LOGINความรักของคังหมัวมัวเป็นของจริง คนทั้งหงเสียต่างก็คอยปกป้องนาง จูเหวินเหอซึ่งเป็นหัวหน้าคนใหม่ต้องการแสดงอำนาจ สั่งให้นางทำงานคนเดียว โดยมอบเสื้อผ้าที่ต้องซ่อมแซมทั้งหมดของหงเสียให้กับนาง เสื้อผ้าเหล่านี้มีจำนวนหลายร้อยชุด ถ้าไม่ถึงพันจะสั่งห้ามไม่ให้มีใครช่วยนาง เขาตั้งใจว่าถ้าฉินเยว่โกรธเพราะคิดว่ามีคังหมัวมัวคอยเอาอกเอาใจ เขาก็จะลงโทษนาง
แต่ฉินเยว่กลับไม่ได้ต่อต้าน นางแบกเสื้อผ้าหลายลังกลับห้องตามคำสั่ง แล้วซ่อมแซมคนเดียวอย่างไม่ปริปาก
จูเหวินเหอคิดว่าผู้หญิงคนนี้ถ้าไม่โง่จริงๆ ก็ต้องมีแผนการลึกซึ้ง เขาจึงตั้งใจจะรอดูสถานการณ์อีกสองสามวัน แต่ในระหว่างนี้ หงเสียกลับเกิดปัญหาขึ้น...
การใช้เครื่องสำอางในหงเสียมีปริมาณมาก มีหลายคนรับผิดชอบเรื่องนี้ คังหมัวมัวเองก็มีฝีมือในการทำเครื่องสำอาง โดยเฉพาะอวี้หรงส่าน[1]ที่นางทำขึ้นเอง
ขี้ผึ้งนี้เป็นสูตรลับของคังหมัวมัว เมื่อสิบกว่าปีก่อน นักแสดงชื่อดังของหงเสียชื่อเหยียนหรงใช้แล้วผิวพรรณขาวเนียนเหมือนดั่งหยก ทำให้ขี้ผึ้งนี้มีชื่อเสียงขึ้นมา ตอนนี้เหยียนหรงไม่ได้เป็นแค่นักแสดงธรรมดาแล้ว แต่ได้ก้าวเข้าสู่รั้ววังไปเป็นพระสนม ทำให้อวี้หรงส่านที่นางใช้อยู่ถูกยกย่องว่าเป็นของดี แต่เนื่องจากวัตถุดิบและขั้นตอนการทำที่ซับซ้อน จึงหายากยิ่งกว่าทองคำ
ในหงเสียมีเพียงนักแสดงหลักเท่านั้นที่จะได้ใช้ แม้จูเหวินเหอจะหยิ่งผยอง แต่เขาก็รู้ดีว่าคังหมัวมัวสามารถยืนหยัดอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ก็เพราะเคล็ดลับนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถสั่นคลอนได้
เขาสืบมาได้ว่าคังหมัวมัวมีศิษย์ตัวน้อยคนหนึ่งซึ่งมีฝีมือเก่งกาจกว่าอาจารย์ ตั้งใจว่าอีกสองสามวันหลังจากที่ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เขาจะไปประจบประแจงเสียหน่อย แต่ไม่คิดว่าเมื่อเช้านี้เองก็ได้ยินมาว่าอวี้หรงส่านหมด และนักแสดงหญิงตัวหลักก็ประกาศว่าถ้าไม่มีของที่ใช้เป็นประจำ นางจะไม่ขึ้นแสดง ทำให้เขาปวดหัวมาก
เมื่อสอบถามก็รู้ว่าคังหมัวมัวป่วยจึงไม่ได้ทำเครื่องสำอางมาพักหนึ่งแล้ว เรื่องนี้ลูกศิษย์ของผู้อาวุโสนั้นสามารถทำแทนได้ แต่ตอนนี้กลับมีอาการบาดเจ็บที่มือจึงทำไม่ได้ ของจึงขาด
เขาสั่งให้คนมา พบว่าเดิมทีเตรียมจะดุด่าว่ากล่าว แต่พอคนมาถึงจึงรู้ว่าคนนี้เป็นหลานสาวของฉินเยว่ เด็กสาวตัวอ้วนๆ ที่กล้าต่อปากต่อคำกับเขาในวันแรกที่มาถึงหงเสีย เมื่อนึกถึงงูบนเตียงของเขาในคืนนั้น เขาก็รู้สึกหนาวไปถึงกระดูก
“เจียวเจียว ข้าไม่ขออะไรมาก ขอแค่พอสำหรับคุณหนูหร่านใช้ก็พอแล้ว” จูเหวินเหออดทนอดกลั้นความโกรธ เทศกาลตวนอู่ใกล้จะถึงแล้ว หงเสียจะมีการแสดงวันละสองรอบ ทั้งเช้าและเย็น ถ้าจ้าวเยี่ยนเจียวไม่ยอมรับปาก คุณหนูหร่านก็จะไม่ขึ้นแสดงคืนนี้ เขาเพิ่งมารับตำแหน่ง จะปล่อยให้แขกไม่มีงิ้วดูไม่ได้เด็ดขาด
“หัวหน้าจู ข้าทำไม่ได้จริงๆ มือของข้า...” จ้าวเยี่ยนเจียวแกล้งยกมือขาวๆ นุ่มนิ่มของนางโบกไปมาตรงหน้าจูเหวินเหอ ด้วยความที่นางทำเครื่องสำอางทั้งหมดเอง ทำให้ผิวของนางละเอียดดีมาก “มันบาดเจ็บเจ้าค่ะ”
ใบหน้าของจูเหวินเหอบัดนี้ไม่อาจรักษาความเป็นผู้ใหญ่ใจดีได้อีกต่อไป “นังหนูนี่ อย่าให้ข้าต้องบังคับเจ้า อย่าลืมว่าตอนนี้เจ้าก็เป็นคนของหงเสีย”
สายตาของจ้าวเยี่ยนเจียวเย็นชาลง แต่ใบหน้ายังคงยิ้มแย้ม “ข้ารู้ดีว่านี่ที่คือหงเสีย ดังนั้นจึงไม่กล้าไปรังแกใครตามอำเภอใจ แต่กลับมีบางคนเพิ่งมาถึงก็รีบร้อนคิดกำจัดคนที่ไม่เห็นด้วย แล้วยังจ้องจะเล่นงานกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นี่สิถึงจะเรียกว่าไม่รู้จักเงาหัวของตัวเอง”
จูเหวินเหอได้ยินคำพูดประชดประชันของนาง ก็รู้สึกเสียหน้า จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ป้าของเจ้าเป็นแค่บ่าวรับใช้ สัญญาขายตัวก็ยังอยู่ในมือของหงเสีย ตอนนี้คังหมัวมัวป่วย หงเสียก็เป็นข้าที่มีอำนาจมากที่สุด ข้าสั่งให้บ่าวรับใช้ทำอะไร เจ้าก็ต้องทำอย่างนั้น วันนี้เจ้าไม่ยอมเอาเครื่องสำอางออกมาก็ได้ แต่ป้าของเจ้าก็อย่าหวังว่าจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข!”
ทุกคนล้วนมีจุดอ่อน และฉินเยว่ก็คือจุดอ่อนของจ้าวเยี่ยนเจียวจ้าวเยี่ยนเจียวคว้าเปลือกเมล็ดแตงโมบนโต๊ะขึ้นมาแล้วปาใส่จูเหวินเหอ
จูเหวินเหอถูกเปลือกเมล็ดแตงโมสาดใส่หัว ยังไม่ทันได้พูดอะไร ก็โดนเตะเข้าที่เอวอย่างแรง ล้มลงไปนั่งกับพื้น
“ข้าพูดดีๆ กับเจ้า กลับไม่คิดว่าจะทำให้เจ้าสำคัญตัวเองผิด” จ้าวเยี่ยนเจียวมองเขาจากด้านบน ใบหน้ากลมๆ เหมือนซาลาเปา แฝงคำพูดดันแต่น้ำเสียงกลับฟังดูนุ่มนวล มีความรู้สึกขัดแย้งกันอย่างบอกไม่ถูก “ผู้อาวุโสคังยังอยู่ แต่ต่อให้จะไม่มีผู้อาวุโสคัง ก็ยังมีคุณชายสามเยว่อยู่ข้างบน ต่อให้เจ้าเป็นคนที่คุณชายสามเยว่ส่งมา ก็ยังไม่ถึงคราวของเจ้า” แม้กระทั่งคำเรียกก็เปลี่ยนไป
หากคังหมัวมัวไม่ได้เป็นผู้ดูแลหงเสีย คุณชายสามเยว่ที่ทุกคนพูดถึงก็คือเจ้าของตัวจริงของหงเสีย
[1] ผงกระตุ้นความงามดุจหยก มักเป็นชื่อเรียกสูตรสมุนไพรบำรุงผิวหน้า (เป็นผงก่อนนำไปผสม)
ออกจากจวนโหว เยว่ฉีสือก็ขึ้นม้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับจวน แต่จะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวง เขาไม่แม้แต่จะมองเยว่ฉีอวิ๋น เพียงพูดว่า “ทหารที่ชายแดนไม่ค่อยมีโอกาสได้พักผ่อน อีกไม่กี่วันจากนี้ให้เจ้าพาคณะงิ้วไปที่ชายแดนเพื่อสร้างความสนุกสนานกับเหล่าทหารบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่ที่นั่นสักสองสามปี สร้างโรงงิ้วขึ้นมาเลย”สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที “อยู่หลายปี?! พี่ใหญ่ขอรับ ที่นั่นมันทั้งกันดารและเหน็บหนาวนะขอรับ”“ใช่แล้ว” ในที่สุดเยว่ฉีสือก็ก้มหน้าลง มองเยว่ฉีอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ดังนั้นมันถึงเหมาะกับเจ้า”เห็นสายตาของเยว่ฉีสือ เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวถึงกระดูก ตอนนี้รู้แล้วว่าเยว่ฉีสือจำฉินเยว่ได้!เขาสงสัยในใจอยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่มีความกล้าพอที่จะถามอะไรออกมาอีกหากไปลำบากอยู่ที่ชายแดนสองสามปีแล้วทำให้พี่ชายหายโกรธ เขาก็ยอม! เพียงแต่นึกถึงภรรยาที่บ้าน... เรื่องนี้ เขาปิดบังแม้กระทั่งคนข้างกาย ด้วยนิสัยของภรรยา เกรงว่านางจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอนหลังจากนั้น เยว่ฉีสือก็จะมาที่จวนโหวทุกๆ สามวัน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับจางซื่อฉิน แต่เขาก็มักจะบังเอิญ
“เมื่อก่อนตอนที่พี่ชายของข้าตาบอดระหว่างนั้นโชคดีที่ได้ท่านช่วยดูแล ท่านเป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง”ฉินเยว่ส่ายหัว นางไม่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณอะไรกับเยว่ฉีสือ นางแค่พูดว่า “ตาของเขาหายดีแล้วหรือ?”เยว่ฉีอวิ๋นพยักหน้า “หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว หมอที่บิดาของข้าเชิญมาก็รักษาตาของพี่ชายข้าจนหายดี เขาเคยไปตามหาเจ้า แต่ข้าหลอกเขาว่าเจ้าตายแล้ว”ฉินเยว่รู้สึกเจ็บปวดใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ได้แต่กลั้นก้อนสะอื้นลงคอจ้าวเยี่ยนเจียวที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง นางรีบเข้าไปถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่เคือท่านลุงที่ไร้ความรับผิดชอบของข้าคนนั้น?”“เจียวเจียว เมื่อก่อนพี่ชายของข้าถูกซุ่มโจมตีเพราะบิดาของข้า ทำให้เขาตาบอดจนซึมเศร้าอยู่นาน เมื่อออกไปท่องเที่ยวหยางโจวครั้งหนึ่ง เขาทะเลาะกับบิดาของข้าระหว่างทาง แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย พอหาตัวพบอีกครั้ง เขาก็แต่งงานกับป้าของเจ้าในหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นใคร? เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร”“พอได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวตำหนิ “สรุปก็เป็นเรื่องฐานะอีกแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณชายสามเยว่หลอกพวกเรามาตลอด ท่านป
ดอกท้อที่อยู่นอกเรือนบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการแพ้ท้องหายแล้ว หรือเพราะท่านป้าของนางมาอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจ้าวเยี่ยนเจียวจึงดูสดชื่น กินอิ่ม นอนหลับ ทำให้คนทั้งจวนโล่งใจต้นท้อในสวนพลิ้วไหว งดงามน่ามอง ตามหลักแล้วนักปราชญ์ควรแต่งบทกวีเพื่อชื่นชม แต่โชคร้ายที่เจ้าของเรือนเหมยหลินเป็นคนชอบกิน เมื่อนางเห็นดอกท้อ นางก็คิดถึงการนำมันไปทำโจ๊กดอกท้อ ขนมดอกท้อ และสุราดอกท้อเช้านี้นางอยากกินแกะย่าง คนรับใช้ก็รีบยกหินก้อนใหญ่สองก้อนมาทำเตาย่าง แล้วเริ่มย่างเนื้อแกะ ดังนั้นในสวนดอกท้อจึงมีกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นจางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จ้าวเยี่ยนเจียวให้คนยกมาให้ เขากำลังชมดอกท้อและมองนางที่กำลังย่างเนื้อแกะ จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่การกิน ไม่สนใจวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบ้างเลย”“ทิวทัศน์ที่สวยงามก็สู้ท้องอิ่มไม่ได้” จ้าวเยี่ยนเจียวทำท่าทางน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นเนื้อแกะย่าง นางคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้กลิ่นแบบนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่กินอะไรไม่ลงมันทรมานแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ต้องกินให้อิ่มหน่อย “ท่านก็ชมวิวไปเถอะ ทำตัวเป็นคุณชา
ฤดูหนาวผ่านไป ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ดอกท้อบานสะพรั่ง มีทั้งสีเข้มและสีอ่อน ต่างแข่งขันกันเบ่งบานภายใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิจวนโหวได้จัดงานศพให้กับนายท่านรอง หลังจากตรุษจีนจึงจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหยินหยางได้ขอฮูหยินผู้เฒ่าแยกครอบครัวเมื่อพ้นระยะไว้ทุกข์ จางซินอวี้แต่งงานออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบอะไร แต่จางซื่อฉินกลับตกลงทันทีตอนนี้เรือนรองแทบจะหมดหวังแล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้ชื่อคุณหนูจวนโหวเพื่อหาคู่ที่ดีให้กับจางซินอวี้ ฮูหยินหยางก็คงจะพาบุตรชายและลูกสะใภ้ออกไปจากที่นี่นานแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางทำเรื่องสกปรกมากมายในที่ลับ จึงกลัวว่าจางซื่อฉินจะเปลี่ยนใจมาแก้แค้น หากยังดื้อรั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เรือนรองใช้ชีวิตในจวนโหวราวกับไม่มีตัวตน เซวี่ยอิงถงเรียกคืนอำนาจในการจัดการเรื่องในจวนกลับมา หลังจากนั้นได้มอบให้จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนดูแลแทน เพราะนางไม่ได้อยู่ประจำในจวน อีกทั้งยังมีฮูหยินผู้เฒ่าคอยช่วยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอนบรรยากาศในจวนยังคงหดหู่ แม้แต่สีหน้าของบ่าวไพร่ก็เศร้าสร้อย เดินเหินกันอย่างระมัดร
คำพูดของจางซื่อฉินทำให้ฮูหยินหยางแทบจะหายใจไม่ออก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้!ฮูหยินหยางมองจางซื่อฉิน ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก จางซื่อฉินรู้ว่าการที่ท่านอาเข้าไปในทะเลทรายก็เพื่อที่จะฆ่าเขา ตอนนี้เขาโต้กลับแล้วและไม่ไว้หน้าเลย “เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!”จางซื่อฉินจับมือฮูหยินหยาง ออกแรงเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะคำพูดของนาง “ยังมีท่านย่าอยู่ อาสะใภ้ก็ทำใจให้สบายเถอะ” ร่างของฮูหยินหยางอ่อนปวกเปียกนี่คือเขาต้องการให้นางยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพื่อฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว จางซื่อฉินจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จางซินอวี้ที่อยู่ข้างหลังร้องไห้จนหน้าเปื้อน รีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้จางซื่อฉินปล่อยมือ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจางเจิ้งเหอเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบคุกเข่าตาม“ท่านย่าขอรับ หลานไม่กตัญญู” จางซื่อฉินก้มหน้าลง “ไม่สามารถปกป้องท่านอาได้”ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือด หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก จ้องมองโลงศพตรงหน้าด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องส่งศพบุตร
ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในเรือนเหมยหลิน เซวี่ยอิงถงก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “ความสัมพันธ์ดีจริงๆ”“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวเยี่ยนเจียวร้องออกมาด้วยความประหลาดใจเซวี่ยอิงถงยิ้มให้น้องสะใภ้ เพราะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวยืนอยู่ข้างๆ จึงสูงเพียงแค่ไหล่ของนางเท่านั้น นางก้มลงมองใบหน้ากลมๆ ของน้องสะใภ้ ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ใบหน้าเด็กนี้ช่างน่ารักเสียจริงตอนนี้จางเจิ้งเหอยังหนุ่มอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอีกหลายปี คุณชายรองพาภรรยาออกไปข้างนอก อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อกับบุตรสาว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็หัวเราะมากขึ้น พร้อมกับเหลือบไปมองจางเจิ้งเหอจางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเซวี่ยอิงถงคิดอะไรอยู่ แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างเจ้าเล่ห์ “มาดักรอพวกเรา มีอะไรหรือขอรับ?”“ซื่อฉินให้ข้ามาบอกเจ้า”จางเจิ้งเหอก็ตั้งใจฟัง“สำเร็จแล้ว”คำพูดสั้นๆ สองคำนั้นช่างหนักแน่น จางเจิ้งเหอหลบสายตาลงเล็กน้อย อารมณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาแค่ถามว่า “พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?”“วางใจเถอะ!” เซวี่ยอิงถงยื่นมือไปตบไหล่ของจางเจิ้งเหอ “ช่วงตรุษจีน เพื่อไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม







