LOGINจ้าวเยี่ยนเจียวไม่อยากแก้ตัวให้ตัวเอง อย่างไรสิ่งที่ทุกคนเห็นก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะครุ่นคิดอย่างไรก็รู้สึกว่าตีโดนที่ขาของม้าเท่านั้น ไม่น่าจะตายได้ แต่ตอนนี้ม้าตายแล้ว แม้จะไม่สมเหตุสมผลแค่ไหน ตายก็คือตาย และบัญชีนี้ก็ถูกคิดไว้ที่หัวของนางแล้ว ว่านางเป็นคนตีม้าตาย...
“เจียวเจียว เจ้าคงไม่รู้หรอกว่าม้าที่เจ้าตีตายน่ะมีที่มาไม่ธรรมดาเลยนะ ได้ยินว่าม้าตัวนั้นเป็นม้าพันธุ์ดีจากซีเป่ยเชียว ต้องใช้เงินหลายพันตำลึงถึงจะได้มา แต่กลับถูกเจ้าใช้ไม้คานอันเดียวตีจนตาย”
จ้าวเยี่ยนเจียวเบิกตากว้าง หลายพันตำลึง?! ก็แค่เป็นม้าตัวหนึ่ง แถมยังเป็นม้าที่อ่อนแอถึงเพียงนั้น แต่กลับมีราคาหลายพันตำลึงเลยหรือ? นี่มันหลอกลวงต้มตุ๋นกันชัดๆ
ไม่ใช่ว่าจ้าวเยี่ยนเจียวจะดูถูกตัวเอง แต่นางรู้สึกจริงๆ ว่าชีวิตของนางต่อให้มีราคาสูงที่สุดก็ไม่ถึงหลายพันตำลึง นางรู้สึกว่าชีวิตนี้ช่างโหดร้าย นางดูมีค่ายังไม่เท่าม้าตัวหนึ่งเสียด้วยซ้ำ...
เฉียวติ่งซานถามนางว่า “เจียวเจียว ถ้าหากคนคนนั้นมาตามหาให้เจ้าชดใช้ค่าม้า เจ้าจะทำอย่างไร?”
จ้าวเยี่ยนเจียวรู้สึกได้ว่าร่างกายของฉินเยว่ที่อยู่ข้างๆ พลันแข็งทื่อ นางจ้องเฉียวติ่งซานด้วยความไม่พอใจ นี่จงใจพูดแต่เรื่องที่ทำให้ท่านป้าของนางต้องเป็นกังวล
“ข้าช่วยเหลือเขาด้วยความหวังดี ทำไมต้องให้ข้าชดใช้ด้วย? ลองคิดดูดีๆ สิ ถ้าไม่มีข้า คุณชายสูงศักดิ์คนนั้นตอนนี้อาจกลายเป็นศพเย็นชืดไปแล้วก็ได้”
“ก็จริงอย่างที่เจ้าพูด” เฉียวติ่งซานพยักหน้าเห็นด้วย “ต้องขอบคุณเจ้าจริงๆ ที่ทำให้เขารอดชีวิตมาได้ แต่ก็น่าเสียดายที่ขาหักไปข้างหนึ่ง นับว่าเป็นโชคดีในความโชคร้าย”
จ้าวเยี่ยนเจียวขมวดคิ้ว “ขาหัก?! เขาไม่ได้เป็นอะไรเสียหน่อย จะไปขาหักได้อย่างไร?”
“แต่ขาของคุณชายคนนั้นหักจริงๆ นะ ได้ยินว่าบ่าวรับใช้ของเขาใช้เกี้ยวหามเขาเข้าไปในเป่าชิ่งโหลว แถมยังมีคุณชายรองจากจวนผู้ตรวจการเกลือตามประกบอย่างใกล้ชิด ดูท่าทางจะเป็นกังวลมาก”
เมื่อวานจ้าวเยี่ยนเจียวตรวจสอบกระดูกทั่วทั้งร่างของจางเจิ้งเหอ
ด้วยตัวเองแล้วว่าไม่มีปัญหาใดๆ ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางขาหักได้ เมื่อนึกถึงตอนที่เขายิ้มและจะให้นางชดใช้ค่าม้า ตอนนี้ยังมีเรื่องขาหักโผล่ขึ้นมาอีก นางก็รู้สึกเย็นเยียบในกระดูก หากคนคนนี้จะให้นางชดใช้ทั้งค่าม้าและค่าขาหักด้วย จะทำอย่างไรดี?“พี่ซาน แขกคนสำคัญคนนี้จะกลับเมื่อไหร่?”
“เรื่องนี้ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรเล่า ข้ารู้แค่ว่าแขกคนนี้มาจากตระกูลที่ร่ำรวยจริงๆ อาจารย์ของข้าทำอาหารขึ้นชื่อไปหลายจาน แต่ก็ถูกนำกลับมาเกือบจะเหมือนเดิม สุดท้ายก็ต้องทิ้งไปทั้งหมด น่าเสียดายจริงๆ”
อาหารและสุราดีๆ ทั้งโต๊ะถูกทิ้งไปหมด!
จ้าวเยี่ยนเจียวรู้สึกเจ็บปวดใจเหลือเกิน จางเจิ้งเหอเป็นพวกผลาญเงินโดยแท้ ทำของดีให้เสียเปล่า คนเช่นเขาควรถูกฟ้าผ่าตาย!
“วันนี้อาจารย์ยังกำชับเป็นพิเศษ ให้ข้าไปซื้อวัตถุดิบมาเพิ่ม เขาต้องแสดงฝีมือให้เต็มที่ เพื่อให้แขกคนสำคัญคนนั้นกินอย่างเอร็ดอร่อย” เฉียวติ่งซานรู้ว่าอาจารย์ของเขาไม่พอใจ เพราะฝีมือการทำอาหารของอาจารย์หลินของเป่าชิ่งโหลวในหยางโจวนั้นเป็นที่เลื่องลือ ใครได้กินก็ต้องยกนิ้วให้ แต่แขกคนสำคัญที่มาจากเมืองหลวงคนนี้กลับไม่ยอมแตะต้องอาหารเลยแม้แต่น้อย ทำให้อาจารย์หลินรู้สึกเสียศักดิ์ศรีเป็นอย่างมาก
จ้าวเยี่ยนเจียวนึกขึ้นได้ว่าจางเจิ้งเหอมีร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นอาหารที่กินจึงต้องระวังเป็นพิเศษ กินก็น้อย ดูเหมือนว่าเวลาผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว เขายังคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนตะกละ ไม่ว่าอารมณ์จะดีหรือไม่ดีนางก็อยากกิน เวลาตื่นเต้นตกใจนางยิ่งกินเยอะ ดังนั้นจึงไม่เข้าใจว่าการไม่มีความอยากอาหารเป็นความรู้สึกอย่างไร
“เมื่อวานเขาเพิ่งเจอม้าตกใจ ก็เป็นเรื่องปกติที่จะไม่มีความอยากอาหาร ถ้าตอนที่ร่างกายไม่ดี แล้วเอาอาหารและสุราดีๆ มาให้เขาก็กินไม่ลงอยู่ดี เปลืองของเปล่าๆ สู้เอาน้ำแกงปลาสดๆ ไปให้เขาสักถ้วย หรือนกย่างสักตัวน่าจะดีกว่า”
เฉียวติ่งซานคิดตามแล้วพูดขึ้นว่า “เจ้าพูดมีเหตุผลจริงๆ พวกเราไม่ได้คิดถึงจุดนี้เลย อีกเดี๋ยวพอพวกเราไปที่สวน เลือกปลาสดๆ สักสองสามตัวกลับไปด้วย พอกลับไปแล้วข้าจะบอกอาจารย์กับคนดูแลร้าน ถ้าทำให้แขกคนสำคัญกินอะไรลงไปได้ เจ้าก็ถือว่าทำความดีความชอบอย่างยิ่งใหญ่เลยนะ”
ออกจากจวนโหว เยว่ฉีสือก็ขึ้นม้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับจวน แต่จะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวง เขาไม่แม้แต่จะมองเยว่ฉีอวิ๋น เพียงพูดว่า “ทหารที่ชายแดนไม่ค่อยมีโอกาสได้พักผ่อน อีกไม่กี่วันจากนี้ให้เจ้าพาคณะงิ้วไปที่ชายแดนเพื่อสร้างความสนุกสนานกับเหล่าทหารบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่ที่นั่นสักสองสามปี สร้างโรงงิ้วขึ้นมาเลย”สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที “อยู่หลายปี?! พี่ใหญ่ขอรับ ที่นั่นมันทั้งกันดารและเหน็บหนาวนะขอรับ”“ใช่แล้ว” ในที่สุดเยว่ฉีสือก็ก้มหน้าลง มองเยว่ฉีอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ดังนั้นมันถึงเหมาะกับเจ้า”เห็นสายตาของเยว่ฉีสือ เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวถึงกระดูก ตอนนี้รู้แล้วว่าเยว่ฉีสือจำฉินเยว่ได้!เขาสงสัยในใจอยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่มีความกล้าพอที่จะถามอะไรออกมาอีกหากไปลำบากอยู่ที่ชายแดนสองสามปีแล้วทำให้พี่ชายหายโกรธ เขาก็ยอม! เพียงแต่นึกถึงภรรยาที่บ้าน... เรื่องนี้ เขาปิดบังแม้กระทั่งคนข้างกาย ด้วยนิสัยของภรรยา เกรงว่านางจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอนหลังจากนั้น เยว่ฉีสือก็จะมาที่จวนโหวทุกๆ สามวัน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับจางซื่อฉิน แต่เขาก็มักจะบังเอิญ
“เมื่อก่อนตอนที่พี่ชายของข้าตาบอดระหว่างนั้นโชคดีที่ได้ท่านช่วยดูแล ท่านเป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง”ฉินเยว่ส่ายหัว นางไม่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณอะไรกับเยว่ฉีสือ นางแค่พูดว่า “ตาของเขาหายดีแล้วหรือ?”เยว่ฉีอวิ๋นพยักหน้า “หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว หมอที่บิดาของข้าเชิญมาก็รักษาตาของพี่ชายข้าจนหายดี เขาเคยไปตามหาเจ้า แต่ข้าหลอกเขาว่าเจ้าตายแล้ว”ฉินเยว่รู้สึกเจ็บปวดใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ได้แต่กลั้นก้อนสะอื้นลงคอจ้าวเยี่ยนเจียวที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง นางรีบเข้าไปถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่เคือท่านลุงที่ไร้ความรับผิดชอบของข้าคนนั้น?”“เจียวเจียว เมื่อก่อนพี่ชายของข้าถูกซุ่มโจมตีเพราะบิดาของข้า ทำให้เขาตาบอดจนซึมเศร้าอยู่นาน เมื่อออกไปท่องเที่ยวหยางโจวครั้งหนึ่ง เขาทะเลาะกับบิดาของข้าระหว่างทาง แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย พอหาตัวพบอีกครั้ง เขาก็แต่งงานกับป้าของเจ้าในหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นใคร? เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร”“พอได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวตำหนิ “สรุปก็เป็นเรื่องฐานะอีกแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณชายสามเยว่หลอกพวกเรามาตลอด ท่านป
ดอกท้อที่อยู่นอกเรือนบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการแพ้ท้องหายแล้ว หรือเพราะท่านป้าของนางมาอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจ้าวเยี่ยนเจียวจึงดูสดชื่น กินอิ่ม นอนหลับ ทำให้คนทั้งจวนโล่งใจต้นท้อในสวนพลิ้วไหว งดงามน่ามอง ตามหลักแล้วนักปราชญ์ควรแต่งบทกวีเพื่อชื่นชม แต่โชคร้ายที่เจ้าของเรือนเหมยหลินเป็นคนชอบกิน เมื่อนางเห็นดอกท้อ นางก็คิดถึงการนำมันไปทำโจ๊กดอกท้อ ขนมดอกท้อ และสุราดอกท้อเช้านี้นางอยากกินแกะย่าง คนรับใช้ก็รีบยกหินก้อนใหญ่สองก้อนมาทำเตาย่าง แล้วเริ่มย่างเนื้อแกะ ดังนั้นในสวนดอกท้อจึงมีกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นจางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จ้าวเยี่ยนเจียวให้คนยกมาให้ เขากำลังชมดอกท้อและมองนางที่กำลังย่างเนื้อแกะ จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่การกิน ไม่สนใจวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบ้างเลย”“ทิวทัศน์ที่สวยงามก็สู้ท้องอิ่มไม่ได้” จ้าวเยี่ยนเจียวทำท่าทางน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นเนื้อแกะย่าง นางคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้กลิ่นแบบนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่กินอะไรไม่ลงมันทรมานแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ต้องกินให้อิ่มหน่อย “ท่านก็ชมวิวไปเถอะ ทำตัวเป็นคุณชา
ฤดูหนาวผ่านไป ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ดอกท้อบานสะพรั่ง มีทั้งสีเข้มและสีอ่อน ต่างแข่งขันกันเบ่งบานภายใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิจวนโหวได้จัดงานศพให้กับนายท่านรอง หลังจากตรุษจีนจึงจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหยินหยางได้ขอฮูหยินผู้เฒ่าแยกครอบครัวเมื่อพ้นระยะไว้ทุกข์ จางซินอวี้แต่งงานออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบอะไร แต่จางซื่อฉินกลับตกลงทันทีตอนนี้เรือนรองแทบจะหมดหวังแล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้ชื่อคุณหนูจวนโหวเพื่อหาคู่ที่ดีให้กับจางซินอวี้ ฮูหยินหยางก็คงจะพาบุตรชายและลูกสะใภ้ออกไปจากที่นี่นานแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางทำเรื่องสกปรกมากมายในที่ลับ จึงกลัวว่าจางซื่อฉินจะเปลี่ยนใจมาแก้แค้น หากยังดื้อรั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เรือนรองใช้ชีวิตในจวนโหวราวกับไม่มีตัวตน เซวี่ยอิงถงเรียกคืนอำนาจในการจัดการเรื่องในจวนกลับมา หลังจากนั้นได้มอบให้จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนดูแลแทน เพราะนางไม่ได้อยู่ประจำในจวน อีกทั้งยังมีฮูหยินผู้เฒ่าคอยช่วยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอนบรรยากาศในจวนยังคงหดหู่ แม้แต่สีหน้าของบ่าวไพร่ก็เศร้าสร้อย เดินเหินกันอย่างระมัดร
คำพูดของจางซื่อฉินทำให้ฮูหยินหยางแทบจะหายใจไม่ออก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้!ฮูหยินหยางมองจางซื่อฉิน ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก จางซื่อฉินรู้ว่าการที่ท่านอาเข้าไปในทะเลทรายก็เพื่อที่จะฆ่าเขา ตอนนี้เขาโต้กลับแล้วและไม่ไว้หน้าเลย “เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!”จางซื่อฉินจับมือฮูหยินหยาง ออกแรงเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะคำพูดของนาง “ยังมีท่านย่าอยู่ อาสะใภ้ก็ทำใจให้สบายเถอะ” ร่างของฮูหยินหยางอ่อนปวกเปียกนี่คือเขาต้องการให้นางยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพื่อฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว จางซื่อฉินจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จางซินอวี้ที่อยู่ข้างหลังร้องไห้จนหน้าเปื้อน รีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้จางซื่อฉินปล่อยมือ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจางเจิ้งเหอเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบคุกเข่าตาม“ท่านย่าขอรับ หลานไม่กตัญญู” จางซื่อฉินก้มหน้าลง “ไม่สามารถปกป้องท่านอาได้”ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือด หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก จ้องมองโลงศพตรงหน้าด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องส่งศพบุตร
ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในเรือนเหมยหลิน เซวี่ยอิงถงก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “ความสัมพันธ์ดีจริงๆ”“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวเยี่ยนเจียวร้องออกมาด้วยความประหลาดใจเซวี่ยอิงถงยิ้มให้น้องสะใภ้ เพราะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวยืนอยู่ข้างๆ จึงสูงเพียงแค่ไหล่ของนางเท่านั้น นางก้มลงมองใบหน้ากลมๆ ของน้องสะใภ้ ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ใบหน้าเด็กนี้ช่างน่ารักเสียจริงตอนนี้จางเจิ้งเหอยังหนุ่มอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอีกหลายปี คุณชายรองพาภรรยาออกไปข้างนอก อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อกับบุตรสาว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็หัวเราะมากขึ้น พร้อมกับเหลือบไปมองจางเจิ้งเหอจางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเซวี่ยอิงถงคิดอะไรอยู่ แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างเจ้าเล่ห์ “มาดักรอพวกเรา มีอะไรหรือขอรับ?”“ซื่อฉินให้ข้ามาบอกเจ้า”จางเจิ้งเหอก็ตั้งใจฟัง“สำเร็จแล้ว”คำพูดสั้นๆ สองคำนั้นช่างหนักแน่น จางเจิ้งเหอหลบสายตาลงเล็กน้อย อารมณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาแค่ถามว่า “พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?”“วางใจเถอะ!” เซวี่ยอิงถงยื่นมือไปตบไหล่ของจางเจิ้งเหอ “ช่วงตรุษจีน เพื่อไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม







