LOGIN
สายลมในฤดูร้อนกำลังพัดผ่านลานกว้างของมหาวิทยาลัยการแพทย์ชื่อดังในปักกิ่ง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ผสานกับความตื่นเต้นที่อบอวลอยู่ในอากาศทำผู้คนโดยรอบรู้สึกชื่นบานนัก
ซือหลินที่อยู่ในชุดครุยสีดำขลิบเขียวมองดูใบปริญญาบัตรในมือด้วยหัวใจที่พองโต ความเหนื่อยยากตลอดหลายปีในคณะแพทยศาสตร์สิ้นสุดลงแล้ว วันนี้เธอคือหมอเต็มตัว “ซือหลิน มาทางนี้มาเข้าเฟรมหน่อย” เสียงเพื่อนสนิทตะโกนเรียกอยู่ริมสระน้ำโบราณภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งตรงนี้คือจุดแลนด์มาร์คที่ใคร ๆ ก็ต้องมาถ่ายรูปกัน ซือหลินหัวเราะร่า รวบชายชุดครุยแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปหาเพื่อน ๆ ที่ยืนโพสต์ท่าอยู่บนขอบหินแกะสลักริมคลองขุดเก่าแก่ “มาแล้ว ๆ อย่าเพิ่งกดชัตเตอร์นะ รอฉันด้วย” เธอก้าวขึ้นไปยืนบนขอบหินโดยไม่ทันได้มองว่ามันมีคราบตะไคร่น้ำ ในจังหวะที่เธอกำลังจัดระเบียบชุดและหันไปยิ้มให้กล้อง เท้าเจ้ากรรมก็เสียหลักลื่นไถลอย่างไม่คาดฝัน “ว้าย!” เสียงอุทานสั้น ๆ ขาดหายไปพร้อมกับร่างที่หงายหลังลงสู่ผืนน้ำเย็นเฉียบ ซือหลินพยายามไขว่คว้าหาที่ยึดเกาะ ทว่าชุดครุยที่หนักอึ้งเมื่อเปียกน้ำกลับกลายเป็นโซ่ตรวนพันธนาการร่างกายเธอเอาไว้ใต้น้ำโดยอัตโนมัติ “ซือหลิน! ช่วยด้วย! มีคนตกน้ำ!” เสียงกรีดร้องของเหล่าเพื่อน ๆ ดังขึ้น ตามด้วยเสียงกระโดดน้ำลงไปช่วย ทว่า! ผืนน้ำที่สงบนิ่ง กลับมีคลื่นใต้น้ำอันน่าสะพรึงซ่อนอยู่ ซือหลินพยายามตะเกียกตะกายขึ้นสู่เบื้องบน แต่ทว่ามวนน้ำด้านล่างกลับฉุดดึงร่างของเธอลงสู่ก้นบึ้งอย่างรวดเร็ว ความเย็นเยียบกัดกินไปถึงกระดูก ปอดของเธอแสบร้อนจากการพยายามไขว่คว้าหาอากาศหายใจ ภาพสุดท้ายที่เห็นคือแสงสว่างรำไรบนผิวน้ำที่ค่อย ๆ เลือนหายไป พร้อมกับสติที่หลุดลอยและวูบดับลง หนาว! ทำไมมันถึงหนาวขนาดนี้ นั่นคือความรู้สึกแรกที่แล่นเข้าสู่ประสาทสัมผัส ก่อนที่เธอจะสำลักน้ำออกมาอย่างรุนแรง ซึ่งคนเป็นหมอเข้าใจได้ว่ามันเกิดจากอะไร เพราะเธอจมน้ำนานมันถึงได้เป็นแบบนี้ “ฟื้นแล้ว! คุณหนูสี่ฟื้นแล้ว!” เสียงแหลมเล็กของใครบางคนดังขึ้นที่ข้างหู ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าโกลาหลของคนมากมาย ซือหลินลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพที่เห็นพร่าเลือนจนต้องกะพริบตาซ้ำถี่ ๆ สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่สวนของมหาลัยหรือเพดานสีขาวของโรงพยาบาล หรือใบหน้าของเพื่อน ๆ แต่กลับเป็นเพดานไม้สลักลวดลายโบราณและยังมีม่านมุ้งสีชมพูกลีบบัวปกคลุมเอาไว้แต่ตอนนี้มันเปิดอยู่แค่ทางเดียว ‘ที่นี่ที่ไหน? หรือเรากำลังอยู่ในความฝัน’ เธอพยายามขยับตัว แต่ร่างกายกลับอ่อนแรงจนต้องนอนนิ่งเหมือนเคย “เหมยเหมย… เหมยเหมยของพี่ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” เสียงทุ้มต่ำที่แฝงด้วยความกังวลดังขึ้นข้างเตียง ซือหลินรีบหันมองชายหนุ่มรูปงามในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าคมคายแฝงไปด้วยความวิตกกังวลอย่างปิดไม่มิด นัยน์ตาของเขาสั่นระริกขณะจ้องมองเธอ “คุณ... คุณเป็นใคร?” ร่างบางรีบขยับถอยพลางยกผ้าห่มขึ้นมาปิดจนถึงคอ คิ้วสวยเริ่มผูกเป็นปม เธอไม่รู้จักเขา เขาคนนี้เป็นใคร แล้วเสื้อผ้าที่สวมอยู่ทำไมไม่เหมือนคนปกติ ‘หรือที่นี่จะเป็นกองถ่าย ไม่ใช่สิ… เพราะเราตกน้ำที่มหาลัย เราจะมาอยู่ที่กองถ่ายได้ยัง น้ำก็เป็นน้ำสระพัดมาไม่ได้หรอก' ความคิดของเธอเริ่มตีรวน ยิ่งมองเห็นผู้คนทางด้านหลังเขา ซือหลินก็ยิ่งกลัวว่าตัวเองอาจจะถูกจัดฉากอะไรบางอย่าง ทางด้านชายหนุ่มที่ถามเมื่อครู่เขาก็ได้แต่ชะงักไปชั่วครู่ แววตาที่เจ็บปวดอยู่แล้วยิ่งหม่นแสงลง เขาหันไปหาสตรีอีกคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ “อาหนิง... ดูเหมือนอาการเสียสติของน้องสี่จะยิ่งรุนแรงขึ้น ขนาดข้านางก็จำไม่ได้แล้ว” สตรีที่ชื่ออาหนิงหรือเฉินอวี้หนิง พี่สาวคนรองที่แต่งงานออกไปแล้ว ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา นางรีบประคองมืออีกข้างของซือหลินขึ้นมาแนบแก้ม “เหมยเหมย อย่าทำให้พวกเราตกใจสิ นี่พี่ใหญ่ เฉินหยวนซี พี่ชายที่เจ้าชอบขี่คอตอนเด็ก ๆ อย่างไรเล่า” พี่ใหญ่… พี่สาว…นี่ฉันฝันหรือกำลังโดนแกล้งอยู่กันแน่ แต่ไม่สิ เราตกน้ำนะ ใครจะเอาคนตกน้ำที่หมดสติไปแล้วมาแกล้งในที่บ้า ๆ แบบนี้กัน คิดได้แบบนั้นเธอก็ลืมตาให้กว้างขึ้น กวาดสายตามองไปรอบห้อง ซึ่งในห้องนี้ไม่มีอุปกรณ์การแพทย์ ไม่มีสายน้ำเกลือ มีเพียงกลิ่นกำยานหอมอ่อน ๆ และเครื่องเรือนไม้คลาสสิกที่เหมือนหลุดออกมาจากกองถ่ายหนังย้อนยุค ‘หรือที่นี่เป็นฉากละครย้อนยุค หรือว่าฉันดูซีรี่ส์มากไปจนเก็บไปฝัน ตอนนี้เราอาจจะหมดสติอยู่ในโรงพยาบาลก็ได้' เธอคิด ก่อนจะลองหยิกที่แขนตัวเอง “โอ๊ย! เจ็บ” 'บ้าจริงนี่ไม่ใช่ฝันเหรอ' “เหมยเหมย เจ้าทำตนเองทำไม เจ็บหรือไม่” หยวนซีรีบดึงแขนนางมาหมายจะลูบให้เหมือนอย่างเคยยามนางเจ็บตัว ทว่าน้องสาวที่ไร้เดียงสากลับชักมือกลับทันใด “คุณอยู่ห่าง ๆ ฉันก่อนได้ไหม ขอฉันตั้งสติก่อน” เธอรีบบอก พลางขยับกายที่อ่อนแรงลุกขึ้นมานั่งที่มุมอีกฝั่งของเตียง “ฉัน? ตั้งสติ?” สองพี่น้องกล่าวประสานเสียงขึ้นมา พลางหันหน้ามองหน้ากันแล้วหันกลับไปมองน้องสาวตนอีก “ฉันหมายถึง ขอเวลาฉันก่อนได้ไหม” “เจ้าอยากพักสินะ อาหนิงเรากลับกันก่อนเถอะให้น้องสี่นอนพักอีกสักหน่อย แล้วค่อยกลับมาเยี่ยมนางอีกทีดีกว่า” “ก็ได้ ทว่าข้ามาอีกไม่ได้แล้วนะพี่รอง ยามนี้แม่สามีข้าป่วย อาการไม่ค่อยสู้ดีนัก หากออกมาบ่อย ๆ เป็นได้ถูกตำหนิแน่” “ไม่เป็นไร ที่นี่มีข้าอยู่ อีกไม่กี่วันท่านพ่อกับพี่ใหญ่ก็จะกลับมาแล้ว เจ้าอย่าได้ห่วงกังวลไป กลับไปทำหน้าที่ของตนให้ดีเถิด” หยวนซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเช่นเคย “เช่นนั้น น้องสี่พี่ไปนะ ขอให้เจ้าหายป่วยไวไวล่ะ มาคราวหน้าพี่จะเอาน้ำตาลปั้นมาให้เจ้าเยอะ ๆ เลย” อวี้หนิงเอ่ยพลางขยับมาจับมือน้องสาวลูบเบา ๆ ดวงตานั้นก็คลอไปด้วยน้ำใส ทว่าคนที่มองอยู่กลับเผยยิ้มแหยที่ไร้ความจริงใจให้ ‘ทำไมเขาถึงได้แสดงเก่งจัง’ ซือหลินนึกชมอีกฝ่ายในใจ ก่อนจะมองตามร่างบางที่หมุนตัวเดินออกไปด้วยท่วงท่าสง่างาม เพรียบพร้อมเหมือนกุลสตรีที่ถูกสอนสั่งมาอย่างเข้มงวด ‘สมจริงเกินไปแล้ว อย่างกับหลุดมาอยู่ในยุคโบราณจริง ๆ เลยแฮะ’ เธอยิ้มออกมา แต่เพียงชั่วอึดใจรอยยิ้มนั้นก็หุบลง ‘ไม่สิ ที่นี่มันสมจริงเกินไป คน สถานที่ คำพูด ถึงจะดูเหมือนกองถ่าย แต่ว่าที่นี่ก็ไม่มีกล้อง สายไฟ สปอร์ตไลฟ์ก็ไม่มี แล้วมันจะเป็นกองถ่ายอย่างที่เราคิดได้ไง ระ…หรือว่า’ คิดได้ดั่งนั้น ร่างที่อ่อนแรงก็ตั้งท่าจะลุก แต่เธอก็ต้องทรุดนั่งลงอีก เพราะร่างกายในตอนนี้อ่อนแรงมาก “น้องสี่ เจ้าคิดจะทำอันใด” หยวนซีรีบถาม พลางตั้งท่าจะประคองนาง ทว่ามือน้อยกลับยกขึ้นมาห้ามเอาไว้เสียก่อน “ไม่ต้อง ขอกระจกได้ไหม มีกระจกหรือเปล่า” เธอรีบบอกความต้องการ เพราะนี่อาจเป็นหนทางเดียวที่จะพิสูจน์เรื่องทุกอย่างได้ และสาวใช้คนสนิทก็รีบทำตามในทันที เพราะหากขัดใจ คุณหนูสี่ผู้นี้จะต้องอาละวาดแน่นอน ทันทีที่กระจกถูกยื่นมาตรงหน้า ซือหลินก็นิ่งงันไป ‘นะ…นี่ใครกัน ตัวเรางั้นเหรอ?’ทว่าในวินาทีที่ริมฝีปากของเขาเกือบจะแตะสัมผัสลงมา เสียงทุ้มร่าเริงที่คุ้นหูก็ดังแว่วมาจากทางพุ่มไม้ไกล ๆ “เหมยเหมย! พี่รองกลับมาแล้ว เจ้าอยู่แถวนี้ใช่หรือไม่”เสียงของเฉินหยวนซีพี่ชายผู้แสนดีดังแทรกความเงียบ ทำให้หรงอวี้ชะงักงันราวกับถูกน้ำเย็นจัดราดรดลงศีรษะทำให้เขาได้สติในทันที เขารีบผละมือออกจากท้ายทอยของคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าน้องสาวและคลายอ้อมกอดออกอย่างรวดเร็ว ใช่ว่าเขาจะกลัว ทว่าหากเรื่องที่เขาทำแตกขึ้นมาในยามนี้ ภายหน้าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคนตัวเล็ก รวมถึงบิดาบุญธรรมและพี่น้องคนอื่น อาจทำให้มองหน้ากันไม่ติดก็เป็นได้ ด้านซือเหมยเมื่อได้โอกาสนางก็รีบก้าวถอยห่างออกมา พลางจัดแจงอาภรณ์ที่ยับย่นด้วยมือที่สั่นเทา นางมองหรงอวี้ด้วยแววตาตัดพ้อและเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ก่อนจะรีบหันไปขานรับพี่ชายที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากเมืองหลวง “พี่รอง! ข้าอยู่ทางนี้เจ้าค่ะ” นางตะโกนตอบพลางวิ่งถลาออกไปหาหยวนซีที่กำลังก้าวเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มกว้าง โดยไม่หันกลับไปมองบุรุษที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังอีกเลย หรงอวี้ได้แต่ยืนกำหมัดแน่น พลางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ที่ยังคงค้างคา นัยน์ตาคมกริบมองตา
ซือเหมยตาเป็นประกายทันทีเมื่อเห็นตำราแพทย์โบราณ นางรีบรับมาเปิดดูด้วยความกระตือรือร้นลืมสิ้นท่าทีเหนียมอาย “นี่มัน... วิธีการห้ามเลือดด้วยการกดจุดและยังมีการฝังเข็มแบบง่าย ๆ อีก มันยอดเยี่ยมมากเลยเจ้าค่ะคุณชาย” นางเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้เขาจนตาแทบจะปิด ก่อนจะก้มลงเปิดตำราต่อ จากนั้นทั้งคู่ก็ยอบกายตัวลงนั่งบนโขดหินใหญ่ริมน้ำ แลกเปลี่ยนทักษะและการวิเคราะห์ตัวยาอย่างออกรส ซือเหมยเผลออธิบายเรื่องการไหลเวียนของโลหิต และการทำงานของธาตุในร่างกายตามความรู้ของหมอในโลกปัจจุบันที่ตนเคยเรียนมา โดยใช้ภาษาที่ชาวโบราณเข้าใจง่าย ไป่เหยียนก็ได้แต่นั่งฟังด้วยความทึ่ง สายตาที่เขามองนางนั้นมีแต่ความชื่นชมและลุ่มหลงในสติปัญญาของสตรีที่ควรแต่เรียนรู้เรื่องการครองเรือน ทว่าคนตรงหน้ากลับไม่ใช่เลย “นี่เจ้าเป็นเพียงสาวใช้จริงหรือ...” ไป่เหยียนพึมพำแผ่วเบาพลางจ้องมองใบหน้าหวานที่กำลังตั้งอกตั้งใจอธิบายสรรพคุณยา ทว่าซือเหมยได้ยินที่เขาพูด นางจึงชะงักเมื่อรู้ตัวว่าตนเองแสดงความรู้ที่ล้ำลึกเกินไป ‘หลุดอีกแล้ว พูดเรื่องการรักษาทีไร เป็นแบบนี้ทุกทีสิน่า’ หญิงสาวก่นว่าตนเองในใจ “ข้ารู้สึกว่า เจ้าช่างมีเสน่ห์ดึง
ซือหลินเงยหน้ามองฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดง ความรู้สึกผิดหวังถาโถมเข้ามาจนนางรู้สึกอึดอัด ในโลกก่อนนางต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวจนกระทั่งเรียนจบหมอ และหวังว่าต่อจากนั้นจะมีชีวิตที่ดีขึ้น และคงได้พบรักกับใครสักคน ทว่าจู่ ๆ นางกลับต้องมาติดอยู่ในบ่วงรักในโลกนิยายซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลย“หากวันที่เขากลับมา เจ้าไม่เข้าไปกระตุกหนวดเสือ วันนี้เจ้าก็คงไม่ต้องมานั่งทุกข์ใจเช่นนี้สินะ เฮ้อ!” นางทอดถอนใจ เมื่อหวนนึกถึงเรื่องที่ทำผิดพลาดครั้งที่พบกับพี่ชายบุญธรรมคราแรกก่อนจะพึมพำก่นว่าเขากับบทบาทที่อีกฝ่ายได้รับ “พระเอกธงแดงงั้นเหรอ ร้ายกับนางเอกแล้วจบด้วยความรัก เหอะ! คนที่ทำร้ายได้แม้กระทั่งน้องสาวตัวเองอย่างเขาน่ะนะ จะรักใครเป็น”เอ่ยพลางยกมือขึ้นมาถูปากตนไปมา พร้อมกับพยายามบอกตนเองว่าที่คิดถึงเรื่องนี้ก็เพราะเสียดาย ‘จูบแรก’ ที่ถูกขโมยไป ไม่ใช่เพราะนางเผลอใจไปรักแม่ทัพใจร้ายผู้นั้นทว่ายิ่งพยายามปฏิเสธ ภาพที่ถูกสัมผัสด้วยแรงอารมณ์ก็ยิ่งฉายชัดในดวงตา “พอ ๆ คิดอะไรเนี่ย เรื่องระหว่างเรากับเขา มันไม่มีทางเป็นไปได้หรอก เจียงหนิงอันทั้งดีและงามถึงเพียงนั้น ไม่แน่เขาพบเจอนางคราแรกก็อาจจะตกหลุมรั
ถ้อยคำบีบบังคับให้ยอมจำนนของใต้เท้าเจียง กลับยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้หรงอวี้มากยิ่งขึ้น เขารู้ว่าตนนั้นผลัดวันประกันพรุ่งเรื่องสู่ขอมาหลายปีแล้ว นับตั้งแต่เจียงหนิงอันเข้าสู่วัยปักปิ่นซึ่งอันที่จริงช่วงก่อนหน้านั้น คนสกุลเจียงก็ไม่ได้ใส่ใจในตัวเขานัก คงเห็นว่าเป็นบุตรกำพร้าที่บุพการีเสียไปหมดแล้ว จึงไม่เคยมีการถามไถ่ข่าวคราวกันเลย กระทั่งเขาได้ตำแหน่งรองแม่ทัพเมื่อสามปีก่อน และไต่เต้าขึ้นมาเรื่อย ๆ จนได้เป็นมือขวาชินอ๋องอย่างเช่นทุกวันนี้ คนสกุลเจียงก็เริ่มส่งข่าวมาหาอยู่บ่อยครั้งเพราะเหตุนี้เอง เขาจึงไม่แยแสเรื่องคำสัญญาที่บิดากับใต้เท้าเจียงมีต่อกันเมื่อยี่สิบปีก่อน ช่วงที่เจียงหนิงอันยังอยู่ในครรภ์“ข้าเห็นควรว่าน่าจะรอให้ท่านพ่อบุญธรรมกลับมาก่อนจะดีกว่า อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นจวนสกุลเฉินมิใช่จวนมู่” หรงอวี้เอ่ยขึ้นหลังจากเงียบไปนาน นัยน์ตาคมกริบเลื่อนไปมองทางทิศไปเรือนพักของซือเหมยแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับมาสบตากับใต้เท้าเจียงใต้เท้าเจียงขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างคนขัดใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกอารมณ์ “การหมั้นหมายเป็นของสองตระกูล เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตระกูลเฉินเลยสักนิด ต่อให้เจ
คำพูดที่หลุดจากริมฝีปากอิ่มที่เพิ่งถูกบดขยี้จนบวมช้ำ เปรียบเสมือนน้ำเย็นจัดที่สาดเข้าใส่หน้าของมู่หรงอวี้ จนสติของเขากลับคืนมา นัยน์ตาคมดุที่เคยเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ค่อย ๆ วูบไหวแปรเปลี่ยนเป็นความสับสนวุ่นวายที่ยากเกินจะปิดได้มิดเขามองสบกับดวงตาคู่สวยซึ่งบัดนี้มีแต่ความแน่วแน่ ไร้ซึ่งความเลื่อนลอยของคนเสียสติอย่างที่นางเคยใช้เป็นเกราะกำบัง แววตาเด็ดเดี่ยวและน้ำเสียงเรียบเฉยนั้น ตอกย้ำความจริงที่ว่าสตรีตรงหน้า นางไม่ใช่คนที่จะให้เขาหยอกเย้าได้อีกต่อไปบรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของทั้งสองชัดเจน แววตาที่ทอดมองกันต่างก็เผยความสับสนในใจหรงอวี้คลายอ้อมกอดที่เคยรัดรึงออกอย่างช้า ๆ สองมือหนาที่เคยตรึงท้ายทอยนางไว้กลับตกลงข้างลำตัวอย่างคนทำอะไรไม่ถูก เขารู้สึกผิดจนต้องกลืนคำพูดที่คิดจะหยอกเย้าต่อลงคอ พลางเบือนหนีสายตาตัดพ้อที่กำลังจ้องมองตนใจแกร่งที่เคยเต้นรัวด้วยความคะนองยามได้กลั่นแกล้งนาง บัดนี้กลับถูกบีบรัดเพราะความรู้สึกผิดที่แล่นพล่านขึ้นมาจุกที่อกเขารู้ดีว่าสถานะระหว่างเขากับนางนั้นเปราะบางเพียงใด แม้จะไม่ได้เกี่ยวดองกันทางสายเลือด แต่ในสายตาคนนอกและในความรับผิดชอ
หรงอวี้ยกยิ้มมุมปากบางเบา เมื่อสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ดูสม่ำเสมอของคนที่อยู่บนแผ่นหลัง เขาจงใจก้าวเดินให้ช้าลงเพื่อซึมซับไออุ่นที่พิงซบลงมา แม้จะรู้ดีว่าคนบนหลังเพียงแค่แสร้งหลับ เพื่อหนีสถานการณ์กระอักกระอ่วน ทว่าเขากลับรู้สึกพอใจอย่างประหลาดเมื่อได้พันธนาการนางไว้เช่นนี้นับจากวันนั้น ชีวิตของซือหลินก็ไม่เคยได้พบกับคำว่าความเป็นส่วนตัวอีกเลย เพราะไม่ว่านางจะแอบย่องไปที่ลำธารหรือจะหลบมุมอยู่หลังเรือนเพื่อไม่ให้เจอเขา ร่างสูงสง่าของพี่ชายบุญธรรมก็ยังมายืนกอดอกส่งยิ้มละไมให้เสมอ รวมถึงวันนี้ แม้นางจะไม่ออกไปข้างนอก เขาก็ยังมาตามถึงเตียงนอน“เหมยเหมย วันนี้อากาศดีนักพี่ใหญ่จะพาเจ้าไปเดินเล่นที่ป่าไผ่ หลังจวนมีนกกระรางหัวขวานมาทำรังด้วยนะ เจ้าไม่อยากไปคุยกับพวกมันหรือ พี่ใหญ่ว่าปลาตัวนั้นมันก็คงจะคิดถึงเจ้าแล้วล่ะ” หรงอวี้เอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่ชวนให้คนฟังขนลุกซู่“ไม่เอา เหมยเหมยจะนอน เมื่อคืนอี้ฟานเลื้อยมาพันขา ทำข้านอนไม่หลับเลย” นางแสร้งงัวเงียตอบพลางมุดหน้าลงกับหมอน“ไม่ได้ นอนมากไปประเดี๋ยวจะอ้วนเอานะ ไปคุยกับนกกับปลาสนุกกว่าเยอะ มาเร็ว...” เขาไม่ว่าเปล่าแต่กลับรวบตัวนางขึ้นมา







