LOGINซือหลินยังคงนิ่งงัน มองใบหน้าจิ้มลิ้มเจ้าของร่างที่น่ารักและสวยหวานเอามาก ๆ ถึงตอนนี้จะดูซูบซีดไปบ้างก็เถอะ
‘เรื่องจริงเหรอ ที่ฉันมาอยู่ในร่างคนอื่น’ เธอพึมพำ พลางยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองที่มีความต่างจากตัวตนในโลกปัจุบันมาก ตัวเธอในโลกก่อน ถึงจะเรียนเก่ง กลับไม่ได้มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ เรียกว่าแทบไม่มีใครสนใจเลยก็ว่าได้ ซือหลินในโลกปัจจุบัน สวมแว่นตาไม่เคยถอด น้ำหนักก็ผอมแห้งไม่มีน้ำมีนวล เพราะเธอเรียนหนักจนไม่สนใจดูแลตัวเอง ซึ่งเพื่อน ๆ ในกลุ่ม ก็ไม่ต่างไปจากเธอนัก แต่เจ้าของร่างนี้ กลับมีผิวพรรณผุดผ่อง ขาวเนียนดูสะอาดตา แม้แต่ร่องรอยจุดด่างดำสักเม็ดก็ไม่มีให้เห็น พอสัมผัสก็เนียนลื่น นุ่มนวลดุจแพรไหม เรียกว่าเป็นร่างกายที่แสนเพอร์เฟคที่ผู้หญิงทุกคนอยากได้เลยล่ะ “น้องสี่เจ้าเป็นอะไรไป ไยนิ่งเช่นนี้เล่า อย่าทำพี่รองตกใจสิ” พี่ชายตัวโตเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง พลางมองนางด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความกังวล จนซือหลินรู้สึกผิด ‘เขาคือพี่ชายเจ้าของร่างสินะ ผู้หญิงที่เพิ่งออกไปก็พี่สาว เราควรต้องพูดอะไรหน่อย เพื่อให้เขาเลิกเป็นห่วง’ “เอ่อ…ฉัน ไม่สิ…ข้าแค่ตกใจนิดหน่อย ท่านพี่ อย่าใส่ใจเลย ข้าอยากพัก ท่านพี่ช่วยออกไปก่อนได้หรือไม่” นางพยายามกล่าวถ้อยคำตามแบบฉบับนิยายหรือซีรี่ย์ที่เคยดูมา เพื่อให้มันเข้ากับสถานการณ์มากที่สุดนั่นเอง หยวนซีมองน้องสาวอย่างชั่งใจเพียงครู่ “ก็ได้ เช่นนั้นเจ้าพักเถิดนะ ประเดี๋ยวค่ำ ๆ พี่จะแวะมาใหม่ ทว่าไยเจ้าถึงเรียกท่านพี่เช่นนี้เล่า ไยไม่เรียกพี่รองเช่นแต่ก่อน มาท่านพี่อะไรกัน” “ขะ…ข้าต้องเรียกพี่รองหรือ” “ใช่เจ้าค่ะ ปกติคุณหนูจะเรียกพี่สาวพี่ชายตามลำดับ ส่วนท่านพี่เขาเอาไว้ใช้กับคนที่แต่งงานกันเจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงอธิบาย พลางหันไปมองหน้าคุณชายรองที่เผยความกังวลชัดเจน “ดูท่าสติของน้องสี่จะแย่ลงกว่าเดิม แม้แต่คำเรียกข้ายังลืมสิ้น พี่รองว่าเจ้าควรให้หมอตรวจอีกสักรอบนะน้องสี่” “ไม่ ๆ ข้าสบายดีเจ้าค่ะ ข้าก็แค่หลงลืมไปบ้างก็เท่านั้น คุณ…เอ่อ…พี่รองออกไปเถิด ข้าจะนอนพัก” ซือหลินรีบไล่ ขืนให้อยู่นานกว่านี้ นางต้องหลุดอะไรไปอีกแน่ “ได้ ๆ เช่นนั้นเจ้านอนพักนะ” หยวนซีรีบตัดบทเช่นกัน เพราะเกรงน้องสาวจะหงุดหงิดแล้วอาละวาดเช่นที่ผ่าน ๆ มา ซือหลินพยักหน้าและเผยยิ้มบางให้เขาซึ่งปกติเจ้าของร่างไม่เคยทำ แม้พี่ชายจะดีมากแค่ไหนนางก็ยังเอาแต่ใจ พอประตูปิดลง นางก็หันไปหาหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงมุมซึ่งมีท่าทางหวาด ๆ “เธอ…เอ่อ…เจ้าสองคน เป็นสาวใช้ของข้าใช่หรือไม่” “เจ้าค่ะคุณหนู” เสี่ยวชิงเอ่ยตอบพลางลอบกลืนน้ำลาย “มาตรงนี้ที ข้ามีเรื่องจะถาม” มือขาวซีดเพราะแช่น้ำนานกวักเรียก ทว่าทั้งคู่กลับมีท่าทางลังเลไม่กล้าก้าวเข้ามา ??... ซือหลินขมวดคิ้วก่อนจะเริ่มส่งสายตาดุใส่ หมายจะใช้อำนาจคุณหนูของจวนเข้าข่มเล่น ๆ ทว่า! บ่าวทั้งสองกลับรีบคุกเข่าลงตรงนั้นเอง “คุณหนูโปรดเมตตาเถิดเจ้าค่ะ พวกเรากลัวแล้ว” “หา! อะไรของพวกเจ้า ข้ายังไม่ทันทำอะไรเลยนะ” คิ้วสวยชนกันหนักกว่าเดิม พลางขยับคลานมานั่งที่ข้างเตียง “มานี่ ข้าไม่ทำอะไรพวกเจ้าหรอก บอกแล้วไงว่ามีเรื่องอยากถาม เร็ว ๆ ไม่งั้นจะโดนทำโทษแน่ถ้าชักช้า” ในเมื่อเรียกดีดีไม่มา ซือหลินเลยใช้วิธีขู่ทั้งคู่เสียเลย และคราวนี้ก็เร็วทันตาเห็น สาวใช้ทั้งสองรีบคลานมานั่งตรงหน้าทันที ‘ดูท่าเจ้าของร่างจะดุน่าดู บ่าวไพร่ถึงได้กลัวขนาดนี้’ เธอนึกในใจ ก่อนจะเริ่มตั้งคำถามในสิ่งที่อยากรู้ “นี่คือสมัยไหนและปีอะไร แล้วก็ที่นี่คือตระกูลอะไร ข้ามีพี่น้องกี่คน แล้วพ่อแม่ข้าไปไหน ทำไมเขาไม่มาดูข้า เรื่องพวกนี้พวกเจ้าบอกข้ามาให้หมด พอดีว่าข้าจำอะไรไม่ได้เลย” สาวใช้ทั้งสองมองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนที่เสี่ยวจูจะเอ่ยว่า “ปกติคุณหนูก็จำอะไรไม่ค่อยได้เจ้าค่ะ ท่านจำได้แค่คุณชายใหญ่กับคุณชายรองเท่านั้น ส่วนคนอื่นก็จำได้บางครั้งบางคราวเจ้าค่ะ” สาวใช้เอ่ยบอกอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ “หา!! นี่ข้าเป็นคนเช่นนี้หรือ” ซือหลินร้องถามจนบ่าวทั้งสองถึงกับหมอบติดพื้นด้วยความหวาดผวา “ปะ…เป็นเช่นนี้จริง ๆ เจ้าค่ะ” เสี่ยวจูย้ำคำ “พอ ๆ ลุกขึ้นมาพูดดีดี จะกลัวอะไรขนาดนั้นเนี่ยะ” คนจากโลกปัจจุบันเริ่มทำหน้าเบื่อหน่าย เมื่อเห็นสองคนนี้กลัวหัวหด ดูท่าเจ้าของร่าง นอกจากเสียสติแล้ว นิสัยใจคอคงจะร้ายกาจมาก “บอกเรื่องที่ข้าถามมาให้หมด ข้าอยากรู้” นางเริ่มใช้เสียงดังขู่ เพราะดูเหมือนสองคนนี้จะชินชาอะไรแบบนี้แล้ว เสี่ยวจูหันมองหน้าเสี่ยวชิง ราวกับกำลังเกี่ยงว่าใครจะเป็นคนพูดดี กระทั่งผู้เป็นนายปรบมือใส่ทั้งคู่จนสะดุ้ง เสี่ยวจูก็เริ่มเอ่ย “ปีนี้เป็นปีที่ยี่สิบห้าของรัชศกกู่ฮวาเจ้าค่ะ คุณหนูเป็นบุตรสาวคนเล็กของตระกูลเฉิน บิดาคือท่านแม่ทัพเฉินอวี้เหริน มารดานั้นเสียไปตั้งแต่ท่านเกิดแล้ว ส่วนพี่น้องมีกันสามคนเจ้าค่ะ คุณชายรองเฉินหยวนอวี้อายุยี่สิบสามปีกับคุณหนูสามเฉินอวี้หนิงคนเมื่อครู่คือพี่น้องแท้ ๆ ของท่าน ส่วนคุณชายใหญ่มู่หรงอวี้ เป็นบุตรบุญธรรมของท่านแม่ทัพ ที่รับมาเลี้ยงดูตั้งแต่ออกศึกเมื่อสิบห้าปีก่อนเจ้าค่ะ ยามนี้มีอายุยี่สิบแปดปีพอดี ส่วน…” “ปีที่ยี่สิบห้าของรัชศกกู่ฮวา! แล้วที่นี่ก็คือตระกูลเฉิน จวนเฉินอวี้โหวอย่างนั้นเหรอ” ซือหลินร้องถามเสียงดัง “จะ…เจ้าค่ะ” เสี่ยวจูเอ่ยบอกเสียงหวาด ส่วนผู้เป็นนาย กลับหันหนีมานั่งชันเข่าเหยียดยาว พลางครุ่นคิดถึงสิ่งที่ได้ยิน “รัชศกกู่ฮวาปีที่ยิบห้า จวนสกุลเฉิน...คุณหนูสี่ พี่ชายพี่สาวบิดาเป็นท่านโหว มีพี่บุญธรรมชื่อว่ามู่หรงอวี้ นะ…นี่มันตัวละครในนิยายที่เราอ่านยังไม่จบชัด ๆ” นางทวนคำพลางกลืนน้ำลาย เมื่อนึกถึงความเชื่อมโยงซึ่งมันเกี่ยวกับนิยายที่ตนยังอ่านไม่จบ นิยายพระเอกธงแดง และพระเอกที่ว่าก็คือมู่หรงอวี้ พี่ชายบุญธรรมที่เป็นแม่ทัพใหญ่ของทิศบูรพาในยามนี้ “หรือนี่จะเป็นแค่ความฝัน ความรู้สึกเจ็บที่ว่า ก็อาจจะเจ็บในความฝันก็ได้ หากเราตื่นก็น่าจะกลับไปยังโลกใบเดิม ใช่…ต้องใช่แบบนี้แหละ ฉะนั้นเราต้องนอนจะได้ไปตื่นในโลกเดิม” เพราะเรื่องที่เกิดขึ้น มันยากที่จะเชื่อ ซือหลินเลยคิดว่าถ้าลองทำอย่างที่นึก ทุกอย่างอาจจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมก็ได้ คิดอย่างนั้นแล้วนางก็หันมาหาสาวใช้ที่นั่งมองอย่างฉงน “เอ่อ…พวกเจ้ามีสิ่งใดทำก็ไปทำเถิด ข้าจะนอนพักเสียหน่อย” เอ่ยจบ ร่างอรชรก็ขยับมาเอนกายหมายจะนอนอย่างที่พูด “คะ…คุณหนู ทว่าท่านยังไม่ได้ดื่มยานะเจ้าคะ” “ยาหรือ? เอามาสิ” ซือหลินตอบรับอย่างว่าง่าย ซึ่งมันเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์มากสำหรับบ่าวทั้งสองที่อยู่รับใช้มานานมาก “เสี่ยวชิง รีบไปยกมาเร็ว” เสี่ยวจูรีบบอก พลางขยับลุกขึ้นมาประคองผู้เป็นนายที่พยายามลุกนั่งเองโดยไม่ใช้ใคร ไม่นานถ้วยยาที่มีควันลอยบาง ๆ ก็ถูกยกมายื่นต่อหน้า และซือหลินก็ยกดื่มอย่างไม่อิดออด ทั้งที่พอเดาได้ว่ามันต้องขม แต่ในเมื่อที่นี่คือความฝัน ยาในถ้วยมันจะขมสักแค่ไหนกัน อย่างมากก็แค่ประแล่มติดลิ้นเท่านั้นแหละ ทว่า! “ยี๋! ทำไมมันขมขึ้นคอแบบนี้ล่ะ” ซือหลินแทบจะคายมันใส่ถ้วย แต่ด้วยความเป็นคนเสียดายของนางเลยต้องกลืนจนหมด ก่อนจะส่งถ้วยให้สาวใช้ที่นั่งคุกเข่าอยู่ต่อหน้าที่ยังคงตัวสั่นระริกด้วยความตื่นกลัว “ขมมากก็ไม่บอก” นางตำหนิทั้งคู่ นำพาให้สาวใช้ทั้งสองถึงกับต้องรีบหมอบลงกับพื้นพลางหน้าเสีย “ขออภัยเจ้าค่ะคุณหนู ทางห้องเครื่องน่าจะลืมใส่น้ำผึ้งให้เจ้าค่ะ คุณหนูโปรดเมตตาเราด้วย เราไม่รู้จริง ๆ เจ้าค่ะ” สองสาวใช้ ผงกศีรษะขึ้นลง จนหน้าผากเริ่มเป็นรอยแดง “พอ ๆ อะไรของพวกเจ้าเนี่ยะ ที่ข้าตำหนิก็แค่ให้บอกก่อน ไม่ได้จะทำโทษพวกเจ้าสักหน่อย ไป ๆ มีอะไรทำก็ไปเสีย อย่ามากวนข้าจะนอน” ซือหลินโบกมือไล่ ก่อนจะเอนตัวลงตามเดิม ทว่าใบหน้าเรียบเฉยที่เผยออกมา กลับมีความกังวลมหาศาลซ่อนอยู่ ซึ่งมันเกิดขึ้นทันทีที่นางรับรู้รสขมของยา หากเป็นฝัน…ความรู้สึกมากมายคงไม่ตีรวนเข้ามาขนาดนี้ ‘ที่นี่ไม่ใช่ความฝันสินะ นี่เราตายไปแล้ว ตายจากโลกแห่งความเป็นจริง แล้วมาอยู่ในร่างของหญิงเสียสติ ซึ่งเป็นน้องสาวของพระเอกนนิยายที่เรายังอ่านไม่จบ’ ซือหลินนอนคิดหนักชิงชิงชะงักไปครู่หนึ่ง ทว่าความน้อยเนื้อต่ำใจที่สะสมมาทั้งวันยังไม่จางหาย “ถึงมิใช่คุณหนูผู้นี้ วันหน้าท่านก็ต้องแต่งกับสตรีที่คู่ควรอยู่ดี... ฉะนั้นท่านอย่าได้ยุ่งเกี่ยวกับแม่ค้าเช่นข้าเลย หากครอบครัวท่านรู้ ท่านอาจถูกลงโทษเอาก็ได้” หยวนซีเผยยิ้มกับความห่วงใยที่นางมีให้เขา ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกว่า “ใครที่ไหนจะกล้าลงโทษข้า อีกอย่าง… จะให้ข้าเลิกยุ่งกับเจ้าไม่มีทางเสียหรอก” หยวนซีคลายอ้อมแขนออก ก่อนจะจับไหล่นางให้หมุนตัวหันกลับมาเผชิญหน้ากัน มือหนาทั้งสองข้างกุมไหล่บางไว้มั่นราวกับกลัวนางจะหนี สายตาคมกริบที่เคยอ้างว่าตรวจงานราชการ บัดนี้กลับส่องประกายความจริงใจไม่ปิดบัง “ที่ข้าหายหน้าไปสามวัน เพราะข้าต้องเตรียมการต้อนรับญาติผู้ใหญ่ที่เดินทางมาเยี่ยม และคิดหาจังหวะพูดคุยกับท่านพ่อเรื่องที่ข้า... เอ่อ… มีสตรีที่พึงใจแล้ว” เขาเว้นจังหวะพลางใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยน้ำตาบนแก้มเนียนอย่างแผ่วเบา “ข้าไม่สนว่าเจ้าจะเป็นใคร มาจากไหน หรือมีสมบัติเท่าใด เพราะสำหรับข้าแล้ว เจ้าคือสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดของข้า รอยยิ้มของเจ้า ข้าอยากเห็นมันทุกวัน ตั้งแต่ตื่นนอนกระทั่งหลับไปในอ้อมกอดของกันและกัน” ชิงชิงเงย
ยามบ่าย… เมื่อแดดเริ่มอ่อนลง ทั้งสี่รวมถึงผู้ติดตามก็มานั่งล้อมวงกันที่ชานเรือนริมน้ำ หยวนซีรับหน้าที่ผ่าแตงโมเพราะเป็นงานง่าย และน่าจะทำได้ดีกว่าการตรวจดูว่าผลไหนสุกแล้ว เขาใช้มีดสั้นผ่าแตงโมที่แช่น้ำจนเย็นจัดออกเป็นชิ้น ๆ เนื้อสีแดงสดส่งกลิ่นหอมหวานทำเอาเจ้าแฝดถึงกับน้ำลายสอ “ข้าเอาชิ้นนี้” หลินหลินเอ่ยขึ้น ก่อนจะรับแตงโมชิ้นใหญ่มาถืออย่างมีความสุข “อืม… หวานมากเลยเจ้าค่ะพี่สาว” “ชอบก็กินเยอะ ๆ ถือว่าข้ามอบให้เป็นค่าตอบแทนที่พวกเจ้ามาช่วยงานก็แล้วกัน” ชิงชิงเอ่ยบอกพลางลูบศีรษะเด็กน้อย “ดีเลยขอรับ ข้าจะเอาไปฝากท่านแม่ด้วย” เสิ่นอวี้รีบบอก “หากเจ้าจะเอากลับจวน จะต้องจ่ายเงินนะห้ามเอาของซื้อของขายไปเปล่า ๆ รู้หรือไม่” หยวนซีสอนสั่งหลานทั้งสอง “ขอรับ / เจ้าค่ะ” เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมารับคำ ทั้งที่ปากนั้นยังเคี้ยวเนื้อแตงโม ทำให้น้ำหวานของมันไหลย้อยลงมา ชิงชิงเห็นเช่นนั้นก็หยิบผ้ามาเช็กปากให้ด้วยความเอ็นดู ภาพตรงหน้าทำเอารองเจ้าเมืองถึงกับนิ่งงัน พลางนั่งยิ้มราวกับสิ่งที่เห็นมันคือภาพครอบครัวของตน ความเรียบง่ายที่เขาโหยหา ความสงบที่เงินทองซื้อไม่ได้ และความละมุนละไมของแม่ค้าผักนางน
ไม่นานนักรถม้าคันใหญ่ของจวนสกุลเฉินก็เคลื่อนตัวออกจากเมือง มุ่งหน้าสู่ชายป่าที่ขนาบข้างด้วยแม่น้ำสายเล็ก ๆ ทัศนียภาพสองข้างทางเปลี่ยนจากบ้านเรือนเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี จนกระทั่งหยุดลงที่หน้ากระท่อมไม้หลังเล็กแต่สะอาดตา หลังบ้านคือภาพที่ทำให้เฉินหยวนซีถึงกับลืมพัดในมือ พื้นที่ดินสม่ำเสมอถูกจัดสรรเป็นแปลงผักอย่างเป็นระเบียบ มีพืชผักเขียวขจีและหัวไชเท้าที่ชูใบสลอนรับแดด ถัดไปไม่ไกลคือลานดินกว้างที่เต็มไปด้วยเถาแตงโมเลื้อยพันกันอย่างมีชีวิตชีวา หากมองดีดีจะเห็นลูกแตงโมกลมมนซ่อนตัวอยู่ใต้ใบกว้างรอวันสุกงอม “พี่สาว ท่านปลูกทั้งหมดนี่คนเดียวหรือขอรับ” อาเสิ่นตื่นเต้นจนรีบกระโดดลงจากรถม้า วิ่งไปชะโงกหน้าดูเจ้าลูกแตงโมลายสวยที่ถูกใบของมันปิดบังเอาไว้เห็นเพียงแค่เสี้ยวเท่านั้น “ใช่แล้ว ลำบากหน่อยแต่ก็ภูมิใจ โชคดีที่เมืองนี้ดินดีปลูกสิ่งใดก็งอกงาม” ชิงชิงยิ้มบางพลางเดินนำไปยังสวน “เชิญท่านรองเจ้าเมืองตามสบายนะเจ้าคะ หากเดินชมจนเหนื่อย ที่หน้ากระท่อมมีน้ำเย็น ๆ จากบ่อน้ำหลังบ้าน ชาดีดีที่ท่านเคยดื่มไม่มีนะเจ้าคะ ข้าจนไม่มีเงินซื้อเจ้าค่ะ” ชิงชิงตั้งใจบอกเช่นนั้นเพื่อเตือนให้เขารู้ว่า ความเป็นอ
แสงแดดยามเช้าในตลาดเมืองเชียงยังคงคึกคัก ทว่าวันนี้ เฉินหยวนซี รองเจ้าเมืองหนุ่มผู้สง่างามกลับยืนนิ่งค้างดั่งถูกสาป สายตาคมกริบที่เคยใช้ตรวจงานราชการอย่างเคร่งเครียด บัดนี้กลับจับจ้องดรุณีนางหนึ่งที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดวางผักสด นางผู้นี้สวมใส่ชุดผ้าป่านเรียบง่าย ทว่าใบหน้าที่เกลี้ยงเกลาและรอยยิ้มซื่อ ๆ ยามต่อรองราคากับชาวบ้านกลับตราตรึงใจเขายิ่งนัก “ท่านลุง ท่านยืนมองแม่นางขายผักจนน้ำลายจะหกแล้วนะเจ้าคะ ท่านลุงชอบนางหรือ” อาหลิน แฝดผู้พี่เอ่ยขึ้น “เจ้าเด็กคนนี้! พูดจาเหลวไหลใช่ที่ไหนกัน ลุงแค่กำลังตรวจตราดูว่า ผักที่พวกเขาเอามาขาย สดใหม่ตามความต้องการของชาวเมืองหรือไม่ก็เท่านั้นเอง” หยวนซีรีบเก็บอาการ พลางสะบัดพัดในมือรัวเร็ว ราวกับอากาศวันนี้ร้อนนักหนา “แล้วเหตุใดท่านลุงไม่ตรวจร้านอื่นบ้างขอรับ หลานเห็นยืนมองแม่นางร้านนี้นานแล้วนะ ไม่เห็นจะตรวจอะไรเลย” อาเสิ่นเอ่ย แล้วหันมากินถังหูลู่ในมือตนพลางมองผู้เป็นลุงไปด้วย “เจ้าสองคนเป็นเด็กจะไปรู้อะไร วิธีตรวจก็คือการดูว่าลูกค้าที่มาซื้อนั้น จะกล่าวเช่นใดต่างหาก” หยวนซีกล่าวแถไปเรื่อย “แล้วเหตุใดเราไม่ซื้อผักไปปรุงเองเลยล่ะเจ้าคะ” หลิ
สามเดือนต่อมา แม่ทัพผู้น่าเกรงขาม กลับมีอาการประหลาดที่ทำเอาคนสนิทอย่างจางหูและจางลั่วถึงกับต้องลอบยิ้มขำกันวันละหลายหน “อึก... แหวะ!” เสียงโอ้กอ้ากดังออกมาจากเรือนตั้งแต่เช้าตรู่ ก่อนที่ร่างนั้นจะทรุดนั่งลงอย่างคนหมดแรง “ท่านพี่ เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ไยถึงได้อาเจียนหนักเช่นนี้” ซือเหมยใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อให้ผู้เป็นสามี ที่อ่อนละทวยจนแทบไม่มีแรง ซึ่งเขาเป็นเช่นนี้มาสองวันแล้ว หรงอวี้เงยหน้าขึ้นมองภรรยาด้วยดวงตาปรือปรอย “เหมยเหมย ไม่รู้ข้าเป็นอันใด เพียงแค่ได้กลิ่นน้ำแกงปลาที่เสี่ยวจูยกมา มันก็เหม็นจนต้อง อึก... แหวะ!” หรงอวี้โก่งคออีกหน ซือเหมยขมวดคิ้วในคราแรก ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้จึงหลุดขำออกมาเบา ๆ “ท่านพี่เจ้าคะ ข้าว่าท่านคงจะแพ้ท้องแทนข้าแล้วกระมัง ดูเอาเถิด ข้าที่เป็นคนท้องกลับกินอิ่มนอนหลับ ทว่าท่านพี่กลับเหม็นไปเสียทุกอย่างเช่นนี้ ข้าว่าคงไม่ผิดแน่เจ้าค่ะ” “แพ้ท้องแทนเจ้าหรือ” หรงอวี้พึมพำอย่างไม่เชื่อ “ข้าเป็นบุรุษ จะแพ้ท้องได้อย่างไรกัน น้องหญิงเจ้าเข้าใจผิดแล้วกระมัง” “ไม่ผิดหรอกเจ้าค่ะ โบราณว่าหากบุรุษใดรักภรรยามาก มักจะแพ้ท้องแทนนาง เอ๋… หรือท่านพี่รักข้าไม่มากเจ
แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้องที่ยังอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความรัก หรงอวี้ลืมตาขึ้นมาพบกับใบหน้าหวานที่หลับสนิทอยู่ในอ้อมกอด ความรู้สึกหวงแหนพุ่งพล่านจนเขาไม่อาจรอช้าได้อีกต่อไป เขาจัดการสวมอาภรณ์ให้ตนเอง ก่อนจะหันมาปรนนิบัติสวมชุดให้ซือเหมยที่ยังงัวเงียอย่างทะนุถนอม แล้วจูงมือนางเดินลิ่วไปยังเรือนใหญ่ของตระกูลเฉิน บ่าวไพร่ที่ตื่นขึ้นมาทำงานกันตั้งแต่เช้า ทอดสายตาตามร่างสูงสง่าของแม่ทัพใหญ่ผู้น่าเกรงขามที่กำลังจูงมือน้องสาวต่างสายเลือดเดินดุ่ม ๆ เข้าไปหาเฉินอวี้โหวที่นั่งจิบน้ำชายามเช้าอยู่ภายในศาลากลางสวนและมีหยวนซีนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน หรงอวี้คุกเข่าลงต่อหน้าพ่อบุญธรรมพลางประสานมืออย่างหนักแน่น “ท่านพ่อ ข้าต้องการฤกษ์แต่งงานที่เร็วที่สุดขอรับ” “อะไรกัน น้องยอมแต่งกับเจ้าแล้วหรือ” ท่านโหวแสร้งเอ่ย ทั้งที่เห็นแล้วว่าบุตรสาวตนมีใบหน้าแดงก่ำเพียงใด “หากไม่ยอมก็เกรงจะตั้งครรภ์ก่อนแต่งนะขอรับท่านพ่อ” เฉินอวี้โหวเลิกคิ้วมองบุตรสาวที่ยืนหน้าแดงก่ำอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะหัวเราะร่าออกมา “เจ้าสองคนนี่ ใจร้อนกันเสียจริงนะ แต่เอาเถิด ในเมื่อพวกเจ้าใจตรงกัน พ่อจะจัดการให้เร็วที่สุด” “ขอบคุณขอ







