เข้าสู่ระบบตลอดเส้นทางกลับจวนอี้เฉิงเอาแต่เหม่อลอย เขานั่งพิงกรอบหน้าต่างรถม้าทอดสายตาออกไปภายนอก โดยไม่สนทนาใด ๆ กับซูเม่ยอีก ไม่ต่างจากนางที่ลอบสังเกตอาการของคนผิดหวังจากความรัก โดยที่ไม่กล่าวคำใดออกมาเช่นกัน
รถม้าหยุดนิ่งหน้าจวนแม่ทัพใหญ่ ทว่าคุณชายรองของตระกูลยังไม่รู้สึกตัว ทำให้ซูเม่ยต้องกล่าวเตือน
“คุณชายเพ่ย ถึงจวนแล้วหากท่านยังไม่อยากลง เช่นนั้นข้าเข้าจวนก่อนแล้วกัน” นางกล่าวก่อนลงจากรถม้าไป แต่พึ่งก้าวพ้นประตูจวนกลับถูกมื้อของอี้เฉิงรั้งแขนนางไว้
“เช่นนั้นเจ้าช่วยข้า”
เสียงที่กล่าวขึ้นไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้ซูเม่ยต้องหันกลับไปมอง บุรุษเจ้าของเสียงมองมายังนางด้วยแววตาจริงจัง บ่งบอกว่าคำพูดเมื่อครู่เขาหมายความตามที่พูดจริง
“ช่วยท่าน ช่วยท่านเรื่องอะไร”
นางไม่เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการสื่อ ก่อนที่จะจ้องมองไปยังแขนเรียวที่ถูกมือของอี้เฉิงรั้งไว้ไม่ยอมปล่อย คิ้วโก่งขมวดแน่นพลางมองสบตาอีกฝ่ายเป็นสัญญาณให้เขาปล่อยมือจากนาง หากทว่าอีกฝ่ายกลับไม่สนใจ
“เป็นแม่สื่อให้ข้า ช่วยให้ข้าเข้าหามู่หยุนเสี่ยว”
“ข้าไม่เอาด้วยหรอก ไม่อยากยุ่งเรื่องรักใคร่ของผู้อื่น”
ซูเม่ยกล่าวพลางแกะมือหนาที่จับแขนนางไว้แน่น ทว่าแรงของนางกลับสู้แรงของอีกฝ่ายไม่ได้ ยิ่งนางพยายามมากเพียงใด อีกฝ่ายกลับยิ่งกระชับมือหนาไว้แน่นมากขึ้น จนหญิงสาวต้องส่งสายตาตำหนิเตือนคนเบื้องหน้า
“นี่คุณชายเพ่ย ท่านจะปล่อยข้าได้หรือยัง”
“เจ้ารับปากช่วยข้าก่อนสิ”
อี้เฉิงดื้อรั้นเช่นเด็กน้อยจนนางเองระอากับการกระทำชอบบีบบังคับคนอื่นเช่นนี้
“ท่านไม่มีอะไรที่นางชอบเลย แล้วจะทำให้นางชื่นชอบในตัวท่านได้อย่างไร”
“ปล่อยข้าได้แล้ว!”
ซูเม่ยขมวดคิ้วแน่น แขนขาวผ่องของนางเริ่มมีสีแดงจากแรงที่พยายามดินให้หลุดจากมือบุรุษตรงหน้า อี้เฉิงที่มองเห็นเนื้อขาวแดงเป็นปื้นจากความเอาแต่ใจของตนจึงยอมปล่อยแต่โดยดี
“เช่นนั้นข้าควรทำเช่นไร” แววตาดื้อนั้นแปรเปลี่ยนเป็นขอความเห็นใจในทันที
“ทำเช่นเดียวกับที่พี่ชายท่านทำ” ซูเม่ยตอบส่ง ๆ ก่อนจะหมุนกายเดินจากไป
“เจ้าจะช่วยข้าด้วยใช่หรือไม่” อี้เฉิงยังไล่ตามหลังมาไม่หยุด
“ไม่!”
“เหตุใดข้าต้องช่วยท่าน?”
ซูเม่ยไม่คิดจะหันกลับไปสนทนาอีก นางเดินจ้ำอ้าวมุ่งหน้าไปยังเรือนสาวใช้ในทันที
“หากคุณหนูเจียงยอมช่วย ข้าจะช่วยขอร้องท่านพ่อเรื่องตราอภัยโทษนั่นอีกแรง”
สิ้นคำพูดของอี้เฉิงฝีเท้าของซูเม่ยหยุดชะงักลงทันที พลางหันไปยังเจ้าของเสียง
“ท่านพูดจริงหรือ”
ดวงตาเป็นประกายของสตรีในชุดสาวใช้ทำอี้เฉิงอดยกยิ้มไม่ได้
“ข้าพูดคำไหนคำนั้น”
“เช่นนั้นข้าตกลง” นางกล่าวด้วยใบหน้าแต้มยิ้ม
ซูเม่ยเริ่มใช้สายตาสำรวจบุรุษเบื้องหน้า การจ้องมองทุกส่วนของร่างกายของนางทำอี้เฉิงวางตัวไม่ถูก
“ข้าว่าคุณชายเพ่ยควรเริ่มจากการทำตัวให้เหมือนบัณฑิตเสียก่อน”
“ข้าไม่เหมือนบัณฑิตตรงไหน?” อี้เฉิงมองสำรวจตัวเอง
“ข้าว่าท่านควรเปลี่ยนเป็นถามว่า มีส่วนตรงไหนที่ดูเหมือนบัณฑิตน่าจะง่ายกว่า” ซูเม่ยเอียงคอพลางใช้นิ้วชี้วาดวงกลมในอากาศเบื้องหน้าของอีกฝ่าย
“คุณหนูเจียงกล่าวหนักไปหรือไม่” อี้เฉิงดูไม่สบอารมณ์
“แล้วข้าควรทำเช่นไร”
“ทำเหมือนคุณชายใหญ่ แต่งกายเหมือนเขา พูดจาเหมือนเขา รู้ตำราเช่นเขา ท่านทำได้หรือไม่”
“พี่ชายข้าแต่งกายด้วยอาภรณ์สีดำทุกวันเช่นนี้เจ้าชอบหรือ” อี้เฉิงไม่ชอบการแต่งกายเช่นนั้นเป็นทุนเดิม
“ไม่ชอบ แต่คุณหนูมู่ชอบนี่”
“เอาเถอะ เราเริ่มจากรู้ตำราจะดีกว่า” ซูเม่ยเปลี่ยนบทสนทาเมื่อเห็นอี้เฉิงมีท่าทีคิดหนักไม่น้อย
“ได้! จากนี้ข้าจะอ่านตำราให้หนักขึ้น เช่นนั้นข้ากลับเรือนก่อน” อี้เฉิงกล่าวจบก็หันกายกลับเรือนในทันที ปล่อยให้อีกฝ่ายมองตามหลังเขาไป
“เจ้ากับน้องชายข้าเข้ากันได้ดีไม่น้อย”
เสียงปริศนาดังขึ้นทำซูเม่ยที่กำลังเหม่อลอยสะดุ้งตกใจ ก่อนจะรีบหันหาที่มาของเสียง กลับพบหยางอี้เดินออกมาจากด้านหลังของเรือนเก็บของ
“คุณชายใหญ่” ซูเหม่ยยอบกายเคารพ
“เหตุใดถึงอยู่ที่นี่ได้เจ้าคะ” นางถามอย่างสงสัย
“ข้าเอาของมาเก็บ กลับเจอเด็กสองคนกำลังนินทาข้าอยู่จึงไม่กล้าเดินออกมา ยืนรออยู่นานจนเหมื่อยขาไปหมด”
หยางอี้จ้องหมองสตรีเบื้องหน้าด้วยสายตาเอาเรื่อง พลางเคาะพัดในมืออย่างคาดโทษ ทำซูเม่ยที่ถูกจับได้ยิ้มแห้งโดยไม่มีคำแก้ตัวใด ๆ
“เหตุใดต้องการตราอภัยโทษจากท่านพ่อ เจ้าไปทำความผิดใหญ่หลวงมาหรือ”
คำถามของบุรุษตรงหน้าทำให้ซูเม่ยหุบยิ้มในทันที สีหน้าของนางบ่งบอกถึงความเป็นกังวลอย่างชัดเจน
“หากเจ้าไม่ยอมบอก ข้าจะนำเรื่องที่เจ้ากับอี้เฉิงกำลังจะทำบอกกับฮูหยินเอกเอง” หยางอี้ยกคิ้วอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า
“นี่!” แม้อยากต่อว่าแต่นางกลับไม่มีอำนาจพอ
“บิดาข้าอาจารย์เจียงแห่งซานหลิน แต่งกวีดูแคลนฮ่องเต้จึงถูกจับเข้าคุกหลวง ข้าเลยอยากได้ตราอภัยโทษเพื่อช่วยเขา จึงบากหน้ามาขอร้องฮูหยินใหญ่ที่เคยเป็นสาวใช้ของท่านแม่”
ซูเม่ยไม่มีทางเลือกจึงต้องอธิบายทุกอย่างให้อีกฝ่ายฟัง โดยที่หยางอี้มีท่าทีตกใจไม่น้อย
“เจ้าหมายถึงบัณฑิตเจียงเหลียนไห่น่ะหรือ”
“เช่นนั้นที่เจ้าเป็นสาวใช้ ก็เพราะรอบิดาข้ากลับมาใช่หรือไม่”
“อือ” นางพยักหน้ารับ
หยางอี้มองสตรีเบื้องหน้าด้วยอารมณ์หลากหลาย เขานับถือในความใจกล้าของนางที่เดินทางมาไกลถึงเพียงนี้เพื่อขอร้องคนที่ตนเองไม่รู้จัก ทั้งยังสงสารที่แม้ว่านางจะรั้งรออยู่นานเพียงใด บิดาของตนก็มิยอมยกตรานั่งให้แน่
“คุณหนูเจียง เช่นนั้นข้าอยากเตือนเจ้าบิดาข้าไม่ใช่คนที่จะใจอ่อนเห็นใจผู้อื่น การรอของเจ้าจะเสียแรงเปล่า”
หยางอี้เห็นใจความพยายามของนาง จึงตัดสินใจให้นางรับรู้ความจริงตั้งแต่ตอนนี้จะได้ไม่เสียเวลาเปล่า
ซูเม่ยจ้องมองชายที่ปกติมักเย็นชา ทว่าวันนี้กลับรู้จักเป็นห่วงผู้อื่น
“ขอบคุณคุณชายใหญ่ที่เตือน ข้ารู้ดีว่าเรื่องจะเป็นเช่นไรแต่ก็ยังอยากลองดู” ซูเม่ยกล่าวจบก็ยอบกายจากไปทันที
หยางอี้ได้แต่มองตามหลังร่างบาง แต่ภายในใจกลับรู้สึกหนักอึ้งเมื่อเห็นท่าทางเศร้าหมองของนาง
ภายในท้องพระโรงเจิ้งหมิงยังคงประทับอยู่บนบัลลังก์ ขุนนางน้อยใหญ่ต่างไม่เห็นด้วยกับการกังขังเหลียนไห่ไว้แต่ไม่ทำการใดเลย
“ทูลฝ่าบาท ทรงจะให้ตัดสินโทษนักโทษเจียงเหลียนไห่อย่างไรดีพ่ะย่ะค่ะ” เจ้ากรมยุติธรรมอดสงสัยไม่ได้
“ข้าไม่คิดจะตัดสินโทษใด ๆ เรื่องเท่านี้จับขังไว้สองสามเดือนแล้วก็ปล่อยกลับไปเถอะ หากข้ายิ่งลงมือราษฎรยิ่งจะเชื่อตามบทกวี”
ดำรัสเรียบง่ายของฮ่องเต้กลับทำให้ขุนนางใหญ่หลายคนไม่พอใจ ด้วยคนที่ถูกว่าหลายรวมพวกตนอยู่ด้วย เจ้ากรมยุติธรรมลอบสังเกตสีหน้ามหาราชครูโจวในทันที
“ฝ่าบาทหากทำเช่นนี้ยิ่งจะทำให้เหล่าบัณฑิตได้ใจ คิดจะแต่งบทกวีหรือบทความวิจารณ์ราชสำนักอย่างไรก็ได้นะพ่ะย่ะค่ะ”
เจ้ากรมยุติธรรมยังค้านหัวชนฝา ทำให้ฮ่องเต้ทรงกริ้วไม่น้อยใบหน้าที่เคยเรียบเฉย บัดนี้กลับแดงก่ำด้วยโทสะ
“พวกท่านจะเรื่องมากไปไยกับบทกวีจากบัณฑิตไร้ชื่อคนหนึ่ง ได้! เช่นนั้นข้าจะนำเขาไปขังในคุกลับของข้าไม่ให้เห็นแสงสว่างสักสามเดือน พวกท่านคงพอใจแล้วนะ”
เจิ้งหมิงกล่าวจบไม่รอให้ขุนนางคัดค้าน กลับลุกจากบัลลังก์ออกจากท้องพระโรงในทันที โดยที่เหล่าขุนนางไม่สามารถขัดขวางได้อีก ได้แต่ก้มรับบัญชาของฝ่าบาท
จวนแม่ทัพเมืองหลวงวุ่นวายไม่น้อย แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าจวนเพ่ยกับแม่ทัพใหญ่รวมทั้งฮูหยินใหญ่ก็ต่างวุ่นวายจัดแจงสาวใช้ไปด้วย แม้อากาศฤดูนี้ร้อนอบอ้าว ทว่าใจของอี้เฉิงกลับหนาวเหน็บ เขาแทบขาดใจทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฮูหยินตนร้องด้วยความเจ็บปวด “อีกนิดเดียวเจ้าค่ะ เบ่งเจ้าค่ะ” เสียงหมอตำแยดังออกมาจากภายในเรือนใหญ่ “อื้อ!!!” เสียงเบ่งสลับกลับเสียงร้องดังไม่หยุดหย่อน “ท่านแม่ ฮูหยินข้าจะไม่ไหวแล้ว” อี้เฉิงหน้าซีดเผือดจ้องมองเรือนใหญ่ไม่ละสายตา “เจ้าอย่าใจร้อน ซูเม่ยนางอดทนกว่าที่เจ้าคิด” “อื้อ!!!!” “แง!” เสียงทารกดังขึ้น ทำทุกคนในลานหยุดชะงักหันมองเรือนใหญ่ในทันที “คลอดแล้ว! คลอดแล้วขอรับ! ลูกข้าคลอดแล้ว” อี้เฉิงกระโดดเป็นเด็ก วิ่งไปยังหน้าประตูเรือนใหญ่ที่ยังคงปิดอยู่ ปัง! ปัง! ปัง! “ท่านแม่ยาย! ลูกข้าคลอดแล้วใช่หรือไม่” อี้เฉิงดีใจจนสำรวมอาการไม่อยู่วิ่งไปเคาะประตูเสียงดัง “นี่เจ้าเป็นพ่อคนแล้ว สำรวมหน่อย” หลี่หว่ารีบมา
“ยังขมอยู่หรือไม่” อี้เฉิงเอ่ยถามสตรีในอ้อมกอดที่บัดนี้จ้องมองตนตาโตจนน่าขำ “พอเลยเจ้าค่ะ ข้าจะนอนแล้ว” ซูเม่ยเคอะเขินจนไม่รู้จะอยู่สนทนาอย่างไรต่อแล้ว ก่อนจะพลิกตัวกลับไปล้มตัวนอน โดยที่อี้เฉิงไม่คิดเย้านางต่อปล่อยให้ฮูหยินตนที่เหน็ดเหนื่อยจากความโหยหาของตนเมื่อครู่ได้หลับสนิท ยามเหม่าแม่ทัพหนุ่มปรือตาตื่น ทว่าพื้นเตียงข้างตนกลับเย็นเฉียบ บ่งบอกว่าสตรีข้างกายได้ลุกออกไปนานแล้ว แต่ยังไม่ทันที่จะตามหาซูเม่ยกลับเปิดประตูเข้ามาเสียก่อน “ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” นางเอ่ยก่อนวางอ่างน้ำลงข้างเตียง “อือ! เหตุใดฮูหยินตื่นเช้านัก” อี้เฉิงเอ่ยถามพลางรั้งเอวบางนั่งบนตักตน “อากาศเริ่มหนาวข้าเลยไปนำน้ำอุ่นมาให้ท่านพี่เช็ดหน้าเจ้าค่ะ” “เหตุใดต้องทำเอง ให้สาวใช้ยกมาก็พอ” “เรื่องของท่าน ข้าอยากเป็นคนทำให้เองเจ้าค่ะ” ซูเม่ยเอ่ยพลางยืนผ้าอุ่นให้เขา “แต่ข้ากลัวฮูหยินเหนื่อยนี่นา” อี้เฉิงท่าทางดังแมวน้อยออดอ้อนเจ้านาย “ไม่เหนื่อยหรอกเจ้าค่ะ หรือท่านพี่ไม่ต้องกา
อี้เฉิงกลับถึงจวนในยามเซิน ภายในจวนเงียบสงบเช่นที่เคยเป็นเขาหยุดหน้าห้องอักษรก่อนหันมองไปยังเรือนใหญ่ “ฮูหยินล่ะ” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยถามสาวใช้ที่ผ่านมา “ฮูหยินไม่อยู่เจ้ค่ะ” “ไม่อยู่! หมายความว่าอย่างไร” อี้เฉิงตกใจเมื่อได้ยินสิ่งที่สาวใช้รายงาน ‘เจ้าไม่กลับเรือนนานเพียงนี้ ไม่เกรงซูเม่ยจะคิดว่าเจ้าทอดทิ้งแล้วจากไปหรือ’ คำพูดของบิดาที่เอ่ยเตือนผุดขึ้นในหัว ก่อนที่เขาจะละทิ้งห่อสัมภาระไว้ตรงนั้นแล้ววิ่งไปยังเรือนใหญ่ ประตูเรือนถูกเปิดออกอย่างแรง ทว่าข้างในกลับว่างเปล่า หัวใจของแม่ทัพหนุ่มเกือบหยุดเต้น การบีบรัดของก้อนเนื้อในอกช่างทรมาน “ฮูหยิน ฮูหยิน!” เขาเดินวนไปทั่วเรือนใหญ่กลับไร้วี่แววของนาง ภายในหัวเขาขาวโพลนเสียงอื้ออึงเกิดขึ้นในหู เมื่อมองไปทางใดมีแต่หมอกขาวขวางกั้นไม่พบแม่แต่เงาของนาง “ซูเม่ย! เจ้าอยู่ไหน!” อี้เฉิงแตกตื่นลนลานวิ่งวุ่นไปทั่วจวน เหล่าบ่าวไพร่ต่างตกใจกับท่าทางคล้ายคนเสียสติของท่านแม่ทัพ “ซิงเหว่ยเตรียมม้า ข้าจะไปตามหาซูเม่ย” เขาตะโกนเรียกองครักษ์ข้า
“เจ้าคิดจะช่วยมันหรือ” อี้เฉิงไม่สนเป็นผู้ใด เขาพร้อมจะต่อสู้หากคิดขวางทางแก้แค้นของเขา “อี้เฉิงท่านใจเย็นก่อน ชายผู้นี้ไม่ได้ทำข้าด่างพร้อย” ซูเม่ยเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า รีบอธิบายความจริงทันที อี้เฉิงสมองขาวโพลน ในหัวว่างเปล่าหันมองนางอย่างช้า ๆ เขาไม่รู้จะต้องรู้สึกอย่างไร ดีใจ โล่งใจ สับสน หรือแค้นเคือง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร” อี้เฉิงมองนางด้วยอารมณืที่หลากหลาย ไม่ต่างจากจูฉือและหัวหน้าหน่วยสังหารที่งุนงงไม่ต่างกัน “ฝ่าบาทรู้ว่าจูฉือจะต้องช่วยลี่เฉี่ยวกำจัดหม่อมฉัน จึงให้องครักษ์ห่าวตูลอบอารักขา เมื่อชายผู้นี้เข้ามาข้าจึงได้ฝากรอยแผลลึกไว้ที่หน้าเขาก่อนที่จะสลบไป ไม่นานองครักษ์ห่าวตูก็ได้ใช้ยาสลบและยาสับสนให้กับชายผู้นี้ เขาจึงคิดมาตลอดว่าทำแผนการสำเร็จ” ซูเม่ยอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น อี้เฉิงตกใจกลับสิ่งที่ได้ยิน แววตาของซูเม่ยเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่สื่อออกมาอย่างชัดเจน เวลานี้เขาเข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้ง ใบหน้าแค้นเคืองบัดนี้กลับเป็นนิ่งงัน กระบี่ลดต่ำลงก่อนจะถอยห่างจากหัวหน้ามือสังหาร โดยไม่ได้หันหน้ามองซ
“ฮูหยินข้าเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ด้วย” อี้เฉิงรู้สึกแปลกใจเมื่อฮ่องเต้ต้องการดึงนางเข้าไปเกี่ยว “เรื่องนั้นท่านต้องรอถามฮูหยินท่านอธิบายเองแล้ว ตอนนี้ควรรีบเร่งหากช้ากว่านี้ เกรงองค์รัชทายาทจะตกอยู่ในอันตรายได้” อี้เฉิงแม้กระวนกระวายใจ แต่สิ่งสำคัญคือต้องรีบไปเข้าวังหลวงอารักขาองค์รัชทายาทเสียก่อน และนี้อาจจะเป็นโอกาสให้กำจัดขั้วขุนนางฝั่งตระกูลจูลงได้ “ซูเม่ย ตื่นเถอะ” อี้เฉิงกระซิบเสียงเบาข้าหูนาง “เกิดอะไรหรือเจ้าคะ” นางปรือตาตื่นเมื่อเห็นฟ้าโดยรอบยังมืดอยู่จึงแปลกใจไม่น้อย “องครักษ์ห่าวตูมา” สิ้นประโยคซูเม่ยกลับนั่งตัวตรง ดวงตาที่หนักอึ้งกลับสว่างในทันที “จริงหรือเจ้าคะ” ท่าทางตกใจของนางทำให้อี้เฉิงคาดเดาว่านางคงมีเรื่องปิดบังตนแน่ “ใช่! ฮ่องเต้ให้เจ้าเข้าวังพร้อมข้า เกรงว่าจูฉือคิดส่งคนสังหารรัชทายาทแล้ว” อี้เฉิงเอ่ยพลางลุกขึ้นสวมชุดเกราะ ไม่ต่างจากซูเม่ยสวมอาภรณ์ให้เรียบร้อย ก่อนเดินออกจากเรือน “ฮูหยินน้อยเพ่ย ท่านยังจำหน้าโจรผู้นั้นได้หร
ราชโองการประกาศออกไปทั่วแคว้น องค์ชายใหญ่เปี่ยมด้วยเมตตา พระปรีชามากล้น นับแต่นี้ขึ้นเป็นรัชทายาทของแคว้นเฟิงหยาง แม้เสนาบดีซ้ายคิดขัดขวางทว่าบทความนั้นช่างน่าอายจนมิอาจหน้าหนาหาข้ออ้างได้ ด้านตระกูลโจวก็มีเรื่องกังวลไม่แพ้กันด้วยกำแพงเมืองเหนือพังลง เพราะรองเจ้ากรมโยธาอย่างโจวเหิงซานคิดอมเงินหลวง อีกทั้งไม่ยอมจ่ายค่าจ้างคนงานนานถึงครึ่งปี บัดนี้โทษทัณฑ์เข้าใกล้ตัวคิดหนีก็ไม่ทันเสียแล้ว ท้องพระโรงเจิงหมิงประทับนั่งบัลลังก์มังกร การสืบคดีหัวเมืองเหนือสิ้นสุด ขุนนางทุกผู้ถูกเรียกเข้าร่วมหารือทันที “ทูลฝ่าบาท กำแพงเหนือพังลงเพราะโจวเหิงซานใช้ของไม่มีคุณภาพ หินที่นำมาสร้างก็น้อยนิด ดินมีแต่เศษฟางทำให้ไม่แข็งแรงพังลงอย่างง่ายดาย อีกทั้งคนงานบอกไม่ได้ค่าจ้างมาหกเดือนแล้ว ก่อนหน้าแม้ได้ค่าแรงแต่ก็เพียงครึ่งนึงของราคาประกาศของราชสำนัก พ่ะย่ะค่ะ” สิ้นคำกราบทูล เจิ้งหมิงใบหน้าโกรธเกรี้ยว สองมือกำแน่นสายตาพิฆาตจ้องมองโจวเหิงซานโดยไม่ละสายตา “ทหารนำชายชั่วนี้ไปประหาร” เสียงทรงอำนาจดังลั่น “ฝะฝ่าบาท ไว้ชี







