LOGINถ้อยคำบีบบังคับให้ยอมจำนนของใต้เท้าเจียง กลับยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้หรงอวี้มากยิ่งขึ้น เขารู้ว่าตนนั้นผลัดวันประกันพรุ่งเรื่องสู่ขอมาหลายปีแล้ว นับตั้งแต่เจียงหนิงอันเข้าสู่วัยปักปิ่น
ซึ่งอันที่จริงช่วงก่อนหน้านั้น คนสกุลเจียงก็ไม่ได้ใส่ใจในตัวเขานัก คงเห็นว่าเป็นบุตรกำพร้าที่บุพการีเสียไปหมดแล้ว จึงไม่เคยมีการถามไถ่ข่าวคราวกันเลย กระทั่งเขาได้ตำแหน่งรองแม่ทัพเมื่อสามปีก่อน และไต่เต้าขึ้นมาเรื่อย ๆ จนได้เป็นมือขวาชินอ๋องอย่างเช่นทุกวันนี้ คนสกุลเจียงก็เริ่มส่งข่าวมาหาอยู่บ่อยครั้ง เพราะเหตุนี้เอง เขาจึงไม่แยแสเรื่องคำสัญญาที่บิดากับใต้เท้าเจียงมีต่อกันเมื่อยี่สิบปีก่อน ช่วงที่เจียงหนิงอันยังอยู่ในครรภ์ “ข้าเห็นควรว่าน่าจะรอให้ท่านพ่อบุญธรรมกลับมาก่อนจะดีกว่า อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นจวนสกุลเฉินมิใช่จวนมู่” หรงอวี้เอ่ยขึ้นหลังจากเงียบไปนาน นัยน์ตาคมกริบเลื่อนไปมองทางทิศไปเรือนพักของซือเหมยแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับมาสบตากับใต้เท้าเจียง ใต้เท้าเจียงขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างคนขัดใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกอารมณ์ “การหมั้นหมายเป็นของสองตระกูล เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตระกูลเฉินเลยสักนิด ต่อให้เจ้าเป็นบุตรบุญธรรมท่านโหว ถึงอย่างนั้นเรื่องแต่งงานเจ้าก็ควรต้องยึดเอาคำมั่นของบรรพบุรุษตนเองเป็นหลักสิ มิใช่รอผู้อื่นตัดสินใจให้” ท่าทางไม่พอใจของใต้เท้าเจียง เผยออกมาอย่างชัดเจน เพราะเรื่องงานแต่งนี้ มันควรจะมีขึ้นมานานแล้ว ทว่ามู่หรงอวี้กลับผลัดไปเรื่อย จนยามนี้บุตรสาวเขาก็อายุสิบเก้าแล้ว ทางฝ่ายชายก็ยังไม่ยอมมาสู่ขอ หรือแม้แต่หมั้นหมายกันไว้ตามที่ควรจะเป็น หรงอวี้ขบกรามแน่นหลังได้ฟังคำพูดเอาแต่ได้ของอีกฝ่าย ที่หมายจะบังคับเขาโดยใช้คำสัญญาเก่าก่อนมาอ้าง แววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดในคราแรก เริ่มแข็งกร้าวและดุดันขึ้นตามสัญชาตญาณของคนที่มีนิสัยค่อนข้างเอาแต่ใจตนและเผด็จการ “เรื่องสัญญาหมั้นหมายข้าเองก็เพิ่งรู้เมื่อสามปีก่อน ก่อนหน้านั้นสกุลเจียงทำอันใดอยู่ถึงไม่เคยแจ้งข่าว หรือเห็นว่าข้าเป็นเพียงนายกองต่ำต้อยจึงไม่อยากเกี่ยวดองด้วย แต่พอเห็นข้ามีตำแหน่งที่สูงขึ้นจึงเริ่มส่งจดหมายมาถามไถ่ ในยามที่ข้ากำพร้าไร้ผู้คนแยแส ไม่ทราบว่ารองเจ้าเมืองเจียงอยู่ที่ใดกัน ไยยามนี้ท่านจึงกล้ามาเร่งเร้าเรื่องแต่งงานที่ท่านเคยละทิ้งไปนานกับข้าได้” ใบหน้าของรองเจ้าเมืองเจียงบัดนี้แดงก่ำด้วยแรงโทสะ นิ้วของเขาชี้ไปยังแม่ทัพหนุ่มอย่างลืมกิริยาผู้ลากมากดี “มู่หรงอวี้! เจ้ากล้าสามหาวใส่ข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ ข้าเป็นผู้ใหญ่ เป็นเพื่อนตายของพ่อเจ้า สัญญาหมั้นหมายนี้ล้วนแต่เป็นถ้อยคำสัตย์จริงที่ข้ากับบิดาเจ้าทำขึ้นมาร่วมกัน เจ้ากล้าลบหลู่ หาว่าข้าสร้างเรื่องมาหลอกเจ้ากระนั้นหรือ” เจียงหนิงอันที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ถึงกับหน้าซีดเผือด นางรีบขยับลุกขึ้นคว้าแขนบิดาไว้ ดวงตาคู่งามคลอไปด้วยน้ำตาแห่งความอับอายและเสียใจ “ท่านพ่อ... พอเถิดเจ้าค่ะ ท่านพี่มู่แค่ไม่เข้าใจความลำบากของพวกเราในตอนนั้น เขาจึงได้เอ่ยเช่นนี้” นางหันมามองหรงอวี้ด้วยสายตาวิงวอน ด้วยเกรงว่าคู่หมายที่ตนเฝ้ารอจะไม่พอใจมากไปกว่านี้ “ท่านพี่มู่ หนิงอันมิเคยคิดดูหมิ่นท่านเลยสักนิด ตลอดเวลาที่ผ่านมาหนิงอันเฝ้ารอท่านพี่มู่อยู่เสมอ แม้จะไม่เคยส่งข่าวทว่าข้าไม่เคยมีใจเป็นอื่นเลย” หรงอวี้ปรายตามองสตรีที่สั่นเทาตรงหน้า แววตาที่เจ็บปวดและซื่อสัตย์ของนางในความเป็นจริงมันควรจะทำให้เขาใจอ่อน ทว่าภาพในสมองของเขายามนี้กลับมีเพียงสัมผัสอันดื้อรั้นของซือเหมย เสียงหัวเราะสดใสที่ดังขึ้นมายามนางแสร้งทำตัวเพี้ยน และความกล้าหาญที่กล่าวตอกหน้าเขาเรื่องสถานะพี่น้อง การบีบคั้นเหล่านี้กำลังทำให้อารมณ์ของเขาพุ่งพล่านอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ด้วยนิสัยเอาแต่ใจและเผด็จการ หรงอวี้ไม่ได้ต้องการกุลสตรีที่อ่อนหวานมานั่งประดับจวน หากจะแต่งงาน สตรีผู้นั้นต้องฉลาดคิดและไม่ใช่เอาแต่ร้องไห้เพื่อให้เขาปลอบ เพราะเขาคือนักรบ ไม่มีเวลามาเอาใจใครทั้งนั้น “รอข้า…หรือรอตำแหน่งฮูหยินแม่ทัพของข้ากันแน่” ริมฝีปากหนากระตุกยิ้มเหี้ยม นัยน์ตาวาวโรจน์อย่างดูแคลนโดยไม่ไยดีความรู้สึกของคนตรงหน้าเลย “หากวันนี้ข้ายังเป็นเพียงนาย กองอยู่ที่ชายแดน ใต้เท้าเจียงคงจะนำสัญญาฉบับนี้ไปต้มน้ำล้างเท้าเสียมากกว่าจะพาลูกสาวคนงามมาเสนอตัวถึงจวนเช่นนี้” “เจ้า! เจ้ามันไอ้เด็กไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เนรคุณไม่รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่” ใต้เท้าเจียงตบโต๊ะดังสนั่นจนถ้วยชาชั้นเลิศกระเด็นตกพื้นแตกกระจาย “ข้าจะรอคุยกับเฉินอวี้โหว! ข้าจะให้เขาเป็นคนตัดสินเรื่องนี้เอง ในเมื่อเจ้ามันไร้สัจจะ ข้าก็จะให้คนทั้งเมืองหลวงรู้ว่าแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร แท้จริงแล้วคือคนเนรคุณ” หรงอวี้ยันกายลุกขึ้นเต็มความสูง รัศมีแม่ทัพใหญ่แผ่ซ่านจนข้ารับใช้ในห้องโถงต่างพากันก้มหัวตัวสั่น “เชิญตามสบายใต้เท้าเจียง หากท่านอยากให้เรื่อง ‘ขายบุตรสาวกิน’ โด่งดังไปทั่วแคว้น ข้าก็ไม่ขัดศรัทธา” หรงอวี้พ่นวาจาออกมาอย่างร้ายกาจ และเขายังกล่าวต่ออีกว่า “อย่าลืมเรื่องจดหมายลับที่ท่านเคยส่งไปประจบประแจงขุนนางที่อยู่ฝั่งตรงข้ามชินอ๋องด้วยเล่า ไม่แน่ว่าสักวันมันอาจจะตกไปอยู่ในมือคนที่เอาผิดท่านจนต้องโทษเนรเทศทั้งตระกูลก็เป็นได้” หรงอวี้ใช้ไม้ตายในมือข่มขู่ รองเจ้าเมืองเจียงถึงกับทรุดลงนั่งกับเก้าอี้ ท่าทางพยศเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น คงเหลือเพียงความหวาดกลัวที่เผยออกมา “จะ… เจ้ารู้เรื่องนี้ได้เยี่ยงไร” เจียงหานชงถามเสียงติดขัด “ตำแหน่งรองเจ้าเมืองเช่นท่าน คิดหรือว่าจะมีคนซื่อสัตย์อยากปิดความลับให้ กลับไปพักผ่อนให้ดีเถิด หากอยากคุยกับท่านพ่อบุญธรรมข้า ท่านก็รอเขากลับมาแล้วค่อยหารือกันก็ได้ ทว่าเรื่องแต่งงาน ข้าไม่ขอรับปาก ฉะนั้นท่านควรมองหาคู่หมายใหม่ให้บุตรสาวตั้งแต่เนิ่น ๆ เสีย” หรงอวี้ยังมิวายเอ่ยแนะ พลางบอกความต้องการที่อยู่ในใจให้สองพ่อลูกได้รู้ด้วย เขาจะไม่แต่งงานกับเจียงหนิงอัน นี่คือสิ่งที่แม่ทัพหนุ่มหมายมั่นปั้นมือมาเนิ่นนานแล้ว และวันนี้เขาก็มีโอกาสได้พูดเสียที หนิงอันที่ได้ยินทุกถ้อยคำ ถึงกับยกมือขึ้นปิดปากสะอื้นไห้ พลางมองคู่หมายที่ตนปักใจรักมาตลอดด้วยความรู้สึกผิดหวังอย่างที่สุด เขาช่างใจร้ายนัก ทั้งร้ายกาจและไร้หัวใจราวกับสัตย์ป่าที่รุมทึ้งเหยื่อ ไร้ซึ่งความปรานีและเห็นใจ อีกด้านของจวนสกุลเฉิน… ซือหลินกำลังนั่งทอดอาลัยอยู่บนม้านั่งหินใต้ต้นหลิวริมสระน้ำภายในสวนส่วนตัว ความเย็นเยียบของจูบที่เพิ่งจางหายไป ยังคงทิ้งร่องรอยความอุ่นซ่านเอาไว้ให้ใจดวงน้อยได้เจ็บปวดเป็นระยะ นางพยายามใช้กิ่งไม้ขีดเขียนพื้นดินไปเรื่อย หวังว่ามันจะสลัดภาพใบหน้าคมคายของหรงอวี้ออกไปได้ ทว่าเสียงซุบซิบของเหล่าสาวใช้ที่เดินผ่านไปมากลับดังเข้าหูเสียอย่างนั้น “เจ้าเห็นคุณหนูเจียงหรือไม่ งามปานนางล่มเมืองเชียวล่ะ กิริยามารยาทก็เพียบพร้อมสมกับเป็นลูกขุนนาง ข้าล่ะอิจฉาความงามนางนัก” สาวใช้คนหนึ่งกระซิบกับสหายอย่างตื่นเต้น “ข้าได้ยินว่าใต้เท้าเจียงมาหารือเรื่องงานมงคล อีกไม่นานจวนข้างก็มีข่าวดีแล้ว พวกเขาช่างเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยกจริง ๆ เจ้าว่าเช่นนั้นหรือไม่” อีกคนกล่าวสมทบ คำว่า ‘เหมาะสม’ และ ‘วันมงคล’ นั้นกรีดลึกลงในใจคนฟังเป็นอย่างมาก จนซือหลินเผลอทำกิ่งไม้ในมือหักเป็นสองท่อน ความเจ็บปวดที่อธิบายไม่ได้แล่นพล่านไปทั่วใจดวงน้อย ‘ตื่นได้แล้วซือหลิน แกอยู่ในนิยายนะ พระเอกเขาก็ต้องคู่กับนางเอก ต่อให้มู่หรงอวี้เกลียดชังนางในช่วงแรก ทว่าท้ายที่สุดพวกเขาก็ต้องคู่กัน เพราะนิยายทุกเรื่องต่างก็มีจุดจบแบบนี้’ ซือหลินนึกถึง ‘เรื่องย่อ’ ของนิยาย ‘บุปผาเลือนในม่านเมฆ’ หรือโลกที่นางหลุดเข้ามาอยู่อาศัยในยามนี้ แม้จะอ่านไปได้ไม่กี่หน้า ทว่าตัวละครหลักได้ถูกระบุเอาไว้แล้ว นิยายเรื่องนี้ขึ้นชื่อว่ามีดราม่าเข้มข้นเป็นแนวพระเอกสายธงแดงที่มีนิสัยโหดเหี้ยม เอาแต่ใจและเผด็จการพอสมควร บิดาของนางเอกเป็นสายให้ฝ่ายตรงข้ามกับพระเอก ใช้การแต่งงานครั้งนี้เป็นใบเบิกทางเพื่อคอยสืบแผนการจากหรงอวี้ ทว่าเจียงหนิงอันกลับเป็นสตรีที่ยึดมั่นในคุณธรรม นางรักสามีมากจนยอมสละทุกอย่างเพื่อปกป้องเขา และนั่นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พระเอกจอมเย็นชาใจอ่อนจนเกิดความรักต่อนาง ‘ส่วนข้าก็แค่ตัวประกอบเสียสติที่ถูกเขียนมาให้ตายตั้งแต่ต้นเรื่อง ไฉนเลยจะไปมีค่าพอให้พระเอกธงแดงที่แสนร้ายกาจอย่างเขาหันมาทุ่มเทใจให้ มันไม่มีทางเป็นไปได้หรอกซือหลิน แกอย่าฝันหวานนักเลย ตัดใจซะเถอะ จะได้ไม่เจ็บปวดมากไปกว่านี้’ทว่าในวินาทีที่ริมฝีปากของเขาเกือบจะแตะสัมผัสลงมา เสียงทุ้มร่าเริงที่คุ้นหูก็ดังแว่วมาจากทางพุ่มไม้ไกล ๆ “เหมยเหมย! พี่รองกลับมาแล้ว เจ้าอยู่แถวนี้ใช่หรือไม่”เสียงของเฉินหยวนซีพี่ชายผู้แสนดีดังแทรกความเงียบ ทำให้หรงอวี้ชะงักงันราวกับถูกน้ำเย็นจัดราดรดลงศีรษะทำให้เขาได้สติในทันที เขารีบผละมือออกจากท้ายทอยของคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าน้องสาวและคลายอ้อมกอดออกอย่างรวดเร็ว ใช่ว่าเขาจะกลัว ทว่าหากเรื่องที่เขาทำแตกขึ้นมาในยามนี้ ภายหน้าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคนตัวเล็ก รวมถึงบิดาบุญธรรมและพี่น้องคนอื่น อาจทำให้มองหน้ากันไม่ติดก็เป็นได้ ด้านซือเหมยเมื่อได้โอกาสนางก็รีบก้าวถอยห่างออกมา พลางจัดแจงอาภรณ์ที่ยับย่นด้วยมือที่สั่นเทา นางมองหรงอวี้ด้วยแววตาตัดพ้อและเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ก่อนจะรีบหันไปขานรับพี่ชายที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากเมืองหลวง “พี่รอง! ข้าอยู่ทางนี้เจ้าค่ะ” นางตะโกนตอบพลางวิ่งถลาออกไปหาหยวนซีที่กำลังก้าวเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มกว้าง โดยไม่หันกลับไปมองบุรุษที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังอีกเลย หรงอวี้ได้แต่ยืนกำหมัดแน่น พลางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ที่ยังคงค้างคา นัยน์ตาคมกริบมองตา
ซือเหมยตาเป็นประกายทันทีเมื่อเห็นตำราแพทย์โบราณ นางรีบรับมาเปิดดูด้วยความกระตือรือร้นลืมสิ้นท่าทีเหนียมอาย “นี่มัน... วิธีการห้ามเลือดด้วยการกดจุดและยังมีการฝังเข็มแบบง่าย ๆ อีก มันยอดเยี่ยมมากเลยเจ้าค่ะคุณชาย” นางเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้เขาจนตาแทบจะปิด ก่อนจะก้มลงเปิดตำราต่อ จากนั้นทั้งคู่ก็ยอบกายตัวลงนั่งบนโขดหินใหญ่ริมน้ำ แลกเปลี่ยนทักษะและการวิเคราะห์ตัวยาอย่างออกรส ซือเหมยเผลออธิบายเรื่องการไหลเวียนของโลหิต และการทำงานของธาตุในร่างกายตามความรู้ของหมอในโลกปัจจุบันที่ตนเคยเรียนมา โดยใช้ภาษาที่ชาวโบราณเข้าใจง่าย ไป่เหยียนก็ได้แต่นั่งฟังด้วยความทึ่ง สายตาที่เขามองนางนั้นมีแต่ความชื่นชมและลุ่มหลงในสติปัญญาของสตรีที่ควรแต่เรียนรู้เรื่องการครองเรือน ทว่าคนตรงหน้ากลับไม่ใช่เลย “นี่เจ้าเป็นเพียงสาวใช้จริงหรือ...” ไป่เหยียนพึมพำแผ่วเบาพลางจ้องมองใบหน้าหวานที่กำลังตั้งอกตั้งใจอธิบายสรรพคุณยา ทว่าซือเหมยได้ยินที่เขาพูด นางจึงชะงักเมื่อรู้ตัวว่าตนเองแสดงความรู้ที่ล้ำลึกเกินไป ‘หลุดอีกแล้ว พูดเรื่องการรักษาทีไร เป็นแบบนี้ทุกทีสิน่า’ หญิงสาวก่นว่าตนเองในใจ “ข้ารู้สึกว่า เจ้าช่างมีเสน่ห์ดึง
ซือหลินเงยหน้ามองฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดง ความรู้สึกผิดหวังถาโถมเข้ามาจนนางรู้สึกอึดอัด ในโลกก่อนนางต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวจนกระทั่งเรียนจบหมอ และหวังว่าต่อจากนั้นจะมีชีวิตที่ดีขึ้น และคงได้พบรักกับใครสักคน ทว่าจู่ ๆ นางกลับต้องมาติดอยู่ในบ่วงรักในโลกนิยายซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลย“หากวันที่เขากลับมา เจ้าไม่เข้าไปกระตุกหนวดเสือ วันนี้เจ้าก็คงไม่ต้องมานั่งทุกข์ใจเช่นนี้สินะ เฮ้อ!” นางทอดถอนใจ เมื่อหวนนึกถึงเรื่องที่ทำผิดพลาดครั้งที่พบกับพี่ชายบุญธรรมคราแรกก่อนจะพึมพำก่นว่าเขากับบทบาทที่อีกฝ่ายได้รับ “พระเอกธงแดงงั้นเหรอ ร้ายกับนางเอกแล้วจบด้วยความรัก เหอะ! คนที่ทำร้ายได้แม้กระทั่งน้องสาวตัวเองอย่างเขาน่ะนะ จะรักใครเป็น”เอ่ยพลางยกมือขึ้นมาถูปากตนไปมา พร้อมกับพยายามบอกตนเองว่าที่คิดถึงเรื่องนี้ก็เพราะเสียดาย ‘จูบแรก’ ที่ถูกขโมยไป ไม่ใช่เพราะนางเผลอใจไปรักแม่ทัพใจร้ายผู้นั้นทว่ายิ่งพยายามปฏิเสธ ภาพที่ถูกสัมผัสด้วยแรงอารมณ์ก็ยิ่งฉายชัดในดวงตา “พอ ๆ คิดอะไรเนี่ย เรื่องระหว่างเรากับเขา มันไม่มีทางเป็นไปได้หรอก เจียงหนิงอันทั้งดีและงามถึงเพียงนั้น ไม่แน่เขาพบเจอนางคราแรกก็อาจจะตกหลุมรั
ถ้อยคำบีบบังคับให้ยอมจำนนของใต้เท้าเจียง กลับยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้หรงอวี้มากยิ่งขึ้น เขารู้ว่าตนนั้นผลัดวันประกันพรุ่งเรื่องสู่ขอมาหลายปีแล้ว นับตั้งแต่เจียงหนิงอันเข้าสู่วัยปักปิ่นซึ่งอันที่จริงช่วงก่อนหน้านั้น คนสกุลเจียงก็ไม่ได้ใส่ใจในตัวเขานัก คงเห็นว่าเป็นบุตรกำพร้าที่บุพการีเสียไปหมดแล้ว จึงไม่เคยมีการถามไถ่ข่าวคราวกันเลย กระทั่งเขาได้ตำแหน่งรองแม่ทัพเมื่อสามปีก่อน และไต่เต้าขึ้นมาเรื่อย ๆ จนได้เป็นมือขวาชินอ๋องอย่างเช่นทุกวันนี้ คนสกุลเจียงก็เริ่มส่งข่าวมาหาอยู่บ่อยครั้งเพราะเหตุนี้เอง เขาจึงไม่แยแสเรื่องคำสัญญาที่บิดากับใต้เท้าเจียงมีต่อกันเมื่อยี่สิบปีก่อน ช่วงที่เจียงหนิงอันยังอยู่ในครรภ์“ข้าเห็นควรว่าน่าจะรอให้ท่านพ่อบุญธรรมกลับมาก่อนจะดีกว่า อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นจวนสกุลเฉินมิใช่จวนมู่” หรงอวี้เอ่ยขึ้นหลังจากเงียบไปนาน นัยน์ตาคมกริบเลื่อนไปมองทางทิศไปเรือนพักของซือเหมยแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับมาสบตากับใต้เท้าเจียงใต้เท้าเจียงขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างคนขัดใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกอารมณ์ “การหมั้นหมายเป็นของสองตระกูล เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตระกูลเฉินเลยสักนิด ต่อให้เจ
คำพูดที่หลุดจากริมฝีปากอิ่มที่เพิ่งถูกบดขยี้จนบวมช้ำ เปรียบเสมือนน้ำเย็นจัดที่สาดเข้าใส่หน้าของมู่หรงอวี้ จนสติของเขากลับคืนมา นัยน์ตาคมดุที่เคยเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ค่อย ๆ วูบไหวแปรเปลี่ยนเป็นความสับสนวุ่นวายที่ยากเกินจะปิดได้มิดเขามองสบกับดวงตาคู่สวยซึ่งบัดนี้มีแต่ความแน่วแน่ ไร้ซึ่งความเลื่อนลอยของคนเสียสติอย่างที่นางเคยใช้เป็นเกราะกำบัง แววตาเด็ดเดี่ยวและน้ำเสียงเรียบเฉยนั้น ตอกย้ำความจริงที่ว่าสตรีตรงหน้า นางไม่ใช่คนที่จะให้เขาหยอกเย้าได้อีกต่อไปบรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของทั้งสองชัดเจน แววตาที่ทอดมองกันต่างก็เผยความสับสนในใจหรงอวี้คลายอ้อมกอดที่เคยรัดรึงออกอย่างช้า ๆ สองมือหนาที่เคยตรึงท้ายทอยนางไว้กลับตกลงข้างลำตัวอย่างคนทำอะไรไม่ถูก เขารู้สึกผิดจนต้องกลืนคำพูดที่คิดจะหยอกเย้าต่อลงคอ พลางเบือนหนีสายตาตัดพ้อที่กำลังจ้องมองตนใจแกร่งที่เคยเต้นรัวด้วยความคะนองยามได้กลั่นแกล้งนาง บัดนี้กลับถูกบีบรัดเพราะความรู้สึกผิดที่แล่นพล่านขึ้นมาจุกที่อกเขารู้ดีว่าสถานะระหว่างเขากับนางนั้นเปราะบางเพียงใด แม้จะไม่ได้เกี่ยวดองกันทางสายเลือด แต่ในสายตาคนนอกและในความรับผิดชอ
หรงอวี้ยกยิ้มมุมปากบางเบา เมื่อสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ดูสม่ำเสมอของคนที่อยู่บนแผ่นหลัง เขาจงใจก้าวเดินให้ช้าลงเพื่อซึมซับไออุ่นที่พิงซบลงมา แม้จะรู้ดีว่าคนบนหลังเพียงแค่แสร้งหลับ เพื่อหนีสถานการณ์กระอักกระอ่วน ทว่าเขากลับรู้สึกพอใจอย่างประหลาดเมื่อได้พันธนาการนางไว้เช่นนี้นับจากวันนั้น ชีวิตของซือหลินก็ไม่เคยได้พบกับคำว่าความเป็นส่วนตัวอีกเลย เพราะไม่ว่านางจะแอบย่องไปที่ลำธารหรือจะหลบมุมอยู่หลังเรือนเพื่อไม่ให้เจอเขา ร่างสูงสง่าของพี่ชายบุญธรรมก็ยังมายืนกอดอกส่งยิ้มละไมให้เสมอ รวมถึงวันนี้ แม้นางจะไม่ออกไปข้างนอก เขาก็ยังมาตามถึงเตียงนอน“เหมยเหมย วันนี้อากาศดีนักพี่ใหญ่จะพาเจ้าไปเดินเล่นที่ป่าไผ่ หลังจวนมีนกกระรางหัวขวานมาทำรังด้วยนะ เจ้าไม่อยากไปคุยกับพวกมันหรือ พี่ใหญ่ว่าปลาตัวนั้นมันก็คงจะคิดถึงเจ้าแล้วล่ะ” หรงอวี้เอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่ชวนให้คนฟังขนลุกซู่“ไม่เอา เหมยเหมยจะนอน เมื่อคืนอี้ฟานเลื้อยมาพันขา ทำข้านอนไม่หลับเลย” นางแสร้งงัวเงียตอบพลางมุดหน้าลงกับหมอน“ไม่ได้ นอนมากไปประเดี๋ยวจะอ้วนเอานะ ไปคุยกับนกกับปลาสนุกกว่าเยอะ มาเร็ว...” เขาไม่ว่าเปล่าแต่กลับรวบตัวนางขึ้นมา







