เข้าสู่ระบบยามเช้าตรู่ จ้าวเยี่ยนเจียวถูกปลุกโดยสาวใช้สองคนที่เฉินมามาส่งมา หลังจากล้างหน้าแล้วก็ให้นางสวมเสื้อและกระโปรง ถึงแม้จะเป็นแบบเรียบๆ แต่ก็ตัดจากผ้าเนื้อดี แสดงให้เห็นว่าฮูหยินเว่ยตั้งใจจะแสดงเป็นฮูหยินเอกที่ใจดีต่อหน้าคนอื่น
อย่างไรนี่ก็เป็นของดีอยู่แล้ว ฮูหยินเว่ยอยากได้หน้า ส่วนจ้าวเยี่ยนเจียวอยากได้ของดีๆ นางกำลังคิดในใจว่าถ้าขอผ้าเพิ่มได้อีกสักสองสามพับ ก็จะเอาไปให้ฉินเยว่ คังหมัวมัว รวมมั้งจินจื่อกับหยินจื่อด้วย
“เวลาไม่เช้าแล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้ชื่อชุ่ยเอ๋อร์พูดอยู่ข้างๆ “คุณหนูสี่ ท่านจะไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าสายแล้ว” นางมองไปที่ท้องฟ้า ถึงแม้จ้าวเยี่ยนเจียวจะไม่ได้กลับตระกูลจ้าวมาหลายปี แต่นางยังจำกฎเกณฑ์ของตระกูลจ้าวได้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าตื่นแต่เช้า ดังนั้นการไปคารวะก็ต้องไปก่อนอาหารเช้า จากเรือนเหมยหลินไปเรือนสี่โซ่วแม้จะไม่ไกลนัก แต่เมื่อดูเวลาก็ถือว่านางมาสายแล้ว
วันแรกที่กลับจวน กลับถูกจงใจถ่วงเวลา จ้าวเยี่ยนเจียวรู้ดีในใจ แต่ก็ยอมให้ฮูหยินเว่ยจัดการ นางสามารถคาดเดาได้ว่าทันทีที่นางกลับมา นางจะถูกกล่าวหาว่าเป็นคนเกียจคร้านและไม่ให้ความเคารพต่อผู้ใหญ่ แม่ใหญ่ของนางยังคงแกล้งนางอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยจริงๆ
จ้าวเยี่ยนเจียวเดินไปที่เรือนสี่โซ่วอย่างใจเย็นพร้อมกับสาวใช้สองคน เมื่อเข้าไปในห้องโถงก็เห็นว่านายหญิงของเรือนใหญ่และเรือนรองมากันครบแล้ว
นางเดินเข้าไป ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมพร้อมกับคุกเข่าคำนับอย่างสง่างาม “เสี่ยวซื่อ[1]คารวะท่านย่า คารวะป้าสะใภ้ คารวะแม่ใหญ่เจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าจ้าวนั่งอยู่บนที่สูง มองจ้าวเยี่ยนเจียวด้วยสายตาคลุมเครือ สำหรับหลานสาวคนนี้แล้ว นางไม่ได้ชอบเท่าไหร่ เพราะแม่ของเด็กคนนี้ทำให้บุตรชายของนางต้องตาย ดังนั้นเมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวถูกฉินเยว่พาไปเมื่อสิบปีที่แล้ว นางก็ไม่ได้สนใจเด็กคนนี้อีกเลย
แต่ใครจะรู้ว่าเด็กคนนี้กลับมาแล้ว เพียงวันแรกที่มาคารวะ กลับต้องให้นางรอจนถึงเวลานี้ สมกับเป็นลูกของอนุที่ไม่รู้จักกฎเกณฑ์จริงๆ นางกำลังจะอ้าปากด่าสักสองสามคำ แต่ไม่ทันจ้าวเยี่ยนเจียวที่เปิดปากพูดขึ้นก่อน
“แม่ใหญ่ใจดีมากเจ้าค่ะ บอกให้เสี่ยวซื่อนอนหลับให้เต็มที่ เลยมาสาย” จ้าวเยี่ยนเจียวกะพริบ ใบหน้ากลมๆ ของนางเต็มไปด้วยความจริงใจ “เสี่ยวซื่อได้รับการดูแลจากแม่ใหญ่ ความลำบากที่เคยได้รับตอนอยู่ข้างนอกก็เหมือนจะหายไปหมดแล้ว”
ความไม่รู้จักกฎเกณฑ์ของจ้าวเยี่ยนเจียวเกิดจากเห็นดีเห็นงามของฮูหยินเว่ยหรือ?! ฮูหยินผู้เฒ่าหันไปมองสะใภ้รองด้วยความไม่พอใจ
สบสายตากับฮูหยินผู้เฒ่าจ้าว ฮูหยินเว่ยก็อึ้งไป นางตั้งใจไม่ให้คนไปเร่งจ้าวเยี่ยนเจียวเพราะอยากให้เด็กคนนี้ดูเป็นคนไม่รู้จักกฎเกณฑ์ หวังให้ฮูหยินผู้เฒ่าจ้าวช่วยระบายความโกรธให้ แต่จ้าวเยี่ยนเจียวกลับชิงลงมือก่อนและตลบหลังนาง
“น้องสะใภ้ช่างเป็นห่วงเสี่ยวซื่อจริงๆ ให้ความสำคัญกับเด็กคนนี้มากกว่ากฎเกณฑ์ของฮูหยินผู้เฒ่าและตระกูลจ้าวเสียอีก” ฮูหยินเถียนหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงดูสนิทสนม แต่ในดวงตากลับฉายแววเหมือนกำลังเล่นงิ้ว
ภายนอกทั้งสองเรือนดูเหมือนจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข แต่นางกลับไม่ชอบที่ฮูหยินเว่ยมีครอบครัวที่ร่ำรวยและไม่เห็นนางเป็นพี่สะใภ้อยู่ในสายตา ทว่าฮูหยินเว่ยเป็นคนเจ้าเล่ห์ นางหาของดีๆ มาส่งให้ที่เรือนสี่โซ่วบ่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป ถึงแม้แม่สามีจะไม่พูดอะไร แต่นางก็รู้ว่าแม่สามีเข้าข้างฮูหยินเว่ย
ฮูหยินเว่ยแอบกัดฟัน ก่อนเผยรอยยิ้มออกมา นางหันไปมองฮูหยินผู้เฒ่าที่นั่งอยู่บนที่สูง ถึงแม้ฮูหยินผู้เฒ่าจะไม่ดูแลเรื่องในบ้านแล้ว แต่ในตระกูลจ้าวก็ยังคงเป็นที่เคารพของทุกคน “เป็นเพราะสะใภ้คิดไม่รอบคอบ แต่ก็เพราะสงสารเด็กคนนี้ การเป็นแม่คนไม่ง่าย ท่านย่อมรู้ดีถึงความรู้สึกของสะใภ้”
จ้าวเยี่ยนเจียวมองฮูหยินเว่ยที่ไม่ลืมส่งรอยยิ้มแสดงความรักมาให้นาง มุมปากของนางกระตุกเล็กน้อย พลางคิดว่าฮูหยินเว่ยไม่ไปแสดงงิ้วก็เสียของจริงๆ
เมื่อเห็นทั้งสองแสดงท่าทางแม่ลูกรักใคร่ ฮูหยินผู้เฒ่าจ้าวก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก นางแค่สั่งให้จ้าวเยี่ยนเจียวลุกขึ้นและนั่งลง
“แม่ของเจ้าบอกข้าว่า นางเป็นห่วงเจ้าที่ต้องอยู่ข้างนอกมาหลายปีเลยรับเจ้ากลับมา” ฮูหยินผู้เฒ่าจ้าวไม่สนใจที่จะเปลืองสมองกับจ้าวเยี่ยนเจียวที่เป็นแค่ลูกของอนุ “กลับมาแล้วก็อยู่ให้สงบหน่อย บอกคนอื่นไปว่าเมื่อก่อนเจ้าทำตัวหุนหันพลันแล่นจนไปกระทบคนใหญ่คนโต เลยถูกส่งไปอยู่ที่วัดเพื่อสำนึกผิด และเพิ่งกลับมาที่ตระกูลจ้าว”
จ้าวเยี่ยนเจียวพยักหน้าอย่างน่าสงสาร นางเชื่อว่าฮูหยินเว่ยจัดการทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้วก่อนที่นางจะกลับมา ขอแค่ให้นางได้กลับมาที่ตระกูลจ้าวและแต่งงานกับจางเจิ้งเหอได้อย่างราบรื่น เรื่องอื่นๆ ก็ไม่อยากให้มีอะไรยุ่งยากแล้ว
“อีกไม่นานจ้าวเยี่ยนเจียวก็จะแต่งงานเข้าจวนโหว” ฮูหยินผู้เฒ่าจ้าวหรี่ตาพูดเบาๆ ว่า “ตอนนี้คุณชายใหญ่หายสาบสูญไป คุณชายรองอาศัยอยู่ในจวนตระกูลเว่ย ฮุยเหนียงถ้ามีเวลาว่างก็ไปดูแลเขาหน่อย”
[1] ข้าน้อยสี่ คำเรียกแทนตัวเองเมื่อพูดกับผู้ใหญ่อย่างเป็นทางการ
ออกจากจวนโหว เยว่ฉีสือก็ขึ้นม้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับจวน แต่จะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวง เขาไม่แม้แต่จะมองเยว่ฉีอวิ๋น เพียงพูดว่า “ทหารที่ชายแดนไม่ค่อยมีโอกาสได้พักผ่อน อีกไม่กี่วันจากนี้ให้เจ้าพาคณะงิ้วไปที่ชายแดนเพื่อสร้างความสนุกสนานกับเหล่าทหารบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่ที่นั่นสักสองสามปี สร้างโรงงิ้วขึ้นมาเลย”สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที “อยู่หลายปี?! พี่ใหญ่ขอรับ ที่นั่นมันทั้งกันดารและเหน็บหนาวนะขอรับ”“ใช่แล้ว” ในที่สุดเยว่ฉีสือก็ก้มหน้าลง มองเยว่ฉีอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ดังนั้นมันถึงเหมาะกับเจ้า”เห็นสายตาของเยว่ฉีสือ เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวถึงกระดูก ตอนนี้รู้แล้วว่าเยว่ฉีสือจำฉินเยว่ได้!เขาสงสัยในใจอยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่มีความกล้าพอที่จะถามอะไรออกมาอีกหากไปลำบากอยู่ที่ชายแดนสองสามปีแล้วทำให้พี่ชายหายโกรธ เขาก็ยอม! เพียงแต่นึกถึงภรรยาที่บ้าน... เรื่องนี้ เขาปิดบังแม้กระทั่งคนข้างกาย ด้วยนิสัยของภรรยา เกรงว่านางจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอนหลังจากนั้น เยว่ฉีสือก็จะมาที่จวนโหวทุกๆ สามวัน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับจางซื่อฉิน แต่เขาก็มักจะบังเอิญ
“เมื่อก่อนตอนที่พี่ชายของข้าตาบอดระหว่างนั้นโชคดีที่ได้ท่านช่วยดูแล ท่านเป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง”ฉินเยว่ส่ายหัว นางไม่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณอะไรกับเยว่ฉีสือ นางแค่พูดว่า “ตาของเขาหายดีแล้วหรือ?”เยว่ฉีอวิ๋นพยักหน้า “หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว หมอที่บิดาของข้าเชิญมาก็รักษาตาของพี่ชายข้าจนหายดี เขาเคยไปตามหาเจ้า แต่ข้าหลอกเขาว่าเจ้าตายแล้ว”ฉินเยว่รู้สึกเจ็บปวดใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ได้แต่กลั้นก้อนสะอื้นลงคอจ้าวเยี่ยนเจียวที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง นางรีบเข้าไปถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่เคือท่านลุงที่ไร้ความรับผิดชอบของข้าคนนั้น?”“เจียวเจียว เมื่อก่อนพี่ชายของข้าถูกซุ่มโจมตีเพราะบิดาของข้า ทำให้เขาตาบอดจนซึมเศร้าอยู่นาน เมื่อออกไปท่องเที่ยวหยางโจวครั้งหนึ่ง เขาทะเลาะกับบิดาของข้าระหว่างทาง แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย พอหาตัวพบอีกครั้ง เขาก็แต่งงานกับป้าของเจ้าในหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นใคร? เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร”“พอได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวตำหนิ “สรุปก็เป็นเรื่องฐานะอีกแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณชายสามเยว่หลอกพวกเรามาตลอด ท่านป
ดอกท้อที่อยู่นอกเรือนบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการแพ้ท้องหายแล้ว หรือเพราะท่านป้าของนางมาอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจ้าวเยี่ยนเจียวจึงดูสดชื่น กินอิ่ม นอนหลับ ทำให้คนทั้งจวนโล่งใจต้นท้อในสวนพลิ้วไหว งดงามน่ามอง ตามหลักแล้วนักปราชญ์ควรแต่งบทกวีเพื่อชื่นชม แต่โชคร้ายที่เจ้าของเรือนเหมยหลินเป็นคนชอบกิน เมื่อนางเห็นดอกท้อ นางก็คิดถึงการนำมันไปทำโจ๊กดอกท้อ ขนมดอกท้อ และสุราดอกท้อเช้านี้นางอยากกินแกะย่าง คนรับใช้ก็รีบยกหินก้อนใหญ่สองก้อนมาทำเตาย่าง แล้วเริ่มย่างเนื้อแกะ ดังนั้นในสวนดอกท้อจึงมีกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นจางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จ้าวเยี่ยนเจียวให้คนยกมาให้ เขากำลังชมดอกท้อและมองนางที่กำลังย่างเนื้อแกะ จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่การกิน ไม่สนใจวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบ้างเลย”“ทิวทัศน์ที่สวยงามก็สู้ท้องอิ่มไม่ได้” จ้าวเยี่ยนเจียวทำท่าทางน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นเนื้อแกะย่าง นางคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้กลิ่นแบบนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่กินอะไรไม่ลงมันทรมานแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ต้องกินให้อิ่มหน่อย “ท่านก็ชมวิวไปเถอะ ทำตัวเป็นคุณชา
ฤดูหนาวผ่านไป ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ดอกท้อบานสะพรั่ง มีทั้งสีเข้มและสีอ่อน ต่างแข่งขันกันเบ่งบานภายใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิจวนโหวได้จัดงานศพให้กับนายท่านรอง หลังจากตรุษจีนจึงจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหยินหยางได้ขอฮูหยินผู้เฒ่าแยกครอบครัวเมื่อพ้นระยะไว้ทุกข์ จางซินอวี้แต่งงานออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบอะไร แต่จางซื่อฉินกลับตกลงทันทีตอนนี้เรือนรองแทบจะหมดหวังแล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้ชื่อคุณหนูจวนโหวเพื่อหาคู่ที่ดีให้กับจางซินอวี้ ฮูหยินหยางก็คงจะพาบุตรชายและลูกสะใภ้ออกไปจากที่นี่นานแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางทำเรื่องสกปรกมากมายในที่ลับ จึงกลัวว่าจางซื่อฉินจะเปลี่ยนใจมาแก้แค้น หากยังดื้อรั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เรือนรองใช้ชีวิตในจวนโหวราวกับไม่มีตัวตน เซวี่ยอิงถงเรียกคืนอำนาจในการจัดการเรื่องในจวนกลับมา หลังจากนั้นได้มอบให้จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนดูแลแทน เพราะนางไม่ได้อยู่ประจำในจวน อีกทั้งยังมีฮูหยินผู้เฒ่าคอยช่วยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอนบรรยากาศในจวนยังคงหดหู่ แม้แต่สีหน้าของบ่าวไพร่ก็เศร้าสร้อย เดินเหินกันอย่างระมัดร
คำพูดของจางซื่อฉินทำให้ฮูหยินหยางแทบจะหายใจไม่ออก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้!ฮูหยินหยางมองจางซื่อฉิน ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก จางซื่อฉินรู้ว่าการที่ท่านอาเข้าไปในทะเลทรายก็เพื่อที่จะฆ่าเขา ตอนนี้เขาโต้กลับแล้วและไม่ไว้หน้าเลย “เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!”จางซื่อฉินจับมือฮูหยินหยาง ออกแรงเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะคำพูดของนาง “ยังมีท่านย่าอยู่ อาสะใภ้ก็ทำใจให้สบายเถอะ” ร่างของฮูหยินหยางอ่อนปวกเปียกนี่คือเขาต้องการให้นางยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพื่อฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว จางซื่อฉินจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จางซินอวี้ที่อยู่ข้างหลังร้องไห้จนหน้าเปื้อน รีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้จางซื่อฉินปล่อยมือ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจางเจิ้งเหอเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบคุกเข่าตาม“ท่านย่าขอรับ หลานไม่กตัญญู” จางซื่อฉินก้มหน้าลง “ไม่สามารถปกป้องท่านอาได้”ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือด หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก จ้องมองโลงศพตรงหน้าด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องส่งศพบุตร
ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในเรือนเหมยหลิน เซวี่ยอิงถงก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “ความสัมพันธ์ดีจริงๆ”“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวเยี่ยนเจียวร้องออกมาด้วยความประหลาดใจเซวี่ยอิงถงยิ้มให้น้องสะใภ้ เพราะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวยืนอยู่ข้างๆ จึงสูงเพียงแค่ไหล่ของนางเท่านั้น นางก้มลงมองใบหน้ากลมๆ ของน้องสะใภ้ ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ใบหน้าเด็กนี้ช่างน่ารักเสียจริงตอนนี้จางเจิ้งเหอยังหนุ่มอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอีกหลายปี คุณชายรองพาภรรยาออกไปข้างนอก อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อกับบุตรสาว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็หัวเราะมากขึ้น พร้อมกับเหลือบไปมองจางเจิ้งเหอจางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเซวี่ยอิงถงคิดอะไรอยู่ แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างเจ้าเล่ห์ “มาดักรอพวกเรา มีอะไรหรือขอรับ?”“ซื่อฉินให้ข้ามาบอกเจ้า”จางเจิ้งเหอก็ตั้งใจฟัง“สำเร็จแล้ว”คำพูดสั้นๆ สองคำนั้นช่างหนักแน่น จางเจิ้งเหอหลบสายตาลงเล็กน้อย อารมณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาแค่ถามว่า “พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?”“วางใจเถอะ!” เซวี่ยอิงถงยื่นมือไปตบไหล่ของจางเจิ้งเหอ “ช่วงตรุษจีน เพื่อไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม







