เข้าสู่ระบบ“เจียวเจียวนี่มันยามเฉิน[1]แล้ว ถ้ายังอยากนอนอยู่ วันนี้ไม่ต้องลุกก็ได้นะ”
จ้าวเยี่ยนเจียวขยี้ตา ทั้งหมดเป็นเพราะไอ้หมาป่าอกตัญญูที่เจอเมื่อวาน ทำให้นางนอนไม่หลับ
นางลุกขึ้นบิดขี้เกียจ พยายามทำตัวให้กระปรี้กระเปร่า “ไม่เจ้าค่ะ ข้านัดกับคนงานของเป่าชิ่งโหลวไว้แล้ว ไม่ควรผิดคำพูด”
ฉินเยว่ได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรมาก นางตักน้ำให้จ้าวเยี่ยนเจียวล้างหน้า หลังจากนั้นทั้งสองคนก็ออกจากหงเสียด้วยประตูเล็กด้านข้าง
เนื่องจากคังหมัวมัวไม่สบาย ฉินเยว่จึงให้จ้าวเยี่ยนเจียวไปถามคนงานของเป่าชิ่งโหลวว่าสะดวกไหมที่จะพานางไปซื้อวัตถุดิบบำรุงร่างกายให้ผู้อาวุโสที่สวนของเป่าชิ่งโหลว
ทุกๆ สองสามวันจ้าวเยี่ยนเจียวจะออกไปซื้อของกับฉินเยว่ โดยอาศัยความสัมพันธ์กับฮูหยินคนดูแลเป่าชิ่งโหลวซึ่งชอบดูงิ้ว ให้ฮูหยินอวี่ขอร้องสามียอมตกลงพาไป
ฉินเยว่แทบจะไม่ก้าวเท้าออกจากหงเสียหากไม่จำเป็น นอกจากจะไปวัดผู่ถัวนอกเมือง
เพื่อสวดมนต์ขอพรทุกเดือน ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา นางจะออกจากบ้านเพื่อไปซื้อวัตถุดิบสำหรับบำรุงคังหมัวมัวเท่านั้น
ทั้งสองคนออกจากโรงงิ้วเดินไปที่เป่าชิ่งโหลวซึ่งตั้งอยู่บนถนนสายเดียวกัน แม้ว่าฟ้าจะยังไม่สว่างนัก แต่พอพวกนางไปถึง คนงานของเป่าชิ่งโหลวก็เตรียมเกวียนไว้รอพวกนางอยู่แล้ว
“พี่ซาน สวัสดีตอนเช้าเจ้าค่ะ” เมื่อเดินเข้าไปใกล้ จ้าวเยี่ยนเจียวก็ทักทายอย่างร่าเริง “พวกเรามาช้าไปหรือเปล่าเจ้าคะ?”
“ไม่ช้าขอรับ” เฉียวติ่งซานที่ถูกเรียกว่าพี่ซานยิ้มกว้าง “มาได้เวลาพอดี สวัสดีตอนเช้าขอรับท่านป้าฉิน”
คนในหงเสียส่วนใหญ่เรียกนางว่าป้าฉิน ส่วนคนนอกจะเรียกนางอย่างให้เกรียติว่าท่านป้าฉิน
ฉินเยว่สวมหมวกปกปิดปานบนหน้าผากของนางอย่างแนบเนียน นางพยักหน้าตอบกลับด้วยคำพูดสั้นๆ ว่า “สวัสดี”
“รีบขึ้นมาเร็วเข้า” เฉียวติ่งซานชินกับความเงียบของฉินเยว่แล้วจึงไม่ได้ใส่ใจ เขาพูดพลางพยักพเยิดหน้าว่า “ไปกันเถอะ!”
จ้าวเยี่ยนเจียวยื่นมือออกไปช่วยประคองฉินเยว่ขึ้นเกวียนวัว จากนั้นก็นั่งลงข้างๆ กัน
พอทั้งสองคนนั่งได้อย่างมั่นคงแล้ว เฉียวติ่งซานจึงค่อยๆ ขับเกวียนวัวออกไป เตรียมตัวออกจากเมืองไปซื้อของที่สวนของร้าน สำหรับเขาแล้ว งานนี้ไม่ได้หนักหนาอะไร เพียงแต่ต้องตื่นเช้า บ่อยครั้งที่ขับเกวียนไปได้ครึ่งทางก็ง่วงเหงาหาวนอน แต่ถ้ามีจ้าวเยี่ยนเจียวอยู่ด้วย พูดคุยกันไปตลอดทาง ก็จะทำให้สดชื่นขึ้นมาก
“ได้ยินมาว่าเมื่อวานนี้คณะงิ้วคึกคักมากเลยใช่ไหม?” เฉียวติ่งซานพูดคุยขณะบังคับเกวียนวัวไปด้วย
จ้าวเยี่ยนเจียวกำลังกินซาลาเปาไส้เนื้อลูกใหญ่ที่ท่านป้าเตรียมไว้ให้ตั้งแต่เช้า หลังจากกลืนลงไปนางก็พูดว่า “พี่ซานพูดผิดแล้ว หงเสียของเราเป็นคณะงิ้วชั้นนำของหยางโจว มีวันไหนบ้างที่ไม่คึกคัก”
เฉียวติ่งซานอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วหัวเราะเสียงดัง “ใช่ ใช่ ใช่ ข้าพูดผิดเอง หงเสียเป็นคณะงิ้วอันดับหนึ่งของ ตอนนี้มีคุณหนูหร่านอีกคนย่อมต้องคึกคักทุกวันอยู่แล้ว”
เมื่อพูดถึงไป๋เสี่ยวหร่าน ภาพความงามของนางบนเวทีก็ผุดขึ้นมาในหัวของเฉียวติ่งซาน เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้ม “คุณหนูหร่านสวยจริงๆ ตอนนี้คนส่วนใหญ่ไปดูงิ้วก็เพราะคุณหนูหร่าน เมื่อก่อนหงเสียก็คึกคักอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งคึกคักจนถึงขนาดอยากจะซื้อตั๋วก็ซื้อไม่ได้ พวกเราที่เป็นคนธรรมดาเทียบไม่ได้กับคนรวยพวกนั้น แม้แต่จะมองไกลๆ ก็ยังเป็นความฝันเลย เจียวเจียว เจ้าดีจริงๆ ที่ได้อยู่ในหงเสีย อยากเจอเมื่อไหร่ก็ได้เจอ ข้าอิจฉาเจ้าจริงๆ”
จ้าวเยี่ยนเจียวอดหัวเราะไม่ได้ “ข้าเพิ่งรู้วันนี้ว่าพี่ซานก็ชอบคุณหนูหร่านเหมือนกัน”
“หญิงสาวงดงามใครบ้างไม่ชอบ” เฉียวติ่งซานไม่ได้เสแสร้งอะไร ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา “แต่ข้าก็รู้จักตัวเองดี ความสามารถและชื่อเสียงของคุณหนูหร่านโด่งดังมากขนาดนั้น แม้แต่คุณชายใหญ่จากจวนผู้ตรวจการเกลือก็ยังไม่ถูกใจ คนงานเล็กๆ อย่างข้าก็ไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึงแล้วล่ะ”
พูดถึงผู้ตรวจการเกลือ รอยยิ้มของจ้าวเยี่ยนเจียวก็จางหายไป นางลดสายตาลง บุตรชายคนโตของตระกูลนี้ชื่อเว่ยเซียวเจิ้ง หากจะนับญาติเขาก็เป็นลูกพี่ลูกน้องของนางตามชื่อ เพราะแม่เลี้ยงของนางคือฮูหยินเว่ย จากจวนตระกูลเว่ย คนที่มองนางเป็นศัตรูตั้งแต่เกิด
พื้นเพของฮูหยินเว่ยนั้นนับว่าดีมาก พี่ชายของนางเริ่มจากตำแหน่งผู้ช่วยผู้ตรวจการเกลือ จนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการเกลือขุนนางระดับสาม ตำแหน่งนั้นไม่ต่ำเลยแถมยังมีผลประโยชน์มากมาย ฮูหยินเว่ยจึงอาศัยเส้นสายความร่ำรวย ทำให้เมื่อแต่งเข้าตระกูลจ้าวก็สามารถเชิดหน้าชูตาได้ เรียกได้ว่ามีอำนาจอยู่ในมือ แม้แต่ฮูหยินใหญ่เรือหลักผู้เป็นคนจัดการดูแลจวนจ้าวยังต้องยอมให้นางซึ่งเป็นฮูหยินใหญ่เรือนรองอยู่หลายส่วน
เว่ยเซียวเจิ้งแสดงออกว่าสนใจไป๋เสี่ยวหร่านตั้งแต่นางยังเป็นแค่นักแสดงตัวเล็กๆ ตราบใดที่นางขึ้นเวที เขาก็ไม่ลังเลที่จะใช้เงินจำนวนมากซื้อของขวัญเพื่อเพิ่มชื่อเสียงให้กับนาง
ไป๋เสี่ยวหร่านมีรูปร่างหน้าตาที่ดีอยู่แล้ว เมื่อมีคนใช้เงินสนับสนุน ชื่อเสียงของนางย่อมโด่งดังขึ้นเป็นธรรมดา ไป๋เสี่ยวหร่านมีวันนี้ได้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแรงผลักดันของเว่ยเซียวเจิ้ง
“คุณชายใหญ่เว่ยจองห้องส่วนตัวที่เป่าชิ่งโหลวมาหลายวันแล้ว ตั้งใจจะเชิญคุณหนูหร่านมารับประทานอาหารด้วยกัน แต่ใครจะรู้ คุณหนูหร่านของพวกเจ้าเอาแต่ปฏิเสธโดยอ้างว่าไม่สบาย เมื่อวานนี้คุณชายใหญ่เว่ยก็เลยโกรธมาก”
[1] ตี 5 ถึง 7 โมงเช้า
ออกจากจวนโหว เยว่ฉีสือก็ขึ้นม้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับจวน แต่จะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวง เขาไม่แม้แต่จะมองเยว่ฉีอวิ๋น เพียงพูดว่า “ทหารที่ชายแดนไม่ค่อยมีโอกาสได้พักผ่อน อีกไม่กี่วันจากนี้ให้เจ้าพาคณะงิ้วไปที่ชายแดนเพื่อสร้างความสนุกสนานกับเหล่าทหารบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่ที่นั่นสักสองสามปี สร้างโรงงิ้วขึ้นมาเลย”สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที “อยู่หลายปี?! พี่ใหญ่ขอรับ ที่นั่นมันทั้งกันดารและเหน็บหนาวนะขอรับ”“ใช่แล้ว” ในที่สุดเยว่ฉีสือก็ก้มหน้าลง มองเยว่ฉีอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ดังนั้นมันถึงเหมาะกับเจ้า”เห็นสายตาของเยว่ฉีสือ เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวถึงกระดูก ตอนนี้รู้แล้วว่าเยว่ฉีสือจำฉินเยว่ได้!เขาสงสัยในใจอยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่มีความกล้าพอที่จะถามอะไรออกมาอีกหากไปลำบากอยู่ที่ชายแดนสองสามปีแล้วทำให้พี่ชายหายโกรธ เขาก็ยอม! เพียงแต่นึกถึงภรรยาที่บ้าน... เรื่องนี้ เขาปิดบังแม้กระทั่งคนข้างกาย ด้วยนิสัยของภรรยา เกรงว่านางจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอนหลังจากนั้น เยว่ฉีสือก็จะมาที่จวนโหวทุกๆ สามวัน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับจางซื่อฉิน แต่เขาก็มักจะบังเอิญ
“เมื่อก่อนตอนที่พี่ชายของข้าตาบอดระหว่างนั้นโชคดีที่ได้ท่านช่วยดูแล ท่านเป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง”ฉินเยว่ส่ายหัว นางไม่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณอะไรกับเยว่ฉีสือ นางแค่พูดว่า “ตาของเขาหายดีแล้วหรือ?”เยว่ฉีอวิ๋นพยักหน้า “หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว หมอที่บิดาของข้าเชิญมาก็รักษาตาของพี่ชายข้าจนหายดี เขาเคยไปตามหาเจ้า แต่ข้าหลอกเขาว่าเจ้าตายแล้ว”ฉินเยว่รู้สึกเจ็บปวดใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ได้แต่กลั้นก้อนสะอื้นลงคอจ้าวเยี่ยนเจียวที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง นางรีบเข้าไปถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่เคือท่านลุงที่ไร้ความรับผิดชอบของข้าคนนั้น?”“เจียวเจียว เมื่อก่อนพี่ชายของข้าถูกซุ่มโจมตีเพราะบิดาของข้า ทำให้เขาตาบอดจนซึมเศร้าอยู่นาน เมื่อออกไปท่องเที่ยวหยางโจวครั้งหนึ่ง เขาทะเลาะกับบิดาของข้าระหว่างทาง แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย พอหาตัวพบอีกครั้ง เขาก็แต่งงานกับป้าของเจ้าในหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นใคร? เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร”“พอได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวตำหนิ “สรุปก็เป็นเรื่องฐานะอีกแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณชายสามเยว่หลอกพวกเรามาตลอด ท่านป
ดอกท้อที่อยู่นอกเรือนบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการแพ้ท้องหายแล้ว หรือเพราะท่านป้าของนางมาอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจ้าวเยี่ยนเจียวจึงดูสดชื่น กินอิ่ม นอนหลับ ทำให้คนทั้งจวนโล่งใจต้นท้อในสวนพลิ้วไหว งดงามน่ามอง ตามหลักแล้วนักปราชญ์ควรแต่งบทกวีเพื่อชื่นชม แต่โชคร้ายที่เจ้าของเรือนเหมยหลินเป็นคนชอบกิน เมื่อนางเห็นดอกท้อ นางก็คิดถึงการนำมันไปทำโจ๊กดอกท้อ ขนมดอกท้อ และสุราดอกท้อเช้านี้นางอยากกินแกะย่าง คนรับใช้ก็รีบยกหินก้อนใหญ่สองก้อนมาทำเตาย่าง แล้วเริ่มย่างเนื้อแกะ ดังนั้นในสวนดอกท้อจึงมีกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นจางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จ้าวเยี่ยนเจียวให้คนยกมาให้ เขากำลังชมดอกท้อและมองนางที่กำลังย่างเนื้อแกะ จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่การกิน ไม่สนใจวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบ้างเลย”“ทิวทัศน์ที่สวยงามก็สู้ท้องอิ่มไม่ได้” จ้าวเยี่ยนเจียวทำท่าทางน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นเนื้อแกะย่าง นางคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้กลิ่นแบบนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่กินอะไรไม่ลงมันทรมานแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ต้องกินให้อิ่มหน่อย “ท่านก็ชมวิวไปเถอะ ทำตัวเป็นคุณชา
ฤดูหนาวผ่านไป ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ดอกท้อบานสะพรั่ง มีทั้งสีเข้มและสีอ่อน ต่างแข่งขันกันเบ่งบานภายใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิจวนโหวได้จัดงานศพให้กับนายท่านรอง หลังจากตรุษจีนจึงจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหยินหยางได้ขอฮูหยินผู้เฒ่าแยกครอบครัวเมื่อพ้นระยะไว้ทุกข์ จางซินอวี้แต่งงานออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบอะไร แต่จางซื่อฉินกลับตกลงทันทีตอนนี้เรือนรองแทบจะหมดหวังแล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้ชื่อคุณหนูจวนโหวเพื่อหาคู่ที่ดีให้กับจางซินอวี้ ฮูหยินหยางก็คงจะพาบุตรชายและลูกสะใภ้ออกไปจากที่นี่นานแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางทำเรื่องสกปรกมากมายในที่ลับ จึงกลัวว่าจางซื่อฉินจะเปลี่ยนใจมาแก้แค้น หากยังดื้อรั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เรือนรองใช้ชีวิตในจวนโหวราวกับไม่มีตัวตน เซวี่ยอิงถงเรียกคืนอำนาจในการจัดการเรื่องในจวนกลับมา หลังจากนั้นได้มอบให้จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนดูแลแทน เพราะนางไม่ได้อยู่ประจำในจวน อีกทั้งยังมีฮูหยินผู้เฒ่าคอยช่วยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอนบรรยากาศในจวนยังคงหดหู่ แม้แต่สีหน้าของบ่าวไพร่ก็เศร้าสร้อย เดินเหินกันอย่างระมัดร
คำพูดของจางซื่อฉินทำให้ฮูหยินหยางแทบจะหายใจไม่ออก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้!ฮูหยินหยางมองจางซื่อฉิน ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก จางซื่อฉินรู้ว่าการที่ท่านอาเข้าไปในทะเลทรายก็เพื่อที่จะฆ่าเขา ตอนนี้เขาโต้กลับแล้วและไม่ไว้หน้าเลย “เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!”จางซื่อฉินจับมือฮูหยินหยาง ออกแรงเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะคำพูดของนาง “ยังมีท่านย่าอยู่ อาสะใภ้ก็ทำใจให้สบายเถอะ” ร่างของฮูหยินหยางอ่อนปวกเปียกนี่คือเขาต้องการให้นางยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพื่อฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว จางซื่อฉินจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จางซินอวี้ที่อยู่ข้างหลังร้องไห้จนหน้าเปื้อน รีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้จางซื่อฉินปล่อยมือ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจางเจิ้งเหอเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบคุกเข่าตาม“ท่านย่าขอรับ หลานไม่กตัญญู” จางซื่อฉินก้มหน้าลง “ไม่สามารถปกป้องท่านอาได้”ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือด หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก จ้องมองโลงศพตรงหน้าด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องส่งศพบุตร
ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในเรือนเหมยหลิน เซวี่ยอิงถงก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “ความสัมพันธ์ดีจริงๆ”“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวเยี่ยนเจียวร้องออกมาด้วยความประหลาดใจเซวี่ยอิงถงยิ้มให้น้องสะใภ้ เพราะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวยืนอยู่ข้างๆ จึงสูงเพียงแค่ไหล่ของนางเท่านั้น นางก้มลงมองใบหน้ากลมๆ ของน้องสะใภ้ ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ใบหน้าเด็กนี้ช่างน่ารักเสียจริงตอนนี้จางเจิ้งเหอยังหนุ่มอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอีกหลายปี คุณชายรองพาภรรยาออกไปข้างนอก อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อกับบุตรสาว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็หัวเราะมากขึ้น พร้อมกับเหลือบไปมองจางเจิ้งเหอจางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเซวี่ยอิงถงคิดอะไรอยู่ แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างเจ้าเล่ห์ “มาดักรอพวกเรา มีอะไรหรือขอรับ?”“ซื่อฉินให้ข้ามาบอกเจ้า”จางเจิ้งเหอก็ตั้งใจฟัง“สำเร็จแล้ว”คำพูดสั้นๆ สองคำนั้นช่างหนักแน่น จางเจิ้งเหอหลบสายตาลงเล็กน้อย อารมณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาแค่ถามว่า “พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?”“วางใจเถอะ!” เซวี่ยอิงถงยื่นมือไปตบไหล่ของจางเจิ้งเหอ “ช่วงตรุษจีน เพื่อไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม







