共有

บทที่ 12 ท่านอ๋องสาม

last update 最終更新日: 2025-11-05 21:12:00

แสงตะวันย้อมกำแพงหินเป็นสีทองหม่น เสียงนกกาส่งท้ายวันดังอยู่เหนือยอดไม้ ก่อนจะค่อย ๆ จางหายไปพร้อมเงาของราชสำนักที่ยืดยาวขึ้นจนกลืนทุกสิ่งในความมืด

ภายในตำหนักไฉ่หงตำหนักประจำขององค์หญิงหลิงเซียง บานประตูถูกปิดด้วยแผ่นไม้หนักสองชั้น เหล่าขันทีและนางกำนัลยืนเงียบอยู่รายรอบไม่มีใครกล้าพูดคำใด

“ตั้งแต่วันนี้ องค์หญิงหลิงเซียงห้ามออกจากตำหนักไฉ่หง เป็นเวลาหนึ่งเดือน หากฝ่าฝืนจะถูกเพิ่มเป็นสองเดือน” จิ้งไฉ

คือคำสั่งสั้น ๆ ที่องค์รัชทายาทจิ้งไฉตรัสไว้ตอนกลางวัน น้ำเสียงของพระองค์ไม่ดัง ไม่กร้าว แต่เยือกจนเย็นถึงกระดูก หลิงเซียงนั่งคุกเข่าอยู่ข้างหน้า ดวงตาที่เคยสว่างด้วยความร่าเริงกลับมืดหม่น แสงอาทิตย์ยามเย็นแตะปลายเส้นผมของนางที่ปล่อยหลวมลง ราวกับแสงสุดท้ายพยายามปลอบใจผู้ถูกจองจำอย่างอ่อนโยน

“พระเชษฐาทำเช่นนี้… เพื่ออะไรหรือ” หลิงเซียง

นางเอ่ยเบา ๆ กับตนเอง เสียงนั้นแทบไม่ดังพอจะลอดผ่านม่านผ้าหนัก ขันทีคนหนึ่งก้มศีรษะ 

“เพื่อความปลอดภัยของเจ้าตัวเอง” จิ้งไฉ

หลิงเซียงหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะที่เจือทั้งขมและเศร้า

“ความปลอดภัย หรือกลัวก่อเรื่องกันแน่…” หลิงเซียง

ในความทรงจำของนาง ยังเห็นแววตาของรัชทายาทในวันที่พระองค์ลงโทษขุนนางคนหนึ่งที่กล้าพูดถึงเรื่อง การหลบหนีขององค์หญิงหลิงเซียงในอดีต แววตาเย็นนั้นบอกชัดว่า จิ้งไฉไม่ยอมให้สิ่งใดหลุดพ้นจากการควบคุม

คืนนี้ท้องฟ้านอกหน้าต่างปกคลุมด้วยหมอกบาง ๆ เสียงยามเดินเงียบในลาน นางมองออกไปไกลสุดสายตา ที่ซึ่งกำแพงสูงบดบังอิสรภาพไว้หมดสิ้น ในใจองค์หญิงมีทั้งความโกรธและความปวดร้าว เขารู้ว่าพระเชษฐารักและห่วงใยตน แต่การ ห่วงของเขา มันคือกรงทองคำที่ขังหัวใจให้เหี่ยวเฉา หลิงเซียงกระซิบกับตนเองเบา ๆ 

“ข้าจะไม่อยู่เฉยแน่ พระเชษฐา แม้จะกักข้าไว้ในวังนี้ ข้าก็จะหาทางออกให้ได้…” หลิงเซียง

ดวงตาของหลิงเซียงฉายประกายมุ่งมั่นขึ้นอีกครั้ง แสงเล็ก ๆ ในห้องที่เงียบสงัด เริ่มเต้นระริก เหมือนเปลวไฟแห่งอิสรภาพที่ยังไม่ดับ

ณ วังจิ่นหยางที่ประทับของอ๋องสามจิ้งหาว เสียงรายงานขององครักษ์ลับจบลงในความเงียบงัน มีเพียงเสียงพัดกระทบขลุ่ยไม้บนโต๊ะดังแผ่วเบา จิ้งหาววางถ้วยชาในมืออย่างช้า ๆ แววตาคมเฉียบหรี่ลง ขณะที่ลมหายใจแผ่วของเขากลับกลายเป็นสายหมอกเย็นเยียบ

“เจ้าว่ากระไรนะ… จิ้งไฉสั่ง ‘กักบริเวณ’ เซียงเอ๋อร์” จิ้งหาว

เสียงของเขาไม่ได้ดังแต่เต็มไปด้วยแรงอารมณ์ที่ถูกกดทับอย่างทรงพลัง องครักษ์ผู้รายงานรีบคุกเข่าลง 

“พ่ะย่ะค่ะ พระองค์หญิงทรงถูกกักให้อยู่เพียงในเตำหนักไฉ่หงเท่านั้น ห้ามออกนอกเขตตำหนักและวังหลังโดยเด็ดขาด พระองค์รัชทายาทตรัสว่าเพื่อความปลอดภัยพ่ะย่ะค่ะ” 

จิ้งหาวหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นไม่ใช่ความขบขัน แต่เต็มไปด้วยความเย็นชา

“เพื่อความปลอดภัยงั้นหรือ… ฮึ เขาอาจลืมไปว่าในวังนี้ไม่มีใครกล้าแตะต้องนาง นอกจากพวกเราเอง” จิ้งหาว

เขาลุกขึ้นเต็มความสูงเสื้อคลุมสีดำขลิบทองสะบัดไปตามแรงลม กลิ่นชาอบอวลในห้องกลับกลายเป็นกลิ่นคมของเหล็กทันทีเมื่อรัศมีพลังลมปราณของอ๋องสามแผ่กระจายโดยไม่ตั้งใจ

ในสายตาผู้คนทั้งวังหลวงและวังจิ่นหยาง จิ้งหาวคืออ๋องผู้เยือกเย็น สุขุม และไม่ข้องเกี่ยวการเมืองมากนัก แต่คนที่อยู่ใกล้ชิดรู้ดีว่า เขาเพียงเลือกไม่พูมิใช่ไม่คิด โดยเฉพาะเมื่อเรื่องนั้นเกี่ยวกับองค์หญิงหลิงเซียง พระขนิษฐาเพียงองค์เดียวที่เขารักและตามใจที่สุดตั้งแต่ยังเยาว์

ตั้งแต่นางยังเล็กเขาเป็นผู้แอบเอาขนมออกจากครัวให้นาง ตอนที่นางถูกอบรมจนร้องไห้ เขาคือคนที่ลอบพาออกไปดูดอกเหมยบานยามค่ำ แม้ไม่เคยพูดคำว่ารักแต่ในใจของอ๋องสามนั้น ไม่มีสิ่งใดมีค่ามากกว่าเสียงหัวเราะของน้องหญิงในวัยเด็กฃ

“จิ้งไฉชักล้ำเส้นเกินไปแล้ว…” จิ้งหาว

เขาพึมพำเบา ๆ เสียงนั้นแผ่วแต่คมพอจะบาดอากาศ องครักษ์ที่หมอบอยู่รีบเงยหน้า 

“ทรงรายงานฝ่าบาทหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

มู่เจิ้งหาวนิ่งไปครู่ ก่อนจะเดินไปยังหน้าต่าง มองท้องฟ้าที่กำลังถูกเงาค่ำกลืนกิน

“ยังไม่ต้อง… จิ้งไฉไม่ใช่คนโง่ เขาคงมีเหตุผลของเขา” จิ้งหาว

เขาพูดช้า ๆแต่ทันทีที่หมุนตัวกลับ ดวงตานั้นกลับคมราวกับคมดาบ

“เพียงแต่ หากเหตุผลนั้นทำให้เซียงเอ๋อร์ต้องร้องไห้… ข้าจะไม่ปล่อยเขาไว้แน่” จิ้งหาว

ลมหนาวพัดผ้าม่านสะบัดแรงในจังหวะเดียวกับที่อ๋องสามชูมือขึ้น แหวนหยกดำที่นิ้วส่องประกายเย็นเยียบสะท้อนแสงตะเกียง

“ไป เตรียมคนของเราไว้ ถ้ามีข่าวใดจากตำหนักไฉ่หงวังหลวง ข้าอยากรู้ก่อนใคร” จิ้งหาว

“พ่ะย่ะค่ะ!”

ในความมืดที่กำลังปกคลุมทั่ววังหลวงนั้น  เงาของอ๋องสามมู่เจิ้งหาวเริ่มเคลื่อนไหวอย่างเงียบงัน

ไม่ใช่เพื่ออำนาจ… แต่เพื่อปกป้องรอยยิ้มของน้องหญิงผู้เป็นดั่งแสงเดียวในชีวิตของเขา

ท่านอ๋องสามจิ้งหาว ชายผู้มีสายเลือดราชวงศ์เดียวกับฮ่องเต้จิ้งอู่ และเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้รับการขนานนามว่าอ๋องผู้มีโฉมงามปานจันทราเยือก

รูปลักษณ์ของเขาเปี่ยมด้วยสง่าราศีอันเยือกเย็น ดั่งน้ำค้างบนยอดหิมะยามรุ่งอรุณ พระพักตร์ของจิ้งหาวมีโครงคมชัดแต่ละมุน หน้าผากสูงรับกับคิ้วเรียวยาวเหมือนพู่กันจีน ปลายหางคิ้วเฉียงขึ้นเล็กน้อยให้ความรู้สึกองอาจแต่ไม่แข็งกระด้าง ดวงตาคู่นั้นลึกและนิ่ง ราวกับทะเลต้องแสงจันทร์ ไม่มีคลื่นแต่แฝงไว้ด้วยแรงดึงดูดอันตราย ผู้คนมักกล่าวว่า หากฮ่องเต้จิ้งอู่เป็นสุริยันที่แผดเผา อ๋องสามมู่จิ้งหาวก็คือจันทราที่ส่องแสงเย็นเหนือผืนน้ำ”

ริมฝีปากของเขาได้รูป สีอ่อนดั่งผลเหมยยามหิมะตก เสียงพูดของเขาไม่ดัง แต่ทุ้มต่ำจนผู้ฟังต้องเงี่ยหู ทุกถ้อยคำที่เปล่งออกมามีน้ำหนักและความเด็ดขาดในเวลาเดียวกัน เส้นผมดำสนิทยาวถึงกลางหลัง มักรวบไว้เรียบง่ายด้วยเชือกไหมสีดำ หรือบางคราวก็ปล่อยสยายเวลายืนชมจันทร์บนหอสูง แสงเงินที่ส่องกระทบเรือนผมทำให้เขาดูราวกับเทพเหมันต์ที่ก้าวออกมาจากภาพวาดหมึก

ถึงรูปโฉมจะงดงามสงบ แต่เมื่อสายลมแห่งพลังลมปราณแผ่วพัดจากตัวเขา ทุกคนต่างรู้ได้ทันทีว่า ภายใต้ความสง่างามนั้น ซ่อนพลังอำนาจอันคมกล้า และความเย็นเยียบที่อาจพรากชีวิตได้โดยไม่ต้องยกมือ แม้เป็นพี่น้องร่วมมารดากับฮ่องเต้ แต่บุคลิกต่างกันราวฟ้ากับน้ำ ฮ่องเต้จิ้งอู่คือไฟที่แผดเผา ขณะที่อ๋องสามคือหิมะที่ไม่ละลาย หนึ่งร้อนแรง หนึ่งสงบลึก

แต่ทั้งสองต่างเปี่ยมด้วย อำนาจที่ผู้คนยากจะละสายตา

ทว่าในยามที่เขายิ้มบาง ๆ รอยยิ้มที่หาได้ยากนัก  ความเย็นก็แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนที่ทำให้ผู้คนรอบข้างหลงลืมลมหายใจ จิ้งหาวไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำอ่อนหวานหรือเสื้อผ้าหรูหรา เพราะเพียงแค่ยืนเฉย ๆ ใต้แสงจันทร์ เขาก็สามารถกลายเป็นศูนย์กลางของทุกสายตา และนั่นเองที่ทำให้ผู้คนทั้งวังต่างพูดกันเบา ๆ ว่า อ๋องสามจิ้งหาว มิได้เพียงงามในรูป หากงามในอำนาจ งามจนเย็นใจผู้มอง แต่ร้อนรนใจผู้ใกล้ชิด

この本を無料で読み続ける
コードをスキャンしてアプリをダウンロード

最新チャプター

  • เกิดใหม่เป็นองค์หญิงวิปลาส   บทที่ 170 ครอบครัวสุขสันต์ตลอดไป (จบบริบูรณ์)

    ยามเช้าในเมืองไฮ่หยางเริ่มต้นด้วยเสียงคลื่นกระทบฝั่งและกลิ่นอาหารจากครัวของเหลาอาหารอันผิง แสงอาทิตย์สีทองอ่อนสาดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาในเรือนเล็กด้านหลังร้าน เผยให้เห็นภาพที่งดงามที่สุดในชีวิตของหลิงเซียงบนที่นอนผืนใหญ่เด็กน้อยสองคนกำลังนอนเคียงกัน เซียงเทียนขยับตัวก่อนเสมอ มือเล็กกำผ้าห่มแน่นราวกับจะลุกไปสำรวจโลก ส่วนเทียนหลิงยังหลับตาพริ้ม แต่เมื่อพี่ชายส่งเสียงอืออา นางก็มักจะยิ้มก่อนลืมตาช้า ๆ หลิงเซียงลุกขึ้นช้า ๆ เดินเข้าไปนั่งข้างลูกทั้งสอง ดวงตาอ่อนโยนเต็มไปด้วยแสงแห่งความรัก“อรุณสวัสดิ์ ลูกแม่” หลิงเซียงเสียงของนางนุ่มนวลราวกับสายลม มู่เทียนหลางที่เพิ่งกลับจากตลาดเช้า วางตะกร้าผักสดลงเบา ๆ แล้วเดินเข้ามามองภาพนั้นอย่างเงียบงัน รอยยิ้มบาง ๆ แต้มอยู่บนใบหน้าคมเข้มชีวิตของเขาเคยผ่านสนามรบ เคยเผชิญอันตราย แต่ไม่เคยมีช่วงเวลาใดที่ทำให้หัวใจเต้นแรงอย่างสงบสุขเท่านี้ เหลาอาหารอันผิงยังคงเปิดทุกวัน กลิ่นข้าวผัด ซุปทะเล และหมูย่างลอยหอมไปทั่วตลาด แต่บรรยากาศภายในเปลี่ยนไปเล็กน้อยเสียงหัวเราะของเด็กทารกดังแทรกกับเสียงลูกค้า เสียงอืออาของเซียงเทียนกลายเป็นเสียงประจำร้าน รอยยิ้มของเ

  • เกิดใหม่เป็นองค์หญิงวิปลาส   บทที่ 169 คุณชายน้อยและคุณหนูเล็ก

    ฤดูฝนมาเยือนเมืองไฮ่หยางพร้อมสายลมชื้นจากทะเล เมฆสีเทาอ่อนลอยต่ำเหนือหลังคากระเบื้องของเหลาอาหารอันผิง คลื่นซัดฝั่งเป็นจังหวะหนักแน่นกว่าทุกวัน ราวกับธรรมชาติกำลังรอคอยบางสิ่ง ในเรือนหลังเล็กด้านหลังร้าน หลิงเซียงนั่งพิงหมอน ผ้าบางคลุมท้องที่อุ้มน้ำหนักชีวิตถึงเก้าเดือนเต็ม ใบหน้าของนางอ่อนล้าแต่เปล่งประกาย ดวงตาอ่อนโยนจับจ้องหน้าต่างที่เปิดรับลมฝน มู่เทียนหลางนั่งอยู่ข้างกายมือใหญ่ของเขากุมมือนางแน่นโดยไม่รู้ตัว“วันนี้ลมแรงนัก” เทียนหลางหลิงเซียงยิ้มบาง “เด็กน้อยคงอยากออกมาดูโลกแล้ว” หลิงเซียงราวกับคำพูดนั้นเป็นลาง ทันใดนั้นเองความปวดหน่วงลึกในท้องก็แล่นวาบขึ้น หลิงเซียงขมวดคิ้วมือกำผ้าห่มแน่น“ท่านพี่…” หลิงเซียงเสียงเรียกแผ่วแต่สั่น“เริ่มแล้วหรือ” เทียนหลางคำตอบไม่จำเป็นความปวดระลอกที่สองมาเร็วและแรงกว่าเดิม หมอตำแยที่เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าถูกเรียกเข้ามาอย่างเร่งด่วน เหมยซานและสตรีในตลาดอีกสองคนรีบมาช่วยจัดเตรียมน้ำร้อน ผ้าสะอาด และสมุนไพรหอมเพื่อให้ห้องอบอวลด้วยกลิ่นผ่อนคลายฝนเริ่มตกลงมาเบา ๆ เคาะหลังคาเป็นจังหวะสม่ำเสม ในห้องคลอดแสงตะเกียงส่องสว่างสลัว หมอตำแยจับชีพจร ฟังเส

  • เกิดใหม่เป็นองค์หญิงวิปลาส   บทที่ 168 โซ่ทองคล้องใจ

    สามเดือนหลังจากคืนงานเลี้ยงหมูกะทะที่เหลาอาหารอันผิง เมืองไฮ่หยางก็เข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ผลิอย่างเต็มตัว ลมทะเลพัดอ่อนลง กลิ่นเค็มเจือจางด้วยกลิ่นดอกไม้ป่าที่บานตามเนินเขา เช้าตรู่วันหนึ่ง หลิงเซียงตื่นขึ้นพร้อมความรู้สึกแปลกประหลาดในร่างกาย มิใช่ความเจ็บปวด หากเป็นความเวียนศีรษะเบา ๆ คลื่นไส้จาง ๆ จนต้องนั่งนิ่งอยู่ขอบเตียง มู่เทียนหลางที่กำลังแต่งตัวเตรียมออกไปตลาด เหลือบเห็นสีหน้าของนางก็รีบเข้ามาประคอง“ไม่สบายหรือ” เทียนหลางหลิงเซียงส่ายหน้าเบา ๆ แต่ยกมือกุมท้องโดยไม่รู้ตัว“แค่… เหม็นกลิ่นน้ำมันหน่อย ๆ เท่านั้น” หลิงเซียงกลิ่นน้ำมันทั้งที่เมื่อวานยังยืนผัดอาหารหน้าเตาได้ทั้งวัน มู่เทียนหลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ความคิดบางอย่างแล่นผ่านแววตาคมเข้มของเขาสองวันต่อมาอาการคลื่นไส้ยังไม่หาย อีกทั้งหลิงเซียงเริ่มง่วงง่าย เหนื่อยเร็วทั้งที่งานในร้านไม่ได้หนักกว่าปกติ เหมยซานที่แวะมาช่วยเตรียมวัตถุดิบ มองนางอย่างจับผิดก่อนหัวเราะเบา ๆ“หรือว่า… จะมีข่าวดี” หลิงเซียงหลิงเซียงชะงักหัวใจเต้นแรงอย่างไม่คาดคิด มู่เทียนหลางไม่รอช้ารีบเชิญหมอเฒ่าประจำย่านตลาดมาตรวจ หมอเฒ่านั่งลงจับชีพจรอย่างตั้งใจ นิ

  • เกิดใหม่เป็นองค์หญิงวิปลาส   บทที่ 167 งานเลี้ยงหมูกะทะ และท่านอ๋องแปดจิ้งซี

    ลมทะเลยามค่ำพัดเอื่อยผ่านตรอกหินของเมืองไฮ่หยาง กลิ่นเกลืออ่อน ๆ ปะปนกับกลิ่นถ่านไม้ที่เริ่มติดไฟทีละเตา เสียงหัวเราะดังลอดออกมาจากลานกว้างหลัง เหลาอาหารอันผิง โคมกระดาษสีส้มอุ่นแขวนเรียงเป็นแถว แสงไฟไหวระริกสะท้อนผิวโต๊ะไม้ยาวที่ตั้งเรียงรอแขกเหรื่อคืนนี้ไม่ใช่งานเทศกาลใหญ่โต หากเป็นงานเลี้ยงหมูกะทะที่ทุกคนรอคอย และเป็นเมนูใหม่ของเหลาอาหารอันผิงอีกด้วย ตั้งแต่บ่ายหลิงเซียงกับคนของร้านช่วยกันจัดเตรียมอย่างขะมักเขม้น หมูสามชั้นถูกหั่นบางจนเห็นชั้นเนื้อสลับมันอย่างสวยงาม เนื้อสันคอหมักพริกไทยดำกับกระเทียมจนหอมฟุ้ง หมูหมักซอสหวานเค็มสูตรลับถูกคลุกเคล้าด้วยงาขาวคั่วใหม่ ๆ จัดเรียงใส่ถาดไม้ไผ่เป็นระเบียบผักสดกองโตถูกล้างจนหยดน้ำใสเกาะใบผักกาดขาว คะน้า เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม ฟักทอง วุ้นเส้น เต้าหู้ไข่ และข้าวโพดอ่อน ทุกอย่างถูกจัดวางรอบโต๊ะน้ำจิ้มที่ตั้งชามเรียงรายชามน้ำจิ้มสีแดงสดส่งกลิ่นเผ็ดหอมจากพริกขี้หนูตำละเอียด กระเทียมสับ และน้ำมะนาวคั้นสด บางชามเพิ่มเต้าเจี้ยวให้เข้มข้น บางชามเติมงาคั่วหอมกรุ่นเพื่อเพิ่มมิติของรสชาติเมื่อฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ผู้คนในละแวกตลาดก็ทยอยกันมา เสียงทักทายดัง

  • เกิดใหม่เป็นองค์หญิงวิปลาส   บทที่ 166 ท่านอ๋องเจ็ดเสด็จเงียบ ๆ

    ยามอรุณเพิ่งคลี่ม่านหมอกสีเงินเหนือหลังคาวังหลวง แสงแดดอ่อนแรกสาดกระทบกระเบื้องเคลือบสีหยกเป็นประกาย ทว่าภายในตำหนักด้านทิศตะวันตกกลับมีเงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างเงียบงันท่านอ๋องเจ็ดจิ้งซวนผู้คนในราชสำนักเรียกขานว่า ท่านอ๋องเจ็ดกำลังยืนมองแผนที่บนโต๊ะไม้จันทน์ เส้นทางจากเมืองหลวงไปยังเมืองไฮ่หยางถูกขีดเส้นบาง ๆ ด้วยหมึกสีดำ ไม่มีตราประจำพระองค์ ไม่มีขบวนรถม้าหรูหรา มีเพียงเครื่องหมายเล็ก ๆ ที่เขาวาดเอง การเดินทางครั้งนี้เขาจะไปแบบเงียบ ๆ มิใช่ในฐานะอ๋องผู้สูงศักดิ์ หากแต่เป็นเพียงพ่อค้าเครื่องหอมผู้หนึ่งนับตั้งแต่หลิงเซียง น้องสาวคนเล็กของเขา ตัดสินใจออกจากเมืองหลวงไปใช้ชีวิตที่ไฮ่หยาง เปิดเหลาอาหารเล็ก ๆ ร่วมกับสามีอย่างมู่เทียนหลาง ข่าวคราวของนางก็ลอยมาตามลมบ้างเป็นครั้งคราว บ้างก็จากจดหมายที่เขาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลิงเซียงเขียนว่า “พี่เจ็ด ข้าสบายดี ที่นี่มีลมทะเล กลิ่นเกลือ และผู้คนเรียบง่าย ข้าทำอาหารเอง ยกถาดเอง หัวเราะเอง… ข้ารู้สึกเหมือนเป็นคนธรรมดาอย่างแท้จริง”จิ้งซวนยามอ่านจดหมายนั้น รอยยิ้มบางเบาเคยผุดขึ้นบนริมฝีปาก แต่ในใจกลับปวดแปลบ น้องสาวที่เคยสวมอาภรณ์แพรไหม นั่งอ่

  • เกิดใหม่เป็นองค์หญิงวิปลาส   บทที่ 165 ท่านอ๋องหกมาเมืองไฮ่หยาง

    ข่าวการเดินทางลับของท่านอ๋องห้าไปเมืองไฮ่หยางมิได้แพร่สะพัดในราชสำนักอย่างเป็นทางการ ทว่ากำแพงวังสูงเพียงใดก็ไม่อาจกั้นบทสนทนาระหว่างพี่น้องได้ ค่ำวันหนึ่งในตำหนักด้านตะวันออก ท่านอ๋องหกจิ้งตงกำลังนั่งอ่านรายงานการคลัง เมื่อท่านอ๋องห้าเดินเข้ามาโดยมิได้นัดหมาย สีหน้าเรียบเฉยตามเคยแต่แววตากลับมีประกายแปลกไป “พี่ห้า ดูท่านอารมณ์ดีนัก” จิ้งตง จิ้งตงเงยหน้าขึ้น พลางวางพู่กัน “อารมณ์ดีหรือ” จิ้งตง อ๋องห้ายกถ้วยชา “บางทีอาจเพราะได้กินอาหารดี ๆ” จิ้งเซียน “อาหารดี ๆ” จิ้งตง จิ้งตงเลิกคิ้ว “ในวังยังมีสิ่งใดที่ท่านเห็นว่าดีไม่พอหรือ” จิ้งเซียน อ๋องห้าหัวเราะเบา ๆ แล้วเล่าเรื่องการเดินทางไปเมืองไฮ่หยางอย่างไม่ปิดบัง ตั้งแต่การปลอมตัวเป็นสามัญชน การนั่งโต๊ะมุมหน้าต่าง จนถึงรสปลานึ่งซีอิ๊วที่นุ่มละลายและซุปเห็ดหอมที่ลึกซึ้งเกินคาด “เจ้าควรได้ลอง” จิ้งเซียน เขาสรุปสั้น ๆ “อาหารของหลิงเซียง…มิใช่เพียงอร่อย แต่มีหัวใจ” จิ้งเซียน คำว่ามีหัวใจทำให้จิ้งตงนิ่งไป ในสายตาผู้คนเขาเป็นอ๋องผู้สุขุม รอบคอบ และมีความสามารถด้านการบริหาร แต่ลึกลงไป เขามักรู้สึกว่าชีวิตในวังเต็มไปด้ว

続きを読む
無料で面白い小説を探して読んでみましょう
GoodNovel アプリで人気小説に無料で!お好きな本をダウンロードして、いつでもどこでも読みましょう!
アプリで無料で本を読む
コードをスキャンしてアプリで読む
DMCA.com Protection Status