LOGINหลังจากเหตุการณ์ในคืนนั้นณชญาดาพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าธนวรรธน์ โชคดีที่เขางานยุ่งมากจนไม่มีเวลาแม้แต่จะกลับมาร่วมโต๊ะอาหารด้วยกันเหมือนเช่นเคย เธอจึงไม่ต้องพบหน้าเขา ทำให้เธอหายใจทั่วท้อง เพราะไม่ต้องคอยระวังตัวทุกฝีก้าว
“คุณหลบหน้าผมทำไม”
ณชญาดาสะดุ้งสุดตัว เธอรีบหันกลับไปมองเจ้าของเสียงนั้น แล้วก็ต้องเสียหลักเพราะเขาเข้ามายืนประชิดอยู่ทางด้านหลัง ธนวรรธน์รีบคว้าตัวเธอไว้ก่อนที่เธอจะเซล้ม
“ระวังหน่อยสิ”
หญิงสาวรีบผละออกจากตัวเขา “ฉันระวังเสมอ”
“แล้วเมื่อกี้อะไร ถ้าผมไม่ดึงตัวคุณไว้มีหวังคุณได้ลงไปกองกับพื้นแน่”
“ก็คุณนั่นแหละที่ทำให้ฉันตกใจ”
ธนวรรธน์ยิ้มก่อนจะถามย้ำ “คุณยังไม่ได้ตอบผมเลยว่าทำไมถึงหลบหน้าผม กลัวอะไรเหรอญาดา”
“ฉันเปล่า ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ฉันจะต้องหลบหน้าคุณ และฉันก็ไม่กลัวคุณด้วย”
“แน่ใจเหรอ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงคุกคามสั่นประสาทเธอ
“แน่ใจ” ณชญาดาเชิดหน้าตอบ
เขาก้าวเดินเข้าไปหาเธอทีละก้าวอย่างช้า ๆ ทุกครั้งที่เขาก้าวเข้ามาเธอจะก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเสมอ จนกระทั่งหลังชนกำแพงทำให้เธอไม่สามารถถอยหนีไปไหนได้อีก แถมเขายังท้าวแขนไว้กับกำแพงเพื่อกันไม่ให้เธอหลบหนีไปจากเขา
“คุณต้องการอะไรกันแน่ ทำไมต้องคุกคามฉันแบบนี้ด้วย”
“ผมมีเรื่องจะคุยกับคุณ แต่คุณเอาแต่หลบหน้าผม ก็เลยต้องใช้วิธีนี้”
“ถอยไป”
“ไม่ จนกว่าเราจะคุยกันให้รู้เรื่อง”
“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณและก็ไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้น หลีกไป”
“คุณก็น่าจะรู้ดีนี่ว่าไม่มีใครสั่งผมได้”
เขามองเธอด้วยแววตาท้าทาย มือหนาตรึงท้ายทอยของเธอไว้แน่น ก่อนที่เรียวปากร้อนระอุจะแนบลงมาอย่างรวดเร็ว เมื่อริมฝีปากของเขานาบลงบนริมฝีปากเธอ ทำให้สติของเธอแทบเลือนหายไปในพริบตา
ณชญาดาพยายามรวบรวมสติก่อนที่จะเพลี่ยงพล้ำไปมากกว่านี้ เพราะดูเหมือนว่าริมฝีปากร้อนรุ่มของเขาจะไม่หยุดที่ริมฝีปากของเธอเท่านั้น
แต่เขายังย่ามใจลากริมฝีปากร้อนรุ่มไปทั่วใบหน้า ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากอวบอิ่มของเธออีกครั้ง เพื่อยุติเสียงประท้วงที่กำลังจะตามมา ธนวรรธน์ย้ำน้ำหนักลงไปอย่างหนักหน่วง ใช้ประสบการณ์ที่มีเปิดริมฝีปากสาวก่อนจะแทรกลิ้นเข้าไปเกี่ยวกระหวัดลิ้นเธอตามแต่ใจ จากนั้นก็ค่อยๆ ถอนริมฝีปากออกมาอย่างอ้อยอิ่ง หญิงสาวในอ้อมแขนหอบหายใจราวกับคนขาดอากาศ ใบหน้าของเธอแดงก่ำ
ญาณิศาเดินมาเห็นภาพเหล่านั้นโดยบังเอิญ หนูน้อยก็เลยยืนแอบดูอยู่ตรงนั้น ใบหน้าของญาณิศาปรากฏรอยยิ้ม
“ดูอะไรอยู่เหรอญาณิน”
“เบา ๆ สิคะพี่ซัน ลุงพีทกับแม่ดากำลังจุ๊บกัน”
ฑีฆายุชะโงกหน้าไปดูก่อนจะหันไปพูดกับญาณิศา “จุ๊บกันจริงด้วย”
สองพี่น้องพากันยืนแอบดูอยู่ข้างประตูอย่างเงียบ ๆ
“แอบดูอะไรกันอยู่คะ” น้อยเอ่ยถามพร้อมกับจะชะโงกหน้าไปดู แล้วก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นเจ้านายของตัวเองกำลังยืนจูบณชญาดาอย่างดูดดื่ม น้อยรีบเอามือปิดตาญาณิศาและฑีฆายุ เพราะไม่อยากให้เด็ก ๆ เห็นภาพแบบนี้
“น้อง ๆ ไม่ควรมาแอบดูใครอย่างนี้นะคะ พี่น้อยเตรียมอาหารว่างไว้ให้แล้ว ไปกินกันดีกว่าค่ะ”
พูดจบก็รีบจูงมือน้อง ๆ ให้เดินย้อนกลับไปตามทางเดิม ก่อนที่บุคคลในห้องจะรู้ตัวว่าไม่ได้อยู่ด้วยกันตามลำพัง
“เราต้องคุยกัน”
“ฉันไม่...”
“คุณไม่มีแต่ผมมี จะคุยกันดี ๆ หรือจะต้องให้ทำแบบเมื่อกี้ก่อนถึงจะคุยกันได้ก็เลือกเอา” เขาพูดแทรกก่อนที่เธอจะพูดจบ
“งั้นก็รีบพูดมาสิ”
“ตามผมมานี่”
เขาฉุดมือเธอให้เดินตรงไปยังห้องทำงานของเขา ก่อนจะหันมายืนเผชิญหน้ากัน
“คุณอยากจะพูดอะไรก็รีบพูดมาสิคะ ฉันรอฟังอยู่”
ธนวรรธน์เอื้อมไปกุมมือเธอไว้ทั้งสองข้าง เขามองเธอด้วยแววตาหวานซึ้ง เปิดเปลือยความรู้สึกที่เขามีต่อเธอโดยไม่ปิดบัง
“แต่งงานกันนะญาดา”
คำพูดของเขาราวกับสายฟ้าฟาดลงมาตรงหน้า เพราะณชญาดาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเขาจะขอเธอแต่งงาน มันจะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อเขาเองก็มีคู่หมั้นคู่หมายอยู่แล้วทั้งคน หรือเขาเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องตลกจึงนำมาล้อเล่นกับความรู้สึกของเธอ
“รู้ตัวหรือเปล่าคะว่าพูดอะไรออกมา”
“รู้ ผมขอคุณแต่งงาน”
“คุณทำแบบนี้ไม่ได้นะคะ อย่าลืมสิคะว่าคุณมีคู่หมั้นแล้ว”
“ผมกับวันถอนหมั้นกันแล้ว”
“ถอนหมั้น!” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน
“ใช่”
“มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร”
“ตอนที่ญาณินอยู่โรงพยาบาล”
“ฉันเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ใช่ไหมคะ”
สีหน้าและแววตาของณชญาดาบ่งบอกถึงความเสียใจ และรู้สึกผิดที่ตนเองเป็นต้นเหตุทำให้ครอบครัวของเขาต้องแตกแยก แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม
“มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิด”
“ถึงคุณจะปฏิเสธแต่ฉันรู้ว่าต้นเหตุมันมาจากฉัน”
เธอหันหลังให้เขาเพื่อซ่อนแววตาแห่งความเจ็บปวด “คุณวันเธอไม่มีความผิด เธอไม่ควรถูกถอนหมั้น ทุกอย่างเป็นเพราะฉัน ถ้าฉันไม่กลับมาที่นี่เรื่องแบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น”
ธนวรรธน์โอบกอดเธอไว้ด้วยความดีใจ นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายแห่งความสุข “ผมดีใจมากเลยรู้ไหม ขอบคุณสำหรับของขวัญล้ำค่าที่คุณมอบให้ผม” “หุบยิ้มบ้างก็ได้นะคะ ฉันรู้แล้วค่ะว่าคุณมีความสุขมากแค่ไหน” “เราไปบอกข่าวดีนี้กับทุกคนกันเถอะ” ธนวรรธน์และณชญาดาประกาศข่าวดีนี้ให้คนอื่นรู้ ทุกคนต่างก็โห่ร้องแสดงความยินดีกับเขา แม้แต่ญาณิศาเองก็ตื่นเต้นไม่น้อยที่รู้ว่าตนเองกำลังจะมีน้อง “น้องอยู่ในนี้เหรอคะแม่ดา” ญาณิศาวางมือบนหน้าท้องแบนราบของมารดา “ใช่แล้วลูก” “เข้าไปอยู่ได้ยังไง” เด็กน้อยเอ่ยถามด้วยความสงสัย คำถามของญาณิศาทำให้ผู้ใหญ่หลายคนอึ้งไป เพราะไม่รู้จะตอบคำถามนั้นยังไง และพร้อมใจกันยกหน้าที่นี้ให้ณชญาดาเป็นผู้ตอบ “พอหนูโตขึ้นหนูก็จะรู้คำตอบนี้เองค่ะ” “หนูก็เคยอยู่ในท้องของแม่ดามาก่อนใช่ไหมคะ” “ใช่ค่ะ ถึงแม้หนูจะตัวเล็กตอนอยู่ในท้องแม่ แต่หนูดิ้นเก่งมากเลย” “ญาณิศาขาแดนซ์ตัวจริงเสียงจริงอยู่ตรงนี้นี่เอง อาเพิ่งรู้นะว่าญาณินแดนซ์เก่งตั้งแต่ยัง
“น่าสงสารคุณวันนะคะ ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นตายร้ายดียังไง” “สงสารวันทั้งที่วันส่งคนมาจับตัวลูกของเราไปน่ะเหรอ คนแบบนี้ไม่น่าสงสารหรอกญาดา” “ฉันรู้ค่ะพีทว่าสิ่งที่เธอทำลงไปมันผิด แต่ฉันก็ไม่อยากที่จะไปซ้ำเติมอะไรเธอมากไปกว่านี้” “ใจดีมากเกินไปหรือเปล่าครับคุณญาดา” “ฉันแค่สงสารเธอเท่านั้นเองค่ะคุณพอล แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เอาเรื่องนะคะ ฉันเชื่อค่ะว่ากฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ ใครทำอะไรไว้ก็ต้องได้รับสิ่งนั้นเป็นการตอบแทน” “เราออกเดินทางกันดีกว่า ขืนชักช้าก็อาจจะตกไฟร์ทได้” “เดี๋ยวผมจะขับรถไปส่งพวกพี่ที่สนามบินเองครับ” “เด็ก ๆ ออกเดินทางกันได้แล้วลูก” ในขณะที่ทุกคนเดินไปขึ้นรถ ช้อยก็ถึงกับเข่าอ่อนเมื่อแอบได้ยินเรื่องราว เกี่ยวกับชะตากรรมเจ้านายของตัวเอง ดีนะที่ไม่พลอยติดร่างแหไปด้วย ไม่งั้นคงได้ไปกินข้าวแดงในคุกแน่ นาทีนั้นช้อยก็ตัดสินใจที่จะแปรพักตร์มาอยู่กับนายหญิงคนใหม่ของไร่ธนวรรธน์ ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ถ้าขืนยังกระด้างกระเดื่องมีหวังได้โดนไล่ออกเป็นแน่ ใครจะว่ายังไงก
ร่างกายของณชญาดาร้อนผ่าวไปกับการกระทำของเขา ลมหายใจหอบกระชั้นที่เป่ารดลงมาของอีกฝ่าย สร้างความวาบหวามให้เธอได้เช่นกัน ร่างสูงเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่กำลังคลอเคลียใกล้ชิดจนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้หญิงสาวคิดอะไรไม่ออก รู้แต่เพียงว่าอยากให้เขาพาเธอไปให้สุดทาง ไม่ว่าเขาจะพาเธอไปลงนรกหรือขึ้นสวรรค์ที่ไหน เธอก็พร้อมที่จะไปกับเขา ใช่แต่เธอเท่านั้นที่รู้สึก ร่างกายเขาเองก็แทบจะลุกโลดไปด้วยไฟรักที่ร้อนแรงเช่นกัน หญิงสาวยอมทำทุกอย่างตามเสียงกระซิบสั่งของธนวรรธน์ดุจต้องมนตร์ ไม่ว่าเขาสั่งให้ทำอะไรเธอก็ทำตามโดยไม่ขัดขืน อีกทั้งยังตอบสนองจุมพิตและโอบรัดร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามตามที่เขาร้องขอ แถมยังเผลอเบียดตัวเข้าหาเขาแทนการวิงวอนร้องขอให้เขาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย ซึ่งธนวรรธน์ก็ทำตามคำวิงวอนนั้นโดยไม่รั้งรอ ความเชี่ยวชาญและช่ำชองของเขานั้น ไม่ทำให้หญิงสาวต้องเจ็บปวดอย่างที่เคยนึกหวั่น เพราะห่างหายจากเรื่องเหล่านี้มานานเท่ากับอายุของลูก แต่มันหาเป็นเช่นนั้น เธอรู้สึกแต่เพียงความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นในส่วนหนึ่งของร่างกายเท่านั้น เขาสัมผัสได้ถึงแรงปรารถนาที่ถูกซุ
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการสำคัญบนเวที เจ้าบ่าวได้ทำเซอร์ไพรสเจ้าสาว ด้วยการออกมาโชว์สเต็ปการเต้นพร้อมกับน้องชายของเขา และที่จะขาดไม่ได้เลยคือสองแสบวัยซนประจำไร่ ไม่รู้ไปแอบซุ่มซ้อมเต้นกันมาตั้งแต่เมื่อไร เสียงกรี๊ดกร๊าดพร้อมเสียงปรบมือตามจังหวะดังขึ้นตลอดเวลา แขกที่มาร่วมงานดูจะชื่นชอบและสนุกสนานไปกับเซอร์ไพรสในครั้งนี้ การแสดงของพวกเขาได้สร้างความสุขและเสียงหัวเราะให้กับทุกคนที่มาร่วมงาน โดยเฉพาะณชญาดา ไม่เคยคิดเลยว่าคนอย่างธนวรรธน์จะลุกขึ้นมาทำอะไรที่เซอร์ไพรสเธอแบบนี้ เพราะมันไม่ใช่วิสัยของเขาแต่เขาก็ทำเพื่อเธอ หญิงสาวยิ้มออกมาอย่างมีความสุข และรู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งที่เขาทำ เรียกได้ว่างานฉลองมงคลสมรสของธนวรรธน์และณชญาดา ได้ถูกจัดขึ้นในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง และคงจะเป็นที่กล่าวขานกันไปอีกพักใหญ่เกี่ยวกับบิ๊กเซอร์ไพรส์ของเจ้าบ่าว เมื่อถึงฤกษ์ส่งตัวเข้าหอคุณจันทราซึ่งเป็นผู้อาวุโสที่สุด ได้เป็นตัวแทนของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมาให้โอวาทแก่คู่บ่าวสาว “ป้าขออวยพรให้พวกคุณทั้งสองดูแลซึ่งกันและกัน แล้วก็รักกันให้มาก ๆ ครองรักกันอย่า
“จริงเหรอครับคุณวุธ” “จริงครับ แต่มันก็มีความสุขไปอีกแบบหนึ่ง คนเป็นแม่เหนื่อยกว่าเราเยอะ” “ไม่เป็นไรผมยอมเหนื่อยเพื่อลูก” “แล้วจะคอยดู อย่ามาบ่นให้ได้ยินนะ จะปล่อยให้เลี้ยงลูกคนเดียวให้เข็ดเลย” “อย่ามาขู่ผมเสียให้ยากเลย ผมไม่กลัวคำขู่ของคุณหรอกญาดา” “กลัวหน่อยไม่ได้เหรอคะ เราก็มีญาณินอยู่แล้วทั้งคน แค่นี้ก็พอแล้วเนอะ” ธนวรรธน์ยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดออดอ้อนพร้อมกับยืนยันหนักแน่น “ไม่” ณชญาดาทำหน้าหนักใจกับเผด็จการทางความคิดของเขา แต่การมีลูกก็ไม่ได้แย่ ถึงจะทำให้เหนื่อยแต่ก็มีความสุข เมื่อได้เฝ้ามองพัฒนาการในทุกย่างก้าวของพวกเขา ความคิดของหญิงสาวต้องหยุดชะงักลงเมื่อได้ยินคำพูดของจิรนันท์ “ตอนแรกที่ญาดาปฏิเสธที่จะรับงานนี้ พี่นึกว่าเป็นเพราะไม่อยากทิ้งญาณินไปทำงานที่ต่างจังหวัดตามลำพัง ที่แท้คุณพีทกับญาดาเคยมีอดีตร่วมกันมาก่อน แต่ต้องเลิกลากันไปก่อนจะย้อนกลับมาคบกันใหม่อีกครั้ง แบบนี้เขาเรียกว่าลมพัดหวนใช่ไหมคะ นี่ล่ะนะที่โบราณว่าคู่กันแล้วก็ไม่แคล้วกัน” “แต่กว่าที่พวกเข
ณชญาดาเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับน้ำที่จะใช้เช็ดตัวให้ญาณิศา ธนวรรธน์ดึงตัวฑีฆายุให้นั่งบนตักเขา หญิงสาวเช็ดตัวให้ลูกด้วยความทนุถนอม เพียงไม่นานญาณิศาก็เริ่มรู้สึกตัว “น้องฟื้นแล้วครับน้าดา” “เป็นยังไงบ้างลูก เจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ” ญาณิศาส่ายหน้าก่อนจะลุกขึ้นกอดมารดา “คนใจร้ายจับตัวหนูไป” ณชญาดาลูบหลังและไหล่ของลูกพร้อมกับพูดปลอบโยน “ขวัญเอ๋ยขวัญมา ไม่เป็นไรแล้วนะลูก พ่อพีทกับอาพอลไปช่วยหนูกลับมาได้อย่างปลอดภัย” “เป็นอะไรหรือเปล่าญาณิน” ฑีฆายุเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “ไม่เป็นไรค่ะ แล้วพี่ซันละคะเป็นอะไรไหม” “พี่ไม่เป็นไร กลับบ้านไปคราวนี้พี่จะไปฝึกเทควันโดให้มาก ๆ คราวหน้าจะได้ช่วยญาณินจากคนร้ายพวกนั้นได้” สองพี่น้องกอดกันและกันไว้อย่างอบอุ่น สายใยแห่งความผูกพันของเด็กน้อยทั้งสอง เรียกรอยยิ้มจากผู้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี ทันใดนั้นโทรศัพท์ของธนวรรธน์ก็ดังขึ้น เขากดรับคุยอยู่สักพักก็วางสายก่อนจะหันมาบอกทุกคน “ตำรวจจับตัวคนร้ายได้สองคน กำลังนำตั







