Mag-log inย้อนกลับไปช่วงเช้าก่อนมื้ออาหารบุฟเฟต์ ยามเหม่าผันผ่านเข้าสู่ยามซื่อ (ประมาณ 09.00 น.) ณ เรือนอนุเฉิน
บรรยากาศภายในเรือนอนุเฉินตึงเครียดและเงียบสงบจนชวนอึดอัด... เทียนไขที่ถูกจุดไว้ตั้งแต่เมื่อคืนดับลงเหลือเพียงควันสลัวๆ
อนุเฉินในชุดฮั่นฝูเนื้อดี นั่งเกร็งตัวอยู่บนเก้าอี้หลี่เหลียง ใบหน้าที่แต่งแต้มไว้ตั้งแต่เมื่อคืนเริ่มมีคราบเหงื่อซึมตามขมับ สายตาจ้องมองบานประตูหน้าเรือนตาไม่กระพริบด้วยความหวังอันเปี่ยมล้น!
“เหตุใด... เหตุใดป่านนี้เงาอสูรยังไม่ส่งข่าวกลับมาอีก!” อนุเฉินพึมพำเสียงสั่น มือเรียวสวยกำผ้าเช็ดหน้าแน่นจนยับยู่ยี่
“หรือว่า... หรือว่า ‘เงาอสูร’ จะสังหารนังซูเหมยไปแล้ว แล้วนำศพไร้หัวไปโยนทิ้งนอกเมืองหลวง จึงยังกลับมารับเงินทองคำแท่งไม่ทัน? ใช่! ต้องเป็นเช่นนั้นแน่ๆ! ป่านนี้นังซูเหมยคงกลายเป็นศพเฝ้าป่าไปแล้ว!” อนุเฉินพยายามปลอบใจตัวเองพลางเหยียดยิ้มสะใจ
ปัง!
ทันใดนั้นเอง! บานประตูเรือนก็ถูกเปิดออกอย่างแรงจนชนผนังดังลั่น!
‘บ่าวคนสนิท’ พุ่งพรวดเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษไหว้เจ้า ร่างกายสั่นงันงกราวกับผีเข้า ล้มลุกคลุกคลานเข้ามาคุกเข่ากอดขาอนุเฉิน!
“ทา... ท่านอนุเจ้าคะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!” สาวใช้ปาดเหงื่อปนน้ำตา ร้องเสียงหลง
อนุเฉินตาโตเท่าไข่ห่าน หัวใจเต้นระทึก “เป็นอย่างไรบ้าง?! นังซูเหมยมันกลายเป็นศพไร้หัวไปแล้วใช่หรือไม่! เงาอสูรตัดหัวมันมาให้ข้าแล้วใช่ไหม!”
สาวใช้สั่นหัวพัลวัน น้ำตาเล็ดด้วยความผวา “เปล่าเลยเจ้าค่ะท่านอนุ! เงาอสูร... ทำงานล้มเหลวเจ้าค่ะ!”
“ว่าอย่างไรนะ?!” อนุเฉินเบิ่งตาแทบหลุดจากเบ้า “ระดับมือสังหารอันดับหนึ่งแห่งหอเงาดับทำพลาดรึ?! นังซูเหมยมันชักกระบี่สู้หรืออย่างไร!”
“ปะ... เปล่าเลยเจ้าคะ!” สาวใช้ละล่ำละลักเล่าด้วยเสียงสยอง “แว่วมาจากพวกองครักษ์ในจวนว่า... เมื่อคืนนี้ มีมือสังหารอันดับหนึ่งลื่นไถล ‘ค่ายกลเปลือกส้มสะท้อนกลับ’ ของอนุซู จนดาบพิษย้อนกลับไปแทงก้นตัวเองสลบคาที่... บัดนี้ถูกจับไปขังไว้ในห้องใต้ดินวังอ๋องแล้วเจ้าค่ะ!”
“ทะ... แทงก้นตัวเองรึ?!” อนุเฉินตาถลนหลุดจากเบ้า เสียงร้องอุทานถูกกลืนหายไปในลำคอ ใบหน้าที่เคยจองหองเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดไร้สีเลือด!
ยังไม่ทันที่อนุเฉินจะได้กรีดร้อง...
ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงก้าวเท้าหนักแน่นของทหารเกราะเหล็กนับสิบนายก็ดังสะเทือนมาจากทางเดินหน้าเรือน!
ผ้าม่านแพรถูกเปิดออกอย่างดุดัน... ‘ชางสิง’ องครักษ์คนสนิทของชินอ๋อง เดินนำกำลังทหารองครักษ์ชุดดำนับสิบนายบุกเข้ามาในห้องโถงเรือนอนุเฉินด้วยสีหน้าเรียบตึงดุจพญาอินทรี!
อนุเฉินสะดุ้งโหยง ถอยหลังกรูดไปจนชิดขอบเตียง “ชะ... ชางสิง! เจ้าถือดีอย่างไรพากำลังพลบุกรุกเข้ามาในเรือนของข้า!”
ชางสิงคลี่ม้วนคำสั่งในมือออก เอ่ยเสียงดังฟังชัดทรงอำนาจ!
“มีคำสั่งด่วนจากท่านอ๋อง! อนุเฉินมีความผิดฐานต้องสงสัยว่าร่วมมือกับพรรคมาร ลักลอบส่งมือสังหารเข้ามาสร้างความปั่นป่วนในวังอ๋อง!”
กรี๊ดดดดดดดด!
อนุเฉินกรีดร้องเสียงแหลมสูง ทรุดตัวลงไปนั่งกองกับพื้น “ข้าไม่ได้ทำ! ข้าถูกใส่ร้าย! นังซูเหมยมันร่ายคุณไสยใส่พวกเจ้าเพื่อมาปรักปรำเจ้าใช่มั้ย!”
“คุมตัวอนุเฉินไว้! ห้ามก้าวขาออกนอกประตูเรือนแม้แต่ก้าวเดียว และตัดช่องทางการสื่อสารทั้งหมด!” ชางสิงสั่งการเสียงเรียบดุดัน “ส่วนทหารที่เหลือ... รื้อค้นเรือนอนุเฉินอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม!”
“รับทราบ!” ทหารองครักษ์ขานรับเสียงดังลั่น ก่อนจะกระจายกำลังกันรื้อค้นตู้เสื้อผ้า ฉากกั้น และใต้เตียงจนข้าวของกระจายเกลื่อนพื้น!
ผ่านไปไม่ถึงครึ่งเค่อ... ทหารนายหนึ่งก็พุ่งพรวดมาจากหลังฉากกั้นไม้ ถือ ‘กล่องไม้แกะสลัก’ ใบหนึ่งออกมาเสนอชางสิง
“เรียนท่านองครักษ์! พบกล่องไม้ลับใบนี้ซ่อนอยู่เบื้องหลังช่องผนังหลังตู้เสื้อผ้าพะยะค่ะ!”
ชางสิงรับกล่องไม้มาเปิดออก สแกนสายตาดูม้วนกระดาษและตั๋วเงินข้างใน ก่อนจะเหยียดยิ้มเย็น
“นำกล่องไม้นี้ไปหาท่านอ๋องที่ห้องทำงานด่วน!”
.
เพียงไม่ถึงครึ่งวัน... ข่าวการบุกค้นเรือนอนุเฉินและการสั่งกักบริเวณก็แพร่สะพัดไปทั่ววังอ๋องราวกับไฟลามป่า! และยิ่งปะทุขึ้นไปใหญ่เมื่อทุกคนได้รับข่าวว่าท่านอ๋องถึงกับส่งเทียบเชิญไปให้อนุซูเพื่อเสวยพระกระยาหารค่ำกันสองต่อสอง และท่าทีที่อนุซูกระทำระหว่างมื้ออาหาร บ่าวรับใช้และสาวใช้ตามซอกเรือนต่างพากันจับกลุ่มซุบซิบด้วยความตกตะลึงสุดขีด!
“สวรรค์... อนุเฉินผู้เหิมเกริมเพราะคิดว่าตัวเองมาจากจวนขุนนางชั้นสูงถึงกับโดนท่านอ๋องสั่งกักบริเวณ และส่งทหารคุมเข้มไม่ให้เห็นแสงตะวันแล้ว!”
“ยามนี้วังอ๋องเปลี่ยนไปแล้ว... ได้ยินหรือไม่ว่า เมื่อยามเย็นวันนี้ ท่านอ๋องถึงขั้นเปิดห้องจัดเลี้ยงส่วนตัว เชิญ ‘อนุซู’ ไปเสวยพระกระยาหารค่ำสองต่อสอง!”
“จริงรึ?! ปกติท่านอ๋องไม่เคยชายตาเหลียวมองอนุคนไหน แต่นี่ถึงขั้นจัดโต๊ะเสวยส่วนตัว! แถมอนุซูยังกวาดเป็ดปักกิ่งยัดใส่แขนเสื้อกลับไปกินที่เรือนท้ายสวนอย่างสบายใจเฉิบอีกด้วย!”
“อนุซูผู้นี้ต้องเป็นหญิงงามที่ท่านอ๋องโปรดปรานและเกรงใจที่สุดในจวนนี้แน่ๆ!”
ข่าวลือเรื่อง "อนุซูผู้โปรดปราน" และ "การสยบอนุเฉิน" กระจายออกไปไกลจนกระทั่งลอยไปเข้าหูอนุเฉินที่ถูกขังอยู่ในห้อง...
อนุเฉินที่นั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง ร่างกายสั่นงันงกปานผีเข้า น้ำตาไหลนองหน้าด้วยความผวาจัด
“นัง... นังซูเหมยมันไม่ใช่คน!” อนุเฉินละล่ำละลักพึมพำ “มันร่ายคุณไสยมนตร์ดำสยบมือสังหารอันดับหนึ่งด้วยเปลือกส้ม... แถมยังใช้เวตมนตร์สะกดจิตท่านอ๋องให้เลี้ยงเป็ดปักกิ่งมันอีก! ข้า... ข้าจะไม่ยุ่งกับมันอีกแล้ว! ข้ากลัวแล้ว!”
.
หลังมื้ออาหารค่ำยามจื่อ (ประมาณ 23:00 น.) ณ ห้องทำงานชินอ๋อง แสงเทียนส่องสว่างสลัวๆ ทั่วห้องทำงานของเวินเชียนฟาน...
เบื้องหน้าโต๊ะทำงานไม้เนื้อดี... โม่เฟิงคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ยื่น ‘กล่องไม้แกะสลักลับ’ ที่ยึดมาจากเรือนอนุเฉินขึ้นเสนอต่อชินอ๋อง “เรียนท่านอ๋อง...” ชางสิงรายงานน้ำเสียงจริงจัง “องครักษ์เงารื้อค้นเรือนอนุเฉินอย่างละเอียด พบกล่องไม้ลับใบนี้ซ่อนอยู่เบื้องหลังฉากกั้นพะยะค่ะ! ข้างในมีตั๋วเงินและจดหมายติดต่อลับนับสิบฉบับ!”
เวินเชียนฟานยื่นมือไปเปิดกล่องไม้ ดึงม้วนกระดาษพฤกษาออกมากางอ่านด้วยสายตาคมกริบดุจพญาอินทรี...
พริบตาที่สายตาของชินอ๋องสแกนผ่านตัวอักษรในจดหมาย คิ้วเข้มก็ขมวดแน่นเข้าหากันจนเกือบผูกเป็นโบ!
“ทองคำแท่งร้อยตำลึงที่ใช้นำไปจ้างหอเงาดับ...” เวินเชียนฟานเอ่ยเสียงต่ำเย็นชา “มิใช่เงินออมของอนุเฉินคนเดียว... แต่มันถูกโอนผ่านเส้นทางสายการค้าลับ มาจาก ‘ตระกูลซูที่เมืองชายแดน’!”
ชางสิงฟังแล้วตาโตเท่าไข่ห่าน “ตระกูลซูรึพะยะค่ะ?! บิดาและครอบครัวของอนุซูเหมยที่ถูกโยกย้ายไปชายแดนทุรกันดารเนี่ยนะพะยะค่ะ! พวกเขามีเงินทองคำแท่งร้อยตำลึงได้อย่างไร!”
เวินเชียนฟานเหยียดยิ้มเย็นที่มุมปาก กอดอกวิเคราะห์ด้วยสมองระดับอัจฉริยะอันสลับซับซ้อน!
“พวกขุนนางตกอับที่ชายแดนไม่มีทางมีทองคำมากมายขนาดนี้แน่นอน...” ชินอ๋องเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะหนักแน่น “เว้นเสียแต่ว่า... พวกมันจะรับเงินสนับสนุนก้อนโตมาจาก ‘ขั้วอำนาจเบื้องบนในวังหลวง’ เพื่อใช้ตระกูลซูเป็นหมากบังหน้า!”
ชางสิงกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ “หมายความว่า... ฝั่งฮองเฮาและองค์ชายใหญ่ ร่วมมือกับตระกูลซูส่งอนุซูเหมยเข้ามาในวังอ๋องรึพะยะค่ะ!”
“เป็นไปได้!” เวินเชียนฟานพยักหน้าด้วยแววตาตรึงเครียดเชิงยุทธศาสตร์ระดับสูงสุด
“ซูเหมยผู้นี้... ไม่ใช่แค่สายลับธรรมดา! แต่นางคือ ‘สายลับสามซ้อน’ ที่ถูกเลี้ยงดูและซ่อนแฝงไว้! ชินอ๋องเหงื่อซึมฝ่ามือ “นางทำทีเป็นสติปัญญาอ่อนแอ ทำทีเป็นซุ่มซ่ามกินเป็ดปักกิ่งยัดใส่แขนเสื้อ... เพื่อตบตาให้ข้าประมาท! ทั้งที่แท้จริงแล้ว เบื้องหลังของนางมีทั้งตระกูลซูและขั้วอำนาจวังหลวงหนุนหลังอยู่!”
โม่เฟิงฟังแล้วขนลุกซู่ “ช่างเป็นสายลับที่น่ากลัวและแนบเนียนยิ่งนักพะยะค่ะ!”
“จับตาดูเรือนท้ายสวนไว้ให้ดี!” เวินเชียนฟานสั่งการเสียงเรียบดุดัน “หากตระกูลซูที่ชายแดนส่งนกพิราบสื่อสาร หรือส่งสัญญาณลับมาหานางเมื่อใด... ให้รายงานข้าทันที!”
ยามโหย่วค่ำๆ ณ แท่นบูชาศิลาเทวะ โถงเสวยใหญ่ ตำหนักเก้าชั้นฟ้าท่ามกลางความเงียบกริบระดับจักรวาลหยุดหมุน และสายตาตกตะลึงค้างของยอดคนร้อยแคว้นนับหมื่นชีวิต...ฟึ่บ!‘เวินเชียนฟาน’ ยื่นมือหนาอันทรงพลังไปคว้าม้วนพระราชโองการทองคำแท้จากมือราชทูตต้าซิงที่กำลังคุกเข่าตัวสั่นงันงกมาถือไว้ในมือ ชินอ๋องตวัดสายตาคมกริบดุจพญาอินทรี ก้าวสืบเท้าขึ้นบันไดหยกขาวอย่างสง่างาม ก่อนจะวาดท่อนแขนแกร่งเข้า ‘รวบร่างพองหนาหกเท่าของมะลิ’ เข้ามากอดแนบอกอย่างหวงแหนและแนบแน่นต่อหน้าพระพักตร์มหาจักรพรรดิบูรพา!หมับ!มะลิที่กำลังลูบพุงอิ่มกุ้ง สะดุ้งโหยงเบาๆ ใบหน้าจมหายเข้าไปในแผงอกกว้างอุ่นจัดกลิ่นไม้กฤษณา คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นมองพระเอกตาปริบๆชินอ๋องเชิดใบหน้าคมคายหล่อเหลาขึ้นสบสายตากับมหาจักรพรรดิแห่งบูรพาอย่างไม่หวั่นเกรง สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยรายงานหน้าตายด้วยความมั่นคงดุจขุนเขาไท่ซาน!“ทูลเสด็จพ่อตา...”เปรี๊ยะ!เหมือนมีสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกบาลของมหาจักรพรรดิแห่งบูรพา! พระพักตร์ของมหาจักรพรรดิกึ่งเหวอกึ่งช็อก พระขนง
ยามโหย่วปลายๆ ณ แท่นบูชาศิลาเทวะ โถงเสวยใหญ่ ตำหนักเก้าชั้นฟ้า มหานครเทียนหยวนกริบ... ทั่วทั้งมหาทวีปตกอยู่ในความเงียบงันอันไร้ขอบเขต!กริ๊ง... กริ๊ง... วูบบบบบบบบบบ! ‘ป้ายหยกมังกรทองประจำพระองค์’ ที่มหาจักรพรรดิแห่งบูรพาทรงพกติดตัวไว้ตลอดสิบแปดปี พลันส่งเสียงกู่ร้องสั่นสะเทือน ตอบรับคลื่นพลังสายเลือดบริสุทธิ์ตรงหน้าอย่างบ้าคลั่ง!“ส... สายเลือดมังกรบรรพกาลเก้าเล็บบริสุทธิ์... เก้าชั้นฟ้า?!”มหาจักรพรรดิแห่งบูรพาทรงเบิกพระเนตรกว้างจนแทบหลุดจากเบ้า พระวรกายสั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในชีวิต น้ำพระเนตรเอ่อล้นทะลักไหลพรากอาบสองปราง!พระองค์ก้าวลงจากบัลลังก์ทองคำด้วยพระบาทที่สั่นเทา ก่อนจะทรง ‘ทรุดพระชานุ (คุกเข่า) ลงต่อหน้าธารกำนัลร้อยแคว้น’ ด้วยพระทัยที่แตกสลายระคนตื้นตันใจสุดขีด!ตุบ! ตุบ! ตุบ!พริบตานั้นเอง! เชื้อพระวงศ์ แม่ทัพใหญ่ ยอดฝีมือจากร้อยแคว้นนับหมื่นคน รวมถึงทหารเกราะเงินทั่วทั้งตำหนัก... ต่างพากันเข่าอ่อน ทรุดลงหมอบกราบราบไปกับพื้นดิน ตัวสั่นสะท้านดุจใบไม้ต้องพายุต่อหน้าบารมีแห่ง
ยามโหย่วปลายๆ (ประมาณ 18.00 น.) ณ โถงเสวยใหญ่ ตำหนักเก้าชั้นฟ้า มหานครเทียนหยวนความเงียบสงัดระดับป่าช้าโบราณเข้าปกคลุมทั่วทั้งโถงเสวยศิลาหยกขาว...เงียบกริบจนแทบจะได้ยินเสียงเหงื่อกาฬของบรรดาแม่ทัพร้อยแคว้นหยดลงกระทบพื้นผ้าไหม!สายตานับหมื่นคู่จับจ้องไปยังโต๊ะเสวยของ ‘มหาจักรวรรดิศักดิ์สิทธิ์แดนประจิม’ ที่บัดนี้ทั้งโต๊ะหยก อาหารเลิศรส จานชามทองคำ และร่างของ ‘เซวียนหยวนหลิง’ (องค์หญิงสามแห่งแดนประจิม) ได้กลายสภาพเป็น ‘ก้อนน้ำแข็งยักษ์’ สีฟ้าครามขาวโพลนไปเรียบร้อยแล้ว! องค์หญิงผู้เย่อหยิ่งนั่งแข็งทื่อ ขนคิ้วและเส้นผมจับตัวเป็นเกล็ดหิมะ ปากสั่นงันงกพั่บๆๆๆ ดุจตุ๊กตาหิมะจำแลงคาเก้าอี้เสวย!ทั่วทั้งโถงจัดเลี้ยง... บรรดาเชื้อพระวงศ์และยอดฝีมือระดับแปดและเก้าชั้นฟ้าต่างลอบกลืนน้ำลายลงคอดัง เอื้อก!สมองของยอดคนร้อยแคว้นเริ่มเกิดการลัดวงจร Short-Circuit ระเบิดตูมตามระดับเก้าสิบเก้าชั้นฟ้าทันที!‘สวรรค์ชั้นฟ้า...!’ แม่ทัพใหญ่แห่งมหาอาณาจักรแดนใต้เหงื่อกาฬไหลพราก ขนหัวลุกชันชี้ฟ้า ‘นางถูกล
ยามโหย่ว (ประมาณ 17.30 น.) ณ โถงเสวยใหญ่ ตำหนักเก้าชั้นฟ้า มหานครเทียนหยวนตึงงงงงงงงง!เสียงระฆังทองสัมฤทธิ์เก้าใบดังสะท้อนกังวานก้องไปทั่วทั้งตำหนักศิลาหยกขาวอันยิ่งใหญ่ตระการตา ลอยทะลุผ่านม่านเมฆาสีทองยามอาทิตย์อัสดง!โถงเสวยใหญ่แห่งตำหนักเก้าชั้นฟ้าถูกสร้างขึ้นจากศิลาหยกขาวแกะสลักลวดลายเมฆาและมังกรทอง เสาหินปิดทองคำแท้ตระหง่านเสียดฟ้านับร้อยต้น โต๊ะเสวยยาวเหยียดปูลาดด้วยผ้าไหมแพรพรรณสีแดงชาด เครื่องเคลือบปิดทองคำแท้จัดวางอย่างเป็นระเบียบ กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารหายากพันปีลอยตลบอบอวลประหนึ่งวิมานสวรรค์จุติทว่า... สิ่งที่สะกดสายตาทุกคู่ในโถงจัดเลี้ยง คือ ‘ผังที่นั่งแถวหน้าสุด’!ผลพวงจากการระเบิดคลื่นพลังสะท้อนกลับสยบยอดฝีมือหน้าประตูเมืองหยกขาวเมื่อบ่ายแก่ๆ... ส่งผลให้คณะทูตแห่งแคว้นต้าซิง ได้รับเกียรติสูงสุดให้นั่งใน "ตำแหน่งแถวหน้าสุดระดับ Super VIP" ติดกับแท่นเสวยของมหาจักรพรรดิแห่งบูรพาอย่างสง่างาม!เชื้อพระวงศ์ แม่ทัพใหญ่ และตัวแทนจากร้อยแคว้นที่นั่งอยู่แถวหลัง ต่างพากันมองตรงมายังโต๊ะเสวยของต้าซิงด้วยสายตาครั่นคร้ามยำเกรงระ
ยามเว่ย (ประมาณ 14.00 น.) ณ ลานกว้างหน้าประตูเมืองหยกขาว มหานครเทียนหยวนครืนนนนนน... ตึง! ตึง!ล้อเหล็กของรถม้าพระราชทานเสริมเกราะทองคำแท้แห่งแคว้นต้าซิง บดขยี้ลงบนแผ่นศิลาหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ เสียงฝีเท้าม้าศึกเกราะทองคำนับร้อยนายก้าวเดินอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางสายลมหอบใหญ่ที่พัดพาเอากลิ่นอายความยิ่งใหญ่โอ่อ่าของศูนย์กลางมหาทวีปมาปะทะขบวนเสด็จเบื้องหน้าของพวกเขา... คือกำแพงศิลาหยกขาวสูงตระหง่านเสียดฟ้า ปราการธรรมชาติที่ตั้งตระหง่านแบ่งแยกศูนย์กลางโลก ธงทิวหลากสีสันปักตราสัญลักษณ์แห่ง ‘ร้อยแคว้น’ โบกสะบัดต้านลมหนาวอย่างอหังการทว่า บรรยากาศ ณ ลานกว้างหน้าประตูเมืองในยามนี้ กลับมิได้มีความรื่นเริงสมกับเป็นงานเทศกาลระดับมหาทวีปแม้แต่น้อย!ลานหินอ่อนกว้างใหญ่คลาคล่ำไปด้วยขบวนราชทูต แม่ทัพใหญ่ และเชื้อพระวงศ์จากแคว้นมหาอำนาจต่างๆ ที่เดินทางมาถึงก่อนหน้า ทว่าสายตานับพันคู่กลับจับจ้องมายังขบวนรถม้าต้าซิงเป็นจุดเดียว... ด้วยแววตาคมกริบ ระแวดระวัง และเปี่ยมไปด้วยเจตนาลองดี!“นั่นหรือ... ขบวนของพญามัจจุราชแห่งต้าซิง เวินเชียนฟาน?
ยามโฉ่ว (ประมาณ 01.30 น.) ณ ลานหินใต้หน้าผา ป่าไผ่ท้ายหุบเขาเพลิงบรรลัยกัลป์อีกด้านหนึ่งหลังโขดหินใหญ่เบื้องบน!ยมทูตหมายเลข 7 ทรุดตัวลงนั่งแปะกับพื้นดิน สองมือยกขึ้นทบอก ปาดเหงื่อกาฬที่เปียกชุ่มหน้าผากขาวซีดอย่างโล่งอก“เฮ้อออออออออ! รอดตายหวุดหวิดไปอีกหนึ่งวัน!” ยมทูตหอบหายใจรัวๆ รีบเก็บพัดเวทมนตร์เข้าเอวอย่างลนลานทว่า พริบตานั้นเอง... สัมผัสวิญญาณของยมทูตพลันสะดุ้งวาบ เมื่อคลื่นรังสีสังหารระดับเก้าชั้นฟ้าและจิตคุกคามอันบ้าคลั่งของชินอ๋องกำลังควบม้าศึกทะลวงป่าใกล้เข้ามาทุกขณะ!‘เชี่ยแล้วววววว! จิตคุกคามของพญามัจจุราชเมืองมนุษย์มาโน่นแล้ว!’ ยมทูตหมายเลข 7 ขนหัวลุกชันชี้ฟ้า หน้าซีดยิ่งกว่ากระดาษไหว้เจ้า ‘ขืนมัวอยู่ต่อให้ลมปราณอ๋องซัดกระเจิง หรือโดนจับได้ว่ายมทูตนรกแอบแทรกแซงชะตามนุษย์ ข้าโดนท่านพญายมถีบลงกระทะทองแดงรอบสองแน่! แม่หนูมะลิเอ๋ย... เจ้าปลอดภัยแล้ว ข้าขอชิ่งกลับไปนอนตีพุงที่นรกก่อนละเว้ย!’พูดจบ ยมทูตหมายเลข 7 ก็สะบัดก้น วาร์ปมุดมิติหายวับกลับสู่นรกภูมิอย่างรวดเร็วปานฟ้าแลบ! ทิ้งไว้เพียงเสียงฝ







