LOGINซือเหมยตาเป็นประกายทันทีเมื่อเห็นตำราแพทย์โบราณ นางรีบรับมาเปิดดูด้วยความกระตือรือร้นลืมสิ้นท่าทีเหนียมอาย “นี่มัน... วิธีการห้ามเลือดด้วยการกดจุดและยังมีการฝังเข็มแบบง่าย ๆ อีก มันยอดเยี่ยมมากเลยเจ้าค่ะคุณชาย” นางเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้เขาจนตาแทบจะปิด ก่อนจะก้มลงเปิดตำราต่อ
จากนั้นทั้งคู่ก็ยอบกายตัวลงนั่งบนโขดหินใหญ่ริมน้ำ แลกเปลี่ยนทักษะและการวิเคราะห์ตัวยาอย่างออกรส ซือเหมยเผลออธิบายเรื่องการไหลเวียนของโลหิต และการทำงานของธาตุในร่างกายตามความรู้ของหมอในโลกปัจจุบันที่ตนเคยเรียนมา โดยใช้ภาษาที่ชาวโบราณเข้าใจง่าย ไป่เหยียนก็ได้แต่นั่งฟังด้วยความทึ่ง สายตาที่เขามองนางนั้นมีแต่ความชื่นชมและลุ่มหลงในสติปัญญาของสตรีที่ควรแต่เรียนรู้เรื่องการครองเรือน ทว่าคนตรงหน้ากลับไม่ใช่เลย “นี่เจ้าเป็นเพียงสาวใช้จริงหรือ...” ไป่เหยียนพึมพำแผ่วเบาพลางจ้องมองใบหน้าหวานที่กำลังตั้งอกตั้งใจอธิบายสรรพคุณยา ทว่าซือเหมยได้ยินที่เขาพูด นางจึงชะงักเมื่อรู้ตัวว่าตนเองแสดงความรู้ที่ล้ำลึกเกินไป ‘หลุดอีกแล้ว พูดเรื่องการรักษาทีไร เป็นแบบนี้ทุกทีสิน่า’ หญิงสาวก่นว่าตนเองในใจ “ข้ารู้สึกว่า เจ้าช่างมีเสน่ห์ดึงดูดใจดียิ่งนักยามที่เอ่ยถึงการช่วยชีวิตผู้คน” เขากล่าวและยังคงจ้องใบหน้านางราวกับต้องมนต์ และคำเอ่ยชมตรง ๆ ของคุณชายไป่ ก็ทำเอาซือเหมยถึงกับหน้าร้อนผ่าว นางจึงรีบก้มหน้าลงมองตำราในมือกลบเกลื่อนอาการประหม่าตามธรรมชาติของสตรียามถูกชม โดยไม่รู้เลยว่าการพบกันของพวกเขาในครั้งนี้ กลับตกอยู่ในสายตาของมู่หรงอวี้ ซึ่งยืนกำหมัดแน่นอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่ห่างออกไปไม่ไกล รัศมีสังหารที่แผ่ออกมานั้นรุนแรงเสียจนเสี่ยวจูที่มองไปเห็นเข้าพอดิบพอดี ถึงกับตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัว หรงอวี้ยังคงยืนนิ่งประดุจรูปสลักอยู่ใต้เงาของต้นไม้ใหญ่ นัยน์ตาคมดุจเหยี่ยวหรี่ลงจนเหลือเพียงเส้นขีดคมปลาบ ทุกบทสนทนาและรอยยิ้มพริ้มเพราที่น้องสาวต่างสายเลือดส่งให้บุรุษอื่นนั้น เปรียบประดุจคมดาบที่กรีดลงบนใจแกร่งอย่างช้า ๆ เขามองมือเรียวขาวที่เคยลูบหน้ากัน บัดนี้นิ้วนั้นกำลังชี้ลงที่หน้าตำรา ดวงตาคู่สวยที่เคยสั่นระริกยามถูกเขาบดจูบ กลับฉายประกายเจิดจ้าดั่งดวงดารายามเมื่อเอ่ยถึงสมุนไพรไร้ค่าเหล่านั้น แต่นั่นยังไม่เท่าการกระทำของชายหนุ่ม ที่ใช้สายตาหยาดเยิ้มมองน้องสาวเขา ท่าทางที่เต็มไปด้วยความหลงใหลที่เขาเห็นในยามนี้ มันช่างน่าสะอิดสะเอียนยิ่งนัก ‘เจ้ากล้าดีนักนะเฉินซือเหมย ต่อหน้าข้าทำเป็นตัดพ้อเรื่องศีลธรรม แต่พอลับหลังกลับมานั่งหัวร่อต่อกระซิกกับบุรุษอื่นท่ามกลางป่าเขาเช่นนี้รึ มันสมกับเป็นกุลสตรีที่ยังไม่ออกเรือนที่ไหนกัน’ หรงอวี้ขบกรามแน่นจนได้ยินเสียง ก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นเร้าด้วยความรู้สึกพุ่งพล่านที่เขาไม่ยอมรับว่ามันคือ ‘ความหึงหวง’ เขาเพียงแต่บอกตนเองว่า นางคือน้องสาวในปกครอง และเขามีหน้าที่ต้องกันนางออกจากบุรุษไม่ว่าจะเป็นคนใดก็ตาม เพราะนางยังถือว่าเป็นคนสติไม่ดี ทว่าแม้เขาจะคิดเช่นนั้น มู่หรงอวี้ก็ยังใจเย็นไม่สาวเท้าก้าวออกไป เพราะซือเหมยนางอ้างว่าตนเป็นสาวใช้ การที่น้องสาวตนปิดบังไม่ให้ไป่เหยียนรู้ตัวตนที่แท้จริง นับว่าเป็นเรื่องดี อย่างน้อยโจวซื่อจื่อ จะได้ไม่โผล่มาหานางที่จวน เพื่อสานสัมพันธ์ให้เกินกว่าคนที่รู้จักกันแค่ในป่าเช่นยามนี้ หรงอวี้ยังคงเฝ้ารอ... รอจังหวะที่ความเงียบงันเริ่มโรยตัวลงมาพร้อมกับแสงอาทิตย์ที่เริ่มจมหายไปหลังทิวเขา ไป่เหยียนเริ่มเก็บข้าวของและกล่าวลาซือเหมยด้วยท่าทางอาลัยอาวรณ์ “ข้าคงต้องกลับแล้ว วันพรุ่งเจ้าจะมาที่นี่อีกหรือไม่ข้ายังอยากคุยเรื่องสมุนไพรอยู่เลย” ไป่เหยียนเอ่ยถามด้วยความหวัง ซือเหมยยิ้มบาง พลางกอดตำราที่เขาให้มาแนบอกอย่างคนหวงแหน “หากข้ามีโอกาส ข้าจะมาเจ้าค่ะคุณชาย” “ดี ข้าหวังว่าเราจะได้พบกันอีกเร็ว ๆ นี้นะ” “เจ้าค่ะ” ซือเหมยยิ้มบางเป็นการส่งท้าย เมื่อร่างของไป่เหยียนเดินลับหายไปตามแนวป่า ซือเหมยก็ลอบผ่อนลมหายใจยาว แม้จะพูดคุยกันถูกคอ ทว่านางกลับรู้สึกอึดอัด ยามที่เขาจ้องหน้าและเอ่ยชมอย่างไม่รู้จักอายคำ แต่เมื่อหันมาหาเสี่ยวจู คิ้วสวยก็เริ่มย่นเข้าหากัน เพราะใบหน้าของสาวใช้ซีดเผือดไม่ต่างจากกระดาษไหว้เจ้า “เสี่ยวจู เป็นอะไรไป ทำไมเจ้าทำหน้าเหมือนเห็นผีเช่นนั้นเล่า” “คะ... คุณหนู... บะ... บ่าวว่าเรากลับเรือนกันเถิดเจ้าค่ะ” เสี่ยวจูเอ่ยเสียงสั่น พลางพยายามบุ้ยปากไปทางพุ่มไม้ด้านหลัง ทว่าไม่ทันที่ซือเหมยจะได้หันมอง กลิ่นอายเย็นเยียบที่แสนคุ้นเคยก็แผ่ซ่านเข้ามาปกคลุมเสียแล้ว ตามมาด้วยเสียงทุ้มต่ำราบเรียบแต่ชวนให้สันหลังเย็นวาบลามไปถึงกระดูก “คุยเรื่องตำราเสร็จแล้วหรือ... แม่นางน้อยผู้รอบรู้” ซือเหมยยืนนิ่งตัวแข็งทื่อ เมื่อเห็นร่างสูงของมู่หรงอวี้ปรากฏกาย นางหลับตาลงพลางก่นด่าโชคชะตาในใจ ‘ให้ตายเถอะ! อีตาพระเอกธงแดงนี่มาแอบดูตั้งแต่เมื่อไหร่กัน’ นางสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมสติที่แตกซ่านแล้วเงยหน้าขึ้นมาเผชิญกับร่างสูงใหญ่ที่เดินก้าวออกมาจากเงามืด หรงอวี้ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้านาง แสงโพล้เพล้ขับเน้นให้ใบหน้าคมคายของเขาดูดุดันและน่าเกรงขามยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ “พี่ใหญ่... ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรเจ้าคะ” นางถามเสียงเรียบ พยายามไม่ให้สั่นตามความรู้สึกที่กำลังแผ่ไปทั่วร่าง “ข้าก็มาดูให้เห็นกับตาว่า น้องสาวที่เพิ่งสั่งสอนข้าเรื่อง ‘ความถูกต้อง’ แท้จริงแล้วนางมีรอยยิ้มที่หวานหยดย้อยเพียงใด ยามที่อยู่ต่อหน้าบุรุษที่ยังหาที่มาที่ไปไม่ได้” หรงอวี้ก้าวเข้ามาประชิดจนแทบจะชนเข้ากับตัวนาง นัยน์ตาคมกริบจ้องเขม็งราวกับจะฉีกทึ้งเนื้อน้องสาวต่างสายเลือดเสียเดี๋ยวนี้ “ข้าเพียงแค่แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องสมุนไพร มันผิดตรงไหนเจ้าคะ” ซือเหมยเงยหน้าสบตาอย่างไม่ยอมแพ้ “ผิดสิ... ผิดที่เจ้ามุสาหน้าตายว่าตนเป็นเพียงสาวใช้ และผิดที่เจ้า…ทำให้ข้าหงุดหงิด จนข้าอยากจะขังเจ้าเอาไว้ไม่ให้ใครได้เห็นรอยยิ้มนี้อีก” เขาโน้มหน้าลงมาจนจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดผิวแก้มใส จนคนตัวเล็กขนลุกซู่ นางตั้งท่าจะถอยหนี ทว่ามือเรียวกลับยื่นออกมารั้งเอวคอดแล้วดึงเข้าไปหาตัว ซือเหมยตั้งท่าจะเรียกสาวใช้ให้ช่วย แต่เสี่ยวจูกลับถูกคนสนิทหรงอวี้พาตัวเดินห่างออกไปไกลแล้ว “พี่ใหญ่ ปล่อยข้านะ” ซือเหมยต่อต้านทันที หรงอวี้ขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน แรงอารมณ์ที่พุ่งพล่านในอกทำให้เขายิ่งเพิ่มแรงรัดที่เอวบางมากขึ้นไปอีก “ทำไม! อยู่ใกล้ข้ามันไม่น่ารื่นรมย์เหมือนยามที่อยู่กับคุณชายรูปงามผู้นั้นหรือ เจ้าถึงได้ขับไล่ข้านัก ทีกับมันเจ้าส่งยิ้มให้จนตาปิด แต่กับพี่ชายคนนี้กลับทำท่าทางรังเกียจเดียดฉันท์” ซือเหมยพยายามดันอกแกร่งที่ขยับเข้ามาจนลมหายใจเป่ารดกัน นางรวบรวมความกล้าสบสายตาคมกริบของเขา “นี่ท่านสติเลอะเลือนไปแล้วหรือ ไยถึงได้เอ่ยวาจาเช่นนี้ออกมา ท่านควรเอาความห่วงใยและเวลาที่มีไปมอบให้คุณหนูเจียงมากกว่าจะมาวุ่นวายกับน้องสาวเช่นข้ามิใช่หรือ ท่านมีคู่หมายแล้ว ท่านทำเช่นนี้มันไม่ถูกต้อง!” นางแผดเสียงใส่เขา “หึหึ ความถูกต้องงั้นหรือ?” หรงอวี้เเค่นหัวเราะอย่างขมขื่น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแค้นเคือง “ข้าว่าที่เจ้าอ้างคำนี้ขึ้นมา เพียงเพราะเจ้าเริ่มพึงใจคุณชายไป่นั่นมากกว่ากระมัง” ซือเหมยนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยประโยคที่นางคิดว่าจะเป็นดาบที่ตัดเยื่อใยอันยุ่งเหยิงนี้ให้ขาดสะบั้นลงได้ “ใช่ ข้าพึงใจคุณชายไป่ เขาอ่อนโยนอีกทั้งยังให้เกียรติข้า เขาพูดคุยกับข้าด้วยเหตุผล ไม่ได้ใช้กำลังข่มเหงหรือวางอำนาจเผด็จการเช่นท่าน อยู่กับเขาข้ามีความสุขมากกว่าอยู่กับท่านร้อยเท่าพันเท่านัก และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้าพบกับเขาด้วย” คำยืนยันเด็ดเดี่ยวนั้นเปรียบประดุจน้ำมันที่ราดลงบนกองเพลิง หรงอวี้ที่พยายามสะกดกลั้นอารมณ์บัดนี้กลับตบะแตกสลายไปจนสิ้น “เจ้าพึงใจมันมากกระนั้นหรือ ดี! เช่นนั้นข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่า ความสุขที่เจ้าถวิลหานักหนานั้น ข้าก็มอบให้ได้เช่นกัน และมันจะมากกว่าชายใดในโลกหล้านี้มอบให้สตรีข้างกายด้วย” สิ้นคำเขาก็เลื่อนมือขึ้นมาตรึงท้ายทอยของนางไว้มั่น นัยน์ตาคมดุจมัจจุราชวาววับด้วยเจตนาที่ชัดเจน เขาโน้มใบหน้าลงมาหมายจะบดขยี้ริมฝีปากอวดดีนี้ให้หลาบจำ ซือเหมยจึงเผลอหลับตาด้วยความตระหนก ตามสัญชาตญาณที่เคยพานพบมาแล้วทว่าในวินาทีที่ริมฝีปากของเขาเกือบจะแตะสัมผัสลงมา เสียงทุ้มร่าเริงที่คุ้นหูก็ดังแว่วมาจากทางพุ่มไม้ไกล ๆ “เหมยเหมย! พี่รองกลับมาแล้ว เจ้าอยู่แถวนี้ใช่หรือไม่”เสียงของเฉินหยวนซีพี่ชายผู้แสนดีดังแทรกความเงียบ ทำให้หรงอวี้ชะงักงันราวกับถูกน้ำเย็นจัดราดรดลงศีรษะทำให้เขาได้สติในทันที เขารีบผละมือออกจากท้ายทอยของคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าน้องสาวและคลายอ้อมกอดออกอย่างรวดเร็ว ใช่ว่าเขาจะกลัว ทว่าหากเรื่องที่เขาทำแตกขึ้นมาในยามนี้ ภายหน้าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคนตัวเล็ก รวมถึงบิดาบุญธรรมและพี่น้องคนอื่น อาจทำให้มองหน้ากันไม่ติดก็เป็นได้ ด้านซือเหมยเมื่อได้โอกาสนางก็รีบก้าวถอยห่างออกมา พลางจัดแจงอาภรณ์ที่ยับย่นด้วยมือที่สั่นเทา นางมองหรงอวี้ด้วยแววตาตัดพ้อและเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ก่อนจะรีบหันไปขานรับพี่ชายที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากเมืองหลวง “พี่รอง! ข้าอยู่ทางนี้เจ้าค่ะ” นางตะโกนตอบพลางวิ่งถลาออกไปหาหยวนซีที่กำลังก้าวเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มกว้าง โดยไม่หันกลับไปมองบุรุษที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังอีกเลย หรงอวี้ได้แต่ยืนกำหมัดแน่น พลางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ที่ยังคงค้างคา นัยน์ตาคมกริบมองตา
ซือเหมยตาเป็นประกายทันทีเมื่อเห็นตำราแพทย์โบราณ นางรีบรับมาเปิดดูด้วยความกระตือรือร้นลืมสิ้นท่าทีเหนียมอาย “นี่มัน... วิธีการห้ามเลือดด้วยการกดจุดและยังมีการฝังเข็มแบบง่าย ๆ อีก มันยอดเยี่ยมมากเลยเจ้าค่ะคุณชาย” นางเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้เขาจนตาแทบจะปิด ก่อนจะก้มลงเปิดตำราต่อ จากนั้นทั้งคู่ก็ยอบกายตัวลงนั่งบนโขดหินใหญ่ริมน้ำ แลกเปลี่ยนทักษะและการวิเคราะห์ตัวยาอย่างออกรส ซือเหมยเผลออธิบายเรื่องการไหลเวียนของโลหิต และการทำงานของธาตุในร่างกายตามความรู้ของหมอในโลกปัจจุบันที่ตนเคยเรียนมา โดยใช้ภาษาที่ชาวโบราณเข้าใจง่าย ไป่เหยียนก็ได้แต่นั่งฟังด้วยความทึ่ง สายตาที่เขามองนางนั้นมีแต่ความชื่นชมและลุ่มหลงในสติปัญญาของสตรีที่ควรแต่เรียนรู้เรื่องการครองเรือน ทว่าคนตรงหน้ากลับไม่ใช่เลย “นี่เจ้าเป็นเพียงสาวใช้จริงหรือ...” ไป่เหยียนพึมพำแผ่วเบาพลางจ้องมองใบหน้าหวานที่กำลังตั้งอกตั้งใจอธิบายสรรพคุณยา ทว่าซือเหมยได้ยินที่เขาพูด นางจึงชะงักเมื่อรู้ตัวว่าตนเองแสดงความรู้ที่ล้ำลึกเกินไป ‘หลุดอีกแล้ว พูดเรื่องการรักษาทีไร เป็นแบบนี้ทุกทีสิน่า’ หญิงสาวก่นว่าตนเองในใจ “ข้ารู้สึกว่า เจ้าช่างมีเสน่ห์ดึง
ซือหลินเงยหน้ามองฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดง ความรู้สึกผิดหวังถาโถมเข้ามาจนนางรู้สึกอึดอัด ในโลกก่อนนางต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวจนกระทั่งเรียนจบหมอ และหวังว่าต่อจากนั้นจะมีชีวิตที่ดีขึ้น และคงได้พบรักกับใครสักคน ทว่าจู่ ๆ นางกลับต้องมาติดอยู่ในบ่วงรักในโลกนิยายซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลย“หากวันที่เขากลับมา เจ้าไม่เข้าไปกระตุกหนวดเสือ วันนี้เจ้าก็คงไม่ต้องมานั่งทุกข์ใจเช่นนี้สินะ เฮ้อ!” นางทอดถอนใจ เมื่อหวนนึกถึงเรื่องที่ทำผิดพลาดครั้งที่พบกับพี่ชายบุญธรรมคราแรกก่อนจะพึมพำก่นว่าเขากับบทบาทที่อีกฝ่ายได้รับ “พระเอกธงแดงงั้นเหรอ ร้ายกับนางเอกแล้วจบด้วยความรัก เหอะ! คนที่ทำร้ายได้แม้กระทั่งน้องสาวตัวเองอย่างเขาน่ะนะ จะรักใครเป็น”เอ่ยพลางยกมือขึ้นมาถูปากตนไปมา พร้อมกับพยายามบอกตนเองว่าที่คิดถึงเรื่องนี้ก็เพราะเสียดาย ‘จูบแรก’ ที่ถูกขโมยไป ไม่ใช่เพราะนางเผลอใจไปรักแม่ทัพใจร้ายผู้นั้นทว่ายิ่งพยายามปฏิเสธ ภาพที่ถูกสัมผัสด้วยแรงอารมณ์ก็ยิ่งฉายชัดในดวงตา “พอ ๆ คิดอะไรเนี่ย เรื่องระหว่างเรากับเขา มันไม่มีทางเป็นไปได้หรอก เจียงหนิงอันทั้งดีและงามถึงเพียงนั้น ไม่แน่เขาพบเจอนางคราแรกก็อาจจะตกหลุมรั
ถ้อยคำบีบบังคับให้ยอมจำนนของใต้เท้าเจียง กลับยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้หรงอวี้มากยิ่งขึ้น เขารู้ว่าตนนั้นผลัดวันประกันพรุ่งเรื่องสู่ขอมาหลายปีแล้ว นับตั้งแต่เจียงหนิงอันเข้าสู่วัยปักปิ่นซึ่งอันที่จริงช่วงก่อนหน้านั้น คนสกุลเจียงก็ไม่ได้ใส่ใจในตัวเขานัก คงเห็นว่าเป็นบุตรกำพร้าที่บุพการีเสียไปหมดแล้ว จึงไม่เคยมีการถามไถ่ข่าวคราวกันเลย กระทั่งเขาได้ตำแหน่งรองแม่ทัพเมื่อสามปีก่อน และไต่เต้าขึ้นมาเรื่อย ๆ จนได้เป็นมือขวาชินอ๋องอย่างเช่นทุกวันนี้ คนสกุลเจียงก็เริ่มส่งข่าวมาหาอยู่บ่อยครั้งเพราะเหตุนี้เอง เขาจึงไม่แยแสเรื่องคำสัญญาที่บิดากับใต้เท้าเจียงมีต่อกันเมื่อยี่สิบปีก่อน ช่วงที่เจียงหนิงอันยังอยู่ในครรภ์“ข้าเห็นควรว่าน่าจะรอให้ท่านพ่อบุญธรรมกลับมาก่อนจะดีกว่า อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นจวนสกุลเฉินมิใช่จวนมู่” หรงอวี้เอ่ยขึ้นหลังจากเงียบไปนาน นัยน์ตาคมกริบเลื่อนไปมองทางทิศไปเรือนพักของซือเหมยแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับมาสบตากับใต้เท้าเจียงใต้เท้าเจียงขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างคนขัดใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกอารมณ์ “การหมั้นหมายเป็นของสองตระกูล เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตระกูลเฉินเลยสักนิด ต่อให้เจ
คำพูดที่หลุดจากริมฝีปากอิ่มที่เพิ่งถูกบดขยี้จนบวมช้ำ เปรียบเสมือนน้ำเย็นจัดที่สาดเข้าใส่หน้าของมู่หรงอวี้ จนสติของเขากลับคืนมา นัยน์ตาคมดุที่เคยเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ค่อย ๆ วูบไหวแปรเปลี่ยนเป็นความสับสนวุ่นวายที่ยากเกินจะปิดได้มิดเขามองสบกับดวงตาคู่สวยซึ่งบัดนี้มีแต่ความแน่วแน่ ไร้ซึ่งความเลื่อนลอยของคนเสียสติอย่างที่นางเคยใช้เป็นเกราะกำบัง แววตาเด็ดเดี่ยวและน้ำเสียงเรียบเฉยนั้น ตอกย้ำความจริงที่ว่าสตรีตรงหน้า นางไม่ใช่คนที่จะให้เขาหยอกเย้าได้อีกต่อไปบรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของทั้งสองชัดเจน แววตาที่ทอดมองกันต่างก็เผยความสับสนในใจหรงอวี้คลายอ้อมกอดที่เคยรัดรึงออกอย่างช้า ๆ สองมือหนาที่เคยตรึงท้ายทอยนางไว้กลับตกลงข้างลำตัวอย่างคนทำอะไรไม่ถูก เขารู้สึกผิดจนต้องกลืนคำพูดที่คิดจะหยอกเย้าต่อลงคอ พลางเบือนหนีสายตาตัดพ้อที่กำลังจ้องมองตนใจแกร่งที่เคยเต้นรัวด้วยความคะนองยามได้กลั่นแกล้งนาง บัดนี้กลับถูกบีบรัดเพราะความรู้สึกผิดที่แล่นพล่านขึ้นมาจุกที่อกเขารู้ดีว่าสถานะระหว่างเขากับนางนั้นเปราะบางเพียงใด แม้จะไม่ได้เกี่ยวดองกันทางสายเลือด แต่ในสายตาคนนอกและในความรับผิดชอ
หรงอวี้ยกยิ้มมุมปากบางเบา เมื่อสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ดูสม่ำเสมอของคนที่อยู่บนแผ่นหลัง เขาจงใจก้าวเดินให้ช้าลงเพื่อซึมซับไออุ่นที่พิงซบลงมา แม้จะรู้ดีว่าคนบนหลังเพียงแค่แสร้งหลับ เพื่อหนีสถานการณ์กระอักกระอ่วน ทว่าเขากลับรู้สึกพอใจอย่างประหลาดเมื่อได้พันธนาการนางไว้เช่นนี้นับจากวันนั้น ชีวิตของซือหลินก็ไม่เคยได้พบกับคำว่าความเป็นส่วนตัวอีกเลย เพราะไม่ว่านางจะแอบย่องไปที่ลำธารหรือจะหลบมุมอยู่หลังเรือนเพื่อไม่ให้เจอเขา ร่างสูงสง่าของพี่ชายบุญธรรมก็ยังมายืนกอดอกส่งยิ้มละไมให้เสมอ รวมถึงวันนี้ แม้นางจะไม่ออกไปข้างนอก เขาก็ยังมาตามถึงเตียงนอน“เหมยเหมย วันนี้อากาศดีนักพี่ใหญ่จะพาเจ้าไปเดินเล่นที่ป่าไผ่ หลังจวนมีนกกระรางหัวขวานมาทำรังด้วยนะ เจ้าไม่อยากไปคุยกับพวกมันหรือ พี่ใหญ่ว่าปลาตัวนั้นมันก็คงจะคิดถึงเจ้าแล้วล่ะ” หรงอวี้เอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่ชวนให้คนฟังขนลุกซู่“ไม่เอา เหมยเหมยจะนอน เมื่อคืนอี้ฟานเลื้อยมาพันขา ทำข้านอนไม่หลับเลย” นางแสร้งงัวเงียตอบพลางมุดหน้าลงกับหมอน“ไม่ได้ นอนมากไปประเดี๋ยวจะอ้วนเอานะ ไปคุยกับนกกับปลาสนุกกว่าเยอะ มาเร็ว...” เขาไม่ว่าเปล่าแต่กลับรวบตัวนางขึ้นมา







