LOGIN“แน่นอนว่ากล้า เรื่องการแต่งงานของข้า เป็นความเมตตาของท่านแม่ ท่านย่อมต้องทำให้ทุกอย่างให้ครบถ้วนตามที่ข้าบอก ไม่ทำให้ข้าต้องลำบาก” จ้าวเยี่ยนเจียวแกะเปลือกเกาลัดแล้วยัดเนื้อเข้าไปในปาก “แต่ว่าหลังจากไถ่ตัวจินจื่อกับหยินจื่อมาแล้ว เพียงแค่พาหยินจื่อกลับมาที่จวนก็พอ ส่วนจินจื่ออายุมากแล้ว อีกไม่กี่ปีก็แต่งงานได้แล้วให้นางอยู่ที่หงเสียเพื่อรับใช้ท่านป้าของข้าก็พอ อย่างไรเสียเป็นเพราะท่านกับพี่สาม ทำข้าต้องออกจากหงเสีย ไม่สามารถปรนนิบัติท่านป้า ข้าเลยรู้สึกไม่สบายใจ การให้คนอยู่เป็นเพื่อนกับท่านป้าจึงถือเป็นการแสดงความกตัญญูของข้า”
“ให้ข้าซื้อคนรับใช้ให้ป้าของเจ้า ผู้หญิงคนนั้นก็เป็นแค่ทาสต่ำต้อย”
คำพูดของฮูหยินเว่ยยังไม่ทันจบ เกาลัดในมือของจ้าวเยี่ยนเจียวก็ถูกดีดมาโดนไหล่ของนาง นางตกใจมาก
“จ้าวสี่ เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?!”
จ้าวเยี่ยนเจียวทำหน้าตกใจ รีบลุกขึ้นยืน “ท่านแม่ ท่านอย่าได้โกรธ เกาลัดมันแข็งไปหน่อย ข้ากะแรงไม่ถูกเลยทำหลุดมือ ทำให้ท่านตกใจเป็นความผิดของข้า”
ฮูหยินเว่ยจ้องหน้าจ้าวเยี่ยนเจียวใบหน้าบิดเบี้ยว เห็นอยู่ชัดๆ ว่านางตั้งใจ แต่กลับทำท่าทางตกใจรีบขอโทษ
“จ้าวสี่” นางแทบจะกัดฟันพูด “เจ้าไม่ธรรมดาจริงๆ!”
ดวงตาของจ้าวเยี่ยนเจียวเป็นประกาย นางไม่ได้ปิดบังความภาคภูมิใจบนใบหน้า พูดเบาๆ ว่า “ท่านแม่ ข้าเคยพูดไปแล้วว่าหากต้องการขอร้องคน ต้องมีท่าทีอย่างไร เป็นตัวท่านเองที่มาหาข้า ไม่ใช่ข้าส่งตัวเองมาให้ท่านบงการ หากท่านคิดว่าข้อเสนอของข้าใช้ได้ ก็ให้คำตอบที่ชัดเจนมาเลย ข้าจะรออยู่ที่นี่”
พูดจบนางก็นั่งลงอีกครั้ง ในห้องเหลือเพียงเสียงจ้าวเยี่ยนเจียวแกะเปลือกเกาลัดอย่างสบายใจ
ฮูหยินเว่ยสีหน้ามืดครึ้ม ขมับของนางปวดตุบๆ ในใจของนางรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ อย่างบอกไม่ถูก การให้เด็กคนนี้กลับมาที่จวนดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ผิดพลาดเสียแล้ว แต่เพื่อบุตรสาวของตนเอง นางไม่เหลือทางให้ถอย
จ้าวเสวี่ยยืนอยู่ข้างๆ โดยไม่พูดอะไร ลดสายตาลงซ่อนความรู้สึกสับสนของนางเอาไว้ บุตรสาวของอนุในตระกูลจ้าวมีแค่สองคน นางเกิดในเรือนใหญ่ แม้ฮูหยินใหญ่จะดูแลจัดการจวนจ้าว แต่ก็ต้านทานความร่ำรวยของฮูหยินเว่ยเรือนรองไม่ได้ ยังต้องให้ความเคารพต่อฮูหยินเว่ย ยอมอดทนต่อทุกเรื่องที่เกิดขึ้น
จ้าวเสวี่ยประเมินดูสถานการณ์แล้วจึงตัดสินใจหาทางใกล้ชิดจ้าวซิ่น คอยเอาอกเอาใจและร่วมมือกับนางเพื่อกลั่นแกล้งจ้าวเยี่ยนเจียว ได้เห็นจ้าวเยี่ยนเจียวที่น่าเวทนายิ่งกว่านางก็รู้สึกพึงพอใจ
แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว จ้าวเยี่ยนเจียวไม่ใช่เด็กผู้หญิงตัวกลมๆ ที่ยอมให้คนอื่นรังแกได้อีกต่อไป นางมีท่าทีโอหัง พอกลับมาถึงก็เอ่ยปากพูดเรื่องสินเดิมโดยไม่มีความละอายแบบสตรีทั่วไป เป็นแค่บุตรสาวของอนุแต่กลับมาทวงสินเดิมจากฮูหยินใหญ่เรือนรองอย่างไม่เกรงกลัวเช่นนี้ ทำให้นางอิจฉาและเกลียดชังในใจไปพร้อมๆ กัน จ้าวเสวี่ยดูถูกความหยาบคายของนาง แต่ก็ต้องยอมรับว่านางอิจฉา
จ้าวเยี่ยนเจียวสังเกตเห็นสายตาของจ้าวเสวี่ย จึงจงใจขยิบตาให้นาง
มือของจ้าวเสวี่ยกำแน่นอยู่ในแขนเสื้อ แล้วเบือนหน้าหนี ไม่มองนางอีกต่อไป เพราะรู้ดีว่าตอนนี้ตนเองขยับตัวก็ผิดพลาดได้ง่าย อย่างไรก็มาจากเรือนใหญ่ ไม่ควรไปยุ่งกับเรื่องส่วนตัวของเรือนรองโดยเด็ดขาด
“ได้!” ฮูหยินเว่ยโกรธจนหัวร้อนแทบจะลุกเป็นไฟ จ้าวเยี่ยนเจียวตีงูโดนจุดตาย และจ้าวซิ่นก็คือจุดตายของนาง ถึงแม้จะไม่อยากให้ แต่ก็ไม่สามารถให้บุตรสาวไปเป็นหม้ายได้ “ดี! สินเดิมที่เจ้าพูดมาข้าให้เจ้าได้ แต่จากนี้ไปเจ้าต้องทำตามที่ข้าบอก และอย่าได้เสียใจภายหลัง”
จ้าวเยี่ยนเจียวก้มหน้าลง แอบยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยแทบมองไม่เห็น “ถึงแม้ข้าจะเป็นผู้หญิง แต่ข้าก็รู้ว่าพูดแล้วต้องเป็นคำพูด เมื่อคำพูดออกมาจากปากแล้ว ก็จะไม่เสียใจทีหลัง และหวังว่าพี่สามจะไม่เสียใจทีหลังก็พอ”
นอกจากร่างกายที่ไม่ดีแล้ว จางเจิ้งเหอก็ไม่มีอะไรที่ไม่ดี โดยเฉพาะรูปร่างหน้าตาที่ที่หล่อเหลาถึงขั้นทำให้คนหลงใหลได้ จ้าวเยี่ยนเจียวไม่สามารถรับประกันได้ว่าเมื่อจ้าวซิ่นเห็นเขาแล้วจะไม่คิดอะไร
เมื่อเห็นสีหน้าของจ้าวเยี่ยนเจียวจ้าวซิ่นก็รู้สึกแปลกๆ พูดออกมาทันที “เจ้าอย่าเสียใจก็พอแล้ว คนคนนั้นก็แค่คนป่วยเท่านั้นเอง พี่ชายของข้าบอกว่าเขาเหมือนคนอายุสั้น”
พี่ชายที่จ้าวซิ่นพูดถึง ต้องเป็นเว่ยอวี่คุนบุตรชายรองของตระกูลเว่ยแน่นอน
จางเจิ้งเหอเป็นแขกที่พักอยู่ในบ้านตระกูลเว่ยมาครึ่งปี เขาจะรู้หรือไม่ว่าคนอื่นให้ความเคารพเขาเพียงต่อหน้า แต่ลับหลังกลับสาปแช่งเขา นางส่งเสียงฮึอยู่ในใจ รู้สึกไม่ดีกับคนตระกูลเว่ยมากขึ้นไปอีก
“เมื่อเรื่องนี้ตกลงกันแล้ว ข้าก็ไม่สามารถกลับไปหงเสียได้แล้ว เพียงแต่ไม่ได้กลับมานานหลายปี ขอให้ท่านแม่เตรียมสวนให้ข้าสักแห่ง ไม่ต้องใหญ่มาก ขอแค่เงียบสงบก็พอ” จ้าวเยี่ยนเจียวหยุดไปครู่หนึ่ง “โอ้ ไม่เอาดีกว่า เอาเรือนเหมยหลินที่ท่านแม่ของข้าเคยอยู่ให้ข้าก็แล้วกัน”
ฮูหยินเว่ยเบิกตากว้างมองนาง
จ้าวเยี่ยนเจียวทำเป็นไม่เห็นแล้วพูดต่อว่า “แต่แม่ของข้าเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว คงจะมีแค่คนใช้ดูแลแบบหยาบๆ แต่ก็ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ส่งคนมาให้ข้าอีกสองสามคนเพื่อทำความสะอาดก็พอ นี่ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว ท่านแม่รีบจัดการให้ข้าหน่อยนะเจ้าคะ ไม่อย่างนั้นข้าคงต้องกลับไปหงเสีย”
ฮูหยินเว่ยกำมือแน่น สายตาคมกริบราวกับมีดพุ่งใส่นาง
จ้าวเยี่ยนเจียวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ยอมรับสายตาของนางอย่างไม่สะทกสะท้าน
“ดี” ฮูหยินเว่ยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้ามันร้ายกาจจริงๆ... เฉินมามา”
เฉินมามาที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างๆ ก็ก้าวออกมา “ฮูหยินรอง”
“ให้คนไปจัดการเรือนเหมยหลินให้คุณหนูสี่ให้ดี”
“เจ้าค่ะ” เฉินมามาเหลือบมองจ้าวเยี่ยนเจียวอย่างมีความหมาย
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” จ้าวเยี่ยนเจียวยิ้มอย่างสดใส “หลังจากทำความสะอาดเสร็จแล้ว ก็ขอให้ท่านแม่ออกปาก จัดงานเลี้ยงต้อนรับให้ข้าที่เรือนเหมยหลินด้วยเจ้าค่ะ เดินทางมาครึ่งวัน ข้าหิวแทบแย่ ถ้าท่านแม่กับพี่ๆ ทั้งสองว่าง ก็มากินข้าวด้วยกัน แต่ข้าดูแล้ว ท่านแม่กับท่านพี่คงมีเรื่องยุ่ง ถ้าไม่สะดวก ข้าก็ไม่บังคับเจ้าค่ะ”
ออกจากจวนโหว เยว่ฉีสือก็ขึ้นม้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับจวน แต่จะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวง เขาไม่แม้แต่จะมองเยว่ฉีอวิ๋น เพียงพูดว่า “ทหารที่ชายแดนไม่ค่อยมีโอกาสได้พักผ่อน อีกไม่กี่วันจากนี้ให้เจ้าพาคณะงิ้วไปที่ชายแดนเพื่อสร้างความสนุกสนานกับเหล่าทหารบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่ที่นั่นสักสองสามปี สร้างโรงงิ้วขึ้นมาเลย”สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที “อยู่หลายปี?! พี่ใหญ่ขอรับ ที่นั่นมันทั้งกันดารและเหน็บหนาวนะขอรับ”“ใช่แล้ว” ในที่สุดเยว่ฉีสือก็ก้มหน้าลง มองเยว่ฉีอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ดังนั้นมันถึงเหมาะกับเจ้า”เห็นสายตาของเยว่ฉีสือ เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวถึงกระดูก ตอนนี้รู้แล้วว่าเยว่ฉีสือจำฉินเยว่ได้!เขาสงสัยในใจอยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่มีความกล้าพอที่จะถามอะไรออกมาอีกหากไปลำบากอยู่ที่ชายแดนสองสามปีแล้วทำให้พี่ชายหายโกรธ เขาก็ยอม! เพียงแต่นึกถึงภรรยาที่บ้าน... เรื่องนี้ เขาปิดบังแม้กระทั่งคนข้างกาย ด้วยนิสัยของภรรยา เกรงว่านางจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอนหลังจากนั้น เยว่ฉีสือก็จะมาที่จวนโหวทุกๆ สามวัน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับจางซื่อฉิน แต่เขาก็มักจะบังเอิญ
“เมื่อก่อนตอนที่พี่ชายของข้าตาบอดระหว่างนั้นโชคดีที่ได้ท่านช่วยดูแล ท่านเป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง”ฉินเยว่ส่ายหัว นางไม่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณอะไรกับเยว่ฉีสือ นางแค่พูดว่า “ตาของเขาหายดีแล้วหรือ?”เยว่ฉีอวิ๋นพยักหน้า “หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว หมอที่บิดาของข้าเชิญมาก็รักษาตาของพี่ชายข้าจนหายดี เขาเคยไปตามหาเจ้า แต่ข้าหลอกเขาว่าเจ้าตายแล้ว”ฉินเยว่รู้สึกเจ็บปวดใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ได้แต่กลั้นก้อนสะอื้นลงคอจ้าวเยี่ยนเจียวที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง นางรีบเข้าไปถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่เคือท่านลุงที่ไร้ความรับผิดชอบของข้าคนนั้น?”“เจียวเจียว เมื่อก่อนพี่ชายของข้าถูกซุ่มโจมตีเพราะบิดาของข้า ทำให้เขาตาบอดจนซึมเศร้าอยู่นาน เมื่อออกไปท่องเที่ยวหยางโจวครั้งหนึ่ง เขาทะเลาะกับบิดาของข้าระหว่างทาง แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย พอหาตัวพบอีกครั้ง เขาก็แต่งงานกับป้าของเจ้าในหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นใคร? เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร”“พอได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวตำหนิ “สรุปก็เป็นเรื่องฐานะอีกแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณชายสามเยว่หลอกพวกเรามาตลอด ท่านป
ดอกท้อที่อยู่นอกเรือนบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการแพ้ท้องหายแล้ว หรือเพราะท่านป้าของนางมาอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจ้าวเยี่ยนเจียวจึงดูสดชื่น กินอิ่ม นอนหลับ ทำให้คนทั้งจวนโล่งใจต้นท้อในสวนพลิ้วไหว งดงามน่ามอง ตามหลักแล้วนักปราชญ์ควรแต่งบทกวีเพื่อชื่นชม แต่โชคร้ายที่เจ้าของเรือนเหมยหลินเป็นคนชอบกิน เมื่อนางเห็นดอกท้อ นางก็คิดถึงการนำมันไปทำโจ๊กดอกท้อ ขนมดอกท้อ และสุราดอกท้อเช้านี้นางอยากกินแกะย่าง คนรับใช้ก็รีบยกหินก้อนใหญ่สองก้อนมาทำเตาย่าง แล้วเริ่มย่างเนื้อแกะ ดังนั้นในสวนดอกท้อจึงมีกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นจางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จ้าวเยี่ยนเจียวให้คนยกมาให้ เขากำลังชมดอกท้อและมองนางที่กำลังย่างเนื้อแกะ จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่การกิน ไม่สนใจวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบ้างเลย”“ทิวทัศน์ที่สวยงามก็สู้ท้องอิ่มไม่ได้” จ้าวเยี่ยนเจียวทำท่าทางน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นเนื้อแกะย่าง นางคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้กลิ่นแบบนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่กินอะไรไม่ลงมันทรมานแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ต้องกินให้อิ่มหน่อย “ท่านก็ชมวิวไปเถอะ ทำตัวเป็นคุณชา
ฤดูหนาวผ่านไป ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ดอกท้อบานสะพรั่ง มีทั้งสีเข้มและสีอ่อน ต่างแข่งขันกันเบ่งบานภายใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิจวนโหวได้จัดงานศพให้กับนายท่านรอง หลังจากตรุษจีนจึงจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหยินหยางได้ขอฮูหยินผู้เฒ่าแยกครอบครัวเมื่อพ้นระยะไว้ทุกข์ จางซินอวี้แต่งงานออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบอะไร แต่จางซื่อฉินกลับตกลงทันทีตอนนี้เรือนรองแทบจะหมดหวังแล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้ชื่อคุณหนูจวนโหวเพื่อหาคู่ที่ดีให้กับจางซินอวี้ ฮูหยินหยางก็คงจะพาบุตรชายและลูกสะใภ้ออกไปจากที่นี่นานแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางทำเรื่องสกปรกมากมายในที่ลับ จึงกลัวว่าจางซื่อฉินจะเปลี่ยนใจมาแก้แค้น หากยังดื้อรั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เรือนรองใช้ชีวิตในจวนโหวราวกับไม่มีตัวตน เซวี่ยอิงถงเรียกคืนอำนาจในการจัดการเรื่องในจวนกลับมา หลังจากนั้นได้มอบให้จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนดูแลแทน เพราะนางไม่ได้อยู่ประจำในจวน อีกทั้งยังมีฮูหยินผู้เฒ่าคอยช่วยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอนบรรยากาศในจวนยังคงหดหู่ แม้แต่สีหน้าของบ่าวไพร่ก็เศร้าสร้อย เดินเหินกันอย่างระมัดร
คำพูดของจางซื่อฉินทำให้ฮูหยินหยางแทบจะหายใจไม่ออก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้!ฮูหยินหยางมองจางซื่อฉิน ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก จางซื่อฉินรู้ว่าการที่ท่านอาเข้าไปในทะเลทรายก็เพื่อที่จะฆ่าเขา ตอนนี้เขาโต้กลับแล้วและไม่ไว้หน้าเลย “เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!”จางซื่อฉินจับมือฮูหยินหยาง ออกแรงเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะคำพูดของนาง “ยังมีท่านย่าอยู่ อาสะใภ้ก็ทำใจให้สบายเถอะ” ร่างของฮูหยินหยางอ่อนปวกเปียกนี่คือเขาต้องการให้นางยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพื่อฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว จางซื่อฉินจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จางซินอวี้ที่อยู่ข้างหลังร้องไห้จนหน้าเปื้อน รีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้จางซื่อฉินปล่อยมือ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจางเจิ้งเหอเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบคุกเข่าตาม“ท่านย่าขอรับ หลานไม่กตัญญู” จางซื่อฉินก้มหน้าลง “ไม่สามารถปกป้องท่านอาได้”ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือด หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก จ้องมองโลงศพตรงหน้าด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องส่งศพบุตร
ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในเรือนเหมยหลิน เซวี่ยอิงถงก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “ความสัมพันธ์ดีจริงๆ”“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวเยี่ยนเจียวร้องออกมาด้วยความประหลาดใจเซวี่ยอิงถงยิ้มให้น้องสะใภ้ เพราะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวยืนอยู่ข้างๆ จึงสูงเพียงแค่ไหล่ของนางเท่านั้น นางก้มลงมองใบหน้ากลมๆ ของน้องสะใภ้ ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ใบหน้าเด็กนี้ช่างน่ารักเสียจริงตอนนี้จางเจิ้งเหอยังหนุ่มอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอีกหลายปี คุณชายรองพาภรรยาออกไปข้างนอก อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อกับบุตรสาว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็หัวเราะมากขึ้น พร้อมกับเหลือบไปมองจางเจิ้งเหอจางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเซวี่ยอิงถงคิดอะไรอยู่ แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างเจ้าเล่ห์ “มาดักรอพวกเรา มีอะไรหรือขอรับ?”“ซื่อฉินให้ข้ามาบอกเจ้า”จางเจิ้งเหอก็ตั้งใจฟัง“สำเร็จแล้ว”คำพูดสั้นๆ สองคำนั้นช่างหนักแน่น จางเจิ้งเหอหลบสายตาลงเล็กน้อย อารมณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาแค่ถามว่า “พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?”“วางใจเถอะ!” เซวี่ยอิงถงยื่นมือไปตบไหล่ของจางเจิ้งเหอ “ช่วงตรุษจีน เพื่อไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม







