เข้าสู่ระบบเกาเฉียวฟงถือกำเนิดในตระกูลขุนนางนักรบแห่งแคว้นเว่ย บ้านเกิดอยู่ทางทิศเหนือซึ่งเป็นดินแดนหนาวเย็นและเต็มไปด้วยการศึกจากชนเผ่าชายแดน บิดาของท่านเคยเป็นแม่ทัพรักษาด่านซีเหมิน มารดาเป็นบุตรีตระกูลนักปราชญ์ ท่านจึงเติบโตขึ้นท่ามกลางทั้งศาสตร์แห่งอักษรและคมดาบ
ตั้งแต่วัยสิบห้าปีท่านได้รับสมญาพยัคฆ์หนุ่มแห่งด่านซีเหมิน เพราะสามารถนำกองทหารอาสาเพียงสามร้อยคน เข้าตีซุ่มข้าศึกที่มีจำนวนมากกว่าเป็นเท่าตัวได้สำเร็จ เมื่ออายุยี่สิบห้าเกาเฉียวฟงได้รับพระบัญชาให้เข้ารับราชการในราชสำนักภายใต้รัชกาลของฮ่องเต้หลงเจี้ยน ในฐานะแม่ทัพรักษาชายแดนด้านเหนือ ด้วยความสามารถในการวางกลศึกและการปกครองที่เที่ยงธรรม เขาได้รับการเลื่อนขั้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพแคว้นเว่ย
ภายหลังจากที่สงครามชายแดนสงบ ฮ่องเต้ทรงเห็นว่าท่านไม่เพียงมีฝีมือการศึก แต่ยังมีวิสัยทัศน์ทางการเมือง จึงโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เสนาบดีใหญ่แห่งกระทรวงทหารมีอำนาจควบคุมกองทัพทั่วทั้งแผ่นดิน
เกาเฉียวฟงได้แต่งงานกับจ้าวเฟยเถา มีบุตรชายด้วยกันสี่คนมีบุตรสาวหนึ่งคน คนโตชื่อเกาฟานหวง คนรองชื่อเกาฟานถง คนที่สามเกาฟานอี้ คนที่สี่เกาฟานอัน คนสุดหลินเจินเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของเกาเฉียวฟง เป็นหญิงที่ได้รับการอบรมด้วยทั้งสติปัญญาและคุณธรรม เมื่อถึงวัยสิบหกปี ได้ถูกคัดเลือกเข้าสู่ราชสำนัก และภายหลังได้เป็นพระชายาขององค์รัชทายาทหลงเฉิน ซึ่งต่อมาคือฮ่องเต้หลงเฉินหรืออดีตฮ่องเต้หลงเฉิน
แม้บุตรสาวจะได้เป็นฮองเฮา แต่เกาเฉียวฟงมิได้อาศัยอำนาจนั้นเพื่อหาผลประโยชน์ ตรงกันข้ามท่านกลับระวังตนยิ่งนัก ไม่ให้ราชสำนักครหาว่าตระกูลเกาแผ่อำนาจ ทว่าความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมาของท่านกลับทำให้ขุนนางบางพวกอิจฉา เกิดเป็นการแบ่งฝ่ายในราชสำนักระหว่าง กลุ่มตระกูลเกากับกลุ่มตระกูลหวังฝั่งภรรยาของเฉียวฟงที่มีอำนาจทางการคลัง
อำนาจของตระกูลเกาในแคว้นเว่ย ตระกูลเกาเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ที่สืบสายมาหลายชั่วอายุคนของแคว้นเว่ย นับตั้งแต่ยุคต้นราชวงศ์ ตระกูลนี้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์จากการทำศึกเพื่อแผ่นดิน จากขุนพลผู้ภักดีในสนามรบ กลายมาเป็นตระกูลขุนนางผู้ทรงอำนาจที่สุดแห่งยุค ถึงตระกูลฉินของไทเฮาพระองค์ปัจจุบันจะมีอำนาจทางทหารครึ่งหนึ่ง แต่สำหรับตระกูลเกานั้นนอกจากจะมีทหารครึ่งหนึ่งของกองทัพเว่ยอยู่ได้อานัตแล้ว แต่ตระกูลเว่ยมีกองกำลังของชาวแคว้นเว่ยที่พร้อมปกป้องเสมอ ด้วยเพราะคุณธรรมไม่เคยเอาเปรียบชาวบ้านชาวแคว้นจึงรักตระกูลเกามากจนหลายตระกูลกังวล และตำแหน่งใหญ่ ๆ ทางการทหารคนตระกูลเกานั้นมีมากว่าตระกูลฉิน จึงทำให้หลายตระกูลอยากดึงเข้าร่วมกลุ่มอำนาจด้วย
ความรุ่งเรืองแห่งตระกูลเกาและบุตรชายทั้งสี่แห่งบ้านเกาเฉียวฟงในแคว้นเว่ย หากกล่าวถึงตระกูลเกาไม่มีใครไม่เอ่ยถึงชื่อของท่านแม่ทัพใหญ่เกาเฉียวฟง ชายผู้ที่มีทั้งความกล้า ทั้งสุขุม และซื่อสัตย์ต่อราชบัลลังก์อย่างยิ่ง เขามิได้ยิ่งใหญ่เพียงเพราะกองทัพที่อยู่ใต้บังคับบัญชาเท่านั้น แต่เพราะลูกชายทั้งสี่ของเขา ล้วนเป็นอัจฉริยะที่สืบสายเลือดแห่งเกาอย่างสมบูรณ์
เกาฟานหวง บุตรชายคนโตขุนศึกผู้เยือกเย็นแห่งทิศเหนือ เกาฟานหวงคือแบบอย่างของนักรบผู้สมบูรณ์แบบ สุขุม เยือกเย็น และเด็ดขาด ตั้งแต่วัยยี่สิบต้น ๆ ก็รับตำแหน่งแม่ทัพรักษาชายแดนเหนือ ภายใต้การบัญชาของเขา กองทัพแคว้นเว่ยมิถูกศัตรูต่างแคว้นรุกรานได้แม้แต่ก้าวเดียว ว่ากันว่าเพียงเขาออกศึก ดาบยังไม่จำเป็นต้องเปื้อนเลือด เพราะชื่อเกาฟานหวง เองก็เพียงพอจะทำให้ศัตรูยอมถอย
“ข้าไม่ต้องชนะด้วยคมดาบ หากแต่ด้วยความกลัวในใจศัตรู” คำกล่าวของเกาฟานหวงที่กลายเป็นตำนานของเหล่าทหารชายแดน
เกาฟานถง บุตรชายคนรองเสนาธิการทหารผู้เฉียบแหลม ต่างจากพี่ชายที่เก่งกล้าในสนามรบ เกาฟานถงกลับโดดเด่นในทางปัญญา เขาเป็นนักวางแผนและนักปกครองที่มากด้วยไหวพริบ เป็นผู้ร่างยุทธศาสตร์ให้ราชสำนักเว่ยหลายครั้งจนได้รับตำแหน่งเสนาธิการทหารฝ่ายยุทธศาสตร์ เขามีสติปัญญาลึกซึ้ง มองการณ์ไกล สามารถอ่านใจผู้คนและสถานการณ์ได้ราวกับเปิดหนังสือผู้คนกล่าวว่า เกาฟานหวงชนะด้วยดาบ แต่เกาฟานถงชนะด้วยปากกาและทั้งสองรวมกัน คือพลังของแผ่นดินเว่ยที่ไร้ผู้ต้าน
เกาฟานอี้ บุตรชายคนที่สามขุนพลผู้ร่าเริงแห่งกองม้า เกาฟานอี้เป็นชายหนุ่มเลือดร้อนและรักอิสระ เขาไม่ชอบพิธีรีตองในราชสำนัก แต่กลับเก่งกาจในการรบเคลื่อนที่เร็ว เป็นแม่ทัพม้าผู้มีฝีมือโดดเด่นจนได้รับฉายา อัสนีแห่งเว่ย เพราะทุกครั้งที่กองม้าของเขาปรากฏบนสนามรบ เสียงกลองศึกจะดังราวฟ้าผ่า แม้มีนิสัยหัวรั้นและขบถเล็กน้อย แต่เขาก็เป็นที่รักของเหล่าทหาร เพราะต่อหน้าศัตรูเขามักอยู่แนวหน้าเสมอ
“แม่ทัพไม่ควรสั่งให้ผู้อื่นตายแทนตน แต่ควรให้ศัตรูเห็นว่าตนยอมตายเพื่อแผ่นดินก่อนใคร” คำกล่าวของเกาฟานอี้ ก่อนนำทัพฝ่าศึกตะวันตก
เกาฟานอัน บุตรชายคนเล็กผู้สืบสายเลือดแห่งปัญญาและยุทธศิลป์ เกาฟานอันเป็นบุตรชายคนเล็กสุด ผู้เงียบขรึมแต่เฉลียวฉลาดเกินวัยตั้งแต่เด็ก ตอนยังวัยเยาว์เขากลับได้รับการยกย่องว่า ฉลาดเทียบเสนาบดี แต่ใจกล้าเทียบแม่ทัพ เขาชำนาญทั้งการวางกลศึกและศิลปะการเจรจา ถูกส่งไปเป็นทูตในต่างแคว้นตั้งแต่อายุยังไม่ถึงยี่สิบ และสามารถทำให้แคว้นศัตรูลงนามสันติภาพได้โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อในราชสำนัก หลายคนกล่าวว่าเขาคือเงาของท่านพ่อ
ทั้งลุงทั้งสี่นั้นรักหลานสาวอย่างองค์หญิงหลิงเซียงมาก เพราะองค์หญิงหลิงเซียงนั้นน่าสงสารตั้งเสียมารดาไปในวัยอันควร ท่านลุงทั้งสี่นั้นไม่มีลูกสาวเลยจึงรักองค์หญิงมาก จะว่าองค์หญิงหลิงเซียงเป็นคนที่ไว้ดูต่างหน้าของอดีตฮองเฮาก็ว่าได้ และที่สำคัญก่อนอดีตฮองเฮาจะสิ้นพระชนม์ได้ฝากฝังองค์หญิงไว้จนลมหายใจสุดท้าย
ยามเช้าในเมืองไฮ่หยางเริ่มต้นด้วยเสียงคลื่นกระทบฝั่งและกลิ่นอาหารจากครัวของเหลาอาหารอันผิง แสงอาทิตย์สีทองอ่อนสาดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาในเรือนเล็กด้านหลังร้าน เผยให้เห็นภาพที่งดงามที่สุดในชีวิตของหลิงเซียงบนที่นอนผืนใหญ่เด็กน้อยสองคนกำลังนอนเคียงกัน เซียงเทียนขยับตัวก่อนเสมอ มือเล็กกำผ้าห่มแน่นราวกับจะลุกไปสำรวจโลก ส่วนเทียนหลิงยังหลับตาพริ้ม แต่เมื่อพี่ชายส่งเสียงอืออา นางก็มักจะยิ้มก่อนลืมตาช้า ๆ หลิงเซียงลุกขึ้นช้า ๆ เดินเข้าไปนั่งข้างลูกทั้งสอง ดวงตาอ่อนโยนเต็มไปด้วยแสงแห่งความรัก“อรุณสวัสดิ์ ลูกแม่” หลิงเซียงเสียงของนางนุ่มนวลราวกับสายลม มู่เทียนหลางที่เพิ่งกลับจากตลาดเช้า วางตะกร้าผักสดลงเบา ๆ แล้วเดินเข้ามามองภาพนั้นอย่างเงียบงัน รอยยิ้มบาง ๆ แต้มอยู่บนใบหน้าคมเข้มชีวิตของเขาเคยผ่านสนามรบ เคยเผชิญอันตราย แต่ไม่เคยมีช่วงเวลาใดที่ทำให้หัวใจเต้นแรงอย่างสงบสุขเท่านี้ เหลาอาหารอันผิงยังคงเปิดทุกวัน กลิ่นข้าวผัด ซุปทะเล และหมูย่างลอยหอมไปทั่วตลาด แต่บรรยากาศภายในเปลี่ยนไปเล็กน้อยเสียงหัวเราะของเด็กทารกดังแทรกกับเสียงลูกค้า เสียงอืออาของเซียงเทียนกลายเป็นเสียงประจำร้าน รอยยิ้มของเ
ฤดูฝนมาเยือนเมืองไฮ่หยางพร้อมสายลมชื้นจากทะเล เมฆสีเทาอ่อนลอยต่ำเหนือหลังคากระเบื้องของเหลาอาหารอันผิง คลื่นซัดฝั่งเป็นจังหวะหนักแน่นกว่าทุกวัน ราวกับธรรมชาติกำลังรอคอยบางสิ่ง ในเรือนหลังเล็กด้านหลังร้าน หลิงเซียงนั่งพิงหมอน ผ้าบางคลุมท้องที่อุ้มน้ำหนักชีวิตถึงเก้าเดือนเต็ม ใบหน้าของนางอ่อนล้าแต่เปล่งประกาย ดวงตาอ่อนโยนจับจ้องหน้าต่างที่เปิดรับลมฝน มู่เทียนหลางนั่งอยู่ข้างกายมือใหญ่ของเขากุมมือนางแน่นโดยไม่รู้ตัว“วันนี้ลมแรงนัก” เทียนหลางหลิงเซียงยิ้มบาง “เด็กน้อยคงอยากออกมาดูโลกแล้ว” หลิงเซียงราวกับคำพูดนั้นเป็นลาง ทันใดนั้นเองความปวดหน่วงลึกในท้องก็แล่นวาบขึ้น หลิงเซียงขมวดคิ้วมือกำผ้าห่มแน่น“ท่านพี่…” หลิงเซียงเสียงเรียกแผ่วแต่สั่น“เริ่มแล้วหรือ” เทียนหลางคำตอบไม่จำเป็นความปวดระลอกที่สองมาเร็วและแรงกว่าเดิม หมอตำแยที่เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าถูกเรียกเข้ามาอย่างเร่งด่วน เหมยซานและสตรีในตลาดอีกสองคนรีบมาช่วยจัดเตรียมน้ำร้อน ผ้าสะอาด และสมุนไพรหอมเพื่อให้ห้องอบอวลด้วยกลิ่นผ่อนคลายฝนเริ่มตกลงมาเบา ๆ เคาะหลังคาเป็นจังหวะสม่ำเสม ในห้องคลอดแสงตะเกียงส่องสว่างสลัว หมอตำแยจับชีพจร ฟังเส
สามเดือนหลังจากคืนงานเลี้ยงหมูกะทะที่เหลาอาหารอันผิง เมืองไฮ่หยางก็เข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ผลิอย่างเต็มตัว ลมทะเลพัดอ่อนลง กลิ่นเค็มเจือจางด้วยกลิ่นดอกไม้ป่าที่บานตามเนินเขา เช้าตรู่วันหนึ่ง หลิงเซียงตื่นขึ้นพร้อมความรู้สึกแปลกประหลาดในร่างกาย มิใช่ความเจ็บปวด หากเป็นความเวียนศีรษะเบา ๆ คลื่นไส้จาง ๆ จนต้องนั่งนิ่งอยู่ขอบเตียง มู่เทียนหลางที่กำลังแต่งตัวเตรียมออกไปตลาด เหลือบเห็นสีหน้าของนางก็รีบเข้ามาประคอง“ไม่สบายหรือ” เทียนหลางหลิงเซียงส่ายหน้าเบา ๆ แต่ยกมือกุมท้องโดยไม่รู้ตัว“แค่… เหม็นกลิ่นน้ำมันหน่อย ๆ เท่านั้น” หลิงเซียงกลิ่นน้ำมันทั้งที่เมื่อวานยังยืนผัดอาหารหน้าเตาได้ทั้งวัน มู่เทียนหลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ความคิดบางอย่างแล่นผ่านแววตาคมเข้มของเขาสองวันต่อมาอาการคลื่นไส้ยังไม่หาย อีกทั้งหลิงเซียงเริ่มง่วงง่าย เหนื่อยเร็วทั้งที่งานในร้านไม่ได้หนักกว่าปกติ เหมยซานที่แวะมาช่วยเตรียมวัตถุดิบ มองนางอย่างจับผิดก่อนหัวเราะเบา ๆ“หรือว่า… จะมีข่าวดี” หลิงเซียงหลิงเซียงชะงักหัวใจเต้นแรงอย่างไม่คาดคิด มู่เทียนหลางไม่รอช้ารีบเชิญหมอเฒ่าประจำย่านตลาดมาตรวจ หมอเฒ่านั่งลงจับชีพจรอย่างตั้งใจ นิ
ลมทะเลยามค่ำพัดเอื่อยผ่านตรอกหินของเมืองไฮ่หยาง กลิ่นเกลืออ่อน ๆ ปะปนกับกลิ่นถ่านไม้ที่เริ่มติดไฟทีละเตา เสียงหัวเราะดังลอดออกมาจากลานกว้างหลัง เหลาอาหารอันผิง โคมกระดาษสีส้มอุ่นแขวนเรียงเป็นแถว แสงไฟไหวระริกสะท้อนผิวโต๊ะไม้ยาวที่ตั้งเรียงรอแขกเหรื่อคืนนี้ไม่ใช่งานเทศกาลใหญ่โต หากเป็นงานเลี้ยงหมูกะทะที่ทุกคนรอคอย และเป็นเมนูใหม่ของเหลาอาหารอันผิงอีกด้วย ตั้งแต่บ่ายหลิงเซียงกับคนของร้านช่วยกันจัดเตรียมอย่างขะมักเขม้น หมูสามชั้นถูกหั่นบางจนเห็นชั้นเนื้อสลับมันอย่างสวยงาม เนื้อสันคอหมักพริกไทยดำกับกระเทียมจนหอมฟุ้ง หมูหมักซอสหวานเค็มสูตรลับถูกคลุกเคล้าด้วยงาขาวคั่วใหม่ ๆ จัดเรียงใส่ถาดไม้ไผ่เป็นระเบียบผักสดกองโตถูกล้างจนหยดน้ำใสเกาะใบผักกาดขาว คะน้า เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม ฟักทอง วุ้นเส้น เต้าหู้ไข่ และข้าวโพดอ่อน ทุกอย่างถูกจัดวางรอบโต๊ะน้ำจิ้มที่ตั้งชามเรียงรายชามน้ำจิ้มสีแดงสดส่งกลิ่นเผ็ดหอมจากพริกขี้หนูตำละเอียด กระเทียมสับ และน้ำมะนาวคั้นสด บางชามเพิ่มเต้าเจี้ยวให้เข้มข้น บางชามเติมงาคั่วหอมกรุ่นเพื่อเพิ่มมิติของรสชาติเมื่อฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ผู้คนในละแวกตลาดก็ทยอยกันมา เสียงทักทายดัง
ยามอรุณเพิ่งคลี่ม่านหมอกสีเงินเหนือหลังคาวังหลวง แสงแดดอ่อนแรกสาดกระทบกระเบื้องเคลือบสีหยกเป็นประกาย ทว่าภายในตำหนักด้านทิศตะวันตกกลับมีเงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างเงียบงันท่านอ๋องเจ็ดจิ้งซวนผู้คนในราชสำนักเรียกขานว่า ท่านอ๋องเจ็ดกำลังยืนมองแผนที่บนโต๊ะไม้จันทน์ เส้นทางจากเมืองหลวงไปยังเมืองไฮ่หยางถูกขีดเส้นบาง ๆ ด้วยหมึกสีดำ ไม่มีตราประจำพระองค์ ไม่มีขบวนรถม้าหรูหรา มีเพียงเครื่องหมายเล็ก ๆ ที่เขาวาดเอง การเดินทางครั้งนี้เขาจะไปแบบเงียบ ๆ มิใช่ในฐานะอ๋องผู้สูงศักดิ์ หากแต่เป็นเพียงพ่อค้าเครื่องหอมผู้หนึ่งนับตั้งแต่หลิงเซียง น้องสาวคนเล็กของเขา ตัดสินใจออกจากเมืองหลวงไปใช้ชีวิตที่ไฮ่หยาง เปิดเหลาอาหารเล็ก ๆ ร่วมกับสามีอย่างมู่เทียนหลาง ข่าวคราวของนางก็ลอยมาตามลมบ้างเป็นครั้งคราว บ้างก็จากจดหมายที่เขาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลิงเซียงเขียนว่า “พี่เจ็ด ข้าสบายดี ที่นี่มีลมทะเล กลิ่นเกลือ และผู้คนเรียบง่าย ข้าทำอาหารเอง ยกถาดเอง หัวเราะเอง… ข้ารู้สึกเหมือนเป็นคนธรรมดาอย่างแท้จริง”จิ้งซวนยามอ่านจดหมายนั้น รอยยิ้มบางเบาเคยผุดขึ้นบนริมฝีปาก แต่ในใจกลับปวดแปลบ น้องสาวที่เคยสวมอาภรณ์แพรไหม นั่งอ่
ข่าวการเดินทางลับของท่านอ๋องห้าไปเมืองไฮ่หยางมิได้แพร่สะพัดในราชสำนักอย่างเป็นทางการ ทว่ากำแพงวังสูงเพียงใดก็ไม่อาจกั้นบทสนทนาระหว่างพี่น้องได้ ค่ำวันหนึ่งในตำหนักด้านตะวันออก ท่านอ๋องหกจิ้งตงกำลังนั่งอ่านรายงานการคลัง เมื่อท่านอ๋องห้าเดินเข้ามาโดยมิได้นัดหมาย สีหน้าเรียบเฉยตามเคยแต่แววตากลับมีประกายแปลกไป “พี่ห้า ดูท่านอารมณ์ดีนัก” จิ้งตง จิ้งตงเงยหน้าขึ้น พลางวางพู่กัน “อารมณ์ดีหรือ” จิ้งตง อ๋องห้ายกถ้วยชา “บางทีอาจเพราะได้กินอาหารดี ๆ” จิ้งเซียน “อาหารดี ๆ” จิ้งตง จิ้งตงเลิกคิ้ว “ในวังยังมีสิ่งใดที่ท่านเห็นว่าดีไม่พอหรือ” จิ้งเซียน อ๋องห้าหัวเราะเบา ๆ แล้วเล่าเรื่องการเดินทางไปเมืองไฮ่หยางอย่างไม่ปิดบัง ตั้งแต่การปลอมตัวเป็นสามัญชน การนั่งโต๊ะมุมหน้าต่าง จนถึงรสปลานึ่งซีอิ๊วที่นุ่มละลายและซุปเห็ดหอมที่ลึกซึ้งเกินคาด “เจ้าควรได้ลอง” จิ้งเซียน เขาสรุปสั้น ๆ “อาหารของหลิงเซียง…มิใช่เพียงอร่อย แต่มีหัวใจ” จิ้งเซียน คำว่ามีหัวใจทำให้จิ้งตงนิ่งไป ในสายตาผู้คนเขาเป็นอ๋องผู้สุขุม รอบคอบ และมีความสามารถด้านการบริหาร แต่ลึกลงไป เขามักรู้สึกว่าชีวิตในวังเต็มไปด้ว







