ログインองค์รัชทายาทจิ้งไฉ พระโอรสลำดับที่สองของอดีตฮ่องเต้ประสูติแต่อดีตพระสนมกุ้ยเฟย ซูหนิงซาน แห่งตระกูลซู
ความรูปงามขององค์รัชทายาทจิ้งไฉกล่าวกันว่า หากสวรรค์มอบความสง่างามแก่ชายหนึ่งผู้คู่ควรจะครองบัลลังก์ชายผู้นั้นย่อมคือองค์รัชทายาทจิ้งไฉ
พระวรกายสูงสง่าท่วงท่าผึ่งผายสมบุรุษผู้เกิดในวงศ์มังกร พระพักตร์รูปไข่เรียวได้สัดส่วน คิ้วคมประดุจลายพู่กันหมึกดำ ขนงขวางเรียวเหนือดวงเนตรคู่ล้ำลึกดั่งสายน้ำยามราตรี เยือกเย็น นิ่งสงบ แต่แฝงรอยคมกล้า ริมพระโอษฐ์มักคลี่ยิ้มบางจนยากหยั่งถึงพระทัย วาจาอ่อนโยนแต่แฝงอำนาจในทุกถ้อยคำ
เมื่อทรงเครื่องฉลองพระองค์สีดำปักมังกรทอง เส้นไหมทอสะท้อนแสงยามต้องแดด ราวกับเปลวไฟบนหิมะ ยิ่งขับให้พระสิริโฉมงามประหนึ่งหยกเยือกแข็งที่ไม่อาจแตะต้อง ว่ากันว่าผู้ใดสบพระเนตรนั้น จะรู้สึกเหมือนตนกำลังถูกมองทะลุถึงหัวใจ งามสง่าเกินชายทั่วไปงามจนคล้ายเทพอสูรในตำนาน
ฮ่องเต้จิ้งอู่และองค์รัชทายาทจิ้งไฉ เป็นพี่น้องต่างมารดาแต่เติบโตมาท่ามกลางความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง จิ้งอู่ในฐานะพี่ชายเป็นคนเด็ดขาด รอบคอบและแบกรับความคาดหวังของราชสำนักตั้งแต่วัยเยาว์ เขาได้ขึ้นครองราชย์ด้วยความสามารถและความเด็ดเดี่ยว แต่ความสำเร็จนั้นแลกมาด้วยหัวใจที่เย็นชาและระแวดระวังทุกสิ่ง
ส่วนจิ้งไฉผู้น้องกลับเป็นคนตรงข้ามมีความสามารถด้านศิลป์ ฉลาดหลักแหลมแต่ใจอ่อน มักเห็นค่าความเมตตามากกว่ากฎระเบียบ ความคิดแบบนี้ทำให้เขาได้รับความรักจากประชาชนและขุนนางสายปัญญาชน แต่กลับทำให้พี่ชายรู้สึกว่าถูกท้าทายอำนาจอยู่เสมอ
เรื่องขัดแย้งระหว่างทั้งคู่เริ่มตั้งแต่สมัยยังเป็นองค์ชาย เมื่อจิ้งไฉเคยช่วยเหลือขุนนางที่ถูกกล่าวหากบฏ ซึ่งต่อมากลายเป็นคนของศัตรูทางการเมือง ฮ่องเต้จิ้งอู่จึงถือเป็นตราบาปของน้องชายและนับแต่นั้น ความสัมพันธ์ก็มีแต่รอยร้าวลึกขึ้น
เมื่อเติบโตมาในฐานะฮ่องเต้กับองค์รัชทายาทความหวาดระแวงยิ่งทวี จิ้งอู่กลัวว่าน้องชายจะรวบรวมพรรคพวกโค่นตน ส่วนจิ้งไฉก็เจ็บปวดที่พี่ชายไม่เคยเชื่อใจ
อดีตพระสนมเต๋อเฟยแห่งตระกูลฉินมารดาของฮ่องเต้จิ้งอู่ กับอดีตพระสนมกุ้ยเฟยแห่งตระกูลซู มารดาขององค์รัชทายาทจิ้งไฉ ต่างเป็นหญิงงามผู้มีอิทธิพลในรัชกาลก่อน แต่กลับเป็นศัตรูคู่อาฆาตในราชสำนัก
ตระกูลฉินถือเป็นตระกูลขุนนางฝ่ายทหารมีอำนาจในกองทัพครึ่งหนึ่ง ส่วนตระกูลซูเป็นตระกูลปัญญาชนสายบุ๋นที่ มีซูเหวินอี้มหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย ผู้มีอำนาจครอบคลุมราชสำนักกว่าครึ่ง พระสนมกุ้ยเฟยได้รับความโปรดปรานจากอดีตฮ่องเต้มากกว่า ความแตกต่างนี้ทำให้สองพระสนมมักขัดแย้งกันทั้งในเรื่องฐานะและอำนาจเบื้องหลัง
เมื่อครั้งยังอยู่ในวังหลังซูกุ้ยเฟยเคยได้รับพระเมตตาจากอดีตฮ่องเต้ จนเกือบจะได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นฮองเฮา แต่กลับถูกขัดขวางโดยฉินเต๋อเฟย ซึ่งใช้กำลังจากฝ่ายทหารและความสัมพันธ์กับขันทีผู้ใหญ่ทำให้พระสนมซูกุ้ยเฟยถูกลดความสำคัญลง
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทั้งสองฝ่ายต่างเฝ้าปลูกฝังบุตรของตนด้วยแนวคิดที่ตรงข้ามกัน เต๋อเฟยสอนให้จิ้งอู่รู้จักเข้มแข็ง ไม่ไว้ใจผู้ใด แม้แต่สายเลือดเดียวกัน กุ้ยเฟยกลับสอนให้จิ้งไฉ มีเมตตา เชื่อมั่นในคุณธรรม และอย่าปล่อยให้ความหวาดระแวงครอบงำหัวใจ เพราะไม่ให้องค์รัชทยาทจิ้งไฉหลงใหลในอำนาจเหมือนท่านลุง แต่ก็อย่างไรองค์รัชทยาทจิ้งไฉก็ถูกเสี้ยมสอนโดยท่านลุงผู้กระหายอำนาจอยู่ดี
ห้องเสวยชั้นในในวังหลวงเย็นใจ เบื้องหลังผ้าม่านผ้ากำมะหยี่สีมุก เสียงโคมไฟกระพริบเป็นจังหวะเดียวกับลมหายใจของผู้ถูกเรียกเข้าเฝ้า พระสนมซูกุ้ยเฟยถูกสั่งให้อมวานพัดไว้ในมือ เดินเข้ามาอย่างสง่างาม แต่แววตายังซ่อนหวาดกลัวของความระมัดระวังไว้อย่างมิดชิด
ตรงหน้าเธอ พระองค์ผู้มีอำนาจสูงสุดอยู่ครึ่งในวังบัดนี้ องค์รัชทายาทจิ้งไฉถือเป็นลูกพี่ลูกน้องของพระสนมกุ้ยเฟย และเป็นคนที่พระสนมกลัวมากกว่าท่านพ่อของตัวเองด้วย ดวงตาคมที่สังเกตการณ์ทุกลมหายใจ พบว่าดวงหน้าขององค์รัชทายาทตอนนี้ราวกับน้ำแข็งที่ปิดทับเปลวไฟสักดวงไว้ จิ้งไฉไม่พูดพร่ำพราก เรียกเพียงชื่อของนางแล้วมองนิ่ง
“ซูอี้ผิง ข้ามีเรื่องอยากเตือนเจ้า”
น้ำเสียงนั้นเยือกเย็นแต่หนักแน่น พระสนมกุ้ยเฟยโค้งคำนับด้วยความกลัว
“พระองค์ทรงเมตตา ข้าจะรับฟังเพคะ” อี้ผิง
เธอตอบด้วยโทนสุภาพพยายามไม่ให้สั่น จิ้งไฉก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกก้าว แสงเทียนสะท้อนบนเหรียญโลหะที่ประดับอกเสื้อชั้นในของพระองค์
“องค์หญิงหลิงเซียงเป็นเลือดมียศของราชวงศ์ และเป็นน้องสาวที่ข้าต้องปกป้อง ไม่ว่าเพราะหน้าที่หรือเพราะเหตุผลอื่นใดก็ตาม ข้าได้ยินข่าวว่าเจ้าสั่งลงโทษหลิงเซียงและคนในตำหนักไฉ่หงโดยไร้เหตุผลและเกินกว่าเหตุ” จิ้งไฉ
“พระองค์เพคะหม่อมฉันผิดไปแล้ว เห็นแก่ที่เราเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน อย่าเอาความหม่อมฉันเลย เพค๋ะ” อี้ผิง
“อย่าเสแสร้ง แกล้งรับปากล่ะ หากเจ้ายังกล้าเคลื่อนไหวใกล้ชิดองค์หญิงในเชิงข่มขู่หรือระราน วันนั้นแม้แต่ท่านลุงหรือเสด็จแม่ของข้าก็ไม่สามารถช่วยเจ้าได้” จิ้งไฉ
ประโยคนั้นเหมือนลูกศรปักกลางอก พระสนมกุ้ยเฟยนิ่งไปชั่วครู่
“หม่อมฉันสัญญาเพค่ะ” อี้ผิง
เธอตอบด้วยน้ำเสียงสั่น และเจ็บแค้นภายในใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะลูกพี่ลูกน้องคนนี้น่ากลัวมากจริง ๆ
องค์รัชทายาทจิ้งไฉความโหดเหี้ยมที่เย็นยิ่งกว่าน้ำแข็ง พระพักตร์ของจิ้งไฉมักสงบนิ่ง ไม่มีแววโกรธหรือรอยยิ้ม แต่ผู้ที่เคยเห็น ยามพระองค์ลงมือต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่มีสิ่งใดน่ากลัวเท่าความเงียบก่อนพระองค์เอ่ยคำสั่ง
จิ้งไฉไม่เคยตะโกน ไม่เคยใช้เสียงดัง แต่คำพูดเพียงสั้น ๆ ของพระองค์กลับหมายถึงชีวิตและความตาย และนั่นคือประโยคที่ข้าราชบริพารทุกคนต่างจดจำได้ขึ้นใจ
ว่ากันว่าครั้งหนึ่งมีขุนนางชั้นรองผู้กล้าเสนอความเห็นค้านในที่ประชุม จิ้งไฉเพียงแค่เงยตาขึ้นมอง ไม่มีเสียงตอบกลับ ไม่มีพระดำรัสใดทั้งสิ้น แต่วันรุ่งขึ้น ขุนนางผู้นั้นถูกพบเป็นศพในบ่อน้ำแห้งท้ายวัง โดยไร้ร่องรอยการต่อสู้ ราวกับถูกบีบให้สิ้นใจด้วยมือที่มองไม่เห็น
หรือครั้งหนึ่งมีองครักษ์ลับพยายามทรยศต่อราชสำนัก ขายข่าวให้ตระกูลศัตรู องค์รัชทายาททรงเรียกเข้าพบส่วนตัว และคืนนั้นเอง เสียงเหล็กเสียดกับพื้นศิลาในห้องสอบสวนใต้ดินก็ดังขึ้นเกือบทั้งคืน รุ่งเช้าประตูห้องนั้นเปิดออก เฉพาะพระองค์ที่ยังยืนอยู่โดยไม่เปื้อนเลือด แต่ภายในห้องกลับไร้ร่างใดให้พบ เหลือเพียงผ้าคลุมองครักษ์ที่ถูกวางไว้กลางพื้นอย่างเรียบงาม
ความน่ากลัวของพระองค์ไม่ได้อยู่ที่การลงโทษ แต่อยู่ที่พระองค์ไม่จำเป็นต้องลงมือเอง เพียงแววตาเดียว เหล่าผู้ภักดีรอบข้างก็พร้อมทำทุกอย่างให้เสร็จสิ้นตามพระประสงค์ และทุกการลงทัณฑ์ ล้วนเกิดขึ้นในเงาไม่มีหลักฐาน ไม่มีเสียงร้อง ไม่มีพยาน จิ้งไฉเป็นผู้ที่รู้จักความกลัวของมนุษย์ดียิ่งกว่าใคร พระองค์ไม่ต้องขู่ เพียงแค่เงียบคนก็ตายทั้งเป็น ถึงพระมารดาจะคอยสอนให้มีเมตตา แต่ถ้าใครกล้าแตะคนที่พระองค์รักมันตายสถานเดียว
ยามเช้าในเมืองไฮ่หยางเริ่มต้นด้วยเสียงคลื่นกระทบฝั่งและกลิ่นอาหารจากครัวของเหลาอาหารอันผิง แสงอาทิตย์สีทองอ่อนสาดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาในเรือนเล็กด้านหลังร้าน เผยให้เห็นภาพที่งดงามที่สุดในชีวิตของหลิงเซียงบนที่นอนผืนใหญ่เด็กน้อยสองคนกำลังนอนเคียงกัน เซียงเทียนขยับตัวก่อนเสมอ มือเล็กกำผ้าห่มแน่นราวกับจะลุกไปสำรวจโลก ส่วนเทียนหลิงยังหลับตาพริ้ม แต่เมื่อพี่ชายส่งเสียงอืออา นางก็มักจะยิ้มก่อนลืมตาช้า ๆ หลิงเซียงลุกขึ้นช้า ๆ เดินเข้าไปนั่งข้างลูกทั้งสอง ดวงตาอ่อนโยนเต็มไปด้วยแสงแห่งความรัก“อรุณสวัสดิ์ ลูกแม่” หลิงเซียงเสียงของนางนุ่มนวลราวกับสายลม มู่เทียนหลางที่เพิ่งกลับจากตลาดเช้า วางตะกร้าผักสดลงเบา ๆ แล้วเดินเข้ามามองภาพนั้นอย่างเงียบงัน รอยยิ้มบาง ๆ แต้มอยู่บนใบหน้าคมเข้มชีวิตของเขาเคยผ่านสนามรบ เคยเผชิญอันตราย แต่ไม่เคยมีช่วงเวลาใดที่ทำให้หัวใจเต้นแรงอย่างสงบสุขเท่านี้ เหลาอาหารอันผิงยังคงเปิดทุกวัน กลิ่นข้าวผัด ซุปทะเล และหมูย่างลอยหอมไปทั่วตลาด แต่บรรยากาศภายในเปลี่ยนไปเล็กน้อยเสียงหัวเราะของเด็กทารกดังแทรกกับเสียงลูกค้า เสียงอืออาของเซียงเทียนกลายเป็นเสียงประจำร้าน รอยยิ้มของเ
ฤดูฝนมาเยือนเมืองไฮ่หยางพร้อมสายลมชื้นจากทะเล เมฆสีเทาอ่อนลอยต่ำเหนือหลังคากระเบื้องของเหลาอาหารอันผิง คลื่นซัดฝั่งเป็นจังหวะหนักแน่นกว่าทุกวัน ราวกับธรรมชาติกำลังรอคอยบางสิ่ง ในเรือนหลังเล็กด้านหลังร้าน หลิงเซียงนั่งพิงหมอน ผ้าบางคลุมท้องที่อุ้มน้ำหนักชีวิตถึงเก้าเดือนเต็ม ใบหน้าของนางอ่อนล้าแต่เปล่งประกาย ดวงตาอ่อนโยนจับจ้องหน้าต่างที่เปิดรับลมฝน มู่เทียนหลางนั่งอยู่ข้างกายมือใหญ่ของเขากุมมือนางแน่นโดยไม่รู้ตัว“วันนี้ลมแรงนัก” เทียนหลางหลิงเซียงยิ้มบาง “เด็กน้อยคงอยากออกมาดูโลกแล้ว” หลิงเซียงราวกับคำพูดนั้นเป็นลาง ทันใดนั้นเองความปวดหน่วงลึกในท้องก็แล่นวาบขึ้น หลิงเซียงขมวดคิ้วมือกำผ้าห่มแน่น“ท่านพี่…” หลิงเซียงเสียงเรียกแผ่วแต่สั่น“เริ่มแล้วหรือ” เทียนหลางคำตอบไม่จำเป็นความปวดระลอกที่สองมาเร็วและแรงกว่าเดิม หมอตำแยที่เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าถูกเรียกเข้ามาอย่างเร่งด่วน เหมยซานและสตรีในตลาดอีกสองคนรีบมาช่วยจัดเตรียมน้ำร้อน ผ้าสะอาด และสมุนไพรหอมเพื่อให้ห้องอบอวลด้วยกลิ่นผ่อนคลายฝนเริ่มตกลงมาเบา ๆ เคาะหลังคาเป็นจังหวะสม่ำเสม ในห้องคลอดแสงตะเกียงส่องสว่างสลัว หมอตำแยจับชีพจร ฟังเส
สามเดือนหลังจากคืนงานเลี้ยงหมูกะทะที่เหลาอาหารอันผิง เมืองไฮ่หยางก็เข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ผลิอย่างเต็มตัว ลมทะเลพัดอ่อนลง กลิ่นเค็มเจือจางด้วยกลิ่นดอกไม้ป่าที่บานตามเนินเขา เช้าตรู่วันหนึ่ง หลิงเซียงตื่นขึ้นพร้อมความรู้สึกแปลกประหลาดในร่างกาย มิใช่ความเจ็บปวด หากเป็นความเวียนศีรษะเบา ๆ คลื่นไส้จาง ๆ จนต้องนั่งนิ่งอยู่ขอบเตียง มู่เทียนหลางที่กำลังแต่งตัวเตรียมออกไปตลาด เหลือบเห็นสีหน้าของนางก็รีบเข้ามาประคอง“ไม่สบายหรือ” เทียนหลางหลิงเซียงส่ายหน้าเบา ๆ แต่ยกมือกุมท้องโดยไม่รู้ตัว“แค่… เหม็นกลิ่นน้ำมันหน่อย ๆ เท่านั้น” หลิงเซียงกลิ่นน้ำมันทั้งที่เมื่อวานยังยืนผัดอาหารหน้าเตาได้ทั้งวัน มู่เทียนหลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ความคิดบางอย่างแล่นผ่านแววตาคมเข้มของเขาสองวันต่อมาอาการคลื่นไส้ยังไม่หาย อีกทั้งหลิงเซียงเริ่มง่วงง่าย เหนื่อยเร็วทั้งที่งานในร้านไม่ได้หนักกว่าปกติ เหมยซานที่แวะมาช่วยเตรียมวัตถุดิบ มองนางอย่างจับผิดก่อนหัวเราะเบา ๆ“หรือว่า… จะมีข่าวดี” หลิงเซียงหลิงเซียงชะงักหัวใจเต้นแรงอย่างไม่คาดคิด มู่เทียนหลางไม่รอช้ารีบเชิญหมอเฒ่าประจำย่านตลาดมาตรวจ หมอเฒ่านั่งลงจับชีพจรอย่างตั้งใจ นิ
ลมทะเลยามค่ำพัดเอื่อยผ่านตรอกหินของเมืองไฮ่หยาง กลิ่นเกลืออ่อน ๆ ปะปนกับกลิ่นถ่านไม้ที่เริ่มติดไฟทีละเตา เสียงหัวเราะดังลอดออกมาจากลานกว้างหลัง เหลาอาหารอันผิง โคมกระดาษสีส้มอุ่นแขวนเรียงเป็นแถว แสงไฟไหวระริกสะท้อนผิวโต๊ะไม้ยาวที่ตั้งเรียงรอแขกเหรื่อคืนนี้ไม่ใช่งานเทศกาลใหญ่โต หากเป็นงานเลี้ยงหมูกะทะที่ทุกคนรอคอย และเป็นเมนูใหม่ของเหลาอาหารอันผิงอีกด้วย ตั้งแต่บ่ายหลิงเซียงกับคนของร้านช่วยกันจัดเตรียมอย่างขะมักเขม้น หมูสามชั้นถูกหั่นบางจนเห็นชั้นเนื้อสลับมันอย่างสวยงาม เนื้อสันคอหมักพริกไทยดำกับกระเทียมจนหอมฟุ้ง หมูหมักซอสหวานเค็มสูตรลับถูกคลุกเคล้าด้วยงาขาวคั่วใหม่ ๆ จัดเรียงใส่ถาดไม้ไผ่เป็นระเบียบผักสดกองโตถูกล้างจนหยดน้ำใสเกาะใบผักกาดขาว คะน้า เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม ฟักทอง วุ้นเส้น เต้าหู้ไข่ และข้าวโพดอ่อน ทุกอย่างถูกจัดวางรอบโต๊ะน้ำจิ้มที่ตั้งชามเรียงรายชามน้ำจิ้มสีแดงสดส่งกลิ่นเผ็ดหอมจากพริกขี้หนูตำละเอียด กระเทียมสับ และน้ำมะนาวคั้นสด บางชามเพิ่มเต้าเจี้ยวให้เข้มข้น บางชามเติมงาคั่วหอมกรุ่นเพื่อเพิ่มมิติของรสชาติเมื่อฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ผู้คนในละแวกตลาดก็ทยอยกันมา เสียงทักทายดัง
ยามอรุณเพิ่งคลี่ม่านหมอกสีเงินเหนือหลังคาวังหลวง แสงแดดอ่อนแรกสาดกระทบกระเบื้องเคลือบสีหยกเป็นประกาย ทว่าภายในตำหนักด้านทิศตะวันตกกลับมีเงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างเงียบงันท่านอ๋องเจ็ดจิ้งซวนผู้คนในราชสำนักเรียกขานว่า ท่านอ๋องเจ็ดกำลังยืนมองแผนที่บนโต๊ะไม้จันทน์ เส้นทางจากเมืองหลวงไปยังเมืองไฮ่หยางถูกขีดเส้นบาง ๆ ด้วยหมึกสีดำ ไม่มีตราประจำพระองค์ ไม่มีขบวนรถม้าหรูหรา มีเพียงเครื่องหมายเล็ก ๆ ที่เขาวาดเอง การเดินทางครั้งนี้เขาจะไปแบบเงียบ ๆ มิใช่ในฐานะอ๋องผู้สูงศักดิ์ หากแต่เป็นเพียงพ่อค้าเครื่องหอมผู้หนึ่งนับตั้งแต่หลิงเซียง น้องสาวคนเล็กของเขา ตัดสินใจออกจากเมืองหลวงไปใช้ชีวิตที่ไฮ่หยาง เปิดเหลาอาหารเล็ก ๆ ร่วมกับสามีอย่างมู่เทียนหลาง ข่าวคราวของนางก็ลอยมาตามลมบ้างเป็นครั้งคราว บ้างก็จากจดหมายที่เขาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลิงเซียงเขียนว่า “พี่เจ็ด ข้าสบายดี ที่นี่มีลมทะเล กลิ่นเกลือ และผู้คนเรียบง่าย ข้าทำอาหารเอง ยกถาดเอง หัวเราะเอง… ข้ารู้สึกเหมือนเป็นคนธรรมดาอย่างแท้จริง”จิ้งซวนยามอ่านจดหมายนั้น รอยยิ้มบางเบาเคยผุดขึ้นบนริมฝีปาก แต่ในใจกลับปวดแปลบ น้องสาวที่เคยสวมอาภรณ์แพรไหม นั่งอ่
ข่าวการเดินทางลับของท่านอ๋องห้าไปเมืองไฮ่หยางมิได้แพร่สะพัดในราชสำนักอย่างเป็นทางการ ทว่ากำแพงวังสูงเพียงใดก็ไม่อาจกั้นบทสนทนาระหว่างพี่น้องได้ ค่ำวันหนึ่งในตำหนักด้านตะวันออก ท่านอ๋องหกจิ้งตงกำลังนั่งอ่านรายงานการคลัง เมื่อท่านอ๋องห้าเดินเข้ามาโดยมิได้นัดหมาย สีหน้าเรียบเฉยตามเคยแต่แววตากลับมีประกายแปลกไป “พี่ห้า ดูท่านอารมณ์ดีนัก” จิ้งตง จิ้งตงเงยหน้าขึ้น พลางวางพู่กัน “อารมณ์ดีหรือ” จิ้งตง อ๋องห้ายกถ้วยชา “บางทีอาจเพราะได้กินอาหารดี ๆ” จิ้งเซียน “อาหารดี ๆ” จิ้งตง จิ้งตงเลิกคิ้ว “ในวังยังมีสิ่งใดที่ท่านเห็นว่าดีไม่พอหรือ” จิ้งเซียน อ๋องห้าหัวเราะเบา ๆ แล้วเล่าเรื่องการเดินทางไปเมืองไฮ่หยางอย่างไม่ปิดบัง ตั้งแต่การปลอมตัวเป็นสามัญชน การนั่งโต๊ะมุมหน้าต่าง จนถึงรสปลานึ่งซีอิ๊วที่นุ่มละลายและซุปเห็ดหอมที่ลึกซึ้งเกินคาด “เจ้าควรได้ลอง” จิ้งเซียน เขาสรุปสั้น ๆ “อาหารของหลิงเซียง…มิใช่เพียงอร่อย แต่มีหัวใจ” จิ้งเซียน คำว่ามีหัวใจทำให้จิ้งตงนิ่งไป ในสายตาผู้คนเขาเป็นอ๋องผู้สุขุม รอบคอบ และมีความสามารถด้านการบริหาร แต่ลึกลงไป เขามักรู้สึกว่าชีวิตในวังเต็มไปด้ว






