม้าศึกเกราะทองคำนับร้อยนายก้าวเดินอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางสายลมหอบใหญ่ที่พัดพาเอากลิ่นอายความยิ่งใหญ่โอ่อ่าของศูนย์กลางมหาทวีปมาปะทะขบวนเสด็จเบื้องหน้าของพวกเขา... คือกำแพงศิลาหยกขาวสูงตระหง่านเสียดฟ้า ปราการธรรมชาติที่ตั้งตระหง่านแบ่งแยกศูนย์กลางโลก ธงทิวหลากสีสันปักตราสัญลักษณ์แห่ง ‘ร้อยแคว้น’ โบกสะบัดต้านลมหนาวอย่างอหังการทว่า บรรยากาศ ณ ลานกว้างหน้าประตูเมืองในยามนี้ กลับมิได้มีความรื่นเริงสมกับเป็นงานเทศกาลระดับมหาทวีปแม้แต่น้อย!ลานหินอ่อนกว้างใหญ่คลาคล่ำไปด้วยขบวนราชทูต แม่ทัพใหญ่ และเชื้อพระวงศ์จากแคว้นมหาอำนาจต่างๆ ที่เดินทางมาถึงก่อนหน้า ทว่าสายตานับพันคู่กลับจับจ้องมายังขบวนรถม้าต้าซิงเป็นจุดเดียว... ด้วยแววตาคมกริบ ระแวดระวัง และเปี่ยมไปด้วยเจตนาลองดี!“นั่นหรือ... ขบวนของพญามัจจุราชแห่งต้าซิง เวินเชียนฟาน?







