เข้าสู่ระบบเมื่อเห็นท่าทางของทั้งสองคน จ้าวเยี่ยนเจียวก็โกรธจัด นางวางถังน้ำในมือลงอย่างแรง จนน้ำกระเซ็นไปโดนรองเท้าปักของจ้าวเสวี่ยและจ้าวซิ่น
จ้าวซิ่นร้องออกมาด้วยความตกใจ ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ส่วนจ้าวเสวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ก็รีบปรับสีหน้าซ่อนความไม่พอใจเอาไว้ ใบหน้าของนางยังคงมีรอยยิ้มอ่อนโยนงดงงาม
จ้าวเยี่ยนเจียวหัวเราะเยาะในใจ จ้าวเสวี่ยยังคงเสแสร้งเหมือนเดิม ตรงกันข้ามกับจ้าวซิ่นที่โกรธจนตาขวาง ดูน่ามองกว่ามาก
“พวกเรา...” มุมปากของจ้าวเยี่ยนเจียวยกขึ้น “รู้จักกันด้วยหรือ?!”
เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวพูดคำนี้ออกมา จ้าวซิ่นก็โกรธทันที “ข้าก็ว่าแล้วว่านางเป็นคนโง่เง่า ผ่านมาหลายปี คงจะลืมแม้กระทั่งทางกลับบ้าน พวกเรายังรีบร้อนจะมาทักทายนางอีก ข้าว่านางโง่จนลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นใคร”
จ้าวเสวี่ยมองจ้าวซิ่นอย่างกังวลเล็กน้อย พูดปลอบนางอย่างอ่อนโยนว่า “น้องสามอย่าโกรธเลยนะ ตอนน้องสี่ออกจากบ้านยังเล็กอยู่เลย การที่นางลืมพวกเราก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้”
จ้าวซิ่นมองจ้าวเยี่ยนเจียวอย่างจับผิด สังเกตว่าแม้ว่านางจะสวมเสื้อผ้ากลางเก่ากลางใหม่ แต่เนื้อผ้านั้นดีมาก นางที่เป็นแค่คนรับใช้ในคณะงิ้ว กลับมีเสื้อผ้าเช่นนี้สวมใส่ ไม่รู้ว่าไปแอบทำอะไรมา
ความรังเกียจในดวงตาของนางซ่อนไว้ไม่มิด “จริงอยู่ที่ยังเล็ก ถึงได้ทิ้งการเป็นคุณหนูดีๆ แล้วไปทำงานในคณะงิ้วให้อับอายขายหน้า”
“น้องสาม อย่างไรเสียพวกเราก็เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน” จ้าวเสวี่ยดึงแขนเสื้อของนางเบาๆ ส่งสายตาเป็นนัยให้นางพูดน้อยลง
จ้าวเยี่ยนเจียวนึกถึงจุดประสงค์ของตนเอง จึงทำได้เพียงอดทนต่อการดูถูก ปิดปากเงียบ
“น้องสี่ ข้าคือพี่รองของเจ้า” ดวงตาของจ้าวเสวี่ยมีน้ำตาคลอ กล่าวกับจ้าวเยี่ยนเจียวว่า “เมื่อครู่ที่ข้างสระน้ำ เจ้ามองพี่อย่างเหม่อลอย พี่เดาว่าเจ้าคงจำพี่ได้แล้ว แต่ไม่ยอมรับว่ารู้จักกัน ดูเหมือนว่าหลายปีที่ผ่านมา เจ้ายังคงโกรธพี่รองอยู่”
จ้าวเยี่ยนเจียวรู้สึกขบขัน นางไม่มีเวลาเหลือเฟือพอที่จะแค้นคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน แต่เพราะอยู่ในโรงงิ้วมานาน นางชอบดูงิ้วเป็นพิเศษ จึงเกิดความสนใจในท่าทีของจ้าวเสวี่ย นางมองคนตรงหน้าด้วยรอยยิ้มเหมือนไม่ยิ้ม “ข้าจ้องมองเจ้าจนตะลึงจริงๆ ไม่ใช่เพราะจำได้ว่าเจ้าเป็นใคร แต่เป็นเพราะเจ้าเป็นสาวงาม”
จ้าวเสวี่ยรู้ดีว่าตัวเองหน้าตาดี คำชมที่ตรงไปตรงมาของจ้าวเยี่ยนเจียวทำให้นางรู้สึกภูมิใจ รอยยิ้มจึงดูจริงใจขึ้นเล็กน้อย
ดวงตาของจ้าวเยี่ยนเจียวเปล่งประกายเหมือนกำลังดูงิ้วสนุกๆ เรื่องหนึ่ง “พี่สาวคนนี้งดงามจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อยืนอยู่ข้างๆ...” นางเหลือบมองจ้าวซิ่น “ข้างคนที่ไม่โดดเด่น ยิ่งทำให้ดูงดงามเจิดจ้า”
จ้าวเยี่ยนเจียวพูดจบ สีหน้าของจ้าวเสวี่ยที่แต่เดิมมีความสุขก็เปลี่ยนไปทันที อยู่กับจ้าวซิ่นมาหลายปี รู้ดีว่าสิ่งที่จ้าวซิ่นเกลียดที่สุดคือการที่คนอื่นบอกว่านางหน้าตาดีกว่า แม้ว่าจ้าวซิ่นหน้าตาไม่ได้ขี้เหร่ แต่เพราะมีริมฝีปากกว้างเหมือนมารดา และบังเอิญมีใบหน้าเล็กเท่าฝ่ามือ ดังนั้น ริมฝีปากนั่นได้ทำให้ความงดงามเสียไปหลายส่วน ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจ้าวเสวี่ยจะประจบจ้าวซิ่นมากแค่ไหน จ้าวซิ่นก็ไม่สามารถชอบนางได้อย่างแท้จริง
ไม่มีใครอยากมีคนที่โดดเด่นกว่าอยู่ข้างกายตลอดเวลา
จ้าวซิ่นจ้องมองจ้าวเสวี่ยด้วยความโกรธ “ข้าก็ว่าแล้ว ตอนออกจากบ้านให้เจ้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ห้ามเจ้าใส่ชุดกระโปรงสีแดงที่เด่นเกินไป แต่เจ้าบอกว่าเปลี่ยนไม่ทัน ที่แท้ก็คิดจะเหยียบย่ำข้าเมื่อออกจากบ้านนี่เอง สารเลว เจ้ากล้ามาเล่นลูกไม้กับข้าหรือ”
“น้องสามเข้าใจผิดแล้ว” จ้าวเสวี่ยอดกลั้นความอับอาย แก้ตัวอย่างร้อนรน “พี่จะกล้าคิดเช่นนั้นได้อย่างไร พี่รีบมาที่วัดผู่ถัวเพื่อตามหาน้องสี่ วันนี้เราได้กลับมาเจอกันแล้ว เรื่องของพี่น้องเราค่อยกลับไปคุยกันที่บ้านก็ได้ ตอนนี้น้องสี่สำคัญที่สุดนะ!”
“ก็แค่ลูกอนุต่ำต้อย จะสำคัญตรงไหน” จ้าวซิ่นมองจ้าวเยี่ยนเจียวอย่างหยิ่งผยอง “ข้าไม่สนว่าเจ้าจะจำได้หรือไม่ได้ อย่างไรเจ้าก็เป็นคนของตระกูลจ้าว วันนี้เจ้าต้องกลับไปกับข้า”
จ้าวเยี่ยนเจียวเหลือบมองนางด้วยรอยยิ้มหยัน “เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงได้มาสั่งข้าแบบนี้?”
จ้าวซิ่นเบิกตากว้าง “ก็เพราะข้าเป็นคุณหนูสายตรงของตระกูลจ้าว การที่ข้าเอ่ยปากให้เจ้ากลับไปก็ถือว่าให้เกียรติเจ้ามากแล้ว”
“ข้าไม่กลับ เจ้าจะทำอะไรข้าได้?”
“เจ้า...”
จ้าวเสวี่ยดึงจ้าวซิ่นไว้ พวกนางส่งเสียงดังเกินไป ทำให้คนอื่นจับจ้อง จ้าวซิ่นกับจ้าวเยี่ยนเจียวอยากจะขายหน้า แต่นางไม่อยากร่วมด้วย “ข้ารู้ว่าน้องสี่กังวลเรื่องที่ทำให้คุณชายรองของจวนโหวตกน้ำเมื่อหลายปีก่อน เลยไม่กล้ากลับบ้าน” จ้าวเสวี่ยแสดงสีหน้าเข้าใจ “แต่น้องสี่ไม่ต้องห่วง ตอนนี้เรื่องมันผ่านไปแล้ว ไม่ว่าจะทำผิดแค่ไหน ผู้ใหญ่ในบ้านล้วนให้อภัยแล้ว ดังนั้นเจ้าจึงกลับไปได้อย่างสบายใจ ไม่มีใครตำหนิเจ้า”
พูดอย่างจริงใจ แต่ก็ใส่ร้ายนางอีกครั้ง คนอื่นไม่รู้ แต่คนในตระกูลจ้าวรู้ดีว่านางถูกผลักออกมาให้รับผิด เพื่อรักษาหน้าของจวนโหว
“ตอนนั้นพี่รองกับน้องสามไม่ได้ไม่ช่วยเจ้า แต่ตอนนั้นพวกเรายังเด็ก ไม่มีอำนาจที่จะช่วยได้ หลายปีที่ผ่านมา เมื่อพวกเรานึกถึงเจ้า หัวใจก็เจ็บปวดเหมือนถูกมีดกรีด ดังนั้น น้องสี่ เจ้าอย่าถือสาพวกพี่เลยนะ” จ้าวเสวี่ยเดินไปจับมือของจ้าวเยี่ยนเจียว ความนุ่มนวลที่สัมผัสได้ ทำให้แม้แต่ผู้หญิงด้วยกันอย่างนางก็ยังตกใจ
นางคิดว่าการใช้ชีวิตในคณะงิ้ว จ้าวเยี่ยนเจียวคงจะลำบาก แต่ความรู้สึกบนมือไม่สามารถโกหกได้ เมื่อมองผิวที่เนียนละเอียดของนางอีกครั้ง ก็เห็นได้ชัดว่าแม้จะอยู่ในคณะงิ้ว แต่ชีวิตของนางไม่ได้ลำบากอะไร
แววตาของจ้าวเสวี่ยฉายแววครุ่นคิด
ออกจากจวนโหว เยว่ฉีสือก็ขึ้นม้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับจวน แต่จะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวง เขาไม่แม้แต่จะมองเยว่ฉีอวิ๋น เพียงพูดว่า “ทหารที่ชายแดนไม่ค่อยมีโอกาสได้พักผ่อน อีกไม่กี่วันจากนี้ให้เจ้าพาคณะงิ้วไปที่ชายแดนเพื่อสร้างความสนุกสนานกับเหล่าทหารบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่ที่นั่นสักสองสามปี สร้างโรงงิ้วขึ้นมาเลย”สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที “อยู่หลายปี?! พี่ใหญ่ขอรับ ที่นั่นมันทั้งกันดารและเหน็บหนาวนะขอรับ”“ใช่แล้ว” ในที่สุดเยว่ฉีสือก็ก้มหน้าลง มองเยว่ฉีอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ดังนั้นมันถึงเหมาะกับเจ้า”เห็นสายตาของเยว่ฉีสือ เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวถึงกระดูก ตอนนี้รู้แล้วว่าเยว่ฉีสือจำฉินเยว่ได้!เขาสงสัยในใจอยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่มีความกล้าพอที่จะถามอะไรออกมาอีกหากไปลำบากอยู่ที่ชายแดนสองสามปีแล้วทำให้พี่ชายหายโกรธ เขาก็ยอม! เพียงแต่นึกถึงภรรยาที่บ้าน... เรื่องนี้ เขาปิดบังแม้กระทั่งคนข้างกาย ด้วยนิสัยของภรรยา เกรงว่านางจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอนหลังจากนั้น เยว่ฉีสือก็จะมาที่จวนโหวทุกๆ สามวัน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับจางซื่อฉิน แต่เขาก็มักจะบังเอิญ
“เมื่อก่อนตอนที่พี่ชายของข้าตาบอดระหว่างนั้นโชคดีที่ได้ท่านช่วยดูแล ท่านเป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง”ฉินเยว่ส่ายหัว นางไม่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณอะไรกับเยว่ฉีสือ นางแค่พูดว่า “ตาของเขาหายดีแล้วหรือ?”เยว่ฉีอวิ๋นพยักหน้า “หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว หมอที่บิดาของข้าเชิญมาก็รักษาตาของพี่ชายข้าจนหายดี เขาเคยไปตามหาเจ้า แต่ข้าหลอกเขาว่าเจ้าตายแล้ว”ฉินเยว่รู้สึกเจ็บปวดใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ได้แต่กลั้นก้อนสะอื้นลงคอจ้าวเยี่ยนเจียวที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง นางรีบเข้าไปถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่เคือท่านลุงที่ไร้ความรับผิดชอบของข้าคนนั้น?”“เจียวเจียว เมื่อก่อนพี่ชายของข้าถูกซุ่มโจมตีเพราะบิดาของข้า ทำให้เขาตาบอดจนซึมเศร้าอยู่นาน เมื่อออกไปท่องเที่ยวหยางโจวครั้งหนึ่ง เขาทะเลาะกับบิดาของข้าระหว่างทาง แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย พอหาตัวพบอีกครั้ง เขาก็แต่งงานกับป้าของเจ้าในหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นใคร? เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร”“พอได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวตำหนิ “สรุปก็เป็นเรื่องฐานะอีกแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณชายสามเยว่หลอกพวกเรามาตลอด ท่านป
ดอกท้อที่อยู่นอกเรือนบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการแพ้ท้องหายแล้ว หรือเพราะท่านป้าของนางมาอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจ้าวเยี่ยนเจียวจึงดูสดชื่น กินอิ่ม นอนหลับ ทำให้คนทั้งจวนโล่งใจต้นท้อในสวนพลิ้วไหว งดงามน่ามอง ตามหลักแล้วนักปราชญ์ควรแต่งบทกวีเพื่อชื่นชม แต่โชคร้ายที่เจ้าของเรือนเหมยหลินเป็นคนชอบกิน เมื่อนางเห็นดอกท้อ นางก็คิดถึงการนำมันไปทำโจ๊กดอกท้อ ขนมดอกท้อ และสุราดอกท้อเช้านี้นางอยากกินแกะย่าง คนรับใช้ก็รีบยกหินก้อนใหญ่สองก้อนมาทำเตาย่าง แล้วเริ่มย่างเนื้อแกะ ดังนั้นในสวนดอกท้อจึงมีกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นจางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จ้าวเยี่ยนเจียวให้คนยกมาให้ เขากำลังชมดอกท้อและมองนางที่กำลังย่างเนื้อแกะ จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่การกิน ไม่สนใจวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบ้างเลย”“ทิวทัศน์ที่สวยงามก็สู้ท้องอิ่มไม่ได้” จ้าวเยี่ยนเจียวทำท่าทางน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นเนื้อแกะย่าง นางคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้กลิ่นแบบนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่กินอะไรไม่ลงมันทรมานแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ต้องกินให้อิ่มหน่อย “ท่านก็ชมวิวไปเถอะ ทำตัวเป็นคุณชา
ฤดูหนาวผ่านไป ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ดอกท้อบานสะพรั่ง มีทั้งสีเข้มและสีอ่อน ต่างแข่งขันกันเบ่งบานภายใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิจวนโหวได้จัดงานศพให้กับนายท่านรอง หลังจากตรุษจีนจึงจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหยินหยางได้ขอฮูหยินผู้เฒ่าแยกครอบครัวเมื่อพ้นระยะไว้ทุกข์ จางซินอวี้แต่งงานออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบอะไร แต่จางซื่อฉินกลับตกลงทันทีตอนนี้เรือนรองแทบจะหมดหวังแล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้ชื่อคุณหนูจวนโหวเพื่อหาคู่ที่ดีให้กับจางซินอวี้ ฮูหยินหยางก็คงจะพาบุตรชายและลูกสะใภ้ออกไปจากที่นี่นานแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางทำเรื่องสกปรกมากมายในที่ลับ จึงกลัวว่าจางซื่อฉินจะเปลี่ยนใจมาแก้แค้น หากยังดื้อรั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เรือนรองใช้ชีวิตในจวนโหวราวกับไม่มีตัวตน เซวี่ยอิงถงเรียกคืนอำนาจในการจัดการเรื่องในจวนกลับมา หลังจากนั้นได้มอบให้จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนดูแลแทน เพราะนางไม่ได้อยู่ประจำในจวน อีกทั้งยังมีฮูหยินผู้เฒ่าคอยช่วยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอนบรรยากาศในจวนยังคงหดหู่ แม้แต่สีหน้าของบ่าวไพร่ก็เศร้าสร้อย เดินเหินกันอย่างระมัดร
คำพูดของจางซื่อฉินทำให้ฮูหยินหยางแทบจะหายใจไม่ออก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้!ฮูหยินหยางมองจางซื่อฉิน ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก จางซื่อฉินรู้ว่าการที่ท่านอาเข้าไปในทะเลทรายก็เพื่อที่จะฆ่าเขา ตอนนี้เขาโต้กลับแล้วและไม่ไว้หน้าเลย “เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!”จางซื่อฉินจับมือฮูหยินหยาง ออกแรงเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะคำพูดของนาง “ยังมีท่านย่าอยู่ อาสะใภ้ก็ทำใจให้สบายเถอะ” ร่างของฮูหยินหยางอ่อนปวกเปียกนี่คือเขาต้องการให้นางยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพื่อฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว จางซื่อฉินจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จางซินอวี้ที่อยู่ข้างหลังร้องไห้จนหน้าเปื้อน รีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้จางซื่อฉินปล่อยมือ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจางเจิ้งเหอเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบคุกเข่าตาม“ท่านย่าขอรับ หลานไม่กตัญญู” จางซื่อฉินก้มหน้าลง “ไม่สามารถปกป้องท่านอาได้”ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือด หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก จ้องมองโลงศพตรงหน้าด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องส่งศพบุตร
ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในเรือนเหมยหลิน เซวี่ยอิงถงก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “ความสัมพันธ์ดีจริงๆ”“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวเยี่ยนเจียวร้องออกมาด้วยความประหลาดใจเซวี่ยอิงถงยิ้มให้น้องสะใภ้ เพราะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวยืนอยู่ข้างๆ จึงสูงเพียงแค่ไหล่ของนางเท่านั้น นางก้มลงมองใบหน้ากลมๆ ของน้องสะใภ้ ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ใบหน้าเด็กนี้ช่างน่ารักเสียจริงตอนนี้จางเจิ้งเหอยังหนุ่มอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอีกหลายปี คุณชายรองพาภรรยาออกไปข้างนอก อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อกับบุตรสาว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็หัวเราะมากขึ้น พร้อมกับเหลือบไปมองจางเจิ้งเหอจางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเซวี่ยอิงถงคิดอะไรอยู่ แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างเจ้าเล่ห์ “มาดักรอพวกเรา มีอะไรหรือขอรับ?”“ซื่อฉินให้ข้ามาบอกเจ้า”จางเจิ้งเหอก็ตั้งใจฟัง“สำเร็จแล้ว”คำพูดสั้นๆ สองคำนั้นช่างหนักแน่น จางเจิ้งเหอหลบสายตาลงเล็กน้อย อารมณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาแค่ถามว่า “พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?”“วางใจเถอะ!” เซวี่ยอิงถงยื่นมือไปตบไหล่ของจางเจิ้งเหอ “ช่วงตรุษจีน เพื่อไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม







