แชร์

ข้าไม่ใช่โรงทาน

ผู้เขียน: พชราวลัย
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-01-27 14:45:00

คำพูดเชิญชวนนางพูดออกไปแล้ว หากจะปฏิเสธนางก็หาทางลงไห้ ฮูหยินเว่ยหัวเราะเยาะ ปล่อยให้นางทำตามใจไปเถอะ นิสัยเยี่ยงนี้หากแต่งเข้าจวนโหวแล้ว คงไม่มีทางได้ดี สามีร่างกายอ่อนแอไม่สามารถปกป้องนางได้ เมื่อสามีตาย สิ่งที่รอนางอยู่ก็คือความโดดเดี่ยวไปตลอดชีวิต เมื่อคิดถึงตรงนี้ ความโกรธในใจของนางก็ลดลงไปบ้าง

“ข้าเหนื่อยแล้ว อยากพักผ่อน เจ้าไปที่เรือนเหมยหลินกับเฉินมามาเถอะ”

“เจ้าค่ะ” จ้าวเยี่ยนเจียวลุกขึ้นเดินตามเฉินมามาออกไป

จ้าวเสวี่ยคิดอะไรบางอย่างได้ จึงลุกขึ้นยืนตาม “อาสะใภ้ ข้าจะไปดูว่าน้องสี่ต้องการอะไรเพิ่มอีกหรือไม่”

“ไปเถอะ ไปเถอะ!” ฮูหยินเว่ยโบกมืออย่างรำคาญ

จ้าวเสวี่ยคารวะ แล้วเร่งฝีเท้าจนตามจ้าวเยี่ยนเจียวทัน

“น้องสี่เพิ่งกลับมาถึงจวนจ้าวก็ไม่ให้ความเคารพฮูหยินเอก ถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไป ชื่อเสียงของเจ้าจะไม่เสียหายเอาหรือ?”

เมื่อมองจ้าวเสวี่ยที่ดูเหมือนเป็นห่วงนาง จ้าวเยี่ยนเจียวก็รู้สึกขบขัน มองเฉินมามาที่อยู่ข้างๆ จ้าวเสวี่ยเป็นคนฉลาด นี่คือการแสดงเจตนาที่จะตักเตือนตนเองแทนฮูหยินเว่ย “ในใจของพี่รอง ข้ายังมีชื่อเสียงให้พูดถึงด้วยหรือ?” จ้าวเยี่ยนเจียวพูดอย่างไม่เกรงใจ “ข้ายังคิดว่าในใจของพี่รอง ข้าเป็นคนที่มีชื่อเสียไปแล้ว”

รอยยิ้มบนใบหน้าของจ้าวเสวี่ยแข็งค้างไปชั่วขณะ “เราเป็นพี่น้องกัน ข้าจะมองเจ้าแบบนั้นได้อย่างไร? แต่ในฐานะพี่น้องก็ต้องเตือนเจ้าบ้าง เจ้ากลับมาบ้านแล้วเอ่ยปากขอสินเดิมจากฮูหยินเอกทันที เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม”

“ข้าไม่เห็นว่าจะมีอะไรไม่เหมาะสม อีกอย่างท่านแม่ก็ตอบตกลงแล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวเชิดหน้าภาคภูมิใจ “ทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีราคาที่ต้องจ่าย พี่รองคงไม่คิดว่าข้าจะยอมเสียเปรียบและยอมรับเรื่องนี้อย่างเงียบๆ ใช่ไหม? ข้าไม่ใช่โรงทาน”

ใบหน้ากลมๆ ของจ้าวเยี่ยนเจียวมีรอยยิ้มที่น่ารัก แต่กลับทำให้จ้าวเสวี่ยรู้สึกขนลุกอย่างประหลาด นางอึ้งไปครู่หนึ่งแล้วกล่าว “น้องสี่ การเป็นคนต้องมีคุณธรรม”

“คุณธรรมหรือ?!” จ้าวเยี่ยนเจียวมองจ้าวเสวี่ยรู้สึกสะท้อนใจ “พี่รองพูดแบบนี้ คงไม่ได้รู้สึกอิจฉาข้าแล้วหรอกนะ?”

คำพูดกระทบจิตใจ จ้าวเสวี่ยรู้สึกอับอายใบหน้าจึงแดงเล็กน้อย “พี่แค่เห็นว่าเจ้ายังมองสถานการณ์ไม่ชัดเจน อนาคตคงไม่ดีแน่ เงินทองเป็นของนอกกาย การที่เจ้าแต่งเข้าจวนโหวดูเหมือนจะมั่งคั่งร่ำรวย แต่พอเป็นแม่หม้ายแล้ว ต่อให้มีเงินทองมากมายก็เปล่าประโยชน์ วันหน้าทุกสิ่งทุกอย่างเจ้าก็ยังต้องพึ่งพาบ้านเดิมอยู่ดี” น้ำเสียงของจ้าวเสวี่ยฟังดูเหมือนเสียดาย แต่จริงๆ แล้วกำลังทำให้จ้าวเยี่ยนเจียวเกิดความรู้สึกไม่ไม่สบายใจ “เจ้าเติบโตมาในที่ต่ำต้อยจึงถูกเงินทองบังตาและมีความคิดตื้นเขิน”

จ้าวเสวี่ยเป็นคนที่ชอบทำตัวเป็นคนดี ภายนอกดูเหมือนเป็นห่วงเป็นใย แต่ภายในกลับเป็นคนที่มีความคิดที่ลึกซึ้งกว่าใคร

“ได้ฟังแบบนี้แล้ว ที่พี่รองพูดก็มีเหตุผล ดังนั้นข้าจะไม่แต่งงานแล้ว สินสอดก็ไม่เอา ข้าจะกลับไปหงเสีย แต่ว่า...พี่รอง” นางกะพริบอย่างไร้เดียงสา “ถ้าข้าไม่แต่งงาน ท่านแม่ที่รักพี่สามมาก คงจะหาคนอื่นมาแทนอยู่ดี ท่านว่าในตระกูลจ้าวของเรายังมีคุณหนูคนไหนที่ท่านแม่ของข้าจะนึกถึงได้อีก?”

หัวใจของจ้าวเสวี่ยหยุดเต้นไปชั่วขณะ

“ไหนๆ ก็พูดขึ้นมาแล้ว พี่รองก็ยังไม่ได้แต่งงานเลยนะ ทั้งที่อายุมากกว่าข้ากับพี่สามตั้งหนึ่งปี ดูเหมือนว่าเรื่องแต่งงานของพี่รอง ป้าสะใภ้ก็ยังไม่รีบ ถ้าให้ท่านแม่ของข้าช่วยจัดการก็น่าจะดี อีกอย่างการแต่งงานครั้งนี้ก็เป็นป้าสะใภ้ที่เป็นแม่สื่อ เห็นได้ชัดว่าป้าสะใภ้ก็พอใจมาก ดังนั้น หากให้ท่านแต่ง ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ดีเช่นกัน”

รอยยิ้มที่จ้าวเสวี่ยพยายามประคับประคองอยู่บนใบหน้าบัดนี้หายไปหมดแล้ว คนอื่นอาจไม่รู้ แต่นางรู้ดีว่าทั้งสองเรือนในตระกูลจ้าวดูเหมือนจะปรองดองกัน แต่จริงๆ แล้วต่างก็เกลียดชังกัน ฮูหยินเถียนไม่ชอบที่ฮูหยินเว่ยมีเงินทองมากมาย ส่วนฮูหยินเว่ยก็ไม่ชอบที่ฮูหยินเถียนเป็นลูกคุณหนูจากเมืองหลวงทำตัวว่าสูงส่งกว่าใคร แล้วคอยดูถูกคนอื่น

การแต่งงานนี้ พูดตามตรงแล้วก็เป็นเพียงแค่แผนการของแต่ละฝ่าย

ฮูหยินเถียนกับฮูหยินใหญ่เรือนรองของจวนโหวเป็นญาติกัน ดังนั้นฮูหยินเถียนจึงรู้ดีว่าร่างกายของคุณชายรองเป็นอย่างไร ส่วนฮูหยินใหญ่เรือนรองของจวนโหวก็รู้ดีว่าจ้าวซิ่นมีนิสัยเอาแต่ใจและหยิ่งยโส แต่ทั้งสองยังคงพยายามที่จะสานสัมพันธ์คอยยุยงให้ฮูหยินผู้เฒ่าจ้าวยอมรับการแต่งงานนี้

เรือนรองของจวนโหวแค่อยากได้คุณหนูเอาแต่ใจที่น่ารำคาญมาแต่งงานกับคุณชายรอง เพราะร่างกายของคุณชายรองนั้นอ่อนแออยู่แล้ว จึงหวังว่าหากถูกรบกวนมากๆ เข้าก็จะได้ตายเร็วๆ ฮูหยินเถียนไม่สนใจว่าบุตรสาวตระกูลจ้าวที่แต่งงานไปจะเป็นหม้ายหรือไม่ นางสนใจแค่การได้เกี่ยวดองกับจวนโหว เป็นการเอาใจพี่สาวที่เป็นฮูหยินของเรือนรอง เพื่อให้ช่วยเหลือบุตรชายของนางที่จะไปสอบจอหงวนในปีหน้า

ถึงแม้จ้าวเสวี่ยมีความคิดที่อยากจะทะยานสู่ความสำเร็จ แต่นางก็รู้ว่าถ้าสามีตายไปเมื่อไหร่ ชาตินี้ก็หมดหวังแล้ว ถึงแม้การแต่งงานใหม่จะไม่ใช่เรื่องยากในยุคนี้ แต่สำหรับฮูหยินเอกของตระกูลใหญ่แล้ว การแต่งงานใหม่เป็นเรื่องที่ยากมาก ดังนั้นนางจึงไม่อยากเข้าจวนโหว ไม่อยากมีชีวิตที่โดดเดี่ยวและน่าสมเพชไปตลอดชีวิต

“เจ้าหยอกข้าเล่นแล้ว” ใบหน้าของจ้าวเสวี่ยซีดลงเล็กน้อย “อาสะใภ้สนใจเจ้า ไม่ได้สนใจข้า”

“ก็อาจไม่แน่ ลองกลับไปที่สวนจื่อเฉินเพื่อถามดูก็ได้”

จ้าวเสวี่ยตกใจ หลบมือที่จ้าวเยี่ยนเจียวจะมาจับนาง “ข้ารู้สึกไม่สบายตัว ขอตัวกลับห้องก่อนนะ ไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนเจ้าแล้ว”

ความกระวนกระวายของจ้าวเสวี่ยปรากฏในสายตาของจ้าวเยี่ยนเจียว นางอดขำไม่ได้  “เมื่อพี่สาวไม่สบายก็รีบกลับไปพักผ่อนเถอะเจ้าค่ะ ข้าจะไม่รบกวนแล้ว แต่ถึงแม้ว่าข้าจะเติบโตมาในที่ที่พี่สาวบอกว่าต่ำต้อย แต่ข้าก็เข้าใจหลักการบางอย่าง อยากจะเตือนพี่รองสักเล็กน้อย ห้องที่มีประตูมากย่อมมีลมมาก คนที่พูดมากย่อมนำมาซึ่งภัยพิบัติ ต่อไปพี่รองจะพูดอะไร ก็ควรคิดให้รอบคอบ”

สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดแผ่วๆพาความหนาวเย็นมาเป็นระลอก มองดูจ้าวเยี่ยนเจียวที่จากไปด้วยรอยยิ้ม จิตใจของจ้าวเสวี่ยหนาวเหน็บเสียยิ่งกว่า

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เจียวเจียวผู้นี้วาสนาดีกว่าใคร   ในที่สุดเขาก็กลับมา

    ออกจากจวนโหว เยว่ฉีสือก็ขึ้นม้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับจวน แต่จะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวง เขาไม่แม้แต่จะมองเยว่ฉีอวิ๋น เพียงพูดว่า “ทหารที่ชายแดนไม่ค่อยมีโอกาสได้พักผ่อน อีกไม่กี่วันจากนี้ให้เจ้าพาคณะงิ้วไปที่ชายแดนเพื่อสร้างความสนุกสนานกับเหล่าทหารบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่ที่นั่นสักสองสามปี สร้างโรงงิ้วขึ้นมาเลย”สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที “อยู่หลายปี?! พี่ใหญ่ขอรับ ที่นั่นมันทั้งกันดารและเหน็บหนาวนะขอรับ”“ใช่แล้ว” ในที่สุดเยว่ฉีสือก็ก้มหน้าลง มองเยว่ฉีอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ดังนั้นมันถึงเหมาะกับเจ้า”เห็นสายตาของเยว่ฉีสือ เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวถึงกระดูก ตอนนี้รู้แล้วว่าเยว่ฉีสือจำฉินเยว่ได้!เขาสงสัยในใจอยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่มีความกล้าพอที่จะถามอะไรออกมาอีกหากไปลำบากอยู่ที่ชายแดนสองสามปีแล้วทำให้พี่ชายหายโกรธ เขาก็ยอม! เพียงแต่นึกถึงภรรยาที่บ้าน... เรื่องนี้ เขาปิดบังแม้กระทั่งคนข้างกาย ด้วยนิสัยของภรรยา เกรงว่านางจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอนหลังจากนั้น เยว่ฉีสือก็จะมาที่จวนโหวทุกๆ สามวัน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับจางซื่อฉิน แต่เขาก็มักจะบังเอิญ

  • เจียวเจียวผู้นี้วาสนาดีกว่าใคร   แม่ทัพใหญ่จวนกั๋วกง

    “เมื่อก่อนตอนที่พี่ชายของข้าตาบอดระหว่างนั้นโชคดีที่ได้ท่านช่วยดูแล ท่านเป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง”ฉินเยว่ส่ายหัว นางไม่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณอะไรกับเยว่ฉีสือ นางแค่พูดว่า “ตาของเขาหายดีแล้วหรือ?”เยว่ฉีอวิ๋นพยักหน้า “หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว หมอที่บิดาของข้าเชิญมาก็รักษาตาของพี่ชายข้าจนหายดี เขาเคยไปตามหาเจ้า แต่ข้าหลอกเขาว่าเจ้าตายแล้ว”ฉินเยว่รู้สึกเจ็บปวดใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ได้แต่กลั้นก้อนสะอื้นลงคอจ้าวเยี่ยนเจียวที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง นางรีบเข้าไปถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่เคือท่านลุงที่ไร้ความรับผิดชอบของข้าคนนั้น?”“เจียวเจียว เมื่อก่อนพี่ชายของข้าถูกซุ่มโจมตีเพราะบิดาของข้า ทำให้เขาตาบอดจนซึมเศร้าอยู่นาน เมื่อออกไปท่องเที่ยวหยางโจวครั้งหนึ่ง เขาทะเลาะกับบิดาของข้าระหว่างทาง แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย พอหาตัวพบอีกครั้ง เขาก็แต่งงานกับป้าของเจ้าในหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นใคร? เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร”“พอได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวตำหนิ “สรุปก็เป็นเรื่องฐานะอีกแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณชายสามเยว่หลอกพวกเรามาตลอด ท่านป

  • เจียวเจียวผู้นี้วาสนาดีกว่าใคร   ความสุข

    ดอกท้อที่อยู่นอกเรือนบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการแพ้ท้องหายแล้ว หรือเพราะท่านป้าของนางมาอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจ้าวเยี่ยนเจียวจึงดูสดชื่น กินอิ่ม นอนหลับ ทำให้คนทั้งจวนโล่งใจต้นท้อในสวนพลิ้วไหว งดงามน่ามอง ตามหลักแล้วนักปราชญ์ควรแต่งบทกวีเพื่อชื่นชม แต่โชคร้ายที่เจ้าของเรือนเหมยหลินเป็นคนชอบกิน เมื่อนางเห็นดอกท้อ นางก็คิดถึงการนำมันไปทำโจ๊กดอกท้อ ขนมดอกท้อ และสุราดอกท้อเช้านี้นางอยากกินแกะย่าง คนรับใช้ก็รีบยกหินก้อนใหญ่สองก้อนมาทำเตาย่าง แล้วเริ่มย่างเนื้อแกะ ดังนั้นในสวนดอกท้อจึงมีกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นจางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จ้าวเยี่ยนเจียวให้คนยกมาให้ เขากำลังชมดอกท้อและมองนางที่กำลังย่างเนื้อแกะ จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่การกิน ไม่สนใจวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบ้างเลย”“ทิวทัศน์ที่สวยงามก็สู้ท้องอิ่มไม่ได้” จ้าวเยี่ยนเจียวทำท่าทางน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นเนื้อแกะย่าง นางคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้กลิ่นแบบนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่กินอะไรไม่ลงมันทรมานแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ต้องกินให้อิ่มหน่อย “ท่านก็ชมวิวไปเถอะ ทำตัวเป็นคุณชา

  • เจียวเจียวผู้นี้วาสนาดีกว่าใคร   เจียวเจียวเป็นคนมีวาสนา

    ฤดูหนาวผ่านไป ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ดอกท้อบานสะพรั่ง มีทั้งสีเข้มและสีอ่อน ต่างแข่งขันกันเบ่งบานภายใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิจวนโหวได้จัดงานศพให้กับนายท่านรอง หลังจากตรุษจีนจึงจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหยินหยางได้ขอฮูหยินผู้เฒ่าแยกครอบครัวเมื่อพ้นระยะไว้ทุกข์ จางซินอวี้แต่งงานออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบอะไร แต่จางซื่อฉินกลับตกลงทันทีตอนนี้เรือนรองแทบจะหมดหวังแล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้ชื่อคุณหนูจวนโหวเพื่อหาคู่ที่ดีให้กับจางซินอวี้ ฮูหยินหยางก็คงจะพาบุตรชายและลูกสะใภ้ออกไปจากที่นี่นานแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางทำเรื่องสกปรกมากมายในที่ลับ จึงกลัวว่าจางซื่อฉินจะเปลี่ยนใจมาแก้แค้น หากยังดื้อรั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เรือนรองใช้ชีวิตในจวนโหวราวกับไม่มีตัวตน เซวี่ยอิงถงเรียกคืนอำนาจในการจัดการเรื่องในจวนกลับมา หลังจากนั้นได้มอบให้จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนดูแลแทน เพราะนางไม่ได้อยู่ประจำในจวน อีกทั้งยังมีฮูหยินผู้เฒ่าคอยช่วยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอนบรรยากาศในจวนยังคงหดหู่ แม้แต่สีหน้าของบ่าวไพร่ก็เศร้าสร้อย เดินเหินกันอย่างระมัดร

  • เจียวเจียวผู้นี้วาสนาดีกว่าใคร   สูญเสีย

    คำพูดของจางซื่อฉินทำให้ฮูหยินหยางแทบจะหายใจไม่ออก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้!ฮูหยินหยางมองจางซื่อฉิน ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก จางซื่อฉินรู้ว่าการที่ท่านอาเข้าไปในทะเลทรายก็เพื่อที่จะฆ่าเขา ตอนนี้เขาโต้กลับแล้วและไม่ไว้หน้าเลย “เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!”จางซื่อฉินจับมือฮูหยินหยาง ออกแรงเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะคำพูดของนาง “ยังมีท่านย่าอยู่ อาสะใภ้ก็ทำใจให้สบายเถอะ” ร่างของฮูหยินหยางอ่อนปวกเปียกนี่คือเขาต้องการให้นางยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพื่อฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว จางซื่อฉินจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จางซินอวี้ที่อยู่ข้างหลังร้องไห้จนหน้าเปื้อน รีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้จางซื่อฉินปล่อยมือ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจางเจิ้งเหอเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบคุกเข่าตาม“ท่านย่าขอรับ หลานไม่กตัญญู” จางซื่อฉินก้มหน้าลง “ไม่สามารถปกป้องท่านอาได้”ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือด หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก จ้องมองโลงศพตรงหน้าด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องส่งศพบุตร

  • เจียวเจียวผู้นี้วาสนาดีกว่าใคร   ข่าวคุณชายใหญ่จวนโหว

    ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในเรือนเหมยหลิน เซวี่ยอิงถงก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “ความสัมพันธ์ดีจริงๆ”“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวเยี่ยนเจียวร้องออกมาด้วยความประหลาดใจเซวี่ยอิงถงยิ้มให้น้องสะใภ้ เพราะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวยืนอยู่ข้างๆ จึงสูงเพียงแค่ไหล่ของนางเท่านั้น นางก้มลงมองใบหน้ากลมๆ ของน้องสะใภ้ ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ใบหน้าเด็กนี้ช่างน่ารักเสียจริงตอนนี้จางเจิ้งเหอยังหนุ่มอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอีกหลายปี คุณชายรองพาภรรยาออกไปข้างนอก อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อกับบุตรสาว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็หัวเราะมากขึ้น พร้อมกับเหลือบไปมองจางเจิ้งเหอจางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเซวี่ยอิงถงคิดอะไรอยู่ แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างเจ้าเล่ห์ “มาดักรอพวกเรา มีอะไรหรือขอรับ?”“ซื่อฉินให้ข้ามาบอกเจ้า”จางเจิ้งเหอก็ตั้งใจฟัง“สำเร็จแล้ว”คำพูดสั้นๆ สองคำนั้นช่างหนักแน่น จางเจิ้งเหอหลบสายตาลงเล็กน้อย อารมณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาแค่ถามว่า “พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?”“วางใจเถอะ!” เซวี่ยอิงถงยื่นมือไปตบไหล่ของจางเจิ้งเหอ “ช่วงตรุษจีน เพื่อไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status