เข้าสู่ระบบยามจื่อผันผ่านเข้าสู่ยามโฉ่ว (ประมาณ 01.30 น.) ณ ห้องใต้ดินวังชินอ๋อง
บรรยากาศภายในห้องใต้ดินมืดมิด เยือกเย็น และอบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้น เสียงหยดน้ำกระทบผิวน้ำดัง ติ๋ง... ติ๋ง... เป็นระยะ สร้างความสยองขวัญให้แก่ผู้ที่ถูกคุมขังเป็นอย่างยิ่ง
ร่างของ ‘เงาอสูร’ มือสังหารอันดับหนึ่งแห่งหอเงาดับสิ้น ถูกพันธนาการไว้กับเสาหินหนาแน่นด้วยโซ่ตรวนเหล็กกล้า แก้มก้นข้างซ้ายของเขามีผ้าพันแผลโปะไว้หนาเตอะจากแผลดาบสั้นอาบยาพิษปักก้นตัวเอง
เวินเชียนฟานยืนกอดอก ใบหน้าคมสันเรียบตึงดุจรูปสลัก จ้องมองมือสังหารด้วยสายตาเย็นชาดุจพญาอินทรี โดยมีชางสิงและโม่เฟิงยืนอารักขาอยู่ข้างกาย
ซ่า!
ชางสิงสาดน้ำเย็นจัดใส่หน้าเงาอสูรอย่างแรง!
“เฮือก—!!”
เงาอสูรสะดุ้งฟื้นขึ้นมาจากพิษสลายประสาท ร่างกายกระตุกเกร็งงึกๆ ดวงตาเหลือกถลนด้วยความผวา พอขยับโดนแผลที่ก้นก็ส่งเสียงร้องครวญครางออกมาอย่างน่าสงสาร
“อ๊อดดดด! ก้นข้า... ก้นข้า!”
เวินเชียนฟานก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รังสีความกดดันแผ่ซ่านจนอุณหภูมิในห้องใต้ดินลดวูบ
“เจ้าคือ ‘เงาอสูร’ แห่งหอเงาดับสินะ...” ชินอ๋องเอ่ยเสียงต่ำดุดัน “สารภาพมา... ใครจ้างเจ้ามาปลิดชีพคนในวังของข้า!”
เงาอสูรสั่นสะท้านไปทั้งตัว น้ำตาไหลนองหน้า สารภาพเสียงสั่นเครือแบบไม่ต้องรอให้ใช้เครื่องลงทัณฑ์ใดๆ “ข้า... ข้าบอกแล้ว! อนุเฉิน! อนุเฉินแห่งเรือนหลังเป็นคนจ้างข้าด้วยทองคำแท่งร้อยตำลึงพะยะค่ะ! นางบอกว่าซูเหมยใช้วิชาคุณไสยเล่นงานนาง ข้าเลยรับงานนี้!”
ชางสิงหันมามองชินอ๋อง “เป็นอนุเฉินจริงๆ ด้วยพะยะค่ะท่านอ๋อง!”
เวินเชียนฟานขมวดคิ้วแน่น จ้องลึกลงไปในดวงตาของมือสังหาร “แล้วเหตุใด... มือสังหารระดับเทพเช่นเจ้า ถึงได้ตกอยู่ในสภาพหมดรูปเช่นนี้? ซูเหมยใช้วิชาใดสยบเจ้า!”
พอได้ยินชื่อ ‘ซูเหมย’ เงาอสูรก็เบิ่งตาโตเท่าไข่นกกระจอกเทศ ร่างกายสั่นงกๆ ปานผีเข้า เสียงร้องไห้โฮดังลั่นห้องใต้ดิน!
“สวรรค์! นางไม่ใช่คน! นางคือปีศาจจำแลงกายมา!” เงาอสูรร้องไห้โฮอย่างหมดคราบยอดฝีมือ “ข้าย่องเบาผ่านธรณีประตูเข้าไปอย่างเงียบเชียบ... แต่นาง! นางไม่ได้แม้แต่จะลุกจากเตียงนอน! นางไม่ได้เหลียวมองข้าด้วยซ้ำ!”
“แล้วเกิดอะไรขึ้น!” ชินอ๋องเค้นเสียงหนัก
“นางใช้... ‘ค่ายกลเปลือกส้มสยบมัจจุราช’ พะยะค่ะ!” เงาอสูรปาดน้ำตา สะอื้นจนตัวโยน “นางวางเปลือกส้มเช้งอาบพลังปราณไว้ตรงพื้น พอเท้าขวาข้าแตะโดน มันก็เกิดแรงบิดเบือนทิศทางอย่างบ้าคลั่ง! ซัดข้าลอยไปชนโต๊ะชา และบังคับให้ดาบพิษในมือข้าหมุนเคว้งกลางอากาศ... ย้อนกลับมาแทงก้นข้าเองเต็มรัก!”
โม่เฟิงที่ยืนฟังอยู่ พยักหน้ายืนยันหนักแน่น “เรียนท่านอ๋อง... ข้าน้อยเห็นกับตาจากบนกิ่งไม้พะยะค่ะ! ดาบหมุนกลางอากาศสามรอบครึ่งก่อนจะดิ่งลงปักก้นเขาเป๊ะๆ! ปราณสะท้อนกลับของนางแม่นยำไร้ที่ติพะยะค่ะ!”
ชินอ๋องฟังแล้วเหงื่อซึมฝ่ามือ กำหมัดแน่นจนข้อหักดัง ก๊อก!
‘ไร้ช่องโหว่โดยสิ้นเชิง...!’ เวินเชียนฟานคิดในใจด้วยความสยอง ‘ใช้เพียงเปลือกผลไม้บังคับอาวุธศัตรูให้ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง... วิชาค่ายกลสายลมพฤกษาของซูเหมย ลึกล้ำจนแม้แต่ยอดฝีมืออันดับหนึ่งยังพ่ายแพ้ในวินาทีเดียว!’
“นำตัวมันไปขังไว้ในห้องขังชั้นในสุด!” ชินอ๋องสั่งการเสียงเรียบ ก่อนจะสะบัดชายเสื้อเดินออกจากห้องใต้ดินด้วยสีหน้าตรึงเครียดระดับสูงสุด
เช้าวันรุ่งขึ้น ยามเหม่า (ประมาณ 06.00 น.) ณ ห้องทำงานชินอ๋อง
แสงอาทิตย์ยามเช้าทอสาดผ่านหน้าต่างเข้ามา ทว่าบรรยากาศภายในห้องทำงานของเวินเชียนฟานกลับตึงเครียดไม่แพ้เมื่อคืน แผนผังวังอ๋องถูกกางออกบนโต๊ะ
ชางสิงยืนรายงานด้วยสีหน้ากังวล “ท่านอ๋องพะยะค่ะ... เรื่องอนุเฉินจ้างนักฆ่า เราจะจัดการอย่างไรดีพะยะค่ะ? จะให้ข้าพากำลังพลไปคุมตัวนางหรือไม่?”
“สั่งการลงไป...” เวินเชียนฟานเอ่ยเสียงเรียบดุดัน “สั่งกักบริเวณอนุเฉินไว้ในเรือน ห้ามก้าวขาออกนอกประตูแม้แต่ก้าวเดียว และตัดสายการส่งสารของนางทั้งหมด! แต่อย่าเพิ่งทำเรื่องให้เอิกเกริก... นางยังมีขั้วอำนาจขุนนางฝั่งศัตรูหนุนหลังอยู่ ข้าจะรอปิดบัญชีกับนางทีหลัง!”
“รับทราบพะยะค่ะ!” ชางสิงประสานมือรับคำสั่ง
“อนุเฉินเป็นเพียงหมากตัวเล็กๆ ที่สติแตกไปเอง... แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดตอนนี้คือ ‘ซูเหมย’! หากเราส่งองครักษ์เงาไปหยั่งเชิงอีก หรือใช้กำลังกดดันนาง มีแต่จะเข้าทาง ‘ค่ายกลสะท้อนกลับ’ ของนาง จนคนของเราพังพินาศเสียเปล่า!”
ชางสิงกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ “แล้ว... แล้วเราจะรับมือนางอย่างไรดีพะยะค่ะ? ในเมื่อการส่งนักฆ่าหรือตั้งรับก็โดนค่ายกลเปลือกส้มเล่นงานหมด!”
เวินเชียนฟานหยุดก้าวเดิน ดวงตาคมกริบฉายแววเด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่นเชิงยุทธศาสตร์
“ในเมื่อการใช้กำลังตั้งรับหรือลอบสังหารไม่สำเร็จ...” ชินอ๋องเหยียดยิ้มเย็นที่มุมปาก “ข้าก็จะเปลี่ยนยุทธศาสตร์! เปิดศึกเจรจาตรงๆ!”
“เจรจาตรงๆ รึพะยะค่ะ?”
“ถูกต้อง!” เวินเชียนฟานพยักหน้า “ข้าจะใช้อาหารมื้อค่ำเป็นสมรภูมิ ‘หยั่งเชิงสองต่อสอง’! ข้าจะเชิญนางมาร่วมโต๊ะเสวยพระกระยาหารค่ำที่เรือนใหญ่... เผชิญหน้ากับนางแบบไร้สิ่งกำบัง เพื่อถอดรหัสความต้องการที่แท้จริง และค้นหาจุดอ่อนในวิชาของนาง!”
พูดจบ ชินอ๋องก็หยิบกระดาษเทียบเชิญขอบทองคำขึ้นมา เขียน ตัวอักษรด้วยลายมือพริ้วไหวทรงอำนาจ แล้วส่งให้ชางสิง
“ชางสิง... นำ ‘เทียบเชิญเสวยพระกระยาหารค่ำ’ ฉบับนี้ ไปมอบให้อนุซูที่เรือนท้ายสวนด้วยตัวเอง!”
ยามสี่ (ประมาณ 10.30 น.) ณ เรือนท้ายสวน
บรรยากาศยามสายที่เรือนท้ายสวนร่มรื่นและสงบเงียบ...
ชางสิงเดินนำเทียบเชิญทองคำตรงเข้ามาที่หน้าเรือนพักด้วยก้าวขาที่เกร็งสั่น สายตาจ้องมองพื้นไม้หน้าประตูตลอดเวลาเพื่อเช็กว่ามี ‘เปลือกส้ม’ หรือ ‘ค่ายกลกลไก’ วางดักไว้หรือไม่!
เขาหยุดยืนรักษาระยะห่างจากประตูเรือนถึงสิบก้าว ไม่กล้าขยับเข้าใกล้ธรณีประตูแม้แต่นิ้วเดียว!
“เรียน... เรียนอนุซู!” ชางสิงส่งเสียงตะโกนเรียกด้วยน้ำเสียงเกร็งๆ “ข้าน้อยชางสิง นำเทียบเชิญจากท่านอ๋องมาส่งพะยะค่ะ!”
ประตูเรือนเปิดออก... อาชูเดินก้มหน้าก้มตาออกมาด้วยอาการงงงวย เมื่อเห็นชางสิงยืนอยู่ไกลลิบ อาชูก็เดินเข้ามารับเทียบเชิญขอบทองคำมาเปิดอ่าน
ทว่า... พลันที่สายตาของอาชูอ่านข้อความในเทียบเชิญจบลง!
“ฮือออออออออ!”
อาชูปล่อยโฮออกมาคำโต น้ำตานองหน้า ร่างกายสั่นงันงก ทรุดตัวลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้น ร้องไห้สะอื้นจนตัวโยน!
มะลิที่เดินถือถ้วยชาเย็นถือออกมาจากในห้อง ขมวดคิ้วแน่นด้วยความตกใจ “เฮ้ย! เป็นอะไรไปอาชู?! ร้องไห้ทำไมเนี้ยะ! ใครทำอะไรแก!”
“คุณหนูสาม... ฮืออออ!” อาชูชูเทียบเชิญทองคำด้วยมือที่สั่นระริก “ท่านอ๋อง... ท่านอ๋องส่งเทียบเชิญมาเจ้าค่ะ! เรียกคุณหนูไปเสวยพระกระยาหารค่ำที่เรือนใหญ่ยามเย็นวันนี้!”
มะลิเลิกคิ้ว “เอ้า? เรียกไปกินข้าวเย็น แล้วแกจะร้องไห้ทำไมวะ?”
“คุณหนูไม่รู้เรื่องอะไรเลย!” อาชูปาดน้ำตาปวดใจ “บรรยากาศในวังอ๋องตอนนี้ตึงเครียดมาก! เมื่อคืนก็มีเสียงดังตึงตังท้ายสวน... ท่านอ๋องต้องสงสัยว่าคุณหนูเป็นสายลับแน่ๆ! การเรียกไปเสวยพระกระยาหารค่ำยามดึกสองต่อสองแบบนี้... มันคือ ‘มื้ออาหารส่งวิญญาณ’ ชัดๆ เจ้าค่ะ! ท่านอ๋องคงเตรียมประหารคุณหนูยามดึกแน่ๆ เลย!”
มะลิฟังแล้วกลอกตามองบนใส่สาวใช้ ก่อนจะคว้าเทียบเชิญทองคำในมืออาชูขึ้นมาแสกนสายตาอ่าน (ดีนะที่สมองร่างเดิมของซูเหมยแปลอักษรจีนโบราณยึกยือพวกนี้ให้ ไม่งั้นคงนึกว่าเป็นยันต์กันผี!)
ข้อความเขียนไว้สั้นๆ ทรงอำนาจว่า: ‘เชิญเสวยพระกระยาหารค่ำ ณ เรือนใหญ่ ยามเย็นวันนี้ — เวินเชียนฟาน’
กระดาษเกรดพรีเมียม ขอบลงรักษ์ปิดทองคำแท้ กลิ่นหอมกำยานลอยเตะจมูก!
ดวงตาของมะลิขยายกว้าง เปล่งประกายวาววับเป็นประกายเงินดอลลาร์ทันที! มุมปากยกยิ้มแป้นจนแก้มแทบปริ!
“โอ๊ยยยยย! อาชูเอ๋ยอาชู!” มะลิหัวเราะร่า ตบไหล่สาวใช้เบาๆ “แกจะดราม่าเป็นละครหลังข่าวไปทำไมเนี้ยะ?! อ่านตัวหนังสือออกแต่ตีความไม่เป็นหรือไง!”
อาชูสะอื้นงงงวย “ทา... ท่านหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะคุณหนู?”
มะลิชูเทียบเชิญทองคำขึ้นฟ้า ยิ้มร่าอย่างมั่นหน้าเกินร้อย!
“มื้ออาหารส่งวิญญาณบ้านแกสิ! นี่มัน ‘บัตรเชิญกินบุฟเฟต์ดินเนอร์หรูระดับหกดาวฟรี’ ชัดๆ!” มะลิปรบมือชอบใจ “เทียบเชิญปิดทองคำแท้ขนาดนี้ อาหารบนโต๊ะต้องจัดเต็มระดับพรีเมียมแน่ๆ! ทั้งหูฉลาม เป็ดปักกิ่ง กุ้งมังกร... ท่านอ๋องคนนี้หล่อ รวย สายเปย์สุดๆ! เลี้ยงบุฟเฟต์ฟรีอีกละ!”
อาชูตาค้าง “คุณ... คุณหนูสาม... ท่านไม่กลัวโดนวางยาพิษหรือลงโทษหรือเจ้าคะ?”
“กลัวทำไม!” มะลิเชิดหน้าขึ้น “ของฟรีและดีมีในโลก แถมเลี้ยงโดยอ๋องรวยร้อยล้าน! คืนนี้ฉันจะไปฟาดยับให้คุ้มค่าเทียบเชิญทองคำเลยคอยดู!”
ยามบ่าย (ประมาณ 15.00 น.) ณ การเตรียมตัวของทั้งสองฝั่ง
ฝั่งเรือนใหญ่ (วังชินอ๋อง)...
บรรยากาศภายในห้องจัดเลี้ยงเรือนใหญ่ถูกจัดเตรียมอย่างเข้มงวดดุจสมรภูมิรบ!
โต๊ะอาหารทรงยาวทำจากไม้เนื้อดีถูกขัดเงาวับ จานชามกระเบื้องเคลือบจัดวางอย่างมีระเบียบ ทว่าเบื้องหลังความหรูหรานั้น...
เวินเชียนฟานในชุดขุนนางลำลองสีดำขลิบทอง ยืนกอดอกตรวจความเรียบร้อยด้วยสายตาคมกริบ ซ่อนเข็มพิษ ยาสลายปราณ และยาแก้พิษครอบจักรวาลไว้ตามชายเสื้ออย่างมิดชิด
“ชางสิง...” เวินเชียนฟานเอ่ยเสียงต่ำ “จัดกำลังองครักษ์เงาซุ่มอยู่หลังฉากกั้นทุกจุด! หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน หรือนางเริ่มร่ายค่ายกลแปลกๆ... ให้จุดพลุสัญญาณด่วนทันที!”
“รับทราบพะยะค่ะ!” ชางสิงประสานมือรับคำสั่งเคร่งเครียด
เวินเชียนฟานจ้องมองเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม กำหมัดแน่น ดวงตาฉายแววมุ่งมั่น ‘คืนนี้... ข้าจะถอดหน้ากากจอมมารของเจ้าให้ได้ ซูเหมย! ข้าจะดูสิว่า บนโต๊ะอาหารที่ไร้อาวุธ เจ้าจะใช้กลอุบายใดสู้กับข้า!’
.
ตัดกลับมาที่... เรือนท้ายสวน!
บรรยากาศภายในห้องพักเรือนท้ายสวนกลับเต็มไปด้วยความร่าเริงและผ่อนคลายสุดขีด!
มะลินั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ให้อาชูช่วยเลือกชุดฮั่นฝูสำหรับใส่ไปกินดินเนอร์มื้อค่ำ มะลิตบหน้าอกตัวเองเบาๆ พลางหยิบชุดฮั่นฝูตัวโปรดสีส้มพาสเทลทรงหลวมๆ ขึ้นมาถือ
“อาชู! เอาชุดนี้แหละ!” มะลิสั่งการยิ้มร่า
อาชูขมวดคิ้ว “คุณหนูสามเจ้าคะ... ชุดนี้มันหลวมตัวใหญ่มากเลยนะเจ้าคะ ไม่กระชับเน้นทรวดทรงเหมือนที่อนุคนอื่นใส่กันเลย...”
มะลิหันมาส่งสายตาเหนือชั้นใส่สาวใช้ “แกจะไปเข้าใจอะไรอาชู! ใส่ชุดฟิตๆ กระชับเอว เวลาไปกินบุฟเฟต์ย่างเนยหรือกินอาหารมื้อใหญ่ มันแน่นท้องกินได้ไม่เยอะว้อย!”
“หา?” อาชูทำหน้าเหวอ
“ชุดฮั่นฝูทรงหลวมเนี่ยแหละตอบโจทย์ที่สุด!” มะลิเอ่ยด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ “ผูกเอวหลวมๆ ขยายท้องได้สี่เท่า! จะได้กวาดเป็ดปักกิ่งกับหมูหันเข้าปากได้แบบไร้ข้อจำกัด!”
มะลิหันไปกำชับอาชูด้วยน้ำเสียงจริงจังปนเจ้าเล่ห์
“อาชู... เย็นนี้แกไม่ต้องทำกับข้าวนะ! ไม่ต้องจุดเตาหุงข้าวให้เสียเวลา!”
อาชูส่งเสียงสั่น “ละ... แล้วข้าจะกินอะไรเจ้าคะคุณหนู?”
มะลิส่งยิ้มกวนประสาท ยักคิ้วให้สาวใช้หนึ่งที
“เตรียมล้างท้องรอเลยว้อยอาชู!” มะลิกระซิบเสียงเบา “เดี๋ยวฉันใส่ชุดหลวมๆ แบบนี้แหละ... แอบห่อเป็ดปักกิ่ง ขนมเปี๊ยะอบ แล้วก็ขนมหวานใส่กระเป๋าเสื้อกว้างๆ กลับมาฝากแกที่เรือนด้วย! รับรองคืนนี้พวกเราอิ่มแปร้กันทั้งนายทั้งบ่าว!”
อาชูมองคุณหนูสามด้วยสายตาตื่นตะลึงปนซาบซึ้งใจสุดขีด ‘คุณหนูสาม... ท่านยอมเสี่ยงภัยไปเผชิญหน้ากับท่านอ๋องโหดเหี้ยม เพื่อแอบห่อเป็ดปักกิ่งกลับมาฝากข้าหรือนี่! คุณหนูของข้าช่างเป็นยอดนายผู้มีเมตตาและกล้าหาญยิ่งนัก!’
มะลิส่องกระจก เชิดหน้าขึ้น ส่งยิ้มมั่นหน้าให้ตัวเองในกระจกอย่างเบิกบานใจ
“ไปกันเถอะอาชู... ได้เวลาไปถล่มบุฟเฟต์หกดาววังอ๋องกันแล้ว!”
ยามอู่ (ประมาณ 12.00 น.) ณ ลานประลองยุทธศาสตร์ร้อยแคว้น ตำหนักเก้าชั้นฟ้าตึงงงงงงงงงงงงง!เสียงกลองศึกทองสัมฤทธิ์เก้าใบดังกึกก้องกัมปนาทสะท้านแผ่นดิน ลอยทะลุผ่านม่านเมฆาสีทองยามเที่ยงตรง!ลานประลองยุทธศาสตร์ร้อยแคว้นสร้างขึ้นจากศิลาหยกขาวขนาดยักษ์ กว้างขวางนับพันจั้ง ล้อมรอบด้วยอัฒจันทร์หินอ่อนที่คลาคล่ำไปด้วยเชื้อพระวงศ์ แม่ทัพ และยอดฝีมือจากร้อยแคว้นนับหมื่นคน! เหนือลานประลอง มี ‘ม่านค่ายกลกระจกสะท้อนภาพเวทมนตร์’ ขนาดยักษ์ลอยเด่นอยู่กลางเวหา ฉายภาพบรรยากาศจำลองสู่สายตาคนทั้งมหาทวีปณ ซุ้มเสวย VIP สูงสุด... มหาจักรพรรดิบูรพาทรงประทับเคียงข้างมะลิ โดยมีกองทัพทหารเกราะทองคำสิบล้านนายยืนอารักขาแน่นหนาชนิดที่แม้แต่มดยังแทรกผ่านไม่ได้!เวินเชียนฟานในชุดเกราะศึกสีดำทมิฬ ยืนตระหง่านอยู่ข้างเก้าอี้ของมะลิ มือหนากุมด้ามกระบี่ประจำกาย แววตาคมกริบดุจพญาอินทรีทอดมองนางด้วยความทะนุถนอม“ยอดดวงใจของข้า...” ชินอ๋องโน้มตัวลงกระซิบข้างหูนางอย่างอ่อนโยน “การประลองด่านแรกกำลังจะเริ่มขึ้น... ข้ากับเสด็จพ่อตาตกลงกันแล้ว เจ้าแค่นั่
ยามโหย่วค่ำๆ ณ แท่นบูชาศิลาเทวะ โถงเสวยใหญ่ ตำหนักเก้าชั้นฟ้าท่ามกลางความเงียบกริบระดับจักรวาลหยุดหมุน และสายตาตกตะลึงค้างของยอดคนร้อยแคว้นนับหมื่นชีวิต...ฟึ่บ!‘เวินเชียนฟาน’ ยื่นมือหนาอันทรงพลังไปคว้าม้วนพระราชโองการทองคำแท้จากมือราชทูตต้าซิงที่กำลังคุกเข่าตัวสั่นงันงกมาถือไว้ในมือ ชินอ๋องตวัดสายตาคมกริบดุจพญาอินทรี ก้าวสืบเท้าขึ้นบันไดหยกขาวอย่างสง่างาม ก่อนจะวาดท่อนแขนแกร่งเข้า ‘รวบร่างพองหนาหกเท่าของมะลิ’ เข้ามากอดแนบอกอย่างหวงแหนและแนบแน่นต่อหน้าพระพักตร์มหาจักรพรรดิบูรพา!หมับ!มะลิที่กำลังลูบพุงอิ่มกุ้ง สะดุ้งโหยงเบาๆ ใบหน้าจมหายเข้าไปในแผงอกกว้างอุ่นจัดกลิ่นไม้กฤษณา คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นมองพระเอกตาปริบๆชินอ๋องเชิดใบหน้าคมคายหล่อเหลาขึ้นสบสายตากับมหาจักรพรรดิแห่งบูรพาอย่างไม่หวั่นเกรง สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยรายงานหน้าตายด้วยความมั่นคงดุจขุนเขาไท่ซาน!“ทูลเสด็จพ่อตา...”เปรี๊ยะ!เหมือนมีสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกบาลของมหาจักรพรรดิแห่งบูรพา! พระพักตร์ของมหาจักรพรรดิกึ่งเหวอกึ่งช็อก พระขนง
ยามโหย่วปลายๆ ณ แท่นบูชาศิลาเทวะ โถงเสวยใหญ่ ตำหนักเก้าชั้นฟ้า มหานครเทียนหยวนกริบ... ทั่วทั้งมหาทวีปตกอยู่ในความเงียบงันอันไร้ขอบเขต!กริ๊ง... กริ๊ง... วูบบบบบบบบบบ! ‘ป้ายหยกมังกรทองประจำพระองค์’ ที่มหาจักรพรรดิแห่งบูรพาทรงพกติดตัวไว้ตลอดสิบแปดปี พลันส่งเสียงกู่ร้องสั่นสะเทือน ตอบรับคลื่นพลังสายเลือดบริสุทธิ์ตรงหน้าอย่างบ้าคลั่ง!“ส... สายเลือดมังกรบรรพกาลเก้าเล็บบริสุทธิ์... เก้าชั้นฟ้า?!”มหาจักรพรรดิแห่งบูรพาทรงเบิกพระเนตรกว้างจนแทบหลุดจากเบ้า พระวรกายสั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในชีวิต น้ำพระเนตรเอ่อล้นทะลักไหลพรากอาบสองปราง!พระองค์ก้าวลงจากบัลลังก์ทองคำด้วยพระบาทที่สั่นเทา ก่อนจะทรง ‘ทรุดพระชานุ (คุกเข่า) ลงต่อหน้าธารกำนัลร้อยแคว้น’ ด้วยพระทัยที่แตกสลายระคนตื้นตันใจสุดขีด!ตุบ! ตุบ! ตุบ!พริบตานั้นเอง! เชื้อพระวงศ์ แม่ทัพใหญ่ ยอดฝีมือจากร้อยแคว้นนับหมื่นคน รวมถึงทหารเกราะเงินทั่วทั้งตำหนัก... ต่างพากันเข่าอ่อน ทรุดลงหมอบกราบราบไปกับพื้นดิน ตัวสั่นสะท้านดุจใบไม้ต้องพายุต่อหน้าบารมีแห่ง
ยามโหย่วปลายๆ (ประมาณ 18.00 น.) ณ โถงเสวยใหญ่ ตำหนักเก้าชั้นฟ้า มหานครเทียนหยวนความเงียบสงัดระดับป่าช้าโบราณเข้าปกคลุมทั่วทั้งโถงเสวยศิลาหยกขาว...เงียบกริบจนแทบจะได้ยินเสียงเหงื่อกาฬของบรรดาแม่ทัพร้อยแคว้นหยดลงกระทบพื้นผ้าไหม!สายตานับหมื่นคู่จับจ้องไปยังโต๊ะเสวยของ ‘มหาจักรวรรดิศักดิ์สิทธิ์แดนประจิม’ ที่บัดนี้ทั้งโต๊ะหยก อาหารเลิศรส จานชามทองคำ และร่างของ ‘เซวียนหยวนหลิง’ (องค์หญิงสามแห่งแดนประจิม) ได้กลายสภาพเป็น ‘ก้อนน้ำแข็งยักษ์’ สีฟ้าครามขาวโพลนไปเรียบร้อยแล้ว! องค์หญิงผู้เย่อหยิ่งนั่งแข็งทื่อ ขนคิ้วและเส้นผมจับตัวเป็นเกล็ดหิมะ ปากสั่นงันงกพั่บๆๆๆ ดุจตุ๊กตาหิมะจำแลงคาเก้าอี้เสวย!ทั่วทั้งโถงจัดเลี้ยง... บรรดาเชื้อพระวงศ์และยอดฝีมือระดับแปดและเก้าชั้นฟ้าต่างลอบกลืนน้ำลายลงคอดัง เอื้อก!สมองของยอดคนร้อยแคว้นเริ่มเกิดการลัดวงจร Short-Circuit ระเบิดตูมตามระดับเก้าสิบเก้าชั้นฟ้าทันที!‘สวรรค์ชั้นฟ้า...!’ แม่ทัพใหญ่แห่งมหาอาณาจักรแดนใต้เหงื่อกาฬไหลพราก ขนหัวลุกชันชี้ฟ้า ‘นางถูกล
ยามโหย่ว (ประมาณ 17.30 น.) ณ โถงเสวยใหญ่ ตำหนักเก้าชั้นฟ้า มหานครเทียนหยวนตึงงงงงงงงง!เสียงระฆังทองสัมฤทธิ์เก้าใบดังสะท้อนกังวานก้องไปทั่วทั้งตำหนักศิลาหยกขาวอันยิ่งใหญ่ตระการตา ลอยทะลุผ่านม่านเมฆาสีทองยามอาทิตย์อัสดง!โถงเสวยใหญ่แห่งตำหนักเก้าชั้นฟ้าถูกสร้างขึ้นจากศิลาหยกขาวแกะสลักลวดลายเมฆาและมังกรทอง เสาหินปิดทองคำแท้ตระหง่านเสียดฟ้านับร้อยต้น โต๊ะเสวยยาวเหยียดปูลาดด้วยผ้าไหมแพรพรรณสีแดงชาด เครื่องเคลือบปิดทองคำแท้จัดวางอย่างเป็นระเบียบ กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารหายากพันปีลอยตลบอบอวลประหนึ่งวิมานสวรรค์จุติทว่า... สิ่งที่สะกดสายตาทุกคู่ในโถงจัดเลี้ยง คือ ‘ผังที่นั่งแถวหน้าสุด’!ผลพวงจากการระเบิดคลื่นพลังสะท้อนกลับสยบยอดฝีมือหน้าประตูเมืองหยกขาวเมื่อบ่ายแก่ๆ... ส่งผลให้คณะทูตแห่งแคว้นต้าซิง ได้รับเกียรติสูงสุดให้นั่งใน "ตำแหน่งแถวหน้าสุดระดับ Super VIP" ติดกับแท่นเสวยของมหาจักรพรรดิแห่งบูรพาอย่างสง่างาม!เชื้อพระวงศ์ แม่ทัพใหญ่ และตัวแทนจากร้อยแคว้นที่นั่งอยู่แถวหลัง ต่างพากันมองตรงมายังโต๊ะเสวยของต้าซิงด้วยสายตาครั่นคร้ามยำเกรงระ
ยามเว่ย (ประมาณ 14.00 น.) ณ ลานกว้างหน้าประตูเมืองหยกขาว มหานครเทียนหยวนครืนนนนนน... ตึง! ตึง!ล้อเหล็กของรถม้าพระราชทานเสริมเกราะทองคำแท้แห่งแคว้นต้าซิง บดขยี้ลงบนแผ่นศิลาหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ เสียงฝีเท้าม้าศึกเกราะทองคำนับร้อยนายก้าวเดินอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางสายลมหอบใหญ่ที่พัดพาเอากลิ่นอายความยิ่งใหญ่โอ่อ่าของศูนย์กลางมหาทวีปมาปะทะขบวนเสด็จเบื้องหน้าของพวกเขา... คือกำแพงศิลาหยกขาวสูงตระหง่านเสียดฟ้า ปราการธรรมชาติที่ตั้งตระหง่านแบ่งแยกศูนย์กลางโลก ธงทิวหลากสีสันปักตราสัญลักษณ์แห่ง ‘ร้อยแคว้น’ โบกสะบัดต้านลมหนาวอย่างอหังการทว่า บรรยากาศ ณ ลานกว้างหน้าประตูเมืองในยามนี้ กลับมิได้มีความรื่นเริงสมกับเป็นงานเทศกาลระดับมหาทวีปแม้แต่น้อย!ลานหินอ่อนกว้างใหญ่คลาคล่ำไปด้วยขบวนราชทูต แม่ทัพใหญ่ และเชื้อพระวงศ์จากแคว้นมหาอำนาจต่างๆ ที่เดินทางมาถึงก่อนหน้า ทว่าสายตานับพันคู่กลับจับจ้องมายังขบวนรถม้าต้าซิงเป็นจุดเดียว... ด้วยแววตาคมกริบ ระแวดระวัง และเปี่ยมไปด้วยเจตนาลองดี!“นั่นหรือ... ขบวนของพญามัจจุราชแห่งต้าซิง เวินเชียนฟาน?







