LOGINสายลมฤดูร้อนพัดพากลิ่นหอมจางๆ ของดอกกุหลาบส่งกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณ หงเสียเป็นคณะงิ้วที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเมือง
ต่างจากคณะงิ้วทั่วไปที่มักจะแสดงเรื่องราวทั่วๆ ไป แค่เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย แต่หงเสียจะแสดงบทงิ้วที่เป็นตำนาน คนที่แสดงได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ทั้งการร้องและการรำ แต่ละคนล้วนมีฝีมือยอดเยี่ยม
จ้าวเยี่ยนเจียวชอบคนงามและชอบดูงิ้ว วันเวลาที่อยู่กับป้าในหงเสียเต็มไปด้วยความสุข นางได้ดูงิ้ว ได้มองคนงามและแน่นอนว่าขาดไม่ได้ คือการได้กินของอร่อยๆ
บนเวทีงิ้วในห้องโถงที่นางคุ้นเคย เสียงกลองและฆ้องดังสนั่นทั้งวัน ที่นั่งด้านล่างเวทีเต็มแน่นไปด้วยผู้ชม เสียงปรบมือดังสนั่นไม่ขาดสาย ไม่ว่าตัวละครงิ้วดีร้ายจะเผชิญหน้ากันอย่างไร สุดท้ายแล้วความชั่วก็ไม่อาจเอาชนะความดีได้ นี่คือเหตุผลที่นางชอบดูงิ้วที่สุด เพราะความดีและความชั่วล้วนได้รับผลตอบแทน
วันนี้ โรงงิ้วแสดงเรื่อง ‘ไป๋เหนียงจื่อต่อสู้กับฝ่าไห่’[1] เพื่อต้อนรับเทศกาลตวนอู่[2] นางเคยดูงิ้วเรื่องนี้มาแล้วไม่ต่ำกว่าแปดสิบครั้ง นักแสดงที่รับบทเป็นไป๋เหนียงจื่อเปลี่ยนไปแล้วสามคน
แม้ว่าเรื่องราวจะเหมือนกัน แต่เมื่อนักแสดงต่างกัน ความรู้สึกที่ได้รับตอนดูงิ้วก็ย่อมไม่เหมือนกัน ดังนั้นไม่ว่าจะดูซ้ำกี่ครั้ง นางก็ยังคงสนุกกับมัน
อย่างไรก็ตาม วันนี้นางไม่ได้ไปร่วมดูกับคนอื่นๆ ระยะหลังมานี้ จ้าวเยี่ยนเจียวคนที่เคยบ้าระห่ำในหงเสียกลับมีนิสัยเปลี่ยนไป นางอยู่ในเรือนชิงเหมย[3]ที่ลานด้านหลังอย่างสงบ ในตอนนี้ลานเงียบสงัดไร้สำเนียง
สถานที่เดียวกัน แต่ด้านหน้าเสียงดังวุ่นวาย ส่วนด้านหลังกลับราวกับเป็นคนละโลก จ้าวเยี่ยนเจียวชงชาอยู่ในห้อง กินขนมอย่างสบายใจ
“เจียวเจียว อย่างน้อยหงเสียก็ดูแลเจ้ามาหลายปี เหตุใดตอนนี้เจ้าถึงไม่คิดจะช่วยเลยแม้แต่น้อย?” จูเหวินเหอเห็นสตรีอ้วนนั่งอยู่ที่โต๊ะ กำลังแทะเมล็ดแตงโมกินอย่างสบายอารมณ์ก็รู้สึกโกรธ เขาขบฟันจนแทบแตก แต่ก็ทำอะไรนางไม่ได้
เขาถูกคุณชายสามเยว่จากโรงงิ้วหลี่เจิ้งในเมืองหลวง ส่งมาที่
เพื่อช่วยงานคังหมัวมัวดูแลคณะงิ้วหงเสีย ทันทีที่มาถึง เขาก็ตกตะลึงกับโรงงิ้วหงเสียที่สร้างด้วยไม้หนานมู่ มุงหลังคาด้วยกระเบื้องสีเขียว ดูใหญ่โตโอ่อ่าไม่แพ้โรงงิ้วหลี่เจิ้งในเมืองหลวงที่เจริญรุ่งเรือง
ขารู้สึกยินดีคิดว่าตัวเองได้เจอโอกาสทอง เริ่มหวังว่าคังหมัวมัวผู้ดูแลหลักป่วย หากวันหนึ่งวันใดแม่เฒ่าปิดตาลงแล้ว ถึงตอนนั้นเขาก็จะได้เป็นคนดูแลหงเสียอย่างชอบธรรม
ไม่ว่าคนระดับไหนในหงเสีย ล้วนแต่เป็นคนรู้ความ ต่างรีบมาเอาใจเขา ผู้ที่จะเป็นคนดูแลโรงงิ้วในอนาคต แต่ในบรรดาคนเหล่านั้นกลับมีใครบางคนที่ไม่รู้จักสถานะของตัวเอง ทำให้เขาโมโหมากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้
“ไอ้ย่า หัวหน้าจู...”
จ้าวเยี่ยนเจียวกลืนเมล็ดแตงโมในลงไป ก็รู้สึกกระหายน้ำเล็กน้อย นางยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบ แล้วค่อยพูดต่อ “ไม่ใช่ว่าไม่ให้เกียรติท่าน แต่... ดูมือของข้าสิ ช่วงนี้เย็บปักเสื้อผ้าที่ใช้ใส่แสดงจนบาดเจ็บไปหมด หมออู๋จากหุยชุนถัง สั่งไว้ว่าห้ามโดนน้ำหรือเครื่องหอม ข้าช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจจะหลีกเลี่ยงงาน”
จ้าวเยี่ยนเจียวมีเสียงที่อ่อนหวานมาแต่กำเนิด ทำให้คนฟังรู้สึกสบายใจมาโดยตลอด แต่ตอนนี้เมื่อจูเหวินเหอได้ยิน เขากลับรู้สึกขัดหู โกรธจนตากระตุก
บาดแผลที่มือที่จ้าวเยี่ยนเจียวพูดถึงก็แค่รอยถูกเข็มเย็บผ้าทิ่มสองสามครั้ง ถ้าไม่สังเกตดีๆ ก็แทบจะมองไม่เห็น
จ้าวเยี่ยนเจียวมองสีหน้าของจูเหวินเหอที่เขียวบ้างขาวบ้างด้วยสีหน้าเหมือนยิ้มเยาะ ตั้งแต่นางออกจากตระกูลจ้าวและย้ายมาอยู่ที่หงเสียกับท่านป้า นางก็ขอให้ท่านป้าอย่าเรียกชื่อจริงของนางอีก ให้เรียกแต่ชื่อเล่นว่าเจียวเจียวเท่านั้น นางไม่คิดจะกลับไปยุ่งเกี่ยวกับตระกูลจ้าวอีก
นางมองจูเหวินเหออย่างสบายใจ ในใจหัวเราะเยาะ
มาจากเมืองหลวงแล้วอย่างไร? ถึงแม้ว่าในอนาคตหงเสียจะถูกเขาดูแลจริงๆ ก็อย่าหวังที่จะมาวางท่าต่อหน้าต่อให้ในอนาคตเขาได้ดูแลหงเสียจริงๆ ก็อย่าหวังว่าจะมาทำตัวใหญ่โตต่อหน้านาง ในสายตาของนาง เขาก็แค่มดปลวก ไม่ได้มีความสำคัญอะไร
“เจียวเจียว” จูเหวินเหอชั่งใจดูแล้ว ในที่สุดก็ได้แต่ยิ้มแล้วพูดว่า “งานเย็บปักถักร้อยไม่ควรให้เจ้าทำเอง ควรจะยกให้บ่าวรับใช้...”
จ้าวเยี่ยนเจียววางถ้วยชาลงอย่างแรง ตัดบทคำพูดของจูเหวินเหอ “หัวหน้าจู บ่าวรับใช้ที่ท่านพูดถึงคือป้าของข้า ท่านใช้งานป้าของข้าเหมือนบ่าวรับใช้ ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายใจ งานที่ท่านมอบหมายให้ ข้าต้องช่วยทำอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้ท่านหาเรื่องทำให้ป้าของข้าลำบากใจ”
รอยยิ้มของจูเหวินเหอเกือบจะแข็งค้างบนใบหน้า ก่อนที่จะมาถึง
เขาได้สืบมาอย่างละเอียดแล้วว่า ในหงเสียมีบ่าวรับใช้ชื่อฉินเยว่ เป็นที่โปรดปรานของคังหมัวมัวมาก และดูแลนางเหมือนบุตรสาวแท้ๆ บางทีอาจตั้งใจยกหงเสียให้บ่าวรับใช้คนนี้ก็ได้ ดังนั้นหลังจากที่มาถึง เขาก็ระวังตัวมากขึ้น จับตาดูบ่าวไพร่ที่ชื่อฉินเยว่คนนี้
แต่ที่เขาประหลาดใจคือ ฉินเยว่ที่เป็นหญิงวัยสามสิบปี มีรูปร่างหน้าตาที่สวยงามพอใช้ได้ แต่มีปานแดงอยู่ที่หน้าผาก มักจะก้มหน้าอยู่เสมอ หากไม่ถามก็จะไม่พูดอะไรก่อน มีท่าทางเหมือนคนจากชนชั้นล่าง ไม่มีสง่าราศี แต่บ่าวรับใช้ที่ดูไม่น่าจะโดดเด่นคนนี้กลับเป็นที่ต้องตาของคังหมัวมัว
[1] ไป๋เหนียงจื่อ (หรือไป๋ซู่เจิน) และหลวงจีนฝ่าไห่ คือตัวละครหลักใน ตำนานนางพญางูขาว ซึ่งเป็นนิทานพื้นบ้านของจีน
[2] คนไทยรู้จักกันในชื่อ เทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง
ออกจากจวนโหว เยว่ฉีสือก็ขึ้นม้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับจวน แต่จะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวง เขาไม่แม้แต่จะมองเยว่ฉีอวิ๋น เพียงพูดว่า “ทหารที่ชายแดนไม่ค่อยมีโอกาสได้พักผ่อน อีกไม่กี่วันจากนี้ให้เจ้าพาคณะงิ้วไปที่ชายแดนเพื่อสร้างความสนุกสนานกับเหล่าทหารบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่ที่นั่นสักสองสามปี สร้างโรงงิ้วขึ้นมาเลย”สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที “อยู่หลายปี?! พี่ใหญ่ขอรับ ที่นั่นมันทั้งกันดารและเหน็บหนาวนะขอรับ”“ใช่แล้ว” ในที่สุดเยว่ฉีสือก็ก้มหน้าลง มองเยว่ฉีอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ดังนั้นมันถึงเหมาะกับเจ้า”เห็นสายตาของเยว่ฉีสือ เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวถึงกระดูก ตอนนี้รู้แล้วว่าเยว่ฉีสือจำฉินเยว่ได้!เขาสงสัยในใจอยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่มีความกล้าพอที่จะถามอะไรออกมาอีกหากไปลำบากอยู่ที่ชายแดนสองสามปีแล้วทำให้พี่ชายหายโกรธ เขาก็ยอม! เพียงแต่นึกถึงภรรยาที่บ้าน... เรื่องนี้ เขาปิดบังแม้กระทั่งคนข้างกาย ด้วยนิสัยของภรรยา เกรงว่านางจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอนหลังจากนั้น เยว่ฉีสือก็จะมาที่จวนโหวทุกๆ สามวัน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับจางซื่อฉิน แต่เขาก็มักจะบังเอิญ
“เมื่อก่อนตอนที่พี่ชายของข้าตาบอดระหว่างนั้นโชคดีที่ได้ท่านช่วยดูแล ท่านเป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง”ฉินเยว่ส่ายหัว นางไม่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณอะไรกับเยว่ฉีสือ นางแค่พูดว่า “ตาของเขาหายดีแล้วหรือ?”เยว่ฉีอวิ๋นพยักหน้า “หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว หมอที่บิดาของข้าเชิญมาก็รักษาตาของพี่ชายข้าจนหายดี เขาเคยไปตามหาเจ้า แต่ข้าหลอกเขาว่าเจ้าตายแล้ว”ฉินเยว่รู้สึกเจ็บปวดใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ได้แต่กลั้นก้อนสะอื้นลงคอจ้าวเยี่ยนเจียวที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง นางรีบเข้าไปถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่เคือท่านลุงที่ไร้ความรับผิดชอบของข้าคนนั้น?”“เจียวเจียว เมื่อก่อนพี่ชายของข้าถูกซุ่มโจมตีเพราะบิดาของข้า ทำให้เขาตาบอดจนซึมเศร้าอยู่นาน เมื่อออกไปท่องเที่ยวหยางโจวครั้งหนึ่ง เขาทะเลาะกับบิดาของข้าระหว่างทาง แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย พอหาตัวพบอีกครั้ง เขาก็แต่งงานกับป้าของเจ้าในหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นใคร? เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร”“พอได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวตำหนิ “สรุปก็เป็นเรื่องฐานะอีกแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณชายสามเยว่หลอกพวกเรามาตลอด ท่านป
ดอกท้อที่อยู่นอกเรือนบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการแพ้ท้องหายแล้ว หรือเพราะท่านป้าของนางมาอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจ้าวเยี่ยนเจียวจึงดูสดชื่น กินอิ่ม นอนหลับ ทำให้คนทั้งจวนโล่งใจต้นท้อในสวนพลิ้วไหว งดงามน่ามอง ตามหลักแล้วนักปราชญ์ควรแต่งบทกวีเพื่อชื่นชม แต่โชคร้ายที่เจ้าของเรือนเหมยหลินเป็นคนชอบกิน เมื่อนางเห็นดอกท้อ นางก็คิดถึงการนำมันไปทำโจ๊กดอกท้อ ขนมดอกท้อ และสุราดอกท้อเช้านี้นางอยากกินแกะย่าง คนรับใช้ก็รีบยกหินก้อนใหญ่สองก้อนมาทำเตาย่าง แล้วเริ่มย่างเนื้อแกะ ดังนั้นในสวนดอกท้อจึงมีกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นจางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จ้าวเยี่ยนเจียวให้คนยกมาให้ เขากำลังชมดอกท้อและมองนางที่กำลังย่างเนื้อแกะ จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่การกิน ไม่สนใจวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบ้างเลย”“ทิวทัศน์ที่สวยงามก็สู้ท้องอิ่มไม่ได้” จ้าวเยี่ยนเจียวทำท่าทางน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นเนื้อแกะย่าง นางคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้กลิ่นแบบนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่กินอะไรไม่ลงมันทรมานแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ต้องกินให้อิ่มหน่อย “ท่านก็ชมวิวไปเถอะ ทำตัวเป็นคุณชา
ฤดูหนาวผ่านไป ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ดอกท้อบานสะพรั่ง มีทั้งสีเข้มและสีอ่อน ต่างแข่งขันกันเบ่งบานภายใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิจวนโหวได้จัดงานศพให้กับนายท่านรอง หลังจากตรุษจีนจึงจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหยินหยางได้ขอฮูหยินผู้เฒ่าแยกครอบครัวเมื่อพ้นระยะไว้ทุกข์ จางซินอวี้แต่งงานออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบอะไร แต่จางซื่อฉินกลับตกลงทันทีตอนนี้เรือนรองแทบจะหมดหวังแล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้ชื่อคุณหนูจวนโหวเพื่อหาคู่ที่ดีให้กับจางซินอวี้ ฮูหยินหยางก็คงจะพาบุตรชายและลูกสะใภ้ออกไปจากที่นี่นานแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางทำเรื่องสกปรกมากมายในที่ลับ จึงกลัวว่าจางซื่อฉินจะเปลี่ยนใจมาแก้แค้น หากยังดื้อรั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เรือนรองใช้ชีวิตในจวนโหวราวกับไม่มีตัวตน เซวี่ยอิงถงเรียกคืนอำนาจในการจัดการเรื่องในจวนกลับมา หลังจากนั้นได้มอบให้จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนดูแลแทน เพราะนางไม่ได้อยู่ประจำในจวน อีกทั้งยังมีฮูหยินผู้เฒ่าคอยช่วยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอนบรรยากาศในจวนยังคงหดหู่ แม้แต่สีหน้าของบ่าวไพร่ก็เศร้าสร้อย เดินเหินกันอย่างระมัดร
คำพูดของจางซื่อฉินทำให้ฮูหยินหยางแทบจะหายใจไม่ออก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้!ฮูหยินหยางมองจางซื่อฉิน ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก จางซื่อฉินรู้ว่าการที่ท่านอาเข้าไปในทะเลทรายก็เพื่อที่จะฆ่าเขา ตอนนี้เขาโต้กลับแล้วและไม่ไว้หน้าเลย “เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!”จางซื่อฉินจับมือฮูหยินหยาง ออกแรงเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะคำพูดของนาง “ยังมีท่านย่าอยู่ อาสะใภ้ก็ทำใจให้สบายเถอะ” ร่างของฮูหยินหยางอ่อนปวกเปียกนี่คือเขาต้องการให้นางยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพื่อฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว จางซื่อฉินจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จางซินอวี้ที่อยู่ข้างหลังร้องไห้จนหน้าเปื้อน รีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้จางซื่อฉินปล่อยมือ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจางเจิ้งเหอเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบคุกเข่าตาม“ท่านย่าขอรับ หลานไม่กตัญญู” จางซื่อฉินก้มหน้าลง “ไม่สามารถปกป้องท่านอาได้”ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือด หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก จ้องมองโลงศพตรงหน้าด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องส่งศพบุตร
ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในเรือนเหมยหลิน เซวี่ยอิงถงก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “ความสัมพันธ์ดีจริงๆ”“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวเยี่ยนเจียวร้องออกมาด้วยความประหลาดใจเซวี่ยอิงถงยิ้มให้น้องสะใภ้ เพราะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวยืนอยู่ข้างๆ จึงสูงเพียงแค่ไหล่ของนางเท่านั้น นางก้มลงมองใบหน้ากลมๆ ของน้องสะใภ้ ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ใบหน้าเด็กนี้ช่างน่ารักเสียจริงตอนนี้จางเจิ้งเหอยังหนุ่มอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอีกหลายปี คุณชายรองพาภรรยาออกไปข้างนอก อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อกับบุตรสาว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็หัวเราะมากขึ้น พร้อมกับเหลือบไปมองจางเจิ้งเหอจางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเซวี่ยอิงถงคิดอะไรอยู่ แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างเจ้าเล่ห์ “มาดักรอพวกเรา มีอะไรหรือขอรับ?”“ซื่อฉินให้ข้ามาบอกเจ้า”จางเจิ้งเหอก็ตั้งใจฟัง“สำเร็จแล้ว”คำพูดสั้นๆ สองคำนั้นช่างหนักแน่น จางเจิ้งเหอหลบสายตาลงเล็กน้อย อารมณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาแค่ถามว่า “พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?”“วางใจเถอะ!” เซวี่ยอิงถงยื่นมือไปตบไหล่ของจางเจิ้งเหอ “ช่วงตรุษจีน เพื่อไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม







