INICIAR SESIÓNสามวันต่อมา นาลินทดลองลงน้ำหนักบนข้อเท้าที่บวม แม้ยังเจ็บอยู่บ้างแต่สามารถเดินช้าๆ ได้แล้ว นางจึงหยิบไม้เท้าที่เลอต้าทำไว้ให้แล้วเดินออกจากห้อง ผัวทั้งสี่คนซึ่งนั่งอยู่ด้านนอกหันมามองพร้อมกัน“เจ้าจะไปไหน” จาซูลุกขึ้นถาม“ไปหาเนลี”“รอให้หายดีกว่านี้ก่อนเถอะ”“ถ้ารอจนข้าวิ่งได้ นางคงเปลี่ยนคำโกหกไปอีกหลายรอบแล้ว”จาซูเดินเข้าไปเตรียมอุ้มนาง แต่นาลินยกไม้เท้าขวางไว้ทันที“ข้าเดินเองได้”“ทางไปบ้านหัวหน้าเผ่าไม่ได้ใกล้”“ถ้าเมื่อยข้าจะบอก”“ให้พี่อุ้มไปเถอะ”“ข้าเดินเองได้ ไม่ได้พิการ” มูก้าหลุดหัวเราะออกมา ส่วนจาซูหยุดมือแล้วถอยกลับไปยืนข้างนาง“เช่นนั้นพี่เดินข้างเจ้า”“ตามใจ”ทั้งสี่คนจึงตามนาลินไปยังบ้านหัวหน้าเผ่า ปาโก้เดินอยู่ใกล้พอจะรับตัวหากนางเสียหลัก ส่วนเลอต้าคอยเตือนให้หลบพื้นต่างระดับตลอดทางเมื่อไปถึง หัวหน้าเผ่ากำลังยืนคุยกับคนเฝ้าอยู่หน้าห้องเก็บของด้านหลัง เนลีถูกขังอยู่ด้านในตั้งแต่เกิดเรื่อง ประตูมีไม้ขัดจากด้านนอกและมีคนเฝ้าอยู่ตลอดเวลา“เจ้ามาทำอะไรที่นี่” หัวหน้าเผ่าถาม“ข้าต้องการคุยกับนาง”“นางยังไม่ยอมรับว่าผลักเจ้า”“เพราะเช่นนั้นข้าถึงต้องมา”หัวหน้าเผ่ามองข้อ
เช้าวันต่อมา หัวหน้าเผ่าเดินมาถึงบ้านพร้อมชายอาวุโสอีกสองคน ขณะนั้นเลอต้ากำลังเปลี่ยนสมุนไพรพอกข้อเท้าให้นาลิน ส่วนปาโก้กับมูก้านั่งเฝ้าอยู่ใกล้ๆจาซูเห็นคนทั้งสามจึงลุกออกไปต้อนรับ“เหตุใดท่านจึงมาด้วยตนเอง”“นาลินยังเดินไม่ได้ ข้าจะให้นางไปตอบคำถามที่ลานกลางหมู่บ้านได้อย่างไร”หัวหน้าเผ่าเดินเข้าไปด้านใน ก่อนมองหญิงสาวซึ่งนั่งพิงหมอนอยู่บนเตียง“วันนี้อาการเป็นอย่างไรบ้าง”“ไข้ลดแล้ว แต่ข้อเท้ายังเจ็บอยู่”“ถ้าเหนื่อยก็บอก ข้าเพียงต้องการถามเรื่องที่เกิดขึ้นให้ชัดเจน”นาลินพยักหน้า จาซูจึงนำที่นั่งมาให้หัวหน้าเผ่ากับชายอาวุโสทั้งสอง ส่วนตนกลับไปยืนข้างเตียง“เล่าตั้งแต่ต้นเถอะ” หัวหน้าเผ่าบอก“เมื่อวานเนลีวิ่งมาหาข้าที่บ้าน นางบอกว่าจาซูเกิดอุบัติเหตุระหว่างไปตัดไม้ใกล้หน้าผา ปาโก้กับมูก้ากำลังลงไปช่วย แต่นางไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไรจึงมาตามข้า” หัวหน้าเผ่าหันไปมองจาซู “เวลานั้นพวกเจ้าอยู่ที่ใด”“พวกข้ากำลังเดินกลับจากอีกทางหนึ่ง” จาซูตอบ “ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ และไม่มีใครใช้ให้เนลีไปตามนาลิน”“แล้วเหตุใดเจ้าจึงตามนางไปทั้งที่รู้ว่านางเคยโกหก” นาลินมองชายอาวุโสที่ถาม ก่อนตอบตามตรง
จาซูใช้ผ้าผืนใหญ่พันรอบตัวนาลินให้แน่น ก่อนช้อนร่างนางขึ้นจากเสื่ออย่างระมัดระวัง แขนข้างหนึ่งรองแผ่นหลัง ส่วนอีกข้างประคองใต้เข่าเพื่อไม่ให้ข้อเท้าที่บวมกระทบสิ่งใด“ถ้าเจ็บก็บอกพี่ทันที”“ข้ายังไม่ได้ขยับเลย ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ็บหรือไม่”“พี่ถามไว้ก่อน”นาลินไม่มีแรงเถียงต่อ จึงยกแขนคล้องคอเขาแล้วหลับตาลง มาราเดินตามออกมาส่งถึงหน้ากระท่อม พร้อมยื่นห่อสมุนไพรให้เลอต้า“นำไปต้มให้นางดื่ม ส่วนใบในห่อเล็กบดแล้วพอกข้อเท้า วันสองวันนี้อย่าให้นางเดิน”“ข้าจำได้แล้ว” เลอต้ารับของมา “พวกเราจะกลับมาขอบคุณท่านอีกครั้ง”“ไม่ต้องหรอก เป็นใครก็ต้องช่วย”“ถ้าท่านไม่ช่วย พวกเราอาจไม่ได้พบนางอีก” ปาโก้ตอบ “บุญคุณนี้พวกเราจะไม่ลืม”มารามองนาลินซึ่งอยู่ในอ้อมแขนจาซู ก่อนบอกให้พวกเขารีบเดินทางขณะที่ฟ้ายังไม่มืด ทางกลับหมู่บ้านต้องเดินย้อนเลียบแม่น้ำอยู่ช่วงหนึ่ง จากนั้นจึงตัดขึ้นทางลาดในป่า จาซูอุ้มนาลินเดินนำโดยไม่ยอมหยุด แม้แขนกับขาของเขาจะมีรอยขีดข่วนเต็มไปหมด เมื่อเดินมาได้เกือบครึ่งทาง เลอต้าจึงขยับเข้าไปใกล้“พี่ใหญ่ ส่งนาลินมาให้ข้าเถอะ ท่านอุ้มมานานแล้ว”“ข้ายังไหว”“ทางข้างหน้าชันกว่าเ
จาซูหยิบรองเท้าของนาลินขึ้นมาดู รอยขาดตรงสายกับคราบดินยังติดอยู่ครบ เขาจำได้ว่าเป็นคู่ที่นางสวมออกจากบ้านเมื่อวาน“นาลินอยู่ในนั้น”เขาวางรองเท้าลงแล้วรีบขึ้นไปบนกระท่อมทันที ประตูไม้ถูกผลักเปิดจนกระแทกผนัง มาราซึ่งกำลังเปลี่ยนผ้าชุบน้ำบนหน้าผากให้นาลินหันกลับมาอย่างตกใจ“หยุดอยู่ตรงนั้น!”มาราคว้าไม้ยาวที่วางอยู่ข้างฝา ก่อนขยับตัวไปขวางที่นอนเอาไว้ จาซูหยุดเท้าเมื่อเห็นหญิงแปลกหน้าชี้ปลายไม้ตรงหน้า“ข้ามาตามเมีย”“ผู้ใดเป็นเมียเจ้า”“หญิงที่ท่านช่วยไว้ นางชื่อนาลิน”“รู้ชื่อนางไม่ได้แปลว่าเจ้าเป็นผัว”จาซูมองเลยไหล่ของมาราไปยังร่างที่นอนอยู่บนเสื่อ ใบหน้าของนาลินซีดกว่าปกติ หน้าผากมีผ้าพันแผล ส่วนข้อเท้าข้างหนึ่งถูกพันเอาไว้จนหนาเขาขยับเข้าไปอีกก้าว แต่มารากลับยกไม้ขึ้นสูงกว่าเดิม“ถอยไปก่อน ข้ายังไม่รู้ว่าพวกเจ้าเป็นใคร”“ข้าไม่ทำร้ายนาง”“นางบอกว่าถูกคนชื่อเนลีผลักตกหน้าผา แล้วพวกเจ้าสี่คนตามมาพร้อมอาวุธ ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกเจ้าไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกับคนผู้นั้น”ปาโก้กับมูก้าตามขึ้นมาถึงหน้าประตู ทั้งสองพยายามมองเข้าไปด้านใน แต่ไม่กล้าฝืนผ่านมารา เลอต้าเดินตามมาทีหลัง ก่อนยกมือห
จาซูดึงผ้าของนาลินออกจากกิ่งไม้ ก่อนเดินลุยน้ำกลับขึ้นมาบนฝั่งตลอดทั้งคืนเขากับน้องชายค้นหาตามแม่น้ำโดยไม่มีผู้ใดยอมกลับบ้าน แม้ท้องฟ้าจะมืดจนมองเห็นได้เพียงพื้นที่ซึ่งแสงคบไฟส่องถึง พวกเขาก็ยังเรียกชื่อนาลินเป็นระยะ แต่ไม่มีเสียงตอบกลับมาเมื่อท้องฟ้าเริ่มสว่าง เลอต้าจึงเดินเข้ามาตรวจผ้าที่อยู่ในมือพี่ชาย“ท่านพบตรงไหน”“กิ่งไม้นั่น”จาซูชี้ไปยังต้นไม้ซึ่งยื่นออกไปกลางน้ำ เลอต้ามองตาม ก่อนเดินเข้าไปดูบริเวณรอบๆ“กิ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ำตอนนี้”“แล้วอย่างไร”“เมื่อคืนระดับน้ำคงสูงกว่านี้ ผ้าจึงไปติดอยู่ตรงนั้น หากนาลินติดกับกิ่งไม้ เราคงเห็นร่างของนางอยู่ใกล้กัน”ปาโก้รีบถาม “หมายความว่าพี่นาลินถูกพัดต่อไปหรือ”“น่าจะเป็นเช่นนั้น”มูก้ามองตามกระแสน้ำ “ถ้านางยังอยู่ในน้ำมาทั้งคืน…”“นางต้องขึ้นฝั่งได้แล้ว”จาซูพูดแทรกทันที ไม่ยอมให้น้องชายกล่าวต่อเลอต้าหันมามองพี่ชาย แต่ไม่ได้เถียง“พวกเราต้องค้นลงไปทางปลายน้ำ หากนางติดรากไม้หรือขึ้นฝั่งได้ อาจอยู่ไกลจากตรงนี้มาก”เสียงคนเรียกดังมาจากทางด้านหลัง ชายหลายคนในหมู่บ้านเดินตามริมฝั่งเข้ามา พร้อมหัวหน้าเผ่าและหญิงชราซึ่งถือกระเป๋าสมุนไพรติด
สายน้ำเย็นจัดปิดทับร่างของนาลินทันทีที่ตกลงมาจากหน้าผา แรงกระแทกทำให้นางเจ็บไปทั้งตัว ก่อนกระแสน้ำจะดึงร่างให้จมหายลงไปด้านล่างนาลินพยายามกลั้นหายใจและตะเกียกตะกายขึ้นสู่ผิวน้ำ แต่ไม่รู้ว่าด้านใดอยู่เหนือศีรษะ เสื้อผ้าที่เปียกชุ่มหนักจนแขนขาขยับได้ยาก รอบตัวมีเพียงความมืดกับเสียงน้ำที่ดังอยู่ในหูนางเหยียดมือขึ้นไปจนสัมผัสอากาศได้ ปลายเท้าจึงรีบถีบน้ำสุดแรง ศีรษะโผล่พ้นผิวน้ำเพียงครู่เดียว“ช่วย...”ยังพูดไม่ทันจบ น้ำก็ซัดเข้าปากจนสำลัก นาลินพยายามกางแขนคว้าสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว แต่กระแสน้ำพัดนางออกห่างจากหน้าผาอย่างรวดเร็วนางเห็นโขดหินอยู่ข้างหน้าจึงยกแขนขึ้นบังใบหน้า ร่างกระแทกเข้ากับก้อนหินเต็มแรง ความเจ็บแล่นจากหัวไหล่ลงไปถึงข้อเท้า ก่อนกระแสน้ำจะหมุนร่างนางออกไปอีกครั้งนาลินพยายามลืมตา แต่ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัว ลมหายใจติดขัด แขนทั้งสองข้างไม่มีแรงพอจะว่ายเข้าหาฝั่งชื่อของผัวทั้งสี่คนผุดขึ้นมาในหัว นางยังไม่ได้หายโกรธจาซู ยังไม่ได้บอกเลอต้าว่าจะกลับเมื่อใด และเมื่อเช้าก็เพิ่งรับปากปาโก้กับมูก้าว่าจะรอกินผลไม้ที่ทั้งสองไปหาให้“ฉันยังตายไม่ได้…”เสียงที่เปล่งออกมาเบาจนแทบไม่ได้ยิน
หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึก เพื่อตั้งสติแล้วเปลี่ยนท่าทาง เธอละทิ้งความเหวี่ยงวีนไปทันที ก่อนจะแสร้งทำเป็นยกมือกุมศีรษะพลางบีบน้ำตา แล้วมองชายตรงหน้าด้วยสายตาออดอ้อน“พี่...พี่จาซูเหรอจ๊ะ” เสียงหวานสั่นเครือเอ่ยขึ้น จาซูชะงักไป คิ้วหนาขมวดเข้าหากันพยายามมองท่าทางแปลกไปของเมีย“ใช่สิ! เจ้าเป็นอะไรไป เหตุ
“ที่นี่คือที่ไหน....”แจมพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่ง ทั่วทั้งร่างร้าวรานจนแทบขยับไม่ไหว สติของเธอยังคงหมุนคว้าง ภาพสุดท้ายในหัวคือเพนต์เฮาส์หรู เสี่ยวิชัยสาดกระสุนปืนรัวเข้าใส่กลางอกจนร่างพรุน แต่ทำไมตอนนี้เธอถึงยังไม่ตาย?เธอก้มมองตัวเองด้วยความตกใจ หน้าอกไม่มีแผลเหวอะหวะ ไม่มีรอยเลือด มีเพียงผิวเนื้อ
“พี่จ๋า... ปล่อยแจมเถอะนะจ๊ะ แจมขอโทษ แจมผิดไปแล้ว...” แจมร้องบอกเสียงสั่น“เงินกูมันไม่พอซื้อความซื่อสัตย์ของมึงใช่ไหม มึงสวมเขาให้กูมานานแค่ไหนแล้วอีสารเลว”“พี่ชัย! พี่เองก็แอบเลี้ยงเด็กเอาไว้ไม่ใช่เหรอ ทำไมพี่ทำได้แล้วแจมจะซื้อผู้ชายมากินบ้าง ทำไมต้องโวยวาย”“มึงก็เอาเงินมึงซื้อสิ! เอาเงินกูไปซ
กลิ่นน้ำหอมราคาแพง กลิ่นบุหรี่นอก และกลิ่นแอลกอฮอล์เกรดพรีเมียม อบอวลอยู่ภายในห้องเพนต์เฮาส์หรูใจกลางเมือง เสียงเพลงจังหวะเร้าใจ จากลำโพงบลูทูธราคาหลักแสนดังก้องอยู่ภายในห้อง สลับกับเสียงหอบหายใจกระเส่าอย่างบ้าคลั่งของชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังเริงรักกันอยู่บนเตียงกว้าง กองธนบัตรปึกใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊







