LOGINจ้าวเยี่ยนเจียวได้ยินดังนั้น อารมณ์ของนางไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก เว่ยเซียวเจิ้งเป็นแค่คุณชายสำมะเลเทเมาคนหนึ่ง แม้จะถูกเรียกว่าคุณชายใหญ่ แต่จริงๆ แล้วเป็นแค่บุตรชายของอนุ ต่อหน้าคนอื่นฮูหยินใหญ่พูดว่าดูแลเขาเหมือนลูกแท้ๆ และไม่ได้แบ่งแยก แต่ความจริงแล้ววางหมากทำให้เขาเป็นคนไร้ประโยชน์ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในหยางโจวเมื่อพูดถึงคุณชายใหญ่เว่ย ใครบ้างที่ไม่รู้ว่าเขาเป็นแค่คนที่เอาแต่ดูงิ้ว ตามจีบนักแสดง และใช้ชีวิตอยู่แต่ในเหลาสุรา
“เขาจะโกรธก็โกรธไปเถอะ แต่กลับเอาสุราดีๆ และอาหารอร่อยๆ ทิ้งหมดทั้งโต๊ะ” เฉียวติ่งซานถอนหายใจด้วยความเสียดาย “เสียงดังมากจนข้าได้ยินไปถึงในห้องครัว”
จ้าวเยี่ยนเจียวได้ยินดังนั้นก็รีบกุมหน้าอกของตัวเอง ทำท่าเหมือนตกใจ “พี่ซาน เรื่องนี้จริงหรือเจ้าคะ?”
“แน่นอนว่าจริง” เฉียวติ่งซานมองนางอย่างขบขัน “ดูท่าทางขี้กลัวของเจ้าสิ วางใจเถอะ แม้คุณชายใหญ่จะโกรธและอยากจะหาเรื่อง เขาก็จะไปหาเรื่องกับคุณหนูหร่านหรือหงเสียเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวกับเจ้าหรอก”
“ข้าไม่ได้กังวลว่าคุณชายใหญ่เว่ยจะโกรธข้า” จ้าวเยี่ยนเจียวกะพริบตา แล้วพูดอย่างน่ารักว่า “ข้าเสียใจกับเรื่องอาหารและสุราบนโต๊ะนั้นต่างหาก แทนที่จะทิ้งไปทั้งหมด ไม่สู้ยกให้ข้ากินเสียจะยังดีกว่า”
จ้าวเยี่ยนเจียวชอบกินเรื่องนี้เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว ฉินเยว่ที่อยู่ข้างๆ ได้ยินดังนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้
เฉียวติ่งซานพลอยหัวเราะตาม “ไม่ใช่ข้าจะพูดนะ เจียวเจียว เจ้าโตเป็นสาวแล้ว ตอนที่ภรรยาข้าอายุเท่าเจ้า นางก็แต่งงานกับข้าแล้ว แต่เจ้ากลับยังไม่มีคู่ครอง ถ้ายังไม่ควบคุมการกินของตัวเอง ระวังจะไม่มีใครมาแต่งงานด้วยนะ”
“ข้าไม่สนใจหรอก ชีวิตนี้ขอแค่มีท่านป้าอยู่เคียงข้างข้าก็พอแล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวเชิดหน้ากลมๆ ของนางพูด ทำท่าไม่สนใจ แล้วกอดแขนของฉินเยว่อย่างออดอ้อน
ฉินเยว่ลูบแก้มของนางแล้วยิ้ม มองนางด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก
เฉียวติ่งซานมองไปข้างหลังอย่างไม่มีสมาธิ เขาเห็นใบหน้าของฉินเยว่ไม่ชัดเจนนัก เห็นแค่รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากและคางเล็กๆ ของนาง อาจารย์ของเขาคือหลินอี้ พ่อครัวใหญ่ของเป่าชิ่งโหลว ปีนี้อายุสามสิบกว่าแล้ว หลังจากที่ภรรยาเสียชีวิตก็ไม่ได้แต่งงานใหม่ และไม่รู้ว่าทำไมถึงได้ชอบฉินเยว่ที่เป็นคนเงียบๆ เงียบจนแทบจะกลายเป็นคนไร้ตัวตน ในฐานะลูกศิษย์ เฉียวติ่งซานหวังว่าอาจารย์จะหาคนที่รู้ใจได้ ไม่อย่างนั้นการใช้ชีวิตคนเดียวไปจนแก่ ดูแล้วเหมือนจะน่าสงสารไปหน่อย
“เจียวเจียว เจ้าแค่อยากอยู่กับท่านป้าฉิน แล้วอาจารย์ข้าล่ะ?” เฉียวติ่งซานพูดติดตลกด้วยรอยยิ้มเหมือนไม่ยิ้ม
จ้าวเยี่ยนเจียวได้ยินที่เขาพูด นางก็รีบพูดขึ้นทันที “ถ้าท่านลุงหลินเข้าตาท่านป้าของข้า ข้าก็ไม่ได้รังเกียจที่จะมีคนเพิ่มในบ้านเจ้าค่ะ”
เฉียวติ่งซานได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเสียงดัง
ฉินเยว่แม้จะรู้ตัวช้า แต่ก็ไม่ได้โง่ นางได้ยินว่าเด็กสองคนนี้กำลังพูดหยอกเล่นเรื่องของนางกับพ่อครัวใหญ่ของเป่าชิ่งโหลว นางยังคงนั่งเงียบเหมือนเดิม ก้มหน้าลง ในหัวพยายามนึกถึงหลินอี้
ในความทรงจำของนางคนผู้นี้มีมือที่ใหญ่มาก ทุกครั้งที่ซื้อของเสร็จกลับมา เขาจะทำขนมที่เจียวเจียวชอบกินให้นางนำกลับไปด้วยแทบทุกครั้ง ส่วนหน้าตาเป็นอย่างไร นางจำไม่ค่อยได้ เพราะเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองและไม่กล้ามองคนตรงๆ หากเดินอยู่บนถนน นางคงจำเขาไม่ได้เสียด้วยซ้ำ แน่นอนว่าความคิดในหัวของนางเป็นเรื่องไม่สุภาพ นางจึงไม่เคยได้พูดออกมา
เฉียวติ่งซานเห็นฉินเยว่ยังคงเงียบอยู่ ก็กลัวจะทำให้นางไม่พอใจและทำให้เสียบรรยากาศ จึงรีบเปลี่ยนเรื่อง “จริงๆ แล้วเมื่อวานนี้นอกจากคุณชายใหญ่เว่ยจะโวยวายแล้ว เป่าชิ่งโหลวของเรายังมีแขกคนสำคัญมาที่ร้านด้วย”
จ้าวเยี่ยนเจียวเอาซาลาเปาที่เหลือคำสุดท้ายยัดใส่ปาก แล้วทวนคำพูดด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า “แขกคนสำคัญ?”
เฉียวติ่งซานพยักหน้า “ได้ยินว่ามาจากเมืองหลวง ชอบความสงบ พอมาถึงเป่าชิ่งโหลวก็เหมาห้องทางทิศตะวันตกทั้งหมดเลย”
“ใจป้ำจริงๆ” น้ำเสียงของจ้าวเยี่ยนเจียวเต็มไปด้วยความชื่นชม เป่าชิ่งโหลวเป็นร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในหยางโจว
ทางด้านทิศตะวันตกมีสองอาคาร แต่ละอาคารมีสองชั้น รวมแล้วมีอย่างน้อยสามสิบหกห้อง
“ใจป้ำจริงๆ แต่น่าเสียดายที่ร่างกายไม่ค่อยดี แถมยังโชคร้ายอีก เพิ่งมาถึงก็เจอม้าตกใจบนถนน เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดแล้ว”
จ้าวเยี่ยนเจียวได้ยินดังนั้นก็เกือบจะสำลักซาลาเปาในปาก นึกเสียใจว่าไม่ควรกินซาลาเปาคำใหญ่ขนาดนั้น
นางใช้แรงกลืนลงไป แล้วหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะถามว่า “พี่ซาน แขกคนสำคัญคนนั้นหน้าตาดีมากเลยใช่หรือไม่?”
“อะไรนะ? เจ้าเคยเจอหรือ?” เฉียวติ่งซานเหลือบมองนางอย่างคนอยากรู้อยากเห็น “เจ้าก็รู้นี่ว่านอกจากจะไปซื้อของแล้ว ข้าก็อยู่แต่ในห้องครัวหลังร้าน จะไปเจอแขกคนสำคัญได้อย่างไร แต่ข้าได้ยินเสี่ยวเอ้อร์ที่ไปรับใช้บอกว่าแขกคนนี้หน้าตาดีกว่าผู้หญิง บางทีอาจจะงดงามกว่าคุณหนูหร่านเสียอีก แต่ข้าว่าเจ้าเด็กนั่นพูดจาเหลวไหล ผู้ชายจะไปงดงามเหมือนผู้หญิงได้อย่างไร แถมยังงดงามกว่าคุณหนูหร่านอีกต่างหาก”
ถ้าไม่ใช่เพราะจ้าวเยี่ยนเจียวได้เห็นมาด้วยตาตัวเอง นางก็คงจะไม่เชื่อเหมือนเฉียวติ่งซาน แต่บังเอิญว่าเคยเจอมาแล้ว และถูกหน้าตาของหมอนั่นล่อหลอกถึงสองครั้งสองครา เพียงเพราะแค่สบตากันเท่านั้น แต่ผลลัพธ์กลับไม่เคยดีเลยสักครั้ง
จ้าวเยี่ยนเจียวอารมณ์แปรปรวนขึ้นมาทันที หยิบซาลาเปาอีกก้อนจากกระเป๋าของฉินเยว่ กัดไปหนึ่งคำโต เคี้ยวด้วยความโมโห
เฉียวติ่งซานราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงโพล่งขึ้นว่า “หรือว่าหญิงสาวที่มีพละกำลังมหาศาลที่คนพูดถึง ก็คือเจ้าเองหรอกหรือ?!”
ครั้งนี้จ้าวเยี่ยนเจียวสำลักซาลาเปาในปากจริงๆ ใบหน้ากลมๆ ของนางแดงขึ้นทันที ฉินเยว่ตกใจมาก รีบตบหลังแล้วให้นางดื่มน้ำ
เฉียวติ่งซานเห็นดังนั้น ก็ไม่ได้แสดงความเห็นอกเห็นใจเลยแม้แต่น้อย แต่กลับหัวเราะเสียงดัง “ใช่เจ้าจริงๆ หรือ? เจียวเจียว เจ้าเก่งนี่! แรงเยอะขนาดนี้ ถึงกับตีม้าตายได้”
ออกจากจวนโหว เยว่ฉีสือก็ขึ้นม้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับจวน แต่จะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวง เขาไม่แม้แต่จะมองเยว่ฉีอวิ๋น เพียงพูดว่า “ทหารที่ชายแดนไม่ค่อยมีโอกาสได้พักผ่อน อีกไม่กี่วันจากนี้ให้เจ้าพาคณะงิ้วไปที่ชายแดนเพื่อสร้างความสนุกสนานกับเหล่าทหารบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่ที่นั่นสักสองสามปี สร้างโรงงิ้วขึ้นมาเลย”สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที “อยู่หลายปี?! พี่ใหญ่ขอรับ ที่นั่นมันทั้งกันดารและเหน็บหนาวนะขอรับ”“ใช่แล้ว” ในที่สุดเยว่ฉีสือก็ก้มหน้าลง มองเยว่ฉีอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ดังนั้นมันถึงเหมาะกับเจ้า”เห็นสายตาของเยว่ฉีสือ เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวถึงกระดูก ตอนนี้รู้แล้วว่าเยว่ฉีสือจำฉินเยว่ได้!เขาสงสัยในใจอยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่มีความกล้าพอที่จะถามอะไรออกมาอีกหากไปลำบากอยู่ที่ชายแดนสองสามปีแล้วทำให้พี่ชายหายโกรธ เขาก็ยอม! เพียงแต่นึกถึงภรรยาที่บ้าน... เรื่องนี้ เขาปิดบังแม้กระทั่งคนข้างกาย ด้วยนิสัยของภรรยา เกรงว่านางจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอนหลังจากนั้น เยว่ฉีสือก็จะมาที่จวนโหวทุกๆ สามวัน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับจางซื่อฉิน แต่เขาก็มักจะบังเอิญ
“เมื่อก่อนตอนที่พี่ชายของข้าตาบอดระหว่างนั้นโชคดีที่ได้ท่านช่วยดูแล ท่านเป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง”ฉินเยว่ส่ายหัว นางไม่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณอะไรกับเยว่ฉีสือ นางแค่พูดว่า “ตาของเขาหายดีแล้วหรือ?”เยว่ฉีอวิ๋นพยักหน้า “หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว หมอที่บิดาของข้าเชิญมาก็รักษาตาของพี่ชายข้าจนหายดี เขาเคยไปตามหาเจ้า แต่ข้าหลอกเขาว่าเจ้าตายแล้ว”ฉินเยว่รู้สึกเจ็บปวดใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ได้แต่กลั้นก้อนสะอื้นลงคอจ้าวเยี่ยนเจียวที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง นางรีบเข้าไปถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่เคือท่านลุงที่ไร้ความรับผิดชอบของข้าคนนั้น?”“เจียวเจียว เมื่อก่อนพี่ชายของข้าถูกซุ่มโจมตีเพราะบิดาของข้า ทำให้เขาตาบอดจนซึมเศร้าอยู่นาน เมื่อออกไปท่องเที่ยวหยางโจวครั้งหนึ่ง เขาทะเลาะกับบิดาของข้าระหว่างทาง แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย พอหาตัวพบอีกครั้ง เขาก็แต่งงานกับป้าของเจ้าในหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นใคร? เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร”“พอได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวตำหนิ “สรุปก็เป็นเรื่องฐานะอีกแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณชายสามเยว่หลอกพวกเรามาตลอด ท่านป
ดอกท้อที่อยู่นอกเรือนบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการแพ้ท้องหายแล้ว หรือเพราะท่านป้าของนางมาอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจ้าวเยี่ยนเจียวจึงดูสดชื่น กินอิ่ม นอนหลับ ทำให้คนทั้งจวนโล่งใจต้นท้อในสวนพลิ้วไหว งดงามน่ามอง ตามหลักแล้วนักปราชญ์ควรแต่งบทกวีเพื่อชื่นชม แต่โชคร้ายที่เจ้าของเรือนเหมยหลินเป็นคนชอบกิน เมื่อนางเห็นดอกท้อ นางก็คิดถึงการนำมันไปทำโจ๊กดอกท้อ ขนมดอกท้อ และสุราดอกท้อเช้านี้นางอยากกินแกะย่าง คนรับใช้ก็รีบยกหินก้อนใหญ่สองก้อนมาทำเตาย่าง แล้วเริ่มย่างเนื้อแกะ ดังนั้นในสวนดอกท้อจึงมีกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นจางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จ้าวเยี่ยนเจียวให้คนยกมาให้ เขากำลังชมดอกท้อและมองนางที่กำลังย่างเนื้อแกะ จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่การกิน ไม่สนใจวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบ้างเลย”“ทิวทัศน์ที่สวยงามก็สู้ท้องอิ่มไม่ได้” จ้าวเยี่ยนเจียวทำท่าทางน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นเนื้อแกะย่าง นางคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้กลิ่นแบบนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่กินอะไรไม่ลงมันทรมานแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ต้องกินให้อิ่มหน่อย “ท่านก็ชมวิวไปเถอะ ทำตัวเป็นคุณชา
ฤดูหนาวผ่านไป ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ดอกท้อบานสะพรั่ง มีทั้งสีเข้มและสีอ่อน ต่างแข่งขันกันเบ่งบานภายใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิจวนโหวได้จัดงานศพให้กับนายท่านรอง หลังจากตรุษจีนจึงจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหยินหยางได้ขอฮูหยินผู้เฒ่าแยกครอบครัวเมื่อพ้นระยะไว้ทุกข์ จางซินอวี้แต่งงานออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบอะไร แต่จางซื่อฉินกลับตกลงทันทีตอนนี้เรือนรองแทบจะหมดหวังแล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้ชื่อคุณหนูจวนโหวเพื่อหาคู่ที่ดีให้กับจางซินอวี้ ฮูหยินหยางก็คงจะพาบุตรชายและลูกสะใภ้ออกไปจากที่นี่นานแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางทำเรื่องสกปรกมากมายในที่ลับ จึงกลัวว่าจางซื่อฉินจะเปลี่ยนใจมาแก้แค้น หากยังดื้อรั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เรือนรองใช้ชีวิตในจวนโหวราวกับไม่มีตัวตน เซวี่ยอิงถงเรียกคืนอำนาจในการจัดการเรื่องในจวนกลับมา หลังจากนั้นได้มอบให้จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนดูแลแทน เพราะนางไม่ได้อยู่ประจำในจวน อีกทั้งยังมีฮูหยินผู้เฒ่าคอยช่วยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอนบรรยากาศในจวนยังคงหดหู่ แม้แต่สีหน้าของบ่าวไพร่ก็เศร้าสร้อย เดินเหินกันอย่างระมัดร
คำพูดของจางซื่อฉินทำให้ฮูหยินหยางแทบจะหายใจไม่ออก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้!ฮูหยินหยางมองจางซื่อฉิน ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก จางซื่อฉินรู้ว่าการที่ท่านอาเข้าไปในทะเลทรายก็เพื่อที่จะฆ่าเขา ตอนนี้เขาโต้กลับแล้วและไม่ไว้หน้าเลย “เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!”จางซื่อฉินจับมือฮูหยินหยาง ออกแรงเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะคำพูดของนาง “ยังมีท่านย่าอยู่ อาสะใภ้ก็ทำใจให้สบายเถอะ” ร่างของฮูหยินหยางอ่อนปวกเปียกนี่คือเขาต้องการให้นางยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพื่อฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว จางซื่อฉินจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จางซินอวี้ที่อยู่ข้างหลังร้องไห้จนหน้าเปื้อน รีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้จางซื่อฉินปล่อยมือ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจางเจิ้งเหอเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบคุกเข่าตาม“ท่านย่าขอรับ หลานไม่กตัญญู” จางซื่อฉินก้มหน้าลง “ไม่สามารถปกป้องท่านอาได้”ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือด หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก จ้องมองโลงศพตรงหน้าด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องส่งศพบุตร
ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในเรือนเหมยหลิน เซวี่ยอิงถงก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “ความสัมพันธ์ดีจริงๆ”“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวเยี่ยนเจียวร้องออกมาด้วยความประหลาดใจเซวี่ยอิงถงยิ้มให้น้องสะใภ้ เพราะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวยืนอยู่ข้างๆ จึงสูงเพียงแค่ไหล่ของนางเท่านั้น นางก้มลงมองใบหน้ากลมๆ ของน้องสะใภ้ ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ใบหน้าเด็กนี้ช่างน่ารักเสียจริงตอนนี้จางเจิ้งเหอยังหนุ่มอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอีกหลายปี คุณชายรองพาภรรยาออกไปข้างนอก อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อกับบุตรสาว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็หัวเราะมากขึ้น พร้อมกับเหลือบไปมองจางเจิ้งเหอจางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเซวี่ยอิงถงคิดอะไรอยู่ แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างเจ้าเล่ห์ “มาดักรอพวกเรา มีอะไรหรือขอรับ?”“ซื่อฉินให้ข้ามาบอกเจ้า”จางเจิ้งเหอก็ตั้งใจฟัง“สำเร็จแล้ว”คำพูดสั้นๆ สองคำนั้นช่างหนักแน่น จางเจิ้งเหอหลบสายตาลงเล็กน้อย อารมณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาแค่ถามว่า “พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?”“วางใจเถอะ!” เซวี่ยอิงถงยื่นมือไปตบไหล่ของจางเจิ้งเหอ “ช่วงตรุษจีน เพื่อไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม







