Share

2. อยู่ในนิยาย

last update Last Updated: 2026-02-27 23:23:39

ซือหลินยังคงนิ่งงัน มองใบหน้าจิ้มลิ้มเจ้าของร่างที่น่ารักและสวยหวานเอามาก ๆ ถึงตอนนี้จะดูซูบซีดไปบ้างก็เถอะ

‘เรื่องจริงเหรอ ที่ฉันมาอยู่ในร่างคนอื่น’ เธอพึมพำ พลางยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองที่มีความต่างจากตัวตนในโลกปัจุบันมาก

ตัวเธอในโลกก่อน ถึงจะเรียนเก่ง กลับไม่ได้มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ เรียกว่าแทบไม่มีใครสนใจเลยก็ว่าได้

ซือหลินในโลกปัจจุบัน สวมแว่นตาไม่เคยถอด น้ำหนักก็ผอมแห้งไม่มีน้ำมีนวล เพราะเธอเรียนหนักจนไม่สนใจดูแลตัวเอง

ซึ่งเพื่อน ๆ ในกลุ่ม ก็ไม่ต่างไปจากเธอนัก

แต่เจ้าของร่างนี้ กลับมีผิวพรรณผุดผ่อง ขาวเนียนดูสะอาดตา แม้แต่ร่องรอยจุดด่างดำสักเม็ดก็ไม่มีให้เห็น

พอสัมผัสก็เนียนลื่น นุ่มนวลดุจแพรไหม เรียกว่าเป็นร่างกายที่แสนเพอร์เฟคที่ผู้หญิงทุกคนอยากได้เลยล่ะ

“น้องสี่เจ้าเป็นอะไรไป ไยนิ่งเช่นนี้เล่า อย่าทำพี่รองตกใจสิ”

พี่ชายตัวโตเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง พลางมองนางด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความกังวล จนซือหลินรู้สึกผิด

‘เขาคือพี่ชายเจ้าของร่างสินะ ผู้หญิงที่เพิ่งออกไปก็พี่สาว เราควรต้องพูดอะไรหน่อย เพื่อให้เขาเลิกเป็นห่วง’

“เอ่อ…ฉัน ไม่สิ…ข้าแค่ตกใจนิดหน่อย ท่านพี่ อย่าใส่ใจเลย ข้าอยากพัก ท่านพี่ช่วยออกไปก่อนได้หรือไม่” นางพยายามกล่าวถ้อยคำตามแบบฉบับนิยายหรือซีรี่ย์ที่เคยดูมา

เพื่อให้มันเข้ากับสถานการณ์มากที่สุดนั่นเอง

หยวนซีมองน้องสาวอย่างชั่งใจเพียงครู่ “ก็ได้ เช่นนั้นเจ้าพักเถิดนะ ประเดี๋ยวค่ำ ๆ พี่จะแวะมาใหม่ ทว่าไยเจ้าถึงเรียกท่านพี่เช่นนี้เล่า ไยไม่เรียกพี่รองเช่นแต่ก่อน มาท่านพี่อะไรกัน”

“ขะ…ข้าต้องเรียกพี่รองหรือ”

“ใช่เจ้าค่ะ ปกติคุณหนูจะเรียกพี่สาวพี่ชายตามลำดับ ส่วนท่านพี่เขาเอาไว้ใช้กับคนที่แต่งงานกันเจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงอธิบาย

พลางหันไปมองหน้าคุณชายรองที่เผยความกังวลชัดเจน

“ดูท่าสติของน้องสี่จะแย่ลงกว่าเดิม แม้แต่คำเรียกข้ายังลืมสิ้น พี่รองว่าเจ้าควรให้หมอตรวจอีกสักรอบนะน้องสี่”

“ไม่ ๆ ข้าสบายดีเจ้าค่ะ ข้าก็แค่หลงลืมไปบ้างก็เท่านั้น คุณ…เอ่อ…พี่รองออกไปเถิด ข้าจะนอนพัก” ซือหลินรีบไล่

ขืนให้อยู่นานกว่านี้ นางต้องหลุดอะไรไปอีกแน่

“ได้ ๆ เช่นนั้นเจ้านอนพักนะ” หยวนซีรีบตัดบทเช่นกัน เพราะเกรงน้องสาวจะหงุดหงิดแล้วอาละวาดเช่นที่ผ่าน ๆ มา

ซือหลินพยักหน้าและเผยยิ้มบางให้เขาซึ่งปกติเจ้าของร่างไม่เคยทำ แม้พี่ชายจะดีมากแค่ไหนนางก็ยังเอาแต่ใจ พอประตูปิดลง นางก็หันไปหาหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงมุมซึ่งมีท่าทางหวาด ๆ

“เธอ…เอ่อ…เจ้าสองคน เป็นสาวใช้ของข้าใช่หรือไม่”

“เจ้าค่ะคุณหนู” เสี่ยวชิงเอ่ยตอบพลางลอบกลืนน้ำลาย

“มาตรงนี้ที ข้ามีเรื่องจะถาม” มือขาวซีดเพราะแช่น้ำนานกวักเรียก ทว่าทั้งคู่กลับมีท่าทางลังเลไม่กล้าก้าวเข้ามา

??...

ซือหลินขมวดคิ้วก่อนจะเริ่มส่งสายตาดุใส่ หมายจะใช้อำนาจคุณหนูของจวนเข้าข่มเล่น ๆ ทว่า!

บ่าวทั้งสองกลับรีบคุกเข่าลงตรงนั้นเอง

“คุณหนูโปรดเมตตาเถิดเจ้าค่ะ พวกเรากลัวแล้ว”

“หา! อะไรของพวกเจ้า ข้ายังไม่ทันทำอะไรเลยนะ” คิ้วสวยชนกันหนักกว่าเดิม พลางขยับคลานมานั่งที่ข้างเตียง “มานี่ ข้าไม่ทำอะไรพวกเจ้าหรอก บอกแล้วไงว่ามีเรื่องอยากถาม เร็ว ๆ ไม่งั้นจะโดนทำโทษแน่ถ้าชักช้า” ในเมื่อเรียกดีดีไม่มา

ซือหลินเลยใช้วิธีขู่ทั้งคู่เสียเลย และคราวนี้ก็เร็วทันตาเห็น

สาวใช้ทั้งสองรีบคลานมานั่งตรงหน้าทันที

‘ดูท่าเจ้าของร่างจะดุน่าดู บ่าวไพร่ถึงได้กลัวขนาดนี้’ เธอนึกในใจ ก่อนจะเริ่มตั้งคำถามในสิ่งที่อยากรู้

“นี่คือสมัยไหนและปีอะไร แล้วก็ที่นี่คือตระกูลอะไร ข้ามีพี่น้องกี่คน แล้วพ่อแม่ข้าไปไหน ทำไมเขาไม่มาดูข้า เรื่องพวกนี้พวกเจ้าบอกข้ามาให้หมด พอดีว่าข้าจำอะไรไม่ได้เลย”

สาวใช้ทั้งสองมองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนที่เสี่ยวจูจะเอ่ยว่า

“ปกติคุณหนูก็จำอะไรไม่ค่อยได้เจ้าค่ะ ท่านจำได้แค่คุณชายใหญ่กับคุณชายรองเท่านั้น ส่วนคนอื่นก็จำได้บางครั้งบางคราวเจ้าค่ะ” สาวใช้เอ่ยบอกอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ

“หา!! นี่ข้าเป็นคนเช่นนี้หรือ” ซือหลินร้องถามจนบ่าวทั้งสองถึงกับหมอบติดพื้นด้วยความหวาดผวา

“ปะ…เป็นเช่นนี้จริง ๆ เจ้าค่ะ” เสี่ยวจูย้ำคำ

“พอ ๆ ลุกขึ้นมาพูดดีดี จะกลัวอะไรขนาดนั้นเนี่ยะ” คนจากโลกปัจจุบันเริ่มทำหน้าเบื่อหน่าย เมื่อเห็นสองคนนี้กลัวหัวหด ดูท่าเจ้าของร่าง นอกจากเสียสติแล้ว นิสัยใจคอคงจะร้ายกาจมาก

“บอกเรื่องที่ข้าถามมาให้หมด ข้าอยากรู้” นางเริ่มใช้เสียงดังขู่ เพราะดูเหมือนสองคนนี้จะชินชาอะไรแบบนี้แล้ว

เสี่ยวจูหันมองหน้าเสี่ยวชิง ราวกับกำลังเกี่ยงว่าใครจะเป็นคนพูดดี กระทั่งผู้เป็นนายปรบมือใส่ทั้งคู่จนสะดุ้ง เสี่ยวจูก็เริ่มเอ่ย

“ปีนี้เป็นปีที่ยี่สิบห้าของรัชศกกู่ฮวาเจ้าค่ะ คุณหนูเป็นบุตรสาวคนเล็กของตระกูลเฉิน บิดาคือท่านแม่ทัพเฉินอวี้เหริน มารดานั้นเสียไปตั้งแต่ท่านเกิดแล้ว ส่วนพี่น้องมีกันสามคนเจ้าค่ะ คุณชายรองเฉินหยวนอวี้อายุยี่สิบสามปีกับคุณหนูสามเฉินอวี้หนิงคนเมื่อครู่คือพี่น้องแท้ ๆ ของท่าน ส่วนคุณชายใหญ่มู่หรงอวี้ เป็นบุตรบุญธรรมของท่านแม่ทัพ ที่รับมาเลี้ยงดูตั้งแต่ออกศึกเมื่อสิบห้าปีก่อนเจ้าค่ะ ยามนี้มีอายุยี่สิบแปดปีพอดี ส่วน…”

“ปีที่ยี่สิบห้าของรัชศกกู่ฮวา! แล้วที่นี่ก็คือตระกูลเฉิน จวนเฉินอวี้โหวอย่างนั้นเหรอ” ซือหลินร้องถามเสียงดัง

“จะ…เจ้าค่ะ” เสี่ยวจูเอ่ยบอกเสียงหวาด ส่วนผู้เป็นนาย กลับหันหนีมานั่งชันเข่าเหยียดยาว พลางครุ่นคิดถึงสิ่งที่ได้ยิน  

“รัชศกกู่ฮวาปีที่ยิบห้า จวนสกุลเฉิน...คุณหนูสี่ พี่ชายพี่สาวบิดาเป็นท่านโหว มีพี่บุญธรรมชื่อว่ามู่หรงอวี้ นะ…นี่มันตัวละครในนิยายที่เราอ่านยังไม่จบชัด ๆ” นางทวนคำพลางกลืนน้ำลาย เมื่อนึกถึงความเชื่อมโยงซึ่งมันเกี่ยวกับนิยายที่ตนยังอ่านไม่จบ

นิยายพระเอกธงแดง และพระเอกที่ว่าก็คือมู่หรงอวี้ พี่ชายบุญธรรมที่เป็นแม่ทัพใหญ่ของทิศบูรพาในยามนี้  

“หรือนี่จะเป็นแค่ความฝัน ความรู้สึกเจ็บที่ว่า ก็อาจจะเจ็บในความฝันก็ได้ หากเราตื่นก็น่าจะกลับไปยังโลกใบเดิม ใช่…ต้องใช่แบบนี้แหละ ฉะนั้นเราต้องนอนจะได้ไปตื่นในโลกเดิม”

เพราะเรื่องที่เกิดขึ้น มันยากที่จะเชื่อ ซือหลินเลยคิดว่าถ้าลองทำอย่างที่นึก ทุกอย่างอาจจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมก็ได้ คิดอย่างนั้นแล้วนางก็หันมาหาสาวใช้ที่นั่งมองอย่างฉงน

“เอ่อ…พวกเจ้ามีสิ่งใดทำก็ไปทำเถิด ข้าจะนอนพักเสียหน่อย” เอ่ยจบ ร่างอรชรก็ขยับมาเอนกายหมายจะนอนอย่างที่พูด

“คะ…คุณหนู ทว่าท่านยังไม่ได้ดื่มยานะเจ้าคะ”

“ยาหรือ? เอามาสิ” ซือหลินตอบรับอย่างว่าง่าย ซึ่งมันเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์มากสำหรับบ่าวทั้งสองที่อยู่รับใช้มานานมาก  

“เสี่ยวชิง รีบไปยกมาเร็ว” เสี่ยวจูรีบบอก พลางขยับลุกขึ้นมาประคองผู้เป็นนายที่พยายามลุกนั่งเองโดยไม่ใช้ใคร

ไม่นานถ้วยยาที่มีควันลอยบาง ๆ ก็ถูกยกมายื่นต่อหน้า และซือหลินก็ยกดื่มอย่างไม่อิดออด ทั้งที่พอเดาได้ว่ามันต้องขม

แต่ในเมื่อที่นี่คือความฝัน ยาในถ้วยมันจะขมสักแค่ไหนกัน อย่างมากก็แค่ประแล่มติดลิ้นเท่านั้นแหละ ทว่า!

“ยี๋! ทำไมมันขมขึ้นคอแบบนี้ล่ะ” ซือหลินแทบจะคายมันใส่ถ้วย แต่ด้วยความเป็นคนเสียดายของนางเลยต้องกลืนจนหมด

ก่อนจะส่งถ้วยให้สาวใช้ที่นั่งคุกเข่าอยู่ต่อหน้าที่ยังคงตัวสั่นระริกด้วยความตื่นกลัว “ขมมากก็ไม่บอก” นางตำหนิทั้งคู่ นำพาให้สาวใช้ทั้งสองถึงกับต้องรีบหมอบลงกับพื้นพลางหน้าเสีย

“ขออภัยเจ้าค่ะคุณหนู ทางห้องเครื่องน่าจะลืมใส่น้ำผึ้งให้เจ้าค่ะ คุณหนูโปรดเมตตาเราด้วย เราไม่รู้จริง ๆ เจ้าค่ะ” สองสาวใช้ ผงกศีรษะขึ้นลง จนหน้าผากเริ่มเป็นรอยแดง

“พอ ๆ อะไรของพวกเจ้าเนี่ยะ ที่ข้าตำหนิก็แค่ให้บอกก่อน ไม่ได้จะทำโทษพวกเจ้าสักหน่อย ไป ๆ มีอะไรทำก็ไปเสีย อย่ามากวนข้าจะนอน” ซือหลินโบกมือไล่ ก่อนจะเอนตัวลงตามเดิม

ทว่าใบหน้าเรียบเฉยที่เผยออกมา กลับมีความกังวลมหาศาลซ่อนอยู่ ซึ่งมันเกิดขึ้นทันทีที่นางรับรู้รสขมของยา

หากเป็นฝัน…ความรู้สึกมากมายคงไม่ตีรวนเข้ามาขนาดนี้

‘ที่นี่ไม่ใช่ความฝันสินะ นี่เราตายไปแล้ว ตายจากโลกแห่งความเป็นจริง แล้วมาอยู่ในร่างของหญิงเสียสติ ซึ่งเป็นน้องสาวของพระเอกนนิยายที่เรายังอ่านไม่จบ’ ซือหลินนอนคิดหนัก

 

 

 

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เกิดใหม่เป็นคุณหนูเสียสติในนิยายธงแดง    14. ข่าวดี

    ทว่าในวินาทีที่ริมฝีปากของเขาเกือบจะแตะสัมผัสลงมา เสียงทุ้มร่าเริงที่คุ้นหูก็ดังแว่วมาจากทางพุ่มไม้ไกล ๆ “เหมยเหมย! พี่รองกลับมาแล้ว เจ้าอยู่แถวนี้ใช่หรือไม่”เสียงของเฉินหยวนซีพี่ชายผู้แสนดีดังแทรกความเงียบ ทำให้หรงอวี้ชะงักงันราวกับถูกน้ำเย็นจัดราดรดลงศีรษะทำให้เขาได้สติในทันที เขารีบผละมือออกจากท้ายทอยของคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าน้องสาวและคลายอ้อมกอดออกอย่างรวดเร็ว ใช่ว่าเขาจะกลัว ทว่าหากเรื่องที่เขาทำแตกขึ้นมาในยามนี้ ภายหน้าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคนตัวเล็ก รวมถึงบิดาบุญธรรมและพี่น้องคนอื่น อาจทำให้มองหน้ากันไม่ติดก็เป็นได้ ด้านซือเหมยเมื่อได้โอกาสนางก็รีบก้าวถอยห่างออกมา พลางจัดแจงอาภรณ์ที่ยับย่นด้วยมือที่สั่นเทา นางมองหรงอวี้ด้วยแววตาตัดพ้อและเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ก่อนจะรีบหันไปขานรับพี่ชายที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากเมืองหลวง “พี่รอง! ข้าอยู่ทางนี้เจ้าค่ะ” นางตะโกนตอบพลางวิ่งถลาออกไปหาหยวนซีที่กำลังก้าวเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มกว้าง โดยไม่หันกลับไปมองบุรุษที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังอีกเลย หรงอวี้ได้แต่ยืนกำหมัดแน่น พลางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ที่ยังคงค้างคา นัยน์ตาคมกริบมองตา

  • เกิดใหม่เป็นคุณหนูเสียสติในนิยายธงแดง    13. ห่วงน้องสาว

    ซือเหมยตาเป็นประกายทันทีเมื่อเห็นตำราแพทย์โบราณ นางรีบรับมาเปิดดูด้วยความกระตือรือร้นลืมสิ้นท่าทีเหนียมอาย “นี่มัน... วิธีการห้ามเลือดด้วยการกดจุดและยังมีการฝังเข็มแบบง่าย ๆ อีก มันยอดเยี่ยมมากเลยเจ้าค่ะคุณชาย” นางเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้เขาจนตาแทบจะปิด ก่อนจะก้มลงเปิดตำราต่อ จากนั้นทั้งคู่ก็ยอบกายตัวลงนั่งบนโขดหินใหญ่ริมน้ำ แลกเปลี่ยนทักษะและการวิเคราะห์ตัวยาอย่างออกรส ซือเหมยเผลออธิบายเรื่องการไหลเวียนของโลหิต และการทำงานของธาตุในร่างกายตามความรู้ของหมอในโลกปัจจุบันที่ตนเคยเรียนมา โดยใช้ภาษาที่ชาวโบราณเข้าใจง่าย ไป่เหยียนก็ได้แต่นั่งฟังด้วยความทึ่ง สายตาที่เขามองนางนั้นมีแต่ความชื่นชมและลุ่มหลงในสติปัญญาของสตรีที่ควรแต่เรียนรู้เรื่องการครองเรือน ทว่าคนตรงหน้ากลับไม่ใช่เลย “นี่เจ้าเป็นเพียงสาวใช้จริงหรือ...” ไป่เหยียนพึมพำแผ่วเบาพลางจ้องมองใบหน้าหวานที่กำลังตั้งอกตั้งใจอธิบายสรรพคุณยา ทว่าซือเหมยได้ยินที่เขาพูด นางจึงชะงักเมื่อรู้ตัวว่าตนเองแสดงความรู้ที่ล้ำลึกเกินไป ‘หลุดอีกแล้ว พูดเรื่องการรักษาทีไร เป็นแบบนี้ทุกทีสิน่า’ หญิงสาวก่นว่าตนเองในใจ “ข้ารู้สึกว่า เจ้าช่างมีเสน่ห์ดึง

  • เกิดใหม่เป็นคุณหนูเสียสติในนิยายธงแดง    12. ไม่เป็นแล้วคนบ้า

    ซือหลินเงยหน้ามองฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดง ความรู้สึกผิดหวังถาโถมเข้ามาจนนางรู้สึกอึดอัด ในโลกก่อนนางต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวจนกระทั่งเรียนจบหมอ และหวังว่าต่อจากนั้นจะมีชีวิตที่ดีขึ้น และคงได้พบรักกับใครสักคน ทว่าจู่ ๆ นางกลับต้องมาติดอยู่ในบ่วงรักในโลกนิยายซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลย“หากวันที่เขากลับมา เจ้าไม่เข้าไปกระตุกหนวดเสือ วันนี้เจ้าก็คงไม่ต้องมานั่งทุกข์ใจเช่นนี้สินะ เฮ้อ!” นางทอดถอนใจ เมื่อหวนนึกถึงเรื่องที่ทำผิดพลาดครั้งที่พบกับพี่ชายบุญธรรมคราแรกก่อนจะพึมพำก่นว่าเขากับบทบาทที่อีกฝ่ายได้รับ “พระเอกธงแดงงั้นเหรอ ร้ายกับนางเอกแล้วจบด้วยความรัก เหอะ! คนที่ทำร้ายได้แม้กระทั่งน้องสาวตัวเองอย่างเขาน่ะนะ จะรักใครเป็น”เอ่ยพลางยกมือขึ้นมาถูปากตนไปมา พร้อมกับพยายามบอกตนเองว่าที่คิดถึงเรื่องนี้ก็เพราะเสียดาย ‘จูบแรก’ ที่ถูกขโมยไป ไม่ใช่เพราะนางเผลอใจไปรักแม่ทัพใจร้ายผู้นั้นทว่ายิ่งพยายามปฏิเสธ ภาพที่ถูกสัมผัสด้วยแรงอารมณ์ก็ยิ่งฉายชัดในดวงตา “พอ ๆ คิดอะไรเนี่ย เรื่องระหว่างเรากับเขา มันไม่มีทางเป็นไปได้หรอก เจียงหนิงอันทั้งดีและงามถึงเพียงนั้น ไม่แน่เขาพบเจอนางคราแรกก็อาจจะตกหลุมรั

  • เกิดใหม่เป็นคุณหนูเสียสติในนิยายธงแดง    11. ทวงสัญญาหมั้น

    ถ้อยคำบีบบังคับให้ยอมจำนนของใต้เท้าเจียง กลับยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้หรงอวี้มากยิ่งขึ้น เขารู้ว่าตนนั้นผลัดวันประกันพรุ่งเรื่องสู่ขอมาหลายปีแล้ว นับตั้งแต่เจียงหนิงอันเข้าสู่วัยปักปิ่นซึ่งอันที่จริงช่วงก่อนหน้านั้น คนสกุลเจียงก็ไม่ได้ใส่ใจในตัวเขานัก คงเห็นว่าเป็นบุตรกำพร้าที่บุพการีเสียไปหมดแล้ว จึงไม่เคยมีการถามไถ่ข่าวคราวกันเลย กระทั่งเขาได้ตำแหน่งรองแม่ทัพเมื่อสามปีก่อน และไต่เต้าขึ้นมาเรื่อย ๆ จนได้เป็นมือขวาชินอ๋องอย่างเช่นทุกวันนี้ คนสกุลเจียงก็เริ่มส่งข่าวมาหาอยู่บ่อยครั้งเพราะเหตุนี้เอง เขาจึงไม่แยแสเรื่องคำสัญญาที่บิดากับใต้เท้าเจียงมีต่อกันเมื่อยี่สิบปีก่อน ช่วงที่เจียงหนิงอันยังอยู่ในครรภ์“ข้าเห็นควรว่าน่าจะรอให้ท่านพ่อบุญธรรมกลับมาก่อนจะดีกว่า อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นจวนสกุลเฉินมิใช่จวนมู่” หรงอวี้เอ่ยขึ้นหลังจากเงียบไปนาน นัยน์ตาคมกริบเลื่อนไปมองทางทิศไปเรือนพักของซือเหมยแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับมาสบตากับใต้เท้าเจียงใต้เท้าเจียงขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างคนขัดใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกอารมณ์ “การหมั้นหมายเป็นของสองตระกูล เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตระกูลเฉินเลยสักนิด ต่อให้เจ

  • เกิดใหม่เป็นคุณหนูเสียสติในนิยายธงแดง    10. คู่หมั้นท่านมาแล้ว

    คำพูดที่หลุดจากริมฝีปากอิ่มที่เพิ่งถูกบดขยี้จนบวมช้ำ เปรียบเสมือนน้ำเย็นจัดที่สาดเข้าใส่หน้าของมู่หรงอวี้ จนสติของเขากลับคืนมา นัยน์ตาคมดุที่เคยเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ค่อย ๆ วูบไหวแปรเปลี่ยนเป็นความสับสนวุ่นวายที่ยากเกินจะปิดได้มิดเขามองสบกับดวงตาคู่สวยซึ่งบัดนี้มีแต่ความแน่วแน่ ไร้ซึ่งความเลื่อนลอยของคนเสียสติอย่างที่นางเคยใช้เป็นเกราะกำบัง แววตาเด็ดเดี่ยวและน้ำเสียงเรียบเฉยนั้น ตอกย้ำความจริงที่ว่าสตรีตรงหน้า นางไม่ใช่คนที่จะให้เขาหยอกเย้าได้อีกต่อไปบรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของทั้งสองชัดเจน แววตาที่ทอดมองกันต่างก็เผยความสับสนในใจหรงอวี้คลายอ้อมกอดที่เคยรัดรึงออกอย่างช้า ๆ สองมือหนาที่เคยตรึงท้ายทอยนางไว้กลับตกลงข้างลำตัวอย่างคนทำอะไรไม่ถูก เขารู้สึกผิดจนต้องกลืนคำพูดที่คิดจะหยอกเย้าต่อลงคอ พลางเบือนหนีสายตาตัดพ้อที่กำลังจ้องมองตนใจแกร่งที่เคยเต้นรัวด้วยความคะนองยามได้กลั่นแกล้งนาง บัดนี้กลับถูกบีบรัดเพราะความรู้สึกผิดที่แล่นพล่านขึ้นมาจุกที่อกเขารู้ดีว่าสถานะระหว่างเขากับนางนั้นเปราะบางเพียงใด แม้จะไม่ได้เกี่ยวดองกันทางสายเลือด แต่ในสายตาคนนอกและในความรับผิดชอ

  • เกิดใหม่เป็นคุณหนูเสียสติในนิยายธงแดง    9. หอมมาแต่จูบกลับ

    หรงอวี้ยกยิ้มมุมปากบางเบา เมื่อสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ดูสม่ำเสมอของคนที่อยู่บนแผ่นหลัง เขาจงใจก้าวเดินให้ช้าลงเพื่อซึมซับไออุ่นที่พิงซบลงมา แม้จะรู้ดีว่าคนบนหลังเพียงแค่แสร้งหลับ เพื่อหนีสถานการณ์กระอักกระอ่วน ทว่าเขากลับรู้สึกพอใจอย่างประหลาดเมื่อได้พันธนาการนางไว้เช่นนี้นับจากวันนั้น ชีวิตของซือหลินก็ไม่เคยได้พบกับคำว่าความเป็นส่วนตัวอีกเลย เพราะไม่ว่านางจะแอบย่องไปที่ลำธารหรือจะหลบมุมอยู่หลังเรือนเพื่อไม่ให้เจอเขา ร่างสูงสง่าของพี่ชายบุญธรรมก็ยังมายืนกอดอกส่งยิ้มละไมให้เสมอ รวมถึงวันนี้ แม้นางจะไม่ออกไปข้างนอก เขาก็ยังมาตามถึงเตียงนอน“เหมยเหมย วันนี้อากาศดีนักพี่ใหญ่จะพาเจ้าไปเดินเล่นที่ป่าไผ่ หลังจวนมีนกกระรางหัวขวานมาทำรังด้วยนะ เจ้าไม่อยากไปคุยกับพวกมันหรือ พี่ใหญ่ว่าปลาตัวนั้นมันก็คงจะคิดถึงเจ้าแล้วล่ะ” หรงอวี้เอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่ชวนให้คนฟังขนลุกซู่“ไม่เอา เหมยเหมยจะนอน เมื่อคืนอี้ฟานเลื้อยมาพันขา ทำข้านอนไม่หลับเลย” นางแสร้งงัวเงียตอบพลางมุดหน้าลงกับหมอน“ไม่ได้ นอนมากไปประเดี๋ยวจะอ้วนเอานะ ไปคุยกับนกกับปลาสนุกกว่าเยอะ มาเร็ว...” เขาไม่ว่าเปล่าแต่กลับรวบตัวนางขึ้นมา

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status