LOGIN"ใช่ครับ" ปรวีร์ตอบเสียงเรียบก่อนจะขยับแว่นตาให้เข้าที่ "ส่วนคนไข้ของคุณมาร์แต็ง ผมจะเข้าไปจัดการเอง เชิญคุณไปที่ห้องผู้อำนวยการได้แล้ว"
เขาไม่รอฟังคำทักท้วงใดๆ ชายหนุ่มหมุนตัวเดินตรงไปยังห้องรับรอง VIP ด้วยจังหวะก้าวที่มั่นคงและทรงพลัง ทิ้งให้เอวายืนอ้าปากค้างอยู่กลางโถงทางเดิน
"คนอะไร... เผด็จการ ไร้เหตุผลที่สุด!" เอวาบ่นอุบอิบกับตัวเองด้วยความหงุดหงิด เธออุตส่าห์ช่วยแก้ปัญหาให้แท้ๆ แทนที่จะขอบคุณสักคำ กลับมาสั่งทำโทษกันเสียอย่างนั้น
หญิงสาวตัดสินใจอย่างแน่วแน่ในวินาทีนั้นว่า ตลอดหนึ่งปีที่อยู่ที่นี่ เธอจะพยายามหลีกเลี่ยงการเจอกับ 'นายแพทย์ปรวีร์' คนนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาคือมนุษย์ประเภทที่เธอเกลียดที่สุด เจ้าระเบียบ ตึงเปรี๊ยะ และทำตัวเป็นศูนย์กลางของจักรวาล
หัวหน้าพยาบาลที่แอบดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ ค่อยๆ เดินเข้ามาหาเอวา ใบหน้าของพยาบาลรุ่นพี่เต็มไปด้วยความเห็นใจปนขบขันเล็กน้อย
"พี่ขอโทษนะที่เข้ามาช่วยไม่ทัน เมื่อกี้ทำเอาพวกพี่หัวใจจะวายกันหมด นึกว่าน้องเอวาจะโดนเชือดคากองชาร์ตซะแล้ว"
"เขาเป็นบ้าอะไรคะพี่ ดุอย่างกับร็อตไวเลอร์ประจำวอร์ด" เอวายังคงหน้ามุ่ย
หัวหน้าพยาบาลหัวเราะเบาๆ เอื้อมมือมาตบไหล่เอวาแปะๆ
"หมอวีแกก็เป็นแบบนี้แหละจ้ะ เนี้ยบ ดุ เจ้าระเบียบที่สุดในโรงพยาบาลแล้ว แกไม่ชอบคนทำงานข้ามหน้าข้ามตา และที่สำคัญ... แกเกลียดคนโกหกหรือบิดเบือนข้อมูลที่สุด น้องเอวาเล่นไปเถียงฉอดๆ แบบนั้น แกคงจำฝังใจไปอีกนานเลยล่ะ"
พยาบาลรุ่นพี่มองตามแผ่นหลังกว้างของคุณหมอหนุ่มที่เพิ่งเดินหายเข้าไปในห้องรับรอง ก่อนจะหันกลับมาส่งยิ้มแหยๆ ให้พนักงานประสานงานคนใหม่
"ยินดีต้อนรับสู่นรกแตกนะคะน้องเอวา"
กาแฟเอสเปรสโซช็อตเข้มข้นถูกยกขึ้นจิบ รสขมพร่าที่ไหลผ่านลำคอไม่ได้ช่วยให้ความหงุดหงิดที่ตกตะกอนอยู่ในอกของนายแพทย์ปรวีร์เจือจางลงเลยแม้แต่น้อย
ศัลยแพทย์หนุ่มวางแก้วเซรามิกสีดำลงบนเคาน์เตอร์แพนทรีภายในห้องพักแพทย์ส่วนตัว ทอดสายตามองผ่านกระจกบานกว้างออกไปเบื้องนอก ท้องฟ้ากรุงเทพฯ เริ่มมีเมฆครึ้มปกคลุม แต่ภาพในหัวของเขากลับเป็นใบหน้าดื้อรั้นของพนักงานประสานงานคนใหม่ที่กล้าต่อปากต่อคำกับเขากลางโถงทางเดินเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน
ผู้หญิงคนนั้น... เอวา
ชื่อสั้นๆ จำง่าย แต่พฤติกรรมกลับเต็มไปด้วยความท้าทาย เธออ้างข้อกฎหมาย อ้างสิทธิผู้ป่วย และที่น่าหงุดหงิดที่สุดคือ เธอทำเหมือนสิ่งที่เขาตักเตือนเป็นเพียงเรื่องไร้สาระ
"ทำหน้าเหมือนเพิ่งไปกินรังแตนที่ไหนมาวะนั่น"
เสียงเปิดประตูห้องพักแพทย์ดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงโปร่งของนายแพทย์กุมารเวชที่ก้าวเข้ามา พีททิ้งตัวลงบนโซฟาหนังสีเทากลางห้องอย่างถือวิสาสะ ปลดกระดุมเสื้อกาวน์ออกเพื่อระบายความอึดอัด ชายหนุ่มวัยสามสิบสองปีผู้มีใบหน้าเปื้อนยิ้มเป็นนิตย์กำลังหรี่ตามองเพื่อนสนิทด้วยความจับผิด
"ไม่มีอะไร แค่เจอเด็กลองดี" ปรวีร์ตอบเสียงเรียบ หยิบแฟ้มประวัติคนไข้บนโต๊ะขึ้นมาพลิกเปิดโดยไม่หันไปมองคนถาม
"เด็กลองดี?" พีทเลิกคิ้วสูง ก่อนจะหัวเราะหึๆ ในลำคอ "อ๋อ... น้องพนักงานแผนกอินเตอร์คนใหม่ที่ชื่อเอวาใช่ไหม เมื่อกี้พยาบาลหน้าวอร์ดแกเม้าท์กันให้แซ่ด ว่ามีพนักงานใหม่ใจกล้าไปยืนเถียงฉอดๆ กับหัวหน้าทีมศัลยกรรมจอมเนี้ยบ แถมยังเถียงชนะซะด้วย"
ปึก!
แฟ้มประวัติคนไข้ถูกกระแทกปิดลงบนโต๊ะเสียงดัง ปรวีร์ตวัดสายตาดุจัดมองเพื่อนสนิท
"ไม่ได้เถียงชนะ" เขากดเสียงต่ำ "ผมแค่ขี้เกียจต่อความยาวสาวความยืดกับคนที่ยังไม่เข้าใจระบบการทำงานของที่นี่ กฎก็คือกฎ ถ้าทุกคนมัวแต่ตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันเอาเองโดยไม่รายงานตามสายบังคับบัญชา โรงพยาบาลจะเอามาตรฐานที่ไหนไปควบคุมความเสี่ยง"
"ตึงเปรี๊ยะเลยเว้ยเพื่อนกู" พีทยกมือสองข้างขึ้นระดับอกเป็นเชิงยอมแพ้ "แต่ก็น่าแปลกนะ ปกติถ้าพยาบาลหรือผู้ช่วยคนไหนทำผิด แกแค่ปรายตามองแล้วสั่งแก้หน้างาน จบแล้วก็จบกัน ไม่เห็นเคยเก็บมานั่งหงุดหงิดจนคิ้วขมวดเป็นปมขนาดนี้... สนใจเขาล่ะสิ"
"ประสาท" ปรวีร์สวนกลับทันควัน "ผมรำคาญคนที่คิดว่าตัวเองฉลาดจนก้าวล่วงหน้าที่คนอื่นต่างหาก พนักงานแบบนี้อยู่ที่ไหนก็สร้างปัญหา ผมเลยไล่ให้ไปรายงานตัวกับท่านผู้อำนวยการ ป่านนี้คงโดนสวดยับไปแล้ว"
"แกนี่มันใจร้ายไม่เปลี่ยนเลยว่ะ หน้าตาน้องเขาก็ออกจะจิ้มลิ้ม น่ารัก สเปกหนุ่มๆ ทั้งโรงพยาบาลแท้ๆ ไปดุเขาซะงั้น" พีทส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
ยังไม่ทันที่ปรวีร์จะได้โต้ตอบ เสียงโทรศัพท์ภายในบนโต๊ะทำงานก็แผดเสียงกริ่งขึ้น ชายหนุ่มละสายตาจากเพื่อนสนิท เอื้อมมือไปยกหูโทรศัพท์ขึ้นแนบหู
"นพ.ปรวีร์ พูดครับ"
"หมอวี รบกวนเข้ามาหาหมอที่ห้องทำงานเดี๋ยวนี้เลยนะ มีเรื่องด่วนต้องคุย" น้ำเสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจของนายแพทย์สมชาย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลดังลอดมาตามสาย
"รับทราบครับอาจารย์ ผมจะไปเดี๋ยวนี้"
ปรวีร์วางสายลง ขยับกรอบแว่นตาโลหะสีเงินให้เข้าที่ เขาปรายตามองพีทที่กำลังนั่งผิวปากอย่างอารมณ์ดี
"ผมต้องไปพบ ผอ. แกจะนั่งอู้กินแรงภาษีประชาชนอยู่ในห้องผมอีกนานไหม"
"เออๆ ไปแล้วโว้ย ไล่จังเลยไอ้หมอดุ"
"เข้าใจค่ะ แต่สถานการณ์แบบนั้นใครจะมีเวลามานั่งประเมินองศาการล้มกันล่ะคะ"เอวาเถียงต่อ แต่แล้วเธอก็ต้องสูดลมหายใจลึกเมื่อความเย็นจัดของสำลีชุบแอลกอฮอล์แตะลงบนปากแผล ความแสบแล่นปราดจนหญิงสาวเผลอกระตุกมือหนี"อยู่นิ่งๆ" ปรวีร์กดเสียงต่ำ แต่การเคลื่อนไหวของเขากลับสวนทางกับน้ำเสียงอย่างสิ้นเชิงนิ้วโป้งของเขาลูบเบาๆ ที่หลังมือของเธอเพื่อรั้งไม่ให้ขยับ ขณะที่มืออีกข้างค่อยๆ เช็ดคราบเลือดและทำความสะอาดรอบบาดแผลอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าผิวเนื้อตรงนั้นจะบุบสลายไปมากกว่าเดิม ความนุ่มนวลที่ไม่เข้ากับใบหน้าตึงเครียดของเขาทำให้เอวาเผลอมองสำรวจเสี้ยวหน้าด้านข้างของผู้ชายตรงหน้าอย่างลืมตัวเขายังคงสวมแว่นตาโลหะกรอบสีเงิน เส้นผมที่เคยเซ็ตทรงไว้อย่างดีตกลงมาปรกหน้าผากเล็กน้อย ใต้ตาของเขามีรอยคล้ำจางๆ บ่งบอกถึงการอดนอน แต่ดวงตาคู่นั้นกลับจดจ่ออยู่กับแผลเล็กๆ บนมือเธอราวกับมันเป็นเคสผ่าตัดระดับชาติ"ล้างแผลเสร็จแล้ว เดี๋ยวผมเอาพลาสเตอร์ปิดทับไว้ให้ จะได้กันฝุ่นและกันการเสียดสีกับแขนเสื้อ" เขากล่าวหลังจากทายาฆ่าเชื้อเสร็จเรียบร้อยปรวีร์ละมือจากอุปกรณ์บนรถเข็น ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกาวน์ เอวา
"ไม่ต้องกังวลค่ะ ฉันจัดการให้เดี๋ยวนี้" เอวาส่งยิ้มกว้าง เดินเลี่ยงกองน้ำบนพื้นเข้าไปที่แผงควบคุม จัดการปรับระดับเตียงให้กลับมาอยู่ในองศาที่ถูกต้องและปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยหลังผ่าตัด"Merci beaucoup, mon Dieu... J'étais tellement paniquée." (ขอบคุณมาก พระเจ้าช่วย... ฉันตกใจแทบแย่) หญิงชาวอาหรับถอนหายใจยาว ยกมือขึ้นทาบอกตัวเอง ก่อนจะก้าวเดินเข้ามาหาเอวาเพื่อจับมือขอบคุณทว่าด้วยความรีบร้อนและรองเท้าแตะสำหรับใส่ในห้องพักที่ไม่ได้ออกแบบมาให้ยึดเกาะกับพื้นเปียก ปลายเท้าของหญิงวัยกลางคนเหยียบลงบนแอ่งน้ำที่หกอยู่พอดี ร่างท้วมนั้นเสียหลักลื่นไถลไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว"ระวังค่ะ!"เอวาร้องเตือน สัญชาตญาณสั่งให้เธอพุ่งตัวเข้าไปคว้าแขนของญาติคนไข้เอาไว้สุดแรงเพื่อดึงรั้งไม่ให้ล้มฟาดพื้น แรงกระชากทำให้น้ำหนักตัวทั้งหมดของอีกฝ่ายทิ้งมาที่เธอ เอวาเสียการทรงตัว ร่างบางเซถลาไปชนกับขอบโต๊ะหินอ่อนที่ตั้งอยู่ข้างโซฟาอย่างจังปึก!"โอ๊ย!"เสียงอุทานหลุดออกจากปากเอวาพร้อมกับความรู้สึกแสบร้อนที่แล่นริ้วขึ้นมาจากหลังมือขวา ขอบโต๊ะหินอ่อนที่สลักลวดลายคมกริบขูดเข้ากับผิวเนื้อจนเกิดรอยถลอกลึก เลือดสีสดค่อยๆ ซึมซ
"ขอบคุณค่ะ ฉันกำลังหิวอยู่พอดีเลย"เอวาจัดการแกะห่อแซนด์วิช กัดเข้าไปคำโต ความหิวทำให้รสชาติของอาหารสำเร็จรูปอร่อยขึ้นเป็นสิบเท่า ปรวีร์หันกลับมามองคนข้างๆ ที่กำลังเคี้ยวอาหารแก้มตุ่ย ท่าทางเกร็งๆ และแววตาแข็งกร้าวเมื่อตอนเช้าหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังมีความสุขกับการกิน"เคี้ยวให้หมดก่อนแล้วค่อยกลืน ไม่มีใครแย่งคุณหรอก" เขาดุเสียงไม่จริงจังนักเอวากลืนแซนด์วิชลงคอ หยิบขวดนมสตรอว์เบอร์รีขึ้นมาบิดฝาแล้วเจาะหลอดดูด ความหวานอมเปรี้ยวและความเย็นสดชื่นไหลผ่านลำคอ ดับความกระหายและเพิ่มน้ำตาลในเลือดได้อย่างรวดเร็ว รสชาติที่คุ้นเคยทำให้หญิงสาวเผลอผ่อนคลายความตึงเครียดทั้งหมดที่มีมาตลอดทั้งวันเธอลดขวดนมลง ริมฝีปากบางคลี่ออกเป็นรอยยิ้มกว้าง ดวงตากลมโตหยีลงจนแทบเป็นสระอิ มันเป็นรอยยิ้มที่สว่างไสว ปราศจากการปรุงแต่งหรือการรักษามาดใดๆ ทั้งสิ้นจังหวะที่ปรวีร์ปรายตามองมา ภาพรอยยิ้มนั้นก็พุ่งชนเข้าที่กลางอกของศัลยแพทย์หนุ่มอย่างจังลมหายใจของเขาสะดุดไปชั่วขณะ ก้อนเนื้อในอกซ้ายกระตุกเต้นผิดจังหวะจนเจ้าตัวต้องรีบเบือนหน้าหนีไปอีกทาง มือหนายกขึ้นขยับแว่นตาแก้เก้อ รู้สึกได้ถึงคว
แต่ลึกๆ แล้ว เขารู้ดีว่าตัวเองกำลังมองหาใครชายหนุ่มขยับกรอบแว่นตาโลหะสีเงินให้เข้าที่เมื่อเห็นว่าพนักงานคนใหม่กำลังฟุบหลับคาโต๊ะทำงาน เขาเดินตรงเข้าไปหาด้วยจังหวะฝีเท้าที่เงียบกริบ ตั้งใจจะปลุกขึ้นมาตักเตือนเรื่องการนอนหลับในพื้นที่ให้บริการ แม้ว่าเวลานี้จะเลยเวลาทำการปกติมาแล้วก็ตามทว่าเมื่อเดินเข้ามาใกล้จนหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะ สายตาคมกริบของศัลยแพทย์หนุ่มกลับสะดุดเข้ากับหน้าจอคอมพิวเตอร์และกองกระดาษที่ถูกขีดเขียนด้วยปากกาเน้นข้อความหลากสีปรวีร์ก้มลงอ่านเนื้อหาบนหน้าจอ มันไม่ใช่ตารางสรุปที่เธอส่งให้เขาเมื่อตอนบ่าย แต่มันคือการวิเคราะห์ประวัติการใช้ยา Heparin ของคนไข้ที่เธอสกัดออกมาจากรายงานการแพทย์ฉบับย่อยของโรงพยาบาลในปารีส หญิงสาวเขียนโน้ตภาษาไทยกำกับไว้ด้านข้างอย่างละเอียดว่าคนไข้เคยมีภาวะเลือดหยุดไหลช้าเมื่อสามปีก่อน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ทีมแพทย์ฝั่งตะวันออกกลางไม่ได้ไฮไลต์ส่งมาให้มือหนาที่กำลังจะเอื้อมไปเคาะโต๊ะเพื่อปลุกคนหลับชะงักค้างอยู่กลางอากาศปรวีร์ไล่อ่านตัวอักษรเหล่านั้นทีละบรรทัด ความรู้สึกหงุดหงิดและอคติที่มีต่อเด็กดื้อรั้นคนนี้ค่อยๆ สลายลง แทนที่ด้วยความเคารพในความเป็นม
"นี่คือประวัติการรักษาส่วนแรกของท่านชีค" ปรวีร์เอ่ยเสียงเรียบ "ผมต้องการบทสรุปย่อ ข้อมูลการแพ้ยา ประวัติการผ่าตัดเดิม และความต้องการพิเศษส่วนตัวที่ทางฝั่งนั้นส่งมา จัดทำเป็นตารางสรุปให้ผมอ่านง่ายๆ บนโต๊ะทำงาน..." เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา "...ภายในบ่ายสามโมงตรงวันนี้"เอวาเบิกตากว้างเล็กน้อย ตอนนี้เวลาสิบเอ็ดโมงครึ่ง เธอมีเวลาไม่ถึงสี่ชั่วโมงในการอ่านเอกสารทางการแพทย์ภาษาฝรั่งเศสและอังกฤษหลายร้อยหน้า แถมยังต้องย่อยมันออกมาเป็นตารางสรุปให้ผู้ชายจอมเนี้ยบคนนี้อ่าน นี่มันไม่ใช่การสั่งงาน แต่มันคือการกลั่นแกล้งชัดๆ"บ่ายสามโมง?" เอวาทวนคำถาม "คุณหมอทราบใช่ไหมคะว่าเอกสารพวกนี้เต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะทาง และฉันต้องใช้เวลาเทียบเคียงข้อมูลให้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์""ผมถึงสั่งให้คุณทำไง คุณเอวา" เขาย้อนกลับด้วยประโยคที่ทำให้คนฟังหน้าชา "คุณเป็นคนบอกเองว่าคุณมีทักษะด้านภาษาและพร้อมจะทำงาน ถ้าแค่นี้ทำไม่ได้ ก็แปลว่าคุณไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นผู้ช่วยของผม"ความท้าทายถูกโยนใส่หน้าอย่างจัง เอวากัดฟันแน่นจนสันกรามขึ้นรอย ความดื้อรั้นในสายเลือดราชวงศ์ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น เธอจะไม่ยอมแพ้ผู้ชายคนนี้เด็ดขาด
"อะไรนะครับ!" ปรวีร์เผลอหลุดเสียงดัง "อาจารย์จะให้พนักงานคนนี้มาตามติดผมเนี่ยนะ? ผมไม่ต้องการผู้ช่วยส่วนตัวครับ พยาบาลในวอร์ดก็ทำงานประสานได้ดีอยู่แล้ว""พยาบาลในวอร์ดไม่ได้มีทักษะการเจรจาระดับการทูตหมอวี" ผู้อำนวยการสวนกลับทันที "และเคสนี้เดิมพันสูงมาก ถ้าเรารักษาชีค อัล-ฟาร์ซี สำเร็จและสร้างความประทับใจได้ มันจะดึงดูดนักลงทุนจากตะวันออกกลางเข้ามาอีกมหาศาล นี่ไม่ใช่คำขอร้องหมอวี... นี่คือคำสั่ง"คำว่า 'คำสั่ง' ทำเอาห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน ปรวีร์กรามบดเข้าหากันแน่น เขาเป็นศัลยแพทย์อันดับหนึ่ง ไม่เคยมีใครกล้าบังคับให้เขาทำงานกับคนที่ไม่ต้องการมาก่อน ยิ่งเป็นผู้หญิงที่กล้าเถียงเขาฉอดๆ ตั้งแต่วันแรกแบบนี้ด้วยแล้วเอวาเองก็รู้สึกเหมือนถูกหินก้อนใหญ่ทุบลงกลางหลัง เธอหันไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของปรวีร์ สันกรามที่นูนขึ้นเป็นสันชัดเจนบ่งบอกถึงความอดกลั้นขั้นสุดของเขา ถ้าต้องทำงานร่วมกับผู้ชายเผด็จการคนนี้ตลอดสามเดือน ชีวิตการเป็นสามัญชนของเธอคงไม่ต่างอะไรกับการตกนรกทั้งเป็น"เข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม ทั้งสองคน" ผู้อำนวยการกวาดสายตามองคนทั้งคู่"รับทราบครับ" ปรวีร์ตอบรับเสียงแข็งกระด้าง"







