LOGIN“กระหม่อมกุ้ยจงเหยา ถวายพระพรฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี” กุ้ยจงเหย
หลินเวยจ้องเขา “แล้วเรื่องตราประทับล่ะ”กุ้ยจงเหยาหยุดไปเล็กน้อย เป็นครั้งแรกที่นางเห็นความเปลี่ยนแปลงในแววตาของเขาแต่เพียงชั่วพริบตา“ตราประทับอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”“ตรารับรองเสบียงแบบเก่าของกองทัพตะวันตก” หลินเวยไม่คิดปิดบัง “พบใกล้ศพฉินเหวินเซิง”ชิงหลัวจับตามองกุ้ยจงเหยา หากเขาเป็นคนอยู่เบื้องหลัง อย่างน้อยควรมีปฏิกิริยาบางอย่าง แต่ชายผู้นั้นเพียงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนถาม“เป็นตรารุ่นใดพ่ะย่ะค่ะ”“เมื่อประมาณเจ็ดปีก่อน”“มีหมายเลขหรือไม่”คราวนี้หลินเวยเป็นฝ่ายสนใจ “เหตุใดถามเรื่องหมายเลข”“เพราะตราทุกชิ้นมีหมายเลขกำกับ หากทราบหมายเลขก็สามารถตรวจได้ว่าเคยอยู่กับหน่วยใด” เขาตอบอย่างเป็นธรรมชาติหลินเวยจึงบอกหมายเลข กุ้ยจงเหยาหลับตาคิดอยู่ครู่หนึ่ง “หากกระหม่อมจำไม่ผิด ตรานั้นเคยอยู่ในหน่วยเสบียงที่สาม”“อยู่ใต้การควบคุมของท่าน”“พ่ะย่ะค่ะ” ไม่มีการปฏิเสธ ไม่มีก
“ข้าเพิ่งกลับเมืองหลวง ยังต้องจัดการเรื่องในจวน อีกทั้งฝ่าบาทมีพระบัญชาให้ตรวจสอบ ข้าไม่ควรไปมาหาสู่กับผู้ใดมากเกินไปในช่วงนี้”ประโยคเดียวปิดทางข้อครหาอีกครั้ง หลินเวยซึ่งกำลังเดินออกจากท้องพระโรงได้ยินพอดี นางหยุดเล็กน้อย กุ้ยจงเหยาก็เห็นนางเช่นกัน ขุนนางรอบตัวรีบหลีกทาง เขาเดินเข้ามาหยุดในระยะเหมาะสม ก่อนประสานมือถวายคำนับ“ถวายพระพรฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ”หลินเวยมองเขาใกล้ ๆ เป็นครั้งแรก ดวงตาของกุ้ยจงเหยาสงบมาก ไม่มีความเกลียด ไม่มีความประจบ และไม่มีความหวาดกลัว“แม่ทัพกุ้ยเพิ่งสร้างชัยชนะให้ต้าเยี่ยน ลำบากแล้ว”“เป็นหน้าที่ของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”“ได้ยินว่าท่านไม่ขอรับรางวัล”“ทหารที่เสี่ยงชีวิตสมควรได้รับมากกว่ากระหม่อม”หลินเวยยิ้ม “ท่านพูดได้ดี”“กระหม่อมเพียงพูดตามที่คิด”“เช่นนั้นก็ดี” นางเว้นจังหวะเล็กน้อย “เพราะเมืองหลวงต่างจากชายแดน ที่นี่บางครั้งคำพูดอันไพเราะอันตรายกว่าคมดาบ”ขุนนาง
“กระหม่อมกุ้ยจงเหยา ถวายพระพรฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี” กุ้ยจงเหยาเดินมาถึงกลางท้องพระโรง ก่อนคุกเข่าลงอย่างเต็มพิธี“ลุกขึ้นเถิด” เยี่ยนจิ่งเฉินทอดพระเนตรเขา“ขอบพระทัยฝ่าบาท” แต่กุ้ยจงเหยากลับยังไม่ลุก ขุนนางหลายคนเริ่มมองหน้ากันจากนั้นเขาหยิบกล่องไม้ขนาดเล็กออกมาจากแขนเสื้อ ยกขึ้นเหนือศีรษะด้วยสองมือ “ก่อนกระหม่อมจะลุกขึ้น มีสิ่งหนึ่งต้องถวายคืนฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”“อะไร” เยี่ยนจิ่งเฉินมองกล่องนั้น“ตราบัญชาการกองทัพตะวันตกพ่ะย่ะค่ะ”เสียงฮือฮาเบา ๆ ดังขึ้นทั่วท้องพระโรง หลินเวยหรี่ตาลง ขันทีหวังอี้เดินไปรับกล่อง ก่อนนำขึ้นถวายฮ่องเต้เยี่ยนจิ่งเฉินเปิดดู ภายในคือตราบัญชาการที่สามารถใช้สั่งการทหารส่วนหนึ่งของกองทัพชายแดนตะวันตกได้จริง“เจ้าหมายความว่าอย่างไร” พระองค์ทอดพระเนตรกุ้ยจงเหยา“กระหม่อมกลับเมืองหลวงเพื่อพักรักษาตัวตามที่ถวายฎีกา เมื่อไม่ได้อยู่กองทัพ ตราทหารย่อมไม่สมควรอยู่กับกระหม่อม” กุ้ยจงเหยายังคงคุกเ
เยี่ยนจิ่งเฉินอ่านรายงานจนจบ “เสียทหารเท่าไร”หวังอี้ตอบ “น้อยกว่าที่คาดมากพ่ะย่ะค่ะ แม่ทัพกุ้ยไม่โจมตีตรง ๆ แต่ตัดเส้นทางเสบียงของโจร บีบให้พวกมันแตกออกเป็นกลุ่มเล็กแล้วจึงเข้าจับกุม ชาวบ้านที่ถูกจับเป็นตัวประกันได้รับการช่วยเหลือเกือบทั้งหมด”หลินเวยฟังเงียบ ๆ ยิ่งฟัง นางยิ่งเห็นภาพของชายคนหนึ่งชัดขึ้น ไม่ใช่แม่ทัพที่ชนะด้วยกำลัง แต่เป็นคนที่ชอบตัดทางหนีของศัตรูก่อนลงมือ น่าสนใจและอันตราย“มีอีกเรื่องพ่ะย่ะค่ะ” หวังอี้กล่าวต่อ เขาหยิบฎีกาอีกฉบับออกจากกล่อง “แม่ทัพกุ้ยส่งฎีกามาพร้อมรายงานชัยชนะ”เยี่ยนจิ่งเฉินรับมา เมื่อเปิดอ่าน พระพักตร์กลับนิ่งลงทีละน้อยหลินเวยถาม “เขาขอรางวัลหรือเพคะ”“ไม่”“ขอกำลังเพิ่ม?”“ไม่”พระองค์ยื่นฎีกาให้นางหลินเวยรับมาอ่านด้วยตนเอง ข้อความในฎีกาสั้นกว่าที่คาด กุ้ยจงเหยารายงานชัยชนะ ถวายความดีความชอบทั้งหมดแก่ทหารและแม่ทัพรอง ยืนยันว่าตนไม่ขอรับรางวัลใด แต่ย่อหน้าสุดท้ายกลับเขียนว่า หลังป
นางลากปลายพู่กันเชื่อมชื่อบนกระดาษ คลังสินค้า เส้นทางม้า พ่อค้า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น กองทัพ เมื่อเชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน มันกลายเป็นเส้นทางเดียวกับเงินเสบียงที่กำลังมีปัญหา“แต่ตราประทับที่พบอาจถูกวางไว้เพื่อใส่ร้าย” เยี่ยนจิ่งเฉินทอดพระเนตรแผนผังนั้น“ใช่เพคะ”“เช่นนั้นเหตุใดจึงตรวจตระกูลกุ้ย”“เพราะต่อให้มีคนจงใจโยนตรานั้นไว้ เราก็ควรรู้ว่าเหตุใดมันจึงเลือกตระกูลกุ้ย” หลินเวยยิ้มเล็กน้อย“บางครั้งเราก็สงสารคนที่เป็นศัตรูกับเจ้า” คำตอบทำให้พระองค์ยิ้มตาม“ฝ่าบาทควรสงสารหม่อมฉันมากกว่านะเพคะ”“เพราะอะไร”“หม่อมฉันเพิ่งคิดว่าจะได้ใช้ชีวิตสงบสักปีสองปี”“อย่างน้อยเจ้าก็ได้หนึ่งปี” เยี่ยนจิ่งเฉินหัวเราะหลินเวยมองพระองค์อย่างไม่พอใจนัก ก่อนกลับไปอ่านทะเบียนต่อ ทันใดนั้นสายตาของนางหยุดอยู่ที่ชื่อหนึ่งกุ้ยจงเหยา นางอ่านประวัติด้านข้างช้า ๆ น้องชายร่วมบิดาของอดีตแม่ทัพใหญ่ อายุสี่สิบเจ็ดป
แทบไม่มีใครสนใจเงินเสบียงชายแดนที่หายไปอีกแล้ว จากคดีทุจริตของขุนนางหนึ่งคน มันถูกเปลี่ยนเป็นคดีของหลินเวยภายในเวลาไม่กี่ชั่วยาม เมื่อกลับถึงพระราชวัง เยี่ยนจิ่งเฉินกำลังรอนางอยู่ พระพักตร์ของฮ่องเต้มืดครึ้ม“ข่าวออกไปเร็วเกินไป” หลินเวยถอดเสื้อคลุมส่งให้ชิงหลัว“เพคะ”“เราสั่งให้ตรวจว่าใครปล่อยข่าวแล้ว”“ไม่จำเป็นต้องรีบเพคะ”เยี่ยนจิ่งเฉินขมวดพระขนง“คนที่อยู่เบื้องหลังไม่ได้ต้องการซ่อนตัว มันต้องการให้คนพูด” หลินเวยนั่งลงตรงข้ามพระองค์ นางหยิบสำเนาสมุดบัญชีวางบนโต๊ะ “ลองดูสิ่งที่มันทำ เงินเสบียงหาย ฉินเหวินเซิงมีชื่อรับรอง พอเราสั่งเรียกตัว เขาก็ตาย จากนั้นพบเงินสินบนและบัญชีที่โยงมาหาข้า” หลินเวยเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ “นี่ไม่ใช่การปิดปากเพียงอย่างเดียว”เยี่ยนจิ่งเฉินมองนาง “มันกำลังโจมตีเจ้า”“ไม่ใช่แค่หม่อมฉัน” หลินเวยส่ายหน้า “มันกำลังโจมตีระบบตรวจสอบใหม่”พระองค์นิ่งไปหลินเวยกล่าวต่อ &ldq







