Share

ตอนที่ 8

last update publish date: 2026-08-12 12:00:33

ยามจื่อผันผ่านเข้าสู่ยามโฉ่ว (ประมาณ 01.30 น.) ณ ห้องใต้ดินวังชินอ๋อง

บรรยากาศภายในห้องใต้ดินมืดมิด เยือกเย็น และอบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้น เสียงหยดน้ำกระทบผิวน้ำดัง ติ๋ง... ติ๋ง... เป็นระยะ สร้างความสยองขวัญให้แก่ผู้ที่ถูกคุมขังเป็นอย่างยิ่ง

ร่างของ ‘เงาอสูร’ มือสังหารอันดับหนึ่งแห่งหอเงาดับสิ้น ถูกพันธนาการไว้กับเสาหินหนาแน่นด้วยโซ่ตรวนเหล็กกล้า แก้มก้นข้างซ้ายของเขามีผ้าพันแผลโปะไว้หนาเตอะจากแผลดาบสั้นอาบยาพิษปักก้นตัวเอง

เวินเชียนฟานยืนกอดอก ใบหน้าคมสันเรียบตึงดุจรูปสลัก จ้องมองมือสังหารด้วยสายตาเย็นชาดุจพญาอินทรี โดยมีชางสิงและโม่เฟิงยืนอารักขาอยู่ข้างกาย

ซ่า!

ชางสิงสาดน้ำเย็นจัดใส่หน้าเงาอสูรอย่างแรง!

“เฮือก—!!”

เงาอสูรสะดุ้งฟื้นขึ้นมาจากพิษสลายประสาท ร่างกายกระตุกเกร็งงึกๆ ดวงตาเหลือกถลนด้วยความผวา พอขยับโดนแผลที่ก้นก็ส่งเสียงร้องครวญครางออกมาอย่างน่าสงสาร

“อ๊อดดดด! ก้นข้า... ก้นข้า!”

เวินเชียนฟานก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รังสีความกดดันแผ่ซ่านจนอุณหภูมิในห้องใต้ดินลดวูบ

“เจ้าคือ ‘เงาอสูร’ แห่งหอเงาดับสินะ...” ชินอ๋องเอ่ยเสียงต่ำดุดัน “สารภาพมา... ใครจ้างเจ้ามาปลิดชีพคนในวังของข้า!”

เงาอสูรสั่นสะท้านไปทั้งตัว น้ำตาไหลนองหน้า สารภาพเสียงสั่นเครือแบบไม่ต้องรอให้ใช้เครื่องลงทัณฑ์ใดๆ  “ข้า... ข้าบอกแล้ว! อนุเฉิน! อนุเฉินแห่งเรือนหลังเป็นคนจ้างข้าด้วยทองคำแท่งร้อยตำลึงพะยะค่ะ! นางบอกว่าซูเหมยใช้วิชาคุณไสยเล่นงานนาง ข้าเลยรับงานนี้!”

ชางสิงหันมามองชินอ๋อง “เป็นอนุเฉินจริงๆ ด้วยพะยะค่ะท่านอ๋อง!”

เวินเชียนฟานขมวดคิ้วแน่น จ้องลึกลงไปในดวงตาของมือสังหาร “แล้วเหตุใด... มือสังหารระดับเทพเช่นเจ้า ถึงได้ตกอยู่ในสภาพหมดรูปเช่นนี้? ซูเหมยใช้วิชาใดสยบเจ้า!”

พอได้ยินชื่อ ‘ซูเหมย’ เงาอสูรก็เบิ่งตาโตเท่าไข่นกกระจอกเทศ ร่างกายสั่นงกๆ ปานผีเข้า เสียงร้องไห้โฮดังลั่นห้องใต้ดิน!

“สวรรค์! นางไม่ใช่คน! นางคือปีศาจจำแลงกายมา!” เงาอสูรร้องไห้โฮอย่างหมดคราบยอดฝีมือ “ข้าย่องเบาผ่านธรณีประตูเข้าไปอย่างเงียบเชียบ... แต่นาง! นางไม่ได้แม้แต่จะลุกจากเตียงนอน! นางไม่ได้เหลียวมองข้าด้วยซ้ำ!”

“แล้วเกิดอะไรขึ้น!” ชินอ๋องเค้นเสียงหนัก

“นางใช้... ‘ค่ายกลเปลือกส้มสยบมัจจุราช’ พะยะค่ะ!” เงาอสูรปาดน้ำตา สะอื้นจนตัวโยน “นางวางเปลือกส้มเช้งอาบพลังปราณไว้ตรงพื้น พอเท้าขวาข้าแตะโดน มันก็เกิดแรงบิดเบือนทิศทางอย่างบ้าคลั่ง! ซัดข้าลอยไปชนโต๊ะชา และบังคับให้ดาบพิษในมือข้าหมุนเคว้งกลางอากาศ... ย้อนกลับมาแทงก้นข้าเองเต็มรัก!”

โม่เฟิงที่ยืนฟังอยู่ พยักหน้ายืนยันหนักแน่น “เรียนท่านอ๋อง... ข้าน้อยเห็นกับตาจากบนกิ่งไม้พะยะค่ะ! ดาบหมุนกลางอากาศสามรอบครึ่งก่อนจะดิ่งลงปักก้นเขาเป๊ะๆ! ปราณสะท้อนกลับของนางแม่นยำไร้ที่ติพะยะค่ะ!”

ชินอ๋องฟังแล้วเหงื่อซึมฝ่ามือ กำหมัดแน่นจนข้อหักดัง ก๊อก!

‘ไร้ช่องโหว่โดยสิ้นเชิง...!’ เวินเชียนฟานคิดในใจด้วยความสยอง ‘ใช้เพียงเปลือกผลไม้บังคับอาวุธศัตรูให้ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง... วิชาค่ายกลสายลมพฤกษาของซูเหมย ลึกล้ำจนแม้แต่ยอดฝีมืออันดับหนึ่งยังพ่ายแพ้ในวินาทีเดียว!’

“นำตัวมันไปขังไว้ในห้องขังชั้นในสุด!” ชินอ๋องสั่งการเสียงเรียบ ก่อนจะสะบัดชายเสื้อเดินออกจากห้องใต้ดินด้วยสีหน้าตรึงเครียดระดับสูงสุด

เช้าวันรุ่งขึ้น ยามเหม่า (ประมาณ 06.00 น.) ณ ห้องทำงานชินอ๋อง

แสงอาทิตย์ยามเช้าทอสาดผ่านหน้าต่างเข้ามา ทว่าบรรยากาศภายในห้องทำงานของเวินเชียนฟานกลับตึงเครียดไม่แพ้เมื่อคืน แผนผังวังอ๋องถูกกางออกบนโต๊ะ

ชางสิงยืนรายงานด้วยสีหน้ากังวล “ท่านอ๋องพะยะค่ะ... เรื่องอนุเฉินจ้างนักฆ่า เราจะจัดการอย่างไรดีพะยะค่ะ? จะให้ข้าพากำลังพลไปคุมตัวนางหรือไม่?”

“สั่งการลงไป...” เวินเชียนฟานเอ่ยเสียงเรียบดุดัน “สั่งกักบริเวณอนุเฉินไว้ในเรือน ห้ามก้าวขาออกนอกประตูแม้แต่ก้าวเดียว และตัดสายการส่งสารของนางทั้งหมด! แต่อย่าเพิ่งทำเรื่องให้เอิกเกริก... นางยังมีขั้วอำนาจขุนนางฝั่งศัตรูหนุนหลังอยู่ ข้าจะรอปิดบัญชีกับนางทีหลัง!”

“รับทราบพะยะค่ะ!” ชางสิงประสานมือรับคำสั่ง

“อนุเฉินเป็นเพียงหมากตัวเล็กๆ ที่สติแตกไปเอง... แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดตอนนี้คือ ‘ซูเหมย’! หากเราส่งองครักษ์เงาไปหยั่งเชิงอีก หรือใช้กำลังกดดันนาง มีแต่จะเข้าทาง ‘ค่ายกลสะท้อนกลับ’ ของนาง จนคนของเราพังพินาศเสียเปล่า!”

ชางสิงกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ “แล้ว... แล้วเราจะรับมือนางอย่างไรดีพะยะค่ะ? ในเมื่อการส่งนักฆ่าหรือตั้งรับก็โดนค่ายกลเปลือกส้มเล่นงานหมด!”

เวินเชียนฟานหยุดก้าวเดิน ดวงตาคมกริบฉายแววเด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่นเชิงยุทธศาสตร์

“ในเมื่อการใช้กำลังตั้งรับหรือลอบสังหารไม่สำเร็จ...” ชินอ๋องเหยียดยิ้มเย็นที่มุมปาก “ข้าก็จะเปลี่ยนยุทธศาสตร์! เปิดศึกเจรจาตรงๆ!”

“เจรจาตรงๆ รึพะยะค่ะ?”

“ถูกต้อง!” เวินเชียนฟานพยักหน้า “ข้าจะใช้อาหารมื้อค่ำเป็นสมรภูมิ ‘หยั่งเชิงสองต่อสอง’! ข้าจะเชิญนางมาร่วมโต๊ะเสวยพระกระยาหารค่ำที่เรือนใหญ่... เผชิญหน้ากับนางแบบไร้สิ่งกำบัง เพื่อถอดรหัสความต้องการที่แท้จริง และค้นหาจุดอ่อนในวิชาของนาง!”

พูดจบ ชินอ๋องก็หยิบกระดาษเทียบเชิญขอบทองคำขึ้นมา เขียน ตัวอักษรด้วยลายมือพริ้วไหวทรงอำนาจ แล้วส่งให้ชางสิง

“ชางสิง... นำ ‘เทียบเชิญเสวยพระกระยาหารค่ำ’ ฉบับนี้ ไปมอบให้อนุซูที่เรือนท้ายสวนด้วยตัวเอง!”

ยามสี่ (ประมาณ 10.30 น.) ณ เรือนท้ายสวน

บรรยากาศยามสายที่เรือนท้ายสวนร่มรื่นและสงบเงียบ...

ชางสิงเดินนำเทียบเชิญทองคำตรงเข้ามาที่หน้าเรือนพักด้วยก้าวขาที่เกร็งสั่น สายตาจ้องมองพื้นไม้หน้าประตูตลอดเวลาเพื่อเช็กว่ามี ‘เปลือกส้ม’ หรือ ‘ค่ายกลกลไก’ วางดักไว้หรือไม่!

เขาหยุดยืนรักษาระยะห่างจากประตูเรือนถึงสิบก้าว ไม่กล้าขยับเข้าใกล้ธรณีประตูแม้แต่นิ้วเดียว!

“เรียน... เรียนอนุซู!” ชางสิงส่งเสียงตะโกนเรียกด้วยน้ำเสียงเกร็งๆ “ข้าน้อยชางสิง นำเทียบเชิญจากท่านอ๋องมาส่งพะยะค่ะ!”

ประตูเรือนเปิดออก... อาชูเดินก้มหน้าก้มตาออกมาด้วยอาการงงงวย เมื่อเห็นชางสิงยืนอยู่ไกลลิบ อาชูก็เดินเข้ามารับเทียบเชิญขอบทองคำมาเปิดอ่าน

ทว่า... พลันที่สายตาของอาชูอ่านข้อความในเทียบเชิญจบลง!

“ฮือออออออออ!”

อาชูปล่อยโฮออกมาคำโต น้ำตานองหน้า ร่างกายสั่นงันงก ทรุดตัวลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้น ร้องไห้สะอื้นจนตัวโยน!

มะลิที่เดินถือถ้วยชาเย็นถือออกมาจากในห้อง ขมวดคิ้วแน่นด้วยความตกใจ “เฮ้ย! เป็นอะไรไปอาชู?! ร้องไห้ทำไมเนี้ยะ! ใครทำอะไรแก!”

“คุณหนูสาม... ฮืออออ!” อาชูชูเทียบเชิญทองคำด้วยมือที่สั่นระริก “ท่านอ๋อง... ท่านอ๋องส่งเทียบเชิญมาเจ้าค่ะ! เรียกคุณหนูไปเสวยพระกระยาหารค่ำที่เรือนใหญ่ยามเย็นวันนี้!”

มะลิเลิกคิ้ว “เอ้า? เรียกไปกินข้าวเย็น แล้วแกจะร้องไห้ทำไมวะ?”

“คุณหนูไม่รู้เรื่องอะไรเลย!” อาชูปาดน้ำตาปวดใจ “บรรยากาศในวังอ๋องตอนนี้ตึงเครียดมาก! เมื่อคืนก็มีเสียงดังตึงตังท้ายสวน... ท่านอ๋องต้องสงสัยว่าคุณหนูเป็นสายลับแน่ๆ! การเรียกไปเสวยพระกระยาหารค่ำยามดึกสองต่อสองแบบนี้... มันคือ ‘มื้ออาหารส่งวิญญาณ’ ชัดๆ เจ้าค่ะ! ท่านอ๋องคงเตรียมประหารคุณหนูยามดึกแน่ๆ เลย!”

มะลิฟังแล้วกลอกตามองบนใส่สาวใช้ ก่อนจะคว้าเทียบเชิญทองคำในมืออาชูขึ้นมาแสกนสายตาอ่าน (ดีนะที่สมองร่างเดิมของซูเหมยแปลอักษรจีนโบราณยึกยือพวกนี้ให้ ไม่งั้นคงนึกว่าเป็นยันต์กันผี!)

ข้อความเขียนไว้สั้นๆ ทรงอำนาจว่า: ‘เชิญเสวยพระกระยาหารค่ำ ณ เรือนใหญ่ ยามเย็นวันนี้ — เวินเชียนฟาน’

กระดาษเกรดพรีเมียม ขอบลงรักษ์ปิดทองคำแท้ กลิ่นหอมกำยานลอยเตะจมูก!

ดวงตาของมะลิขยายกว้าง เปล่งประกายวาววับเป็นประกายเงินดอลลาร์ทันที! มุมปากยกยิ้มแป้นจนแก้มแทบปริ!

“โอ๊ยยยยย! อาชูเอ๋ยอาชู!” มะลิหัวเราะร่า ตบไหล่สาวใช้เบาๆ “แกจะดราม่าเป็นละครหลังข่าวไปทำไมเนี้ยะ?! อ่านตัวหนังสือออกแต่ตีความไม่เป็นหรือไง!”

อาชูสะอื้นงงงวย “ทา... ท่านหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะคุณหนู?”

มะลิชูเทียบเชิญทองคำขึ้นฟ้า ยิ้มร่าอย่างมั่นหน้าเกินร้อย!

“มื้ออาหารส่งวิญญาณบ้านแกสิ! นี่มัน ‘บัตรเชิญกินบุฟเฟต์ดินเนอร์หรูระดับหกดาวฟรี’ ชัดๆ!” มะลิปรบมือชอบใจ “เทียบเชิญปิดทองคำแท้ขนาดนี้ อาหารบนโต๊ะต้องจัดเต็มระดับพรีเมียมแน่ๆ! ทั้งหูฉลาม เป็ดปักกิ่ง กุ้งมังกร... ท่านอ๋องคนนี้หล่อ รวย สายเปย์สุดๆ! เลี้ยงบุฟเฟต์ฟรีอีกละ!”

อาชูตาค้าง “คุณ... คุณหนูสาม... ท่านไม่กลัวโดนวางยาพิษหรือลงโทษหรือเจ้าคะ?”

“กลัวทำไม!” มะลิเชิดหน้าขึ้น “ของฟรีและดีมีในโลก แถมเลี้ยงโดยอ๋องรวยร้อยล้าน! คืนนี้ฉันจะไปฟาดยับให้คุ้มค่าเทียบเชิญทองคำเลยคอยดู!”

ยามบ่าย (ประมาณ 15.00 น.) ณ การเตรียมตัวของทั้งสองฝั่ง

ฝั่งเรือนใหญ่ (วังชินอ๋อง)...

บรรยากาศภายในห้องจัดเลี้ยงเรือนใหญ่ถูกจัดเตรียมอย่างเข้มงวดดุจสมรภูมิรบ!

โต๊ะอาหารทรงยาวทำจากไม้เนื้อดีถูกขัดเงาวับ จานชามกระเบื้องเคลือบจัดวางอย่างมีระเบียบ ทว่าเบื้องหลังความหรูหรานั้น...

เวินเชียนฟานในชุดขุนนางลำลองสีดำขลิบทอง ยืนกอดอกตรวจความเรียบร้อยด้วยสายตาคมกริบ ซ่อนเข็มพิษ ยาสลายปราณ และยาแก้พิษครอบจักรวาลไว้ตามชายเสื้ออย่างมิดชิด

“ชางสิง...” เวินเชียนฟานเอ่ยเสียงต่ำ “จัดกำลังองครักษ์เงาซุ่มอยู่หลังฉากกั้นทุกจุด! หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน หรือนางเริ่มร่ายค่ายกลแปลกๆ... ให้จุดพลุสัญญาณด่วนทันที!”

“รับทราบพะยะค่ะ!” ชางสิงประสานมือรับคำสั่งเคร่งเครียด

เวินเชียนฟานจ้องมองเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม กำหมัดแน่น ดวงตาฉายแววมุ่งมั่น ‘คืนนี้... ข้าจะถอดหน้ากากจอมมารของเจ้าให้ได้ ซูเหมย! ข้าจะดูสิว่า บนโต๊ะอาหารที่ไร้อาวุธ เจ้าจะใช้กลอุบายใดสู้กับข้า!’

.

ตัดกลับมาที่... เรือนท้ายสวน!

บรรยากาศภายในห้องพักเรือนท้ายสวนกลับเต็มไปด้วยความร่าเริงและผ่อนคลายสุดขีด!

มะลินั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ให้อาชูช่วยเลือกชุดฮั่นฝูสำหรับใส่ไปกินดินเนอร์มื้อค่ำ มะลิตบหน้าอกตัวเองเบาๆ พลางหยิบชุดฮั่นฝูตัวโปรดสีส้มพาสเทลทรงหลวมๆ ขึ้นมาถือ

“อาชู! เอาชุดนี้แหละ!” มะลิสั่งการยิ้มร่า

อาชูขมวดคิ้ว “คุณหนูสามเจ้าคะ... ชุดนี้มันหลวมตัวใหญ่มากเลยนะเจ้าคะ ไม่กระชับเน้นทรวดทรงเหมือนที่อนุคนอื่นใส่กันเลย...”

มะลิหันมาส่งสายตาเหนือชั้นใส่สาวใช้ “แกจะไปเข้าใจอะไรอาชู! ใส่ชุดฟิตๆ กระชับเอว เวลาไปกินบุฟเฟต์ย่างเนยหรือกินอาหารมื้อใหญ่ มันแน่นท้องกินได้ไม่เยอะว้อย!”

“หา?” อาชูทำหน้าเหวอ

“ชุดฮั่นฝูทรงหลวมเนี่ยแหละตอบโจทย์ที่สุด!” มะลิเอ่ยด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ “ผูกเอวหลวมๆ ขยายท้องได้สี่เท่า! จะได้กวาดเป็ดปักกิ่งกับหมูหันเข้าปากได้แบบไร้ข้อจำกัด!”

มะลิหันไปกำชับอาชูด้วยน้ำเสียงจริงจังปนเจ้าเล่ห์

“อาชู... เย็นนี้แกไม่ต้องทำกับข้าวนะ! ไม่ต้องจุดเตาหุงข้าวให้เสียเวลา!”

อาชูส่งเสียงสั่น “ละ... แล้วข้าจะกินอะไรเจ้าคะคุณหนู?”

มะลิส่งยิ้มกวนประสาท ยักคิ้วให้สาวใช้หนึ่งที

“เตรียมล้างท้องรอเลยว้อยอาชู!” มะลิกระซิบเสียงเบา “เดี๋ยวฉันใส่ชุดหลวมๆ แบบนี้แหละ... แอบห่อเป็ดปักกิ่ง ขนมเปี๊ยะอบ แล้วก็ขนมหวานใส่กระเป๋าเสื้อกว้างๆ กลับมาฝากแกที่เรือนด้วย! รับรองคืนนี้พวกเราอิ่มแปร้กันทั้งนายทั้งบ่าว!”

อาชูมองคุณหนูสามด้วยสายตาตื่นตะลึงปนซาบซึ้งใจสุดขีด ‘คุณหนูสาม... ท่านยอมเสี่ยงภัยไปเผชิญหน้ากับท่านอ๋องโหดเหี้ยม เพื่อแอบห่อเป็ดปักกิ่งกลับมาฝากข้าหรือนี่! คุณหนูของข้าช่างเป็นยอดนายผู้มีเมตตาและกล้าหาญยิ่งนัก!’

มะลิส่องกระจก เชิดหน้าขึ้น ส่งยิ้มมั่นหน้าให้ตัวเองในกระจกอย่างเบิกบานใจ

“ไปกันเถอะอาชู... ได้เวลาไปถล่มบุฟเฟต์หกดาววังอ๋องกันแล้ว!”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เกิดใหม่ทั้งที ศพดันถูกเผาไปแล้ว!   ตอนที่ 47

    ยามโพล้เพล้ (ประมาณ 17.30 น.) ณ ช่องแคบม่านเมฆา รอยต่อพรมแดนสองมหาทวีปเปรี้ยงงงงงงงงงงงงงงงงง! ครืนนนนนนนนนนน!สายลมหอบใหญ่ในช่องแคบระหว่างแนวผาสูงชันพัดกรรโชกอย่างบ้าคลั่ง หอบเอาไอหนาวเหน็บเสียดแทงกระดูกพัดถล่มขบวนเสด็จประวัติศาสตร์!ท้องฟ้าเหนือช่องแคบม่านเมฆาที่เคยปลอดโปร่ง พลันมืดมิดลงดั่งราตรีกาลมาเยือนก่อนเวลา เมฆาสีม่วงดำม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นพายุหมุนขนาดมหึมา อัสนีบาตสายฟ้าสีทองคำแท้ฟาดเปรี้ยงปร้างลงบนยอดหินผาจนเศษศิลาแตกกระจายร่วงกราว!ท่ามกลางม่านพายุอัสนีบาต... ปรากฏเงาร่างสีทองอร่ามเหยียบย่ำมวลเมฆาสีขาวบริสุทธิ์ดิ่งลงมาจากสรวงสวรรค์!บุรุษหนุ่มร่างสูงส่งในชุดเกราะเทวะสีทองคำอร่าม แผ่ประกายรังสีเซียนสว่างจ้าเรืองรองสาดส่องลงมาดั่งหลอดไฟนีออนสปอตไลต์กำลังส่องสนามฟุตบอล บนบ่าสะบัดผ้าคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติตั้งตรงอย่างเย่อหยิ่ง สองมือคลี่ ‘ม้วนโองการสวรรค์สีทองคำขลิบหยก’ ตวาดสุรเสียงก้องกังวานสะท้านฟ้าดิน!“มดปลวกในแดนมนุษย์เบื้องล่างจงสดับ!”สุรเสียงของทูตสวรรค์ผู้คุมกฎดังก้

  • เกิดใหม่ทั้งที ศพดันถูกเผาไปแล้ว!   ตอนที่ 46

    ยามโฉ่ว (ประมาณ 02.30 น. กลางดึกสงัด) ณ เหนือม่านเมฆาเก้าชั้นฟ้า สู่ แดนเซียนเบื้องบนท่ามกลางความเงียบสงัดยามราตรีของแดนมนุษย์...ทว่า ณ ห้วงมิติเบื้องบนเหนือม่านเมฆาสูงสุด ปรากฏการณ์อันน่าสะพรึงกลัวกลับระเบิดขึ้น!คลื่นพลังสายเลือดมังกรทองบรรพกาลเก้าเล็บที่ปะทุขึ้นตอนมะลิแตะศิลาเทวะ... ผสานรวมเข้ากับไอควันเวทมนตร์จาก ‘กระทะทองคำมังกรแท้’ และกลิ่นเครื่องเทศฉุนกึกของ ‘หม้อไฟหม่าล่าพริกสิบเม็ด’ ที่เผาผลาญตลอดการประลองรอบชิง... มันมิได้สลายหายไปธรรมดา!วูบบบบบบบบบบบ! ตูมมมมมมมมมมมม!คลื่นพลังความร้อนและกลิ่นอายอันพิสดาร (กลิ่นหม่าล่าผสมไอเทวะ) ได้พวยพุ่งทะลวงผ่าน ‘ม่านพลังกั้นภพ’ พุ่งตรงขึ้นสู่ ‘แดนเซียนเบื้องบน’ อย่างรุนแรง!กริ๊งงงงงงงงงง! กริ๊งงงงงงงงงง!‘หอระฆังเตือนภัยสวรรค์’ บนวิมานเซียนเก้าชั้นฟ้า พลันสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ส่งเสียงกรีดร้องก้องกังวานไปทั่วแดนเทพ!บนตำหนักเซียนสีขาวบริสุทธิ์เหนือมวลเมฆา... ร่างสูงส่งในชุดคลุมสีทองสง่างามของ ‘

  • เกิดใหม่ทั้งที ศพดันถูกเผาไปแล้ว!   ตอนที่ 45

    ยามเว่ยแก่ๆ สู่ยามโหย่ว (ประมาณ 16.30 น.) ณ ตำหนักเก้าชั้นฟ้า มหานครเทียนหยวนตึงงงงงงงงงง! ตึงงงงงงงงงง! ปู๊นนนนนนน!เสียงดนตรีมโหรีหลวงและแตรเขาสัตว์ดังกึกก้องกัมปนาทสะท้านแผ่นดินสองมหาทวีป ธงทิวมังกรทองคำแห่งบูรพาและธงพยัคฆ์ทมิฬแห่งต้าซิงโบกสะบัดเคียงคู่กันเหนือฟากฟ้าเก้าชั้นฟ้าอย่างเกรียงไกรมหาจักรพรรดิแห่งบูรพาทรงสั่งปิดมหานครเทียนหยวน ฉลองมหาพิธีอภิเษกสมรสครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง ‘ชินอ๋องเวินเชียนฟาน’ และ ‘องค์หญิงเก้าเซวียนหยวนเหมย’ จัดโต๊ะจีนทองคำแท้พันโต๊ะเปิดเลี้ยงไม่อั้นตลอดเจ็ดวันเจ็ดคืน!ทว่า... ท่ามกลางบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์และอลังการระดับตำนานนั้น...ตึก... ตึก... กึก...เสียงก้าวเท้าอันหนักแน่นผิดมนุษย์มนาดังขึ้นบนพรมแดงปูลาดพระราชวัง...‘มะลิ’ ในชุดวิวาห์มงคลสีแดงชาดปักดิ้นทองคำลายหงส์เพลิงคู่มังกร หนาเตอะถึงแปดชั้นตามโบราณราชประเพณี กำลังก้าวเดินเตาะแตะอย่างอุ้ยอ้ายดุจเพนกวินยักษ์สีแดงสด ชายกระโปรงและสาบเสื้อพองหนาเป็นสิบนิ้ว ศีรษะสวมมงกุฎหงส์ทองคำฝังไข่มุกราตร

  • เกิดใหม่ทั้งที ศพดันถูกเผาไปแล้ว!   ตอนที่ 44

    ยามโหย่ว (ประมาณ 17.00 น.) ณ ลานประลองหยกขาวกลางเวหา ตำหนักเก้าชั้นฟ้าแสงอาทิตย์อัสดงสีส้มทองเริ่มคล้อยต่ำลงแตะขอบฟ้า ลมหนาวยามพลบค่ำพัดกรรโชกผ่านลานประลองหยกขาวทรงกลมขนาดมหึมา ลานประลองแห่งนี้ลอยตระหง่านอยู่กลางเวหา ล้อมรอบด้วย ‘เสาเพลิงเวทมนตร์ขนาดมหึมาสี่ทิศ’ ที่พ่นเปลวไฟสีทองคำพวยพุ่งสูงเสียดฟ้าเพื่อเป็นม่านพลังกักกันสังเวียนรอบชิงชนะเลิศตึงงงงงงง! ตึงงงงงงง!เสียงรัวกลองศึกดังกึกก้องกัมปนาทสะท้านแผ่นดิน โฆษกสนามก้าวขึ้นสู่แท่นลอยฟ้า ประกาศสุรเสียงก้องผ่านค่ายกลขยายเสียง“และบัดนี้... เข้าสู่การประลองรอบชิงชนะเลิศ! ศึกตะลุมบอน ‘Battle Royale สิบคนสุดท้ายบนลานหยกขาว’! กติกาเรียบง่าย... ผู้ที่ยืนหยัดอยู่บนลานประลองเป็นคนสุดท้าย จะเป็นผู้คว้าชัยชนะอันดับหนึ่งแห่งมหาทวีปไปครอง!!”บนลานหยกขาว... ยอดฝีมือแปดคนสุดท้ายที่เหลือรอดมาจากแคว้นซีเหลียง จักรวรรดิศักดิ์สิทธิ์แดนประจิม และมหาอาณาจักรแดนใต้ ต่างขยับแถวเข้ามาประกบวงล้อม สายตาแปดคู่จ้องเขม็งไปยัง ‘ชินอ๋องเวินเชียนฟาน’ และ ‘มะลิ&rsqu

  • เกิดใหม่ทั้งที ศพดันถูกเผาไปแล้ว!   ตอนที่ 43

    ยามเซินแก่ๆ (ประมาณ 15.30 น.) ณ ลานกว้างใจกลางเขาวงกตกระจกเงา (ด่านศิลาเพลิงหมื่นลี้)เพล้งงงงง!เศษกระจกมายาบานสุดท้ายร่วงกราวลงสู่พื้นกลายเป็นผงประกายระยิบระยับ เวินเชียนฟานกระชับมือเรียวของมะลิไว้แน่น พลางก้าวทะยานพ้นดงกระจกมายาเข้าสู่ลานหินกว้างใหญ่ใจกลางหุบเขาทว่า ทันทีที่ก้าวพ้นม่านหมอก กลิ่นไอร้อนระอุปานปากปล่องภูเขาไฟพลันพุ่งปะทะร่างอย่างจัง!ฟู่... ฟู่...!พื้นลานหินเบื้องล่างที่ทอดยาวนับพันจั้งแดงฉานราวกับเหล็กเผาไฟ ความร้อนระอุจาก ‘ศิลาลาวาโลกันตร์เก้าชั้นฟ้า’ ที่แคว้นซีเหลียงแอบฝังไว้ใต้ดินถูกเร่งพลังงานขึ้นสิบเท่า จนอากาศบิดเบี้ยวคล้ายคลื่นน้ำเดือดพล่าน แผ่ไอความร้อนเฉียดหมื่นองศาพร้อมจะย่างสดทุกคนที่เหยียบย่างเข้ามา!“ระวัง!”ดวงตาคมกริบของเวินเชียนฟานวาวโรจน์ ชินอ๋องตวัดฝ่ามือเตรียมชัก ‘กระบี่มัจจุราช’ รวบรวมลมปราณเหมันต์พันปีหมายจะแช่แข็งปูทางข้ามลานเพลิงให้แก่ยอดดวงใจ“อย่านะคะคุณพี่! หยุดมือเดี๋ยวนี้เลยค่ะ!”มะลิตะโกนห้ามลั่นป่า สองมือรี

  • เกิดใหม่ทั้งที ศพดันถูกเผาไปแล้ว!   ตอนที่ 42

    ยามเว่ยแก่ๆ ณ แท่นพิธีหน้าซุ้มประตูชัย ลานประลองยุทธศาสตร์ร้อยแคว้นตึงงงงงง! ตึงงงงงง! ปู๊นนนนน!เสียงรัวกลองชัยและแตรเขาสัตว์ดังกึกก้องกัมปนาทสะท้านฟ้าดิน เสียงโห่ร้องสรรเสริญของฝูงชนเรือนแสนดังกระหึ่มประหนึ่งคลื่นซัดฝั่ง เมื่อสตรีร่างพองหนาหกเท่าในชุดฮั่นฝูสีชมพูกลีบบัว เดินแบกกระทะเหล็กก้นบุบพาดบ่า นำหน้าพยัคฆ์ทมิฬเก้าหางที่เดินกระดิกหางดุ๊กดิ๊ก โดยมีบุรุษหนุ่มในชุดเกราะทมิฬเดินเคียงข้าง ก้าวขึ้นสู่แท่นพิธีรับรางวัลชนะเลิศประจำด่านแรกอย่างสง่างามบนแท่นหยกขาวสูงสุด มหาจักรพรรดิแห่งบูรพาทรงฉีกยิ้มกว้างจนพระกรรณแทบฉีก พระเนตรเอ่อล้นไปด้วยน้ำพระเนตรแห่งความปลาบปลื้มใจ พระองค์สาวพระบาทก้าวลงมาจากซุ้ม VIP ด้วยพระองค์เอง โดยมีหัวหน้าราชทูตเดินประคองถาดทองคำแท้ตามหลังมาติดๆ“ลูกรักของพ่อ!” มหาจักรพรรดิตรัสสุรเสียงดังก้อง “เจ้าแสดงเพลงกระทะสะท้านภพ สยบยอดกระบี่แดนประจิมจนฟันร่วงหมดปาก ช่างกู้หน้าและเชิดชูเกียรติภูมิแห่งบูรพาได้อย่างสะใจพ่อยิ่งนัก! นี่คือรางวัลแห่งชัยชนะอันดับหนึ่งของเจ้า!”หัวหน้าราชทูตคุกเข่ายกถาดขึ้นส

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status