LOGIN
บทนำ
ภายในจวนตระกูลหานช่างแสนสุข ผู้เป็นนายรักใคร่ปรองดอง เสียงสนทนาสลับกับเสียงหัวเราะที่ดังออกมาจากห้องกินข้าวทำให้บ่าวรับใช้พานยิ้มแย้มไปด้วย
หลังจากรับสำรับเสร็จแล้วท่านราชครูก็ประคองหานฮูหยินกลับเรือน ส่วนหานซือเหยียนก็พาน้องน้อยไปส่งที่เรือน
“ขอบคุณนะเจ้าคะพี่ซือเหยียนที่เดินมาส่งข้า”
“ชิงซิน ขอบคุณที่เจ้าเติบโตมาเป็นอย่างดี” วาจาของบุรุษตรงหน้าทำให้หานชิงซินรู้สึกงุนงง
“เจ้าคะ?” พี่ชายบุญธรรมผู้นี้อยากบอกอันใดนางหรือไม่
“หากผ่านพ้นการปักปิ่นไปแล้ว เจ้าก็จะกลายเป็นสตรีที่พร้อมออกเรือน”
“เจ้าค่ะ” ที่เขากล่าวมาก็ไม่ผิด
พรึ่บ! คุณชายใหญ่รั้งตัวคุณหนูเข้าไปใกล้อย่างรวดเร็วทำให้สาวใช้คนสนิทรีบก้มหน้าลงราวกับกลัวว่าจะเห็นสิ่งใดที่ไม่เหมาะสม
“เมื่อเป็นสตรีวัยออกเรือนแล้ว อย่าได้ให้ความใกล้ชิดหรือสนิทสนมกับบุรุษใดนอกจากพี่ได้หรือไม่”
“หมัวหมัวที่ท่านแม่เชิญมาสอนกล่าวว่าแม้จะเป็นพี่ชายร่วมสายเลือดก็ไม่ได้เจ้าค่ะ” นางกล่าวพลางเอามือดันอกเขาเอาไว้
“ที่หมัวหมัวกล่าวไม่ผิด” มุมปากของหานซือเหยียนยกยิ้มดูร้ายกาจแฝงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของชัดเจน
“เช่นนั้นท่านก็ปล่อยข้าได้แล้วเจ้าค่ะพี่ซือเหยียน” นัยน์ตาเมล็ดซิ่งกลอกกลิ้งไปมาคล้ายกลัวผู้ใดมาเห็นความไม่เหมาะสมนี้
“แต่พี่หาใช่พี่ชายร่วมสายเลือดของเจ้า ดังนั้นนอกจากพี่เจ้าอย่าได้ให้ความใกล้ชิดกับบุรุษอื่น”
‘เขาตั้งใจเอ่ยวาจาให้นางงุนงงใช่หรือไม่’ ไม่ว่าจะเป็นพี่ชายร่วมสายเลือดหรือไม่ ทำเช่นนี้ก็ย่อมไม่เหมาะสมมิใช่หรือ
เหตุใดนางถึงได้รู้สึกว่าตนเองโง่เขลาลง หรือเป็นเพราะพอกลายเป็นคุณหนูไม่ต้องใช้ชีวิตดิ้นรนเอาตัวรอด เพียงแค่เขาเอ่ยไม่กี่ประโยคก็รู้สึกงุนงงไม่เข้าใจ
“ชิงซิน[1] นามของเจ้าพี่เป็นคนตั้งให้ มีความหมายว่ารักหมดใจ”
“แล้วอย่างไรเจ้าคะ” นางไม่เข้าใจที่เขาอยากบอกจริง ๆ
“ลองไปครุ่นคิดดู ฝันดีนะชิงซิน” กล่าวจบเขาก็กดริมฝีปากจุมพิตหน้าผากมนก่อนจะปล่อยนางเป็นอิสระ
หานซือเหยียนส่งยิ้มให้ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเรือนของตน ทิ้งให้นางยืนงุนงงกับสัมผัสและวาจาของอีกฝ่าย
“คุณหนูเจ้าคะ คุณชายใหญ่ไปแล้ว เข้าเรือนเถิดเจ้าค่ะ” ทันทีที่เห็นว่าคุณชายใหญ่จากไปแล้ว เซียงเจียวก็รีบเดินเข้ามาหาคุณหนูของตน
“อะ อืม” หานชิงซินตอบรับก่อนจะเดินเข้าเรือนพร้อมสาวใช้
เมื่อน้องน้อยคนงามเดินจากไป บุรุษที่ทำท่าคล้ายจะเดินกลับเรือนไปแล้วก็เผยตัวออกจากหลังต้นไม้
“หากไม่ยอมบอกกล่าวความรู้สึกของพี่ไป เจ้าก็คงไม่เข้าใจเสียทีว่าพี่กินน้ำส้ม[2]มากเพียงใดยามเห็นเจ้าอยู่ใกล้สหายน่าตายผู้นั้น”
“ชิงซิน ตัวตนของเจ้าสลักลึกลงในใจพี่แล้ว ไม่ว่าผู้ใดหรือสิ่งใดก็ไม่อาจแยกเราออกจากกัน” ชั่วชีวิตนี้นางจะเป็นสตรีเพียงคนเดียวที่เขาจะกราบไหว้ฟ้าดินด้วย
นัยน์ตาที่ฉายแววมุ่งมั่นแฝงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของมองตามหลังสตรีในดวงใจไป พลันสีหน้าและแววตาอ่อนโยนลงเมื่อคิดถึงเรื่องราวในกาลก่อนที่เขาได้เจอนางเป็นครั้งแรก...
[1] 倾心(qīng xīn)
[2] หึงหวง
“ซินอวี่ ซีผิงนางมีบิดามารดา หากเจ้าอยากได้นางเป็นเจ้าสาวเจ้าควรจะขออนุญาตก่อน มิใช่คิดจะพาสตรีใดกลับจวนก็สามารถทำได้” “แต่ว่าข้า...” ในใจของเด็กน้อยหานซินอวี่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดการพาเจ้าสาวมาให้บิดามารดาเลี้ยงดูจะเป็นเรื่องยุ่งยากเช่นนั้น “หากเจ้าพึงใจนาง เจ้าต้องช่วยเหลือนางให้ได้พบบิดามารดา มิใช่คิดเก็บไว้คนเดียว เข้าใจหรือไม่” “ขอรับ แต่ข้าอยากได้ซีผิงเป็นเจ้าสาว” พบเจอสตรีที่ถูกชะตาหากไม่รีบจับจองไว้ มิแคล้วภายหน้าอาจจะไม่ได้ครองคู่กัน โชคชะตาหรือจะสู้ลงมือเอง “รอนางเติบโตอีกหน่อย หากเจ้ายังคงยืนยันคำเดิม แม่จะเอ่ยขอหมั้นหมายนางไว้ให้ดีหรือไม่” หานชิงซินเอ่ยกับบุตรชายอย่างใจเย็น&
บุตรชายคือทายาทของบิดา ปีนี้เมืองหลวงแคว้นตงเป่ยมีการจัดงานเทศกาลซีซีอย่างยิ่งใหญ่ทำให้มีผู้คนออกมาร่วมงานมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือหานซือเย่และฮูหยิน “ท่านพี่ ลูกจะไม่เป็นไรหรือเจ้าคะ” หานชิงซินที่ยามนี้กลายเป็นฮูหยินน้อยหานเอ่ยถามผู้เป็นสามีที่จับมือนางเอาไว้ “ชิงซิน ซินอวี่เป็นบุตรชายของพวกเรา พี่เชื่อว่าเขาจะสามารถดูแลตนเองได้ไม่แพ้มารดาของเขา” หานซือเหยียนกล่าวพลางมองฮูหยินของตนด้วยแววตาหวานซึ้ง “แต่ลูกของเราอายุเพียงแปดหนาว
แม้วันนี้จะเป็นพิธีกราบไหว้ฟ้าดินของทั้งสองคนแต่ค่ำคืนที่ผ่านมาเจ้าบ่าวเช่นเฉียนจิ้นเหอก็หาได้กลับไปนอนที่เรือนของตน ทำให้บรรดาสาวใช้ต่างพากันเขินอายเมื่อมาปลุกเจ้าสาวให้ตื่นขึ้นมาเตรียมตัวแล้วพบว่าคุณชายกำลังนอนกอดว่าที่ฮูหยินของตนไม่ยอมปล่อย เนื่องจากเป็นพิธีกราบไหว้ฟ้าดินของบุตรชายคนเล็ก แม่ทัพทักษิณเฉียนไห่จึงส่งหนังสือกราบทูลขอเข้าเมืองหลวงเป็นกรณีพิเศษซึ่งก็ได้รับพระบรมราชานุญาตจากฮ่องเต้ แน่นอนว่าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินของสหาย ฮูหยินน้อยตระกูลหานย่อมไม่พลาดที่จะเข้าร่วมพร้อมกับหานซือเย่ผู้หวงแหนฮูหยิน นอกจากนั้นยังมีบรรดาขุนนางและสหายทหารมาร่วมงานมงคลมากมาย แต่ทว่ายามถึงเวลาดื่มสุราขอบคุณผู้เป็นเจ้าบ่าวที่ไปส่งเจ้าสาวเข้าห้องหอไม่กลับออกมาอีกเลยทำให้บรรดาทหารต่างพากันหยอกล้อ
“แล้วที่เจ้าบอกว่าอีกประเดี๋ยวข้าก็จะไม่ใช่คู่หมั้นของเจ้าแล้วหมายความว่าอย่างไร” “ก็หมายความว่าข้าไม่อยากเป็นคู่หมั้นของเจ้าแล้ว ข้าอยากเป็นสามี” กล่าวจบก็กดริมฝีปากลงบนกลีบปากสีอ่อนลิ้นร้อนบุกรุกโพรงปากนุ่มกวาดต้อนความหวานอย่างเร่าร้อน เฉียนจิ้นเหอตักตวงความหวานจากนางจนพอใจก่อนจะยอมผละออกห่างแต่โดยดี “ปากข้าหวานหรือไม่” นางเอ่ยถามแก้เก้อเขินพร้อมกับแก้มที่ซับสีระเรื่อ มุมปากของเขายกยิ้มเจ้าเล่ห์ มือใหญ่จับใบหน้าหวานเอาไว้ก่อนจะใช้นิ้วโป้งไล้ริมฝีปากนางคล้ายหยอกเย้า นัยน์ตาดำจับจ้องริมฝีปากที่ขึ้นสีเล็กน้อยไม่วางตา “ข้ายังไม่อาจตอบได้ ต้องค่อย ๆ ลิ้มชิม
“อ่า...พอมองใกล้ ๆ ไม่คิดว่านอกจากจะมีปากที่เน่าเหม็นแล้วหน้าตาของพวกเจ้ายังห่างไกลจากคำว่างดงาม หากบุรุษใดแต่งพวกเจ้าไปเป็นฮูหยิน มิแคล้วจวนนั้นคงต้องล่มสลายเพราะปากพาซวยของพวกเจ้า” วาจาที่ต่อว่าคุณหนูทั้งสองไม่เบาเลยดึงความสนใจของหงซือเฟยที่วันนี้ตั้งใจเปิดหน้าออกมาเดินนอกจวนให้หันมามอง “คุณชายเล็กเฉียน ท่านต่อว่าพวกข้าเกินไปแล้วนะเจ้าคะ พวกข้าแค่เอ่ยวาจาถึงคู่หมั้นท่านไม่กี่คำ เหตุใดท่านถึงต้องสาปแช่งให้จวนของพวกข้าล่มสลายด้วย” กล่าวจบก็บีบน้ำตาแสร้งเป็นผู้ถูกรังแก “คุณชายเล็กเฉียนข้าเคยได้ยินแต่ชื่อเสียงเสื่อมเสียของท่านมิคิดว่าจะได้พบเจอด้วยตนเอง” “คนที่ไม่เคยได้พบเจอวาจาร้ายกาจของข้านั่นคือพวกเขาเป็นคนดี ไม่มีปากที่เน่าเหม็นเอาแต่เอ่ยวาจาดูแคลนหรือหาเรื่องผู้อื่น”&nbs
คู่หมั้นคนงามของเฉียนจิ้นเหอ เนื่องจากมีราชโองการจากฮ่องเต้สั่งให้ทุกคนห้ามออกจากจวนหากไม่มีเรื่องจำเป็นทำให้นอกจากที่ร้านค้าจะถูกสั่งปิดกิจการชั่วคราว บรรดาผู้คนจึงต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในจวนของตน แต่ในเรื่องร้าย ๆ ก็ยังมีเรื่องดี ๆ อยู่บ้างเพราะการที่ทุกคนถูกสั่งให้อยู่แต่ในจวนกลับกลายเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีงามของครอบครัว พี่น้อง สามีภรรยาหรือแม้กระทั่งคู่หมั้นอย่างเฉียนจิ้นเหอและหงซือเฟยที่ยามนี้คล้ายจะตัวติดกันไปเสียแล้ว ไม่ว่าแม่นางหงจะอยู่ที่ใด บ่าวรับใช้ในจวนตระกูลเฉียนก็มักจะเห็นคุณชายเล็กของจวนอยู่ข้าง ๆ&n
“ท่านตาชื่นชอบขนมเช่นที่ชิงซินบอกจริง ๆ นะขอรับ” “ในปรโลกมีขนมเลิศรสเช่นนี้ที่ใดกัน เอาล่ะข้าไม่รบกวนวันมงคลของเจ้าแล้ว คืนเข้าหอดั่งทองพันชั่ง เอาไว้ข้าจะมาเยี่ยมพวกเจ้าใหม่”
วันต่อมาซือซินก็ยกสำรับและยามาให้เขาตั้งแต่เช้า ก่อนจะรับปากว่าเมื่อตะวันตรงหัวนางจะกลับมารับสำรับด้วย หานซือเหยียนรู้สึกเบื่อหน่ายยิ่งนักที่ต้องนั่ง ๆ นอน ๆ อ่านนิย
เมื่อออกมาจากห้องของหานซือเหยียน นางก็ยุ่งวุ่นวายอยู่กับการตากสมุนไพรเพื่อเตรียมนำไปขาย รู้ตัวอีกครั้งก็ใกล้ถึงเวลารับสำรับกลางวัน เด็กน้อยรีบจุดไฟทำอาหารง่าย
&n







