LOGINหลังจากที่อิงเถาได้เข้ามาปลุกคุณหนูของตนเอง พร้อมกับช่วยอีกฝ่ายจัดการกับการแต่งกายจนเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น
อิงเถาก็ได้เอ่ยบอกกับมู่หลันว่าในตอนนี้ทุกคนภายในบ้านกำลังรอทานอาหารเช้าอยู่ที่ห้องอาหาร
“คุณหนูเร่งเดินหน่อยเถิดเจ้าค่ะ ตอนนี้พวกนายท่านกำลังรอคุณหนูอยู่นะเจ้าคะ”
เสียงเอ่ยบอกของอิงเถาที่เจือไปด้วยความกังวลใจเป็นอย่างมาก เพราะในตอนนี้คุณหนูของนางกลับยังเอาแต่เดินชมนกชมไม้ไปตลอดทาง
โดยไม่ได้สนใจเลยว่ากำลังมีคนรอตนเองเพื่อทานมื้อเช้าด้วยกันอยู่อีกถึงสี่คน
“ข้าก็บอกเจ้าไปแล้วมิใช่หรือว่า ข้าไม่อยากจะไป แต่เจ้าก็ยังบังคับข้าให้ไปอยู่ได้”
ทางด้านมู่หลันที่ในตอนนี้นางรู้สึกเหมือนกับว่าครอบครัวใหม่ของนางนั้นช่างราวกับคนแปลกหน้า
ยิ่งนางได้เห็นเหตุการณ์ที่ทำให้เจ้าของร่างต้องแขวนคอตายนางก็ยิ่งรู้สึกไม่อยากจะพูดคุยกับคนที่เรียกว่าครอบครัวของนางแม้แต่น้อย
“เฮ้อ แต่เอาเถิดถือเสียว่าไปนั่งเล่นก็แล้วกัน”
แต่เมื่อมู่หลันเห็นสีหน้าของสาวใช้คนสนิทที่ดูราวกับว่าฟ้ากำลังจะถล่มลงมา นางจึงได้กลั้นใจ นางจึงได้เอ่ยตอบรับคำของสาวใช้ไป ก่อนที่ร่างบางจะเร่งฝีเท้าไปยังห้องทานข้าวในที่สุด
ไม่นานมู่หลันก็เดินมาหยุดลงที่หน้าประตูทางเข้าไปยังห้องทานข้าวของจวนแห่งนี้
“คารวะคุณหนูเล็กเจ้าค่ะ”
เสียงของสาวใช้ที่ยืนรอรับคำสั่งจากผู้เป็นนายดังขึ้นเมื่อเห็นว่าเจ้านายคนเล็กของจวนได้เดินมาหยุดลงตรงหน้าประตู
จากนั้นหนึ่งในสองสาวใช้ก็ได้เดินไปเปิดประตูให้เปิดกว้างขึ้น เพื่อให้คุณหนูเล็กได้เดินเข้าไปด้านในได้อย่างสะดวก
“ขอบใจ”
เอ่ยจบมู่หลันก็เดินผ่านประตูเข้าไปภายในห้องอาหาร ก่อนที่นางจะพบว่าในตอนนี้ทั้งบิดา มารดา พี่ชาย พี่สาวของตนนั้นกำลังนั่งรอทานมื้อเช้ากันอยู่ที่โต๊ะอาหารกันอย่างเงียบเชียบ
“มาแล้วรึหลันเอ๋อร์ มา ๆ รีบมานั่งลงข้าง ๆ แม่เร็วเข้า”
เป็น ซูซิน หรือมู่ฮูหยินผู้เป็นมารดาของหญิงสาวที่เอ่ยบอกกับบุตรสาวคนเล็กของตนเองด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเช่นเดิม
มู่ฮูหยินนั้นเป็นบุตรสาวคนโตของตระกูลซูที่แต่งให้กับ มู่เหยียน ชายที่เป็นคู่หมายมาตั้งแต่เด็ก และทั้งสองยังรักใคร่กันเป็นอย่างยิ่ง
“...”
แต่มู่หลันกลับทำเพียงเดินตรงไปนั่งลงยังเก้าอี้ตัวที่วางด้านข้างพี่ชายคนโตอย่าง มู่ซาน แทน และไม่เอ่ยคำพูดใดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ
ทำให้ในตอนนี้บรรยากาศของโต๊ะอาหารจากที่เงียบสงบอยู่แล้วก็ยิ่งดูจะมีความอึดอัดเพิ่มเข้ามาด้วยอีกหนึ่งอย่าง
“เอ่อ ในเมื่อมากันครบแล้วเช่นนั้นก็ทานข้าวเช้ากันก่อนเถิด ส่วนเรื่องอื่นก็ค่อยพูดคุยกันหลังจากทานมื้อเช้าเสร็จก็แล้วกัน”
มู่เหยียนที่เป็นหัวหน้าครอบครัวเป็นคนเอ่ยทำลายบรรยากาศที่แสนจะอึดอัดในตอนนี้ลง จากนั้นสาวใช้ก็เริ่มตักข้าวให้กับเจ้านายทั้งหลาย
เวลาผ่านไปราว ๆ 2 เค่อ ในที่สุดทุกคนก็ทานมื้อเช้ากันเสร็จเรียบร้อย หลังจากที่สาวใช้จัดการเก็บโต๊ะทานข้าวแล้วก็รีบออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว
ในตอนนี้จึงเหลือเพียงสมาชิกทั้งห้าคนของตระกูลมู่ที่กำลังนั่งนิ่งไม่พูดไม่จากันอยู่บนโต๊ะ
“หลันเอ๋อร์ อาการบาดเจ็บของเจ้าเป็นเช่นใดบ้างลูก”
เป็นมู่เหยียนอีกเช่นเคยที่เป็นคนเอ่ยถามบุตรสาวคนเล็กขึ้นมาถึงอาการบาดเจ็บที่ได้รับเมื่อวานนี้
“ข้าไม่เป็นอะไรแล้วเจ้าค่ะ ขอบคุณสำหรับความห่วงใยเจ้าค่ะท่านพ่อ”
มู่หลันเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ทำให้ทั้งสี่คนที่ได้ยินคำตอบเย็นชาจากหญิงสาวถึงกับมีสีหน้างุนงงเล็กน้อย
“เจ้าแน่ใจหรือน้องเล็กว่าไม่เป็นอะไรแล้ว?”
มู่ซานที่สังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงไปของน้องสาวคนเล็กของตนเองก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามอีกฝ่ายขึ้นมา เพื่อยืนยันในคำพูดของเจ้าของร่างบางที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ของตนเอง
“นั่นนะสิ หลันเอ๋อร์เจ้าเป็นอะไรไปหรือไม่ มีเรื่องอะไรไม่พอใจก็เอ่ยบอกกับแม่ได้นะลูก”
ด้านมู่ฮูหยินเองก็รีบเอ่ยสำทับบุตรสาวคนเล็กของตนเองขึ้นมาด้วยสีหน้าอบอุ่นอย่างที่ในความทรงจำของเจ้าของร่างเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อน
ที่ทุกคนมีท่าทีเปลี่ยนไปนั้นก็มาจากหลังจากเหตุการณ์ที่หญิงสาวแขวนคอตัวเองไปแล้ว ทำให้คนทั้งสี่นั้นตระหนักได้ถึงความผิดพลาดที่ตนเองได้ทำลงไปกับหญิงสาว
ดังนั้นพวกเขาจึงได้พูดคุยกันก่อนที่มู่หลันจะมาถึงว่าทุกคนจะแก้ไข และชดเชยให้กับหญิงสาวตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
แต่พวกเขานั้นไม่ได้รับรู้เลยว่าตนเองมาคิดได้ในวันที่สายเกินไปเสียแล้ว เพราะในตอนนี้บุตรสาวที่ต้องการความรักจากพวกเขาได้จากไปเสียแล้ว
“ข้าไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ ถ้าทุกคนไม่มีอะไรแล้ว เช่นนั้นข้าขอตัวออกไปเดินเที่ยวตลาดก่อนนะเจ้าคะ”
มู่หลันเอ่ยตอบกลับคำถามของทั้งสองคน ก่อนที่หญิงสาวจะเอ่ยขอตัวออกไปเดินเล่นที่นอกจวนในวันนี้ให้กับทุกคนได้รับรู้เอาไว้
“แต่ว่าเจ้ายังไม่หายดีละ...”
“ข้าหายดีแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ แต่ถ้าพวกท่านไม่ไว้ใจเช่นนั้นก็ให้พี่หญิงไปกับข้าด้วยก็ได้นะเจ้าคะ”
มู่เหยียนที่กำลังจะเอ่ยห้ามบุตรสาวคนเล็กของตนเพราะเป็นห่วง กลับถูกมู่หลันเอ่ยแทรกขึ้นมา พร้อมกับเอ่ยเสนอทางออกในเรื่องนี้ให้กับทุกคน
เพราะนางรู้ว่าพวกเขาคงจะยังไม่วางใจให้นางออกไปข้างนอกเพียงลำพังอย่างแน่นอน และการที่มู่หลันเสนอให้พี่สาวของตนเป็นตัวเลือกในครั้งนี้ย่อมถูกต้องที่สุดแล้ว
“เอาเช่นนั้นก็ได้ มีพี่สาวของเจ้าไปด้วยพวกเราจะได้สบายใจขึ้น”
เป็นคำพูดของมู่ฮูหยินที่เอ่ยขึ้นมาอย่างเห็นด้วย ซึ่งนั่นก็เป็นไปตามความคาดเดาของมู่หลันอยู่แล้ว เพราะขอเพียงเป็นบุตรสาวสุดรักของพวกเขา
ไม่ว่าอะไรย่อมดีเสมอมาอยู่แล้ว หญิงสาวจึงทำเพียงส่งยิ้มบางเบาอย่างไร้ความรู้สึกไปให้กับทุกคน จากนั้นมู่หลันก็หมุนตัวเดินออกจากห้องทานข้าวกลับไปที่เรือนของตนเองในทันที
ทิ้งให้คนทั้งสี่ที่เหลืออยู่ในห้องตอนนี้รู้สึกแปลกใจและรู้สึกเหมือนกับว่าพวกเขาถูกหญิงสาวนั้นมีกำแพงขนาดสูงกั้นเอาไว้เสียแล้ว
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ไม่ต้องเป็นห่วงนะเจ้าคะ ข้าจะดูแลน้องให้ดีที่สุดเจ้าค่ะ”
มู่เหยาเอ่ยบอกกับทั้งสามคนด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานตามฉบับนางเอก เพื่อทำให้ทุกคนคลายความกังวลในใจลงไป
“อื้ม พ่อฝากเจ้าดูแลน้องด้วยนะเหยาเอ๋อร์”
มู่เหยียนเอ่ยบอกกับบุตรสาวคนรองอย่างฝากฝังให้อีกฝ่ายช่วยดูแลน้องสาวให้ดี
“เจ้าค่ะ”
มู่เหยาเอ่ยตอบรับคำของบิดาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ก่อนที่นางจะเอ่ยขอตัวกลับไปที่เรือนเพื่อเตรียมตัวออกไปเดินเที่ยวกับน้องสาวด้วยเช่นกัน
โดยที่หญิงสาวไม่ได้รับรู้เลยว่าในวันนี้จะเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นกับพวกนางสองพี่น้องที่ตลาดในครั้งนี้
เมื่อสองพี่น้องตระกูลมู่เตรียมตัวกันเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น พวกนางก็ได้พากันขึ้นรถม้าเพื่อเดินทางไปยังตลาดกลางเมือง ที่เป็นเป้าหมายในวันนี้ทันที
และขบวนที่เดินทางไปในวันนี้มีเพียงมู่เหยา มู่หลันและสาวใช้ข้างกายของทั้งสองพี่น้องอีกสองคนเท่านั้น
ระหว่างทางที่นั่งรถม้าไปยังตลาดอยู่นั้น มู่หลันก็ไม่ได้คิดที่จะเอ่ยพูดคุยกับพี่สาวของตนเหมือนเช่นที่ผ่านมาเลย
นั่นก็เพราะว่าในตอนนี้หญิงสาวรู้สึกว่าตนเองนั้นไม่อาจจะพูดจากับอีกฝ่ายอย่างสนิทใจได้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาได้อีกต่อไป
อาจเพราะว่ามู่หลันในตอนนี้ยังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานที่และสถานการณ์ในตอนนี้ได้ นางคงต้องขอเวลาสักหน่อย
==========================================================================================
คิดได้ในตอนที่มันสายไปแล้ว คำพูดนี้ไม่เกินจริง ครอบครัวนี้ก็คิดได้เมื่อสายไปแล้ว
“ข้าจะไปแต่งกับสตรีอื่นได้อย่างไร ในเมื่อฮูหยินกับบุตรของข้าหนีมาเช่นนี้”“อะไรนะ!”มู่หลันถึงกับร้องถามขึ้นด้วยความตกใจ เมื่อนางได้ยินคำว่าบุตรจากปากของร่างสูงที่กำลังกอดรัดนางเอาไว้อย่างแน่นหนา“เจ้าได้ยินไม่ผิดหรอก ท่านหมอบอกว่าเจ้ากำลังตั้งครรภ์อ่อน ๆ อยู่ แล้วเหตุใดเจ้าจึงได้หนีข้ามาเช่นนี้กัน?”หมิงเว่ยหยางปล่อยให้อีกฝ่ายได้เป็นอิสระอีกครั้ง จากนั้นเขาจึงได้เอ่ยถามถึงเหตุผลที่หญิงสาวตรงหน้าต้องหนีเขามาไกลถึงต่างเมืองเช่นนี้แถมนางยังพาลูกของเขามาลำบากโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย ช่างน่าจับกลับไปฟาดให้ก้นลายยิ่งนัก“ใครหนีท่านกัน! ข้าก็เพียงแค่อยากมาพักผ่อนเพียงเท่านั้น อีกอย่างข้าก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะท้องเช่นนี้เหมือนกันนั่นแหละ”“ถ้าข้ารู้ตั้งแต่แรกละก็ ข้าจะ...”“ไม่ได้! เจ้าจะทำร้ายเด็กที่บริสุทธิ์คนหนึ่งเพียงแค่ต้องการตัดปัญหาทิ้ง หรือว่าเกลียดบิดาของเขาไม่ได้”ยังไม่ทันที่มู่หลันจะเอ่ยจบ หมิงเว่ยหยางก็พูดขัดขึ้นมาเสียงดังอย่างไม่พอใจ เพราะเขาคิดว่าหญิงสาวคิดที่จะกำจัดลูกในท้องของนางทิ้งไปเสียเพื่อเป็นการจบปัญหา“แล้วท่านมายุ่งอะไรกับเรื่องของข้ากัน! ข้าจะเก็บเด็กคนนี้ไว้หรือไม่มันก็เร
หลังจากที่มู่หลันหมดสติไปแล้วก็ไม่ได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นได้อีกย้อนกลับไปสามวันก่อนหมิงเว่ยหยางกับโจวจื่อหยวนได้ทำตามแผนการจนสำเร็จ และสามารถหาหลักฐานในความผิดของเซี่ยจูเหยียนที่จ้างวานคนร้ายให้ลอบไปฉุดมู่หลันกับพี่สาวได้สำเร็จเรียบร้อยจากนั้นชายหนุ่มทั้งสองจึงคิดที่จะกลับมาพูดคุยอธิบายเกี่ยวกับเรื่องแผนการที่ทั้งสองได้วางกันเอาไว้ล่วงหน้าให้กับพวกนางสองพี่น้องได้รับฟังในเรื่องนี้ทางด้านโจวจื่อหยวนนั้นผ่านไปได้อย่างราบรื่นเพราะมู่เหยานั้นเป็นสตรีที่ใจดี ใจอ่อน นางจึงสามารถรับฟังสาเหตุได้อย่างใจเย็นหลังจากที่โจวจื่อหยวนเอ่ยอธิบายให้ฟังก็ขอหญิงสาวแต่งงาน ซึ่งก็คืองานแต่งในวันนี้คืองานแต่งของทั้งสองคนนั่นเองแต่กลับกันเขากลับต้องติดตามหญิงสาวอีกนางมาไกลถึงสามวันเพื่อต้องการที่จะพูดคุยกับหญิงสาวให้เข้าใจกันเพียงแต่ยังไม่ทันที่เขาจะทันได้ปรากฏตัวต่อหน้าอีกฝ่ายกลับเป็นลมหมดสติไป จนเขาต้องรีบเข้ามารับตัวเอาไว้เกือบไม่ทันเช่นนี้กลับมาที่ปัจจุบัน หลังจากที่หมิงเว่ยหยางรับร่างของมู่หลันได้อย่างทันท่วงทีแล้วนั่น ชายหนุ่มก็รีบอุ้มร่างบางเข้าไปยังรถม้าเช่นเดิมพร้อมกับออกคำส
ไม่รู้ว่ามู่หลันนั้นนอนหลับไปนานเท่าไหร่ จนเมื่อเปลือกตางามที่ปิดสนิทได้เปิดขึ้น และความรู้สึกแรกหลังจากที่หญิงสาวรู้สึกตัวขึ้นมาก็คืออาการปวดแสบตรงบริเวณหว่างขาของตนเองที่ในตอนนี้นางรู้สึกปวดหนึบไปหมดทั่วทั้งช่วงล่าง ทำให้มู่หลันรับรู้ได้ในทันทีว่านางได้เสียความบริสุทธิ์ของตนเองไปเสียแล้วแต่ถ้าแลกกับการที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ถือว่าไม่เป็นไร เพราะมู่หลันนั้นคิดเสียว่าเป็นเพียงขั้นตอนการถอนพิษเสียหลังจากที่คิดได้เช่นนั้นมู่หลันก็พยุงร่างของตนเองให้ลุกขึ้นมานั่งด้วยความยากลำบากเล็กน้อย ยังดีที่มีเพียงอาการเจ็บปวดไม่มากเมื่อหญิงสาวสามารถลุกขึ้นมานั่งเสร็จเรียบร้อยจึงได้กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องเผื่อว่าจะพบเจอร่างของใครบางคนอยู่แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า จู่ ๆ ภายในใจของหญิงสาวก็อดที่จะรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาไม่ได้ดีที่นางสามารถทำใจได้อย่างรวดเร็ว เพราะนางก็คิดเอาไว้แล้วว่าเรื่องมันคงจะเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว ดังนั้นมู่หลันจึงได้สลัดความคิดฟุ้งซ่านของตนเองทิ้งโดยเร็วมู่หลันค่อย ๆ พาร่างอันอ่อนแรงของตนเองให้ลุกขึ้นไปแต่งตัวให้เรียบร้อย ก่อนที่นางจะเดินออกจากห้องนอนของใครบางคนเพื่อกลับจวนของตนเองโ
“ข้าอยู่ที่ใดกัน?”หลังจากที่มู่หลันรู้สึกตัวจนสติกลับมาแจ่มชัดแล้วนั้น หญิงสาวจึงได้เอ่ยถามชายหนุ่มด้านข้างว่าตนเองในตอนนี้อยู่ที่ไหนกันแน่“จวนของข้าเอง ว่าแต่อาการของเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง?”หมิงเว่ยหยางเอ่ยตอบคำถามของหญิงสาว ก่อนที่เขาจะวกกลับไปถามย้ำถึงอาการของอีกฝ่ายอีกครั้ง“ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ขอบคุณที่ช่วยข้านะเจ้าคะ ท่านช่วยส่งข้ากลับจวนได้หรือไม่ ข้าเป็นห่วงอิงเถากลัวว่านางจะถูกลงโทษที่ข้าถูกจับตัวไป”มู่หลันเอ่ยตอบชายหนุ่มออกไป พร้อมกับลุกขึ้นนั่ง เพียงแต่ในใจของนางในตอนนี้กลับรู้สึกเป็นห่วงสาวใช้ข้างกายมากกว่าอาการของตนเองเสียอีกเมื่อหมิงเว่ยหยางได้ยินสิ่งที่หญิงสาวเอ่ยขอร้องแก่เขา ก็ทำให้ชายอดที่จะมองร่างบางตรงหน้าด้วยสายตาคาดไม่ถึงเพราะอีกฝ่ายดูจะไม่ค่อยเหมือนกับหญิงสาวคนเดิมที่เขาเคยรู้จักเมื่อครั้งอดีต ด้วยว่าในอดีตนั้นหญิงสาวตรงหน้าหาได้มีความเป็นห่วงเป็นใยผู้ใดไม่แต่กลับนางที่อยู่ตรงหน้าของเขาในตอนนี้กลับดูแตกต่างไปจากเดิมจนเขาเองก็อดที่จะประหลาดใจไม่ได้“ย่อมได้ เพียงแต่ข้าจำเป็นจะต้องบอกเจ้าเสียก่อนว่าในตอนนี้เจ้านั้นถูกพิษเจ็ดบุปผาเข้าไปเสียแล้ว”“และพิษตัวนี้ไม่มี
มู่หลันที่ในตอนนี้เริ่มมีอาการตาพล่ามัว หายใจหอบถี่ขึ้นทั้งที่นางเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไรแต่มู่หลันก็ยังคงตั้งสติเพื่อจะเพ่งมองดูใบหน้าของคนที่มาช่วยตนเองเอาไว้ แต่เพราะรอบตัวนั้นมืดจนเกินไปนางจึงไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจนจนวงแขนแกร่งของอีกฝ่ายนั้นโอบรอบเอวของนางเพื่อช่วยประคองร่างบางที่ในตอนนี้ไม่สามารถทรงตัวได้อย่างคงที่ได้อีกต่อไปแล้ว“อ๊ะ! ปล่อยข้านะ...”มู่หลันสะดุ้งตัวจากสัมผัสที่ได้รับมาจากคนตรงหน้า และถึงแม้ว่าสติของนางจะเริ่มเลือนรางลงไปมากแล้ว แต่หญิงสาวก็ยังคงระแวงคนรที่ยื่นมือเข้ามาช่วยอยู่ไม่น้อย แต่ในที่สุดสติอันแสนเลือนรางของมู่หลันก็ดับวูบลงไป“คุณหนูมู่! มู่หลัน! เจ้าเป็นอะไรไป”หมิงเว่ยหยางเอ่ยถามร่างบางที่หมดสติอยู่ในอ้อมแขนด้วยสีหน้าวิตกกังวลเป็นอย่างมาก โดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ว่าในตอนนี้ตนเองนั้นได้แสดงท่าทางแตกต่างออกไปจากปกติที่มีต่อร่างบางในอ้อมกอดจนเหล่าองครักษ์ที่ติดตามมานั้นถึงกับงุนงงว่าสตรีในอ้อมกอดของเจ้านายของพวกเขานั้นเป็นคนสำคัญถึงเพียงนั้นเชียวหรือ“จับพวกมันกลับไปสอบสวนที่คุกใต้จวนเสีย เค้นเอาความจริงมาให้ได้
มู่หลันที่เร่งฝีเท้าวิ่งไปขนาบข้างของผู้เป็นพี่สาวได้ทัน พร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ตัวเพื่อมองหาจุดที่พอจะสามารถให้พี่สาวของตนนั้นซ้อนตัวอยู่ได้ จนในที่สุดนางก็มองเห็นพุ่มไม้ที่อยู่หลังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งก่อนที่มู่หลันจะเอ่ยบอกกับพี่สาวที่ในตอนนี้วิ่งมาจนเริ่มที่จะหายใจหนักด้วยความเหนื่อยล้าแล้วพี่หญิงท่านรีบวิ่งไปหลบตรงพุ่มไม้ด้านโน้นก่อนเถิดเจ้าค่ะ แล้วอย่าออกมาเป็นอันขาดให้รอจนกว่าคนร้ายมันตามหลังข้าไปแล้วท่านค่อยวิ่งกลับไปทางเดิมเพื่อขอความช่วยเหลือนะเจ้าคะ”“เหลวไหล! พี่จะทิ้งเจ้าได้อย่างไรกัน ถ้าจะไปพวกเราก็ต้องไปด้วยกันสิหลันเอ๋อร์”แต่มู่เหยากลับไม่เห็นด้วยในความคิดของน้องสาว และเอ่ยปฏิเสธกลับมาในทันทีอย่างไม่เห็นด้วย“ที่ข้าให้ท่านซ่อนตัวก็เพื่อให้ท่านรอดไปตามคนมาช่วย ถ้าขืนพวกเรายังไปด้วยกันเช่นนี้ไม่แคล้วต้องถูกพวกมันจับได้ทั้งสอง”“แล้วโอกาสรอดของพวกเราก็จะไม่มีแล้วนะเจ้าคะ อีกอย่างพี่หญิงนั้นร่างกายไม่แข็งแรงมากพอที่จะวิ่งเป็นเวลานานได้ ดังนั้นทำตามที่ข้าบอกเถิดเจ้าค่ะ”“ข้ารับปากว่าจะเอาตัวรอดจนกว่าพี่หญิงจะพาคนมาช่วยให้ได้อย่างแน่นอน”มู่หลันที่วิ่งไปด้วยและต้องเริ่
“อ๊ะ! ขอบคุณท่านแม่ทัพมากเจ้าค่ะ”มู่หลันที่กลับมามีสติได้ในตอนที่ร่างของตัวเองหล่นลงมาจากหลังม้าแล้ว เอ่ยขึ้นกับบุรุษที่กำลังอุ้มตัวเองอยู่ในตอนนี้อย่างจริงใจตุบ!“โอ๊ย! ท่านจะปล่อยข้าทำไมไม่บอกกันดี ๆ เล่า ไอ้คนนิสัยไม่ดี”เพียงแค่จบประโยคที่มู่หลันเอ่ยขอบคุณชายหนุ่ม หมิงเว่ยหยางก็ปล่อยร่างของนา
ก่อนที่หญิงสาวจะรีบเอ่ยถามอาการของน้องสาว แต่ในตอนนี้มู่หลันได้หมดสติไปแล้ว เพราะเสียพลังไปมากผนวกกับความเย็นของน้ำที่ทำให้หญิงสาวหมดสติไปในที่สุด“นางเพียงแค่หมดสติไป รีบพานางกลับจวนก่อนเถิด”โจวจื่อหยวนที่เดินตามหลังของมู่เหยามาเอ่ยขึ้นเมื่อดูอาการของหญิงสาวแล้ว“ได้เจ้าค่ะ จิวจิวรีบไปตามท่านหมอ
สองสายตาสอดประสานกันอย่างชิดใกล้ ด้วยระยะห่างที่ใบหน้าของคนทั้งสองนั้นอยู่ห่างกันไม่ถึงหนึ่งฝ่ามือกั้นกลาง ระยะห่างระหว่างพวกเขาทั้งสองเองก็ดูจะไม่เหลือช่องว่างแล้วเช่นกันระยะห่างในตอนนี้คือมู่หลันนั้นสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อน ๆ ของร่างสูงที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างชัดเจน นั่นเป็นเพราะว่าในตอนนี้พวกเขาทั
“ดะ เดี๋ยวก่อนสิน้องเล็ก...”มู่เหยาเอ่ยเรียกน้องสาวของตนเองตามหลังของอีกฝ่ายไป แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ทันเสียแล้ว เพราะในเวลานี้แผ่นหลังของผู้เป็นน้องสาวนั้นได้หายไปท่ามกลางเหล่าชาวเมืองเสียแล้ว“หลันเอ๋อร์นางเป็นอะไรไปหรือ?”เป็นโจวจื่อหยวนที่เอ่ยถามถึงท่าทีที่แปลกไปของหญิงสาวกับหญิงอันเป็นที่รักด้วย







