LOGINอาจารย์อู๋ชายชราอายุแปดสิบปีอ่านบทความของลูกศิษย์ที่ตนหวังรับเป็นคนสุดท้ายด้วยแววตาปลาบปลื้ม
“คุณชายรองเพ่ยก้าวหน้าขึ้นไม่น้อยเลย” แววตาชื่นชมมองมายังอี้เฉิงที่นั่งรออย่างใจจดใจจ่อ
“เพราะมีอาจารย์คอยชี้แนะขอรับ” บุรุษหนุ่มยิ้มกว้าง
“หากจะสอบให้ได้ขุนนางปีนี้เจ้าทำได้แน่ แต่ถ้าหากอยากหวังตำแหน่งจอหงวนยังห่างไกลนัก” อาจารย์อู๋กล่าวตามตรง
“ศิษย์ไม่หวังตำแหน่งสูงเพียงนั้น เพียงไม่ทำให้มารดากับคนในครอบครัวต้องผิดหวังก็พอ” อี้เฉิงกล่าวพลางมองไปยังซูเม่ยที่นั่งยิ้มยินดีกับเขาอยู่มุมห้อง
วันนี้ทุกอย่างดูสดใสไปหมด การตรากตรำเรียนตำรามากว่าสองเดือนของอี้เฉิงไม่สูญเปล่า บุรุษตัวสูงยิ้มหน้าบานเดินออกจากสำนักศึกษาอย่างภาคภูมิ ทำซูเม่ยที่เดินตามหลังอดขำกับความภาคภูมิใจนี้ของคุณชายตนไม่ได้
“วันนี้เจ้าอยากกินอะไร ข้าเลี้ยงเอง” อี้เฉิงหันกลับมาถามสาวใช้ที่เดินตามหลัง
“อืม....” ซูเม่ยคิดหนัก นางต้องกินของอร่อย ๆ สมกับที่เหน็ดเหนื่อยช่วยทบทวนตำราให้เขามาสองเดือนเต็ม
“เช่นนั้นกินบะหมี่เถอะ”
“ข้าอุตส่าห์เป็นเจ้ามือเหตุใดเลือกกินอาหารราคาถูกนัก” อี้เฉิงกอดอก จ้องมองสตรีเบื้องหน้าอย่างสงสัย
“เอาเถิดน่า ท่านเป็นคุณชายผู้สูงส่งตั้งแต่เกิดไม่รู้หรอกว่าของอร่อยไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาเสมอไป” ซูเม่ยกล่าวพลางดึงแขนเสื้ออีกฝ่ายให้ตามนางไป
ตรอกคับแคบหลังเมือง ชาวเมืองแต่กายแสนธรรมดากำลังจับจ่ายใช้สอยประจำวัน ข้าวของคุณภาพดีไม่แพ้ร้านกลางเมืองถูงวางขายในแผงลอยเต็มสองข้างทาง
“ในเมืองหลวงมีที่แบบนี้ด้วยหรือ?” อี้เฉิงอุทานพลางเดินตามหลังซูเม่ยต้อย ๆ
“ยังมีอีกมากที่ท่านไม่รู้คุณชายเพ่ย” นางหันมากล่าวกับเขา
“ท่านรู้หรือไม่ว่าแจกันนี้ราคาเท่าไหร่” ซูเม่ยยกแจกันที่ตั้งขายข้างทางถามอี้เฉิง
“เนื้อดินเผาละเอียด ลวดลายสวยงามเช่นนี้คงไม่ต่ำกว่าสิบตำลึงกระมัง” แม้ร้านจะเป็นแผงลอยแต่อี้เฉิงมองว่าสินค้าในร้านมีคุณภาพไม่น้อย
“เถ้าแก่แจกันท่านถึงสิบตำลึงหรือไม่” ซูเม่ยยิ้มให้กับอี้เฉิงก่อนหันไปถามเจ้าของร้าน
“คุณหนูท่านนี้ แจกันเหล่านี้ข้าทำเองราคาหนึ่งตำลึงแปดเฟื้องเท่านั้น หากท่านอยากได้ข้าลดให้อีกก็ได้” ชายชราผมขาวโพลนตอบอย่างใสซื่อ
“เหตุใดถูกเช่นนี้เล่า?” เป็นอี้เฉิงที่ตกใจกับราคาแจกันแสนวิจิตรในมือซูเม่ย
“ข้าเอา บุรุษผู้นี้จะเป็นผู้จ่ายเงิน” นางกล่าวกับพ่อข้าพลางปรายตามองคุณชายของตนให้จ่ายเงินค่าแจกัน
อี้เฉิงมิได้กล่าวขัดขืนใด ๆ เขายื่นเงินให้กับพ่อค้าอย่างว่าง่ายก่อนจะเดินตามซูเม่ยไป
“ในตรอกนี้ล้วนเป็นชาวบ้านธรรมดา ที่ไม่มีสิทธิ์ค้าขายได้ทัดเทียมตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง” นางเริ่มอธิบายระหว่างทางที่เดินหาร้านบะหมี่
“ทำไมเล่า ราชสำนักไม่ได้ห้ามค้าขายไม่ใช่หรือ”
“ก็อย่างที่ท่านเคยบอกกับข้า ขุนนางมีอำนาจมากพวกเขาบีบบังคับให้ชาวบ้านขายของให้ตนในราคาถูก จากนั้นก็นำไปขายเองก่อนจะใช้อำนาจขุมขู่ไม่ให้เจ้าของสินค้าได้มีโอกาสเข้าไปค้าขายในเมือง”
“แล้วพวกเขายอมหรือ?”
“ไม่ยอมได้หรือ หากไม่ยอมก็คงต้องเดือดร้อนทั้งครอบครัวแน่” ซูเม่ยหยุดเดิน หันมาจ้องมองคุณชายที่พึ่งออกท่องโลกกว้างเป็นครั้งแรก
“เหตุใดเจ้าที่พึ่งเข้าเมืองหลวงถึงรู้เรื่องพวกนี้ดีนัก” อี้เฉิงเริ่มสงสัยในตัวสาวใช้
“ข้าเดินเล่นไปทั่วระหว่างรอท่านฝึกดาบในแต่ละวัน จึงพบตรอกนี้เข้าโดยบังเอิญ”
“นั่นไงถึงแล้วร้านบะหมีที่ว่า” ซูเม่ยยิ้มกว้างชี้ไปยังเพิงไม้ข้างทางที่มีโต๊ะนั่งอยู่สองสามตัว
“เร็วเข้านั่งลงข้าหิวแล้ว” นางดึงแขนเสื้อของอี้เฉิงให้ตามมา
“ร้านแบบนี้ก็กินได้หรือ” คุณชายอย่างเขาไม่เคยเจอร้านเล็กเช่นนี้มาก่อน
“อย่าดูที่ภายนอก ร้านบะหมี่แสนธรรมดาเช่นนี้จะทำให้ท่านลืมอาหารขึ้นชื่อของหออี้หนันเลยล่ะ”
ยังไม่ทันที่อี้เฉิงจะได้โต้แย้ง บะหมี่ที่ยังไม่ถูกสั่งก็ถูกวางต่อหน้าเสียแล้ว เขาได้แต่มองซูเม่ยอย่างงงงวย
“ร้านมีอาหารอย่างเดียวน่ะ ไม่ต้องสั่งเถ้าแก่ก็รู้ว่าจะกินอะไร” นางยิ้มแห้งพลางดึงชามบะหมี่มาเป่าให้หายร้อน ก่อนดันกลับไปให้อีกฝ่าย
“หายร้อนแล้ว ท่านลองชิมดู”
อี้เฉิงแข็งทื่อกับการกระทำของนาง เขาไม่คิดว่าซูเม่ยจะเอาใจใส่ถึงเพียงนี้ เขาไม่ชอบกินอาหารร้อนตั้งแต่ไหนแต่ไรไม่นึกว่านางจะรู้ด้วย
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่กินอาหารร้อน”
“สังเกตเอาน่ะ ข้าเห็นท่านมักนั่งมองอาหารอยู่เป็นชั่วยามกว่าจะกินลงไป จึงเดาว่าคงไม่ชอบของร้อน” ซูเม่ยกล่าวพลางคีบบะหมี่เข้าปาก
คำตอบของนางกลับทำให้หัวใจของอี้เฉิงอบอุ่นอย่างน่าประหลาด เขาอดยิ้มให้กับท่าทางการกินอย่างเอร็ดอร่อยของนางไม่ได้ ท่าทางที่ออกรสออกชาติโดยไม่เขินอายทำให้เขาเองคิดอยากอาหารตามไปด้วย
“อื้อ อร่อยใช้ได้นี่” เพียงกินคำแรกเขามั่นใจเลยว่าร้านอี้หนันก็มิอาจทำได้อร่อยเช่นนี้
“บอกแล้ว ท่านต้องชอบแถมราคายังเพียงหนึ่งร้อยอีแปะ ถูกว่าร้านอี้หนันที่อาหารหนึ่งจานก็หนึ่งตำลึงไปแล้ว”
“น่าเสียดายที่ของพวกนี้ถูกขายแค่ในตรอกเล็ก ๆ” อี้เฉิงทอดสายตาออกไปยังร้านรวงต่าง ๆ
“เช่นนั้นหากท่านได้เป็นขุนนาง คุณชายเพ่ยก็ช่วยพวกเขาหน่อยได้หรือไม่ ชาวเมืองเหล่านี้แม้ขยันเพียงใดแต่ก็ยังไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ ไหนจะถูกกิจการของพวกขุนนางบังคับให้ขายสินค้าในเมืองไม่ได้ แล้วยังต้องถูกเก็บภาษีที่สูงกว่าราชสำนักกำหนดอีก” ซูเม่ยจ้องตาบุรุษเบื้องหน้าขอความเห็นใจ
อี้เฉิงมองลึกเข้าไปในตาคู่งาม ประกายระยิบระยับในดวงตาสาวใช้ของตนทำให้เขาตกอยู่ในภวังค์ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ซูเม่ยมีผลกับชีวิตของเขามากขึ้นเรื่อย ๆ แววตาที่ใสซื่อเปิดเผยนี้ยากจะทำให้เขาปฏิเสธได้
“อือ ข้ารับปาก”
“ขอบคุณคุณชายล่วงหน้า” รอยยิ้มกว้างประดับบนใบหน้างามของซูเม่ยอีกครั้ง
รถม้าวิ่งผ่านจวนตระกูลมู่ อี้เฉิงเลิกคิ้วมองซูเม่ยด้วยความงุนงง เส้นทางนี้อยู่คนละฝั่งกับจวนแม่ทัพการผ่านมาบนถนนเส้นนี้จึงไม่ใช่เรื่องปกติ
“ทำไมต้องมาตระกูลมู่?”
“นำแจกันมาให้คุณหนูมู่อย่างไรเล่า” ซูเม่ยยกแจกันมาอุ้มไว้
“ข้านึกว่าเจ้าอยากได้เสียอีก” อี้เฉิงมีท่าทีผิดหวัง
“ข้าอยู่ในเรือนสาวใช้จะต้องการแจกันไปทำไม ไม่กี่วันก่อนตอนท่านไปฝึกดาบหยุนเสี่ยวกับข้าได้เดินเล่นในเมือง นางจ้องมองแจกันแต่ไม่ซื้อเพราะราคาของมันค่อนข้างสูง”
อี้เฉิงเข้าใจความหมายของซูเม่ยในทันที แจกันนี้คงจะถูกมอบให้คุณหนูมู่ในนามของตัวเองแน่
“ท่านเอาลงไปให้เถอะ บอกนางว่ารู้จากข้าว่าเห็นนางอยากได้จึงซื้อมาให้ และกำชับสาวใช้ด้วยว่าราคาของมันเพียงหนึ่งตำลึง นางจึงจะไม่คิดว่าท่านใช้ของมีราคาหวังซื้อน้ำใจนาง” ซูเม่ยอธิบายเสร็จสรรพ ก่อนยื่นแจกันให้อีกฝ่าย
จวนแม่ทัพเมืองหลวงวุ่นวายไม่น้อย แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าจวนเพ่ยกับแม่ทัพใหญ่รวมทั้งฮูหยินใหญ่ก็ต่างวุ่นวายจัดแจงสาวใช้ไปด้วย แม้อากาศฤดูนี้ร้อนอบอ้าว ทว่าใจของอี้เฉิงกลับหนาวเหน็บ เขาแทบขาดใจทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฮูหยินตนร้องด้วยความเจ็บปวด “อีกนิดเดียวเจ้าค่ะ เบ่งเจ้าค่ะ” เสียงหมอตำแยดังออกมาจากภายในเรือนใหญ่ “อื้อ!!!” เสียงเบ่งสลับกลับเสียงร้องดังไม่หยุดหย่อน “ท่านแม่ ฮูหยินข้าจะไม่ไหวแล้ว” อี้เฉิงหน้าซีดเผือดจ้องมองเรือนใหญ่ไม่ละสายตา “เจ้าอย่าใจร้อน ซูเม่ยนางอดทนกว่าที่เจ้าคิด” “อื้อ!!!!” “แง!” เสียงทารกดังขึ้น ทำทุกคนในลานหยุดชะงักหันมองเรือนใหญ่ในทันที “คลอดแล้ว! คลอดแล้วขอรับ! ลูกข้าคลอดแล้ว” อี้เฉิงกระโดดเป็นเด็ก วิ่งไปยังหน้าประตูเรือนใหญ่ที่ยังคงปิดอยู่ ปัง! ปัง! ปัง! “ท่านแม่ยาย! ลูกข้าคลอดแล้วใช่หรือไม่” อี้เฉิงดีใจจนสำรวมอาการไม่อยู่วิ่งไปเคาะประตูเสียงดัง “นี่เจ้าเป็นพ่อคนแล้ว สำรวมหน่อย” หลี่หว่ารีบมา
“ยังขมอยู่หรือไม่” อี้เฉิงเอ่ยถามสตรีในอ้อมกอดที่บัดนี้จ้องมองตนตาโตจนน่าขำ “พอเลยเจ้าค่ะ ข้าจะนอนแล้ว” ซูเม่ยเคอะเขินจนไม่รู้จะอยู่สนทนาอย่างไรต่อแล้ว ก่อนจะพลิกตัวกลับไปล้มตัวนอน โดยที่อี้เฉิงไม่คิดเย้านางต่อปล่อยให้ฮูหยินตนที่เหน็ดเหนื่อยจากความโหยหาของตนเมื่อครู่ได้หลับสนิท ยามเหม่าแม่ทัพหนุ่มปรือตาตื่น ทว่าพื้นเตียงข้างตนกลับเย็นเฉียบ บ่งบอกว่าสตรีข้างกายได้ลุกออกไปนานแล้ว แต่ยังไม่ทันที่จะตามหาซูเม่ยกลับเปิดประตูเข้ามาเสียก่อน “ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” นางเอ่ยก่อนวางอ่างน้ำลงข้างเตียง “อือ! เหตุใดฮูหยินตื่นเช้านัก” อี้เฉิงเอ่ยถามพลางรั้งเอวบางนั่งบนตักตน “อากาศเริ่มหนาวข้าเลยไปนำน้ำอุ่นมาให้ท่านพี่เช็ดหน้าเจ้าค่ะ” “เหตุใดต้องทำเอง ให้สาวใช้ยกมาก็พอ” “เรื่องของท่าน ข้าอยากเป็นคนทำให้เองเจ้าค่ะ” ซูเม่ยเอ่ยพลางยืนผ้าอุ่นให้เขา “แต่ข้ากลัวฮูหยินเหนื่อยนี่นา” อี้เฉิงท่าทางดังแมวน้อยออดอ้อนเจ้านาย “ไม่เหนื่อยหรอกเจ้าค่ะ หรือท่านพี่ไม่ต้องกา
อี้เฉิงกลับถึงจวนในยามเซิน ภายในจวนเงียบสงบเช่นที่เคยเป็นเขาหยุดหน้าห้องอักษรก่อนหันมองไปยังเรือนใหญ่ “ฮูหยินล่ะ” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยถามสาวใช้ที่ผ่านมา “ฮูหยินไม่อยู่เจ้ค่ะ” “ไม่อยู่! หมายความว่าอย่างไร” อี้เฉิงตกใจเมื่อได้ยินสิ่งที่สาวใช้รายงาน ‘เจ้าไม่กลับเรือนนานเพียงนี้ ไม่เกรงซูเม่ยจะคิดว่าเจ้าทอดทิ้งแล้วจากไปหรือ’ คำพูดของบิดาที่เอ่ยเตือนผุดขึ้นในหัว ก่อนที่เขาจะละทิ้งห่อสัมภาระไว้ตรงนั้นแล้ววิ่งไปยังเรือนใหญ่ ประตูเรือนถูกเปิดออกอย่างแรง ทว่าข้างในกลับว่างเปล่า หัวใจของแม่ทัพหนุ่มเกือบหยุดเต้น การบีบรัดของก้อนเนื้อในอกช่างทรมาน “ฮูหยิน ฮูหยิน!” เขาเดินวนไปทั่วเรือนใหญ่กลับไร้วี่แววของนาง ภายในหัวเขาขาวโพลนเสียงอื้ออึงเกิดขึ้นในหู เมื่อมองไปทางใดมีแต่หมอกขาวขวางกั้นไม่พบแม่แต่เงาของนาง “ซูเม่ย! เจ้าอยู่ไหน!” อี้เฉิงแตกตื่นลนลานวิ่งวุ่นไปทั่วจวน เหล่าบ่าวไพร่ต่างตกใจกับท่าทางคล้ายคนเสียสติของท่านแม่ทัพ “ซิงเหว่ยเตรียมม้า ข้าจะไปตามหาซูเม่ย” เขาตะโกนเรียกองครักษ์ข้า
“เจ้าคิดจะช่วยมันหรือ” อี้เฉิงไม่สนเป็นผู้ใด เขาพร้อมจะต่อสู้หากคิดขวางทางแก้แค้นของเขา “อี้เฉิงท่านใจเย็นก่อน ชายผู้นี้ไม่ได้ทำข้าด่างพร้อย” ซูเม่ยเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า รีบอธิบายความจริงทันที อี้เฉิงสมองขาวโพลน ในหัวว่างเปล่าหันมองนางอย่างช้า ๆ เขาไม่รู้จะต้องรู้สึกอย่างไร ดีใจ โล่งใจ สับสน หรือแค้นเคือง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร” อี้เฉิงมองนางด้วยอารมณืที่หลากหลาย ไม่ต่างจากจูฉือและหัวหน้าหน่วยสังหารที่งุนงงไม่ต่างกัน “ฝ่าบาทรู้ว่าจูฉือจะต้องช่วยลี่เฉี่ยวกำจัดหม่อมฉัน จึงให้องครักษ์ห่าวตูลอบอารักขา เมื่อชายผู้นี้เข้ามาข้าจึงได้ฝากรอยแผลลึกไว้ที่หน้าเขาก่อนที่จะสลบไป ไม่นานองครักษ์ห่าวตูก็ได้ใช้ยาสลบและยาสับสนให้กับชายผู้นี้ เขาจึงคิดมาตลอดว่าทำแผนการสำเร็จ” ซูเม่ยอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น อี้เฉิงตกใจกลับสิ่งที่ได้ยิน แววตาของซูเม่ยเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่สื่อออกมาอย่างชัดเจน เวลานี้เขาเข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้ง ใบหน้าแค้นเคืองบัดนี้กลับเป็นนิ่งงัน กระบี่ลดต่ำลงก่อนจะถอยห่างจากหัวหน้ามือสังหาร โดยไม่ได้หันหน้ามองซ
“ฮูหยินข้าเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ด้วย” อี้เฉิงรู้สึกแปลกใจเมื่อฮ่องเต้ต้องการดึงนางเข้าไปเกี่ยว “เรื่องนั้นท่านต้องรอถามฮูหยินท่านอธิบายเองแล้ว ตอนนี้ควรรีบเร่งหากช้ากว่านี้ เกรงองค์รัชทายาทจะตกอยู่ในอันตรายได้” อี้เฉิงแม้กระวนกระวายใจ แต่สิ่งสำคัญคือต้องรีบไปเข้าวังหลวงอารักขาองค์รัชทายาทเสียก่อน และนี้อาจจะเป็นโอกาสให้กำจัดขั้วขุนนางฝั่งตระกูลจูลงได้ “ซูเม่ย ตื่นเถอะ” อี้เฉิงกระซิบเสียงเบาข้าหูนาง “เกิดอะไรหรือเจ้าคะ” นางปรือตาตื่นเมื่อเห็นฟ้าโดยรอบยังมืดอยู่จึงแปลกใจไม่น้อย “องครักษ์ห่าวตูมา” สิ้นประโยคซูเม่ยกลับนั่งตัวตรง ดวงตาที่หนักอึ้งกลับสว่างในทันที “จริงหรือเจ้าคะ” ท่าทางตกใจของนางทำให้อี้เฉิงคาดเดาว่านางคงมีเรื่องปิดบังตนแน่ “ใช่! ฮ่องเต้ให้เจ้าเข้าวังพร้อมข้า เกรงว่าจูฉือคิดส่งคนสังหารรัชทายาทแล้ว” อี้เฉิงเอ่ยพลางลุกขึ้นสวมชุดเกราะ ไม่ต่างจากซูเม่ยสวมอาภรณ์ให้เรียบร้อย ก่อนเดินออกจากเรือน “ฮูหยินน้อยเพ่ย ท่านยังจำหน้าโจรผู้นั้นได้หร
ราชโองการประกาศออกไปทั่วแคว้น องค์ชายใหญ่เปี่ยมด้วยเมตตา พระปรีชามากล้น นับแต่นี้ขึ้นเป็นรัชทายาทของแคว้นเฟิงหยาง แม้เสนาบดีซ้ายคิดขัดขวางทว่าบทความนั้นช่างน่าอายจนมิอาจหน้าหนาหาข้ออ้างได้ ด้านตระกูลโจวก็มีเรื่องกังวลไม่แพ้กันด้วยกำแพงเมืองเหนือพังลง เพราะรองเจ้ากรมโยธาอย่างโจวเหิงซานคิดอมเงินหลวง อีกทั้งไม่ยอมจ่ายค่าจ้างคนงานนานถึงครึ่งปี บัดนี้โทษทัณฑ์เข้าใกล้ตัวคิดหนีก็ไม่ทันเสียแล้ว ท้องพระโรงเจิงหมิงประทับนั่งบัลลังก์มังกร การสืบคดีหัวเมืองเหนือสิ้นสุด ขุนนางทุกผู้ถูกเรียกเข้าร่วมหารือทันที “ทูลฝ่าบาท กำแพงเหนือพังลงเพราะโจวเหิงซานใช้ของไม่มีคุณภาพ หินที่นำมาสร้างก็น้อยนิด ดินมีแต่เศษฟางทำให้ไม่แข็งแรงพังลงอย่างง่ายดาย อีกทั้งคนงานบอกไม่ได้ค่าจ้างมาหกเดือนแล้ว ก่อนหน้าแม้ได้ค่าแรงแต่ก็เพียงครึ่งนึงของราคาประกาศของราชสำนัก พ่ะย่ะค่ะ” สิ้นคำกราบทูล เจิ้งหมิงใบหน้าโกรธเกรี้ยว สองมือกำแน่นสายตาพิฆาตจ้องมองโจวเหิงซานโดยไม่ละสายตา “ทหารนำชายชั่วนี้ไปประหาร” เสียงทรงอำนาจดังลั่น “ฝะฝ่าบาท ไว้ชี







