登入"เมื่อกี้คุณพูดอะไรกับคนไข้"
น้ำเสียงนั้นราบเรียบ ทุ้มต่ำ แต่แฝงไปด้วยอำนาจที่ทำให้คนฟังสันหลังวาบ
เอวาหันกลับไปมอง ผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอตัวสูงมาก น่าจะร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรขึ้นไป เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทปลดกระดุมบนหนึ่งเม็ด ทับด้วยเสื้อกาวน์แพทย์สีขาวสะอาดตาที่ถูกรีดจนเรียบกริบ เส้นผมสีเข้มถูกตัดสั้นและเซ็ตทรงอย่างเป็นระเบียบไม่มีหลุดลุ่ยสักเส้น ภายใต้กรอบแว่นตาโลหะสีเงินคือดวงตาคู่คมกริบที่กำลังจ้องมองเธอราวกับกำลังสแกนหาความผิดปกติ
กลิ่นกาแฟดำเข้มข้นลอยมาแตะจมูกเอวา มันเป็นกลิ่นที่ชัดเจนและตัดกับกลิ่นโรงพยาบาลอย่างสิ้นเชิง
"ฉันอธิบายเหตุผลที่คุณหมอล่าช้า และเสนอห้องรับรองให้เขาพักค่ะ" เอวาตอบกลับด้วยความมั่นใจ ไม่ได้หลบสายตาคุกคามนั้น
คุณหมอหนุ่มขมวดคิ้ว มือข้างหนึ่งถือแฟ้มประวัติคนไข้ อีกข้างล้วงกระเป๋าเสื้อกาวน์ "ผมถามว่าคุณเอาสิทธิ์อะไรไปรับปากคนไข้ว่าผมจะตรวจเขาในอีกสิบนาที"
เอวาชะงักไปนิดหนึ่ง "ฉัน... ประเมินจากสถานการณ์ค่ะ เขาหงุดหงิดมากเพราะน้ำตาลตก ถ้าปล่อยให้โวยวายต่อหน้าเคาน์เตอร์ ภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลจะเสียหาย ผู้ป่วยท่านอื่นก็จะตกใจไปด้วย"
"นั่นไม่ใช่หน้าที่ที่คุณต้องประเมิน" เขาตัดบทเสียงเฉียบขาด "ถ้าเกิดสิบนาทีนี้ผมมีเคสโค้ดบลูแทรกเข้ามาอีก คุณจะรับผิดชอบคำสัญญาที่คุณให้ไว้กับเขายังไง? กฎระเบียบของแผนกนี้คือ หากมีการร้องเรียนจากผู้ป่วย VIP พยาบาลต้องตามผู้จัดการแผนกมาจัดการ ไม่ใช่ให้พนักงานประสานงานที่เพิ่งมาทำงานวันแรกตัดสินใจพลการ"
คำพูดตรงไปตรงมาและไร้เยื่อใยของเขาทำเอาเอวาหน้าร้อนผ่าว ไม่ใช่เพราะความเขินอาย แต่เป็นความโกรธที่ถูกตำหนิทั้งที่เพิ่งแก้ปัญหาให้
"ผู้จัดการแผนกไม่อยู่ค่ะ ไปประชุม" เอวาสวนกลับทันที น้ำเสียงเริ่มแข็งขึ้น "และถ้าต้องรอให้ตามผู้จัดการมา คนไข้คงอาละวาดพังเคาน์เตอร์ไปแล้ว การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือสิ่งที่ควรทำที่สุดในตอนนั้นค่ะ"
"การแก้ปัญหาที่ข้ามขั้นตอน เรียกว่าการสร้างปัญหาใหม่" เขาตอบกลับนิ่งๆ กวาดสายตามองหน้าเธออีกครั้ง "แล้วคุณรู้ประวัติการแพ้อาหารของเขาดีแค่ไหนถึงกล้าเสนอเครื่องดื่มให้? ถ้าคนไข้ดื่มเข้าไปแล้วเกิดภาวะ Anaphylaxis ช็อกคาโรงพยาบาล คุณมีปัญญาช่วยชีวิตเขาไหม?"
เอวากัดฟันแน่น "ฉันเช็กประวัติเบื้องต้นจากหน้าจอของพยาบาลแล้วค่ะ เขาไม่มีประวัติแพ้ชาเปปเปอร์มินต์ และตามคู่มือการให้บริการผู้ป่วยต่างชาติ ข้อสี่ระบุไว้ชัดเจนว่า พนักงานประสานงานมีสิทธิ์ตัดสินใจเบื้องต้นในการจัดการพื้นที่รอคอยเพื่อลดความตึงเครียดของผู้ป่วย"
คราวนี้เป็นฝ่ายคุณหมอหนุ่มที่ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมภายใต้กรอบแว่นหรี่ลง เขาไม่ได้คาดคิดว่าพนักงานใหม่จะงัดเอาข้อกฎหมายและคู่มือบริการขึ้นมาเถียงเขาฉอดๆ แบบนี้ ปกติแค่เขาปรายตามอง พยาบาลหรือผู้ช่วยคนอื่นก็ก้มหน้าหนีกันหมดแล้ว
แต่ผู้หญิงคนนี้กลับเชิดหน้าขึ้น สบตาเขากลับอย่างไม่ลดละ
สองสายตาปะทะกันกลางโถงทางเดิน ความเงียบโรยตัวลงมารอบทิศทางจนพยาบาลคนอื่นที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่แทบจะกลั้นหายใจ ไม่มีใครกล้าเข้ามาสอด
"คู่มือคือทฤษฎี แต่ชีวิตคนไข้คือของจริง" เขาเอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงยังคงความเย็นชาไม่เปลี่ยน "จำเอาไว้ว่าในวอร์ดนี้ กฎข้อแรกคือความปลอดภัยของคนไข้ ไม่ใช่ความพึงพอใจ และกฎข้อที่สอง... ห้ามทำงานข้ามขั้นตอน"
เอวาพยายามสูดหายใจลึกเพื่อระงับอารมณ์คุกรุ่นในอก เธอรู้ตัวว่าถ้าเถียงต่อไปก็มีแต่จะเสียเปรียบ เพราะที่นี่ไม่ใช่เอราเวีย และเธอไม่ใช่เจ้าหญิงที่มีสิทธิ์สั่งใครต่อใครได้อีกแล้ว
"รับทราบค่ะคุณหมอ" เธอกระแทกเสียงตอบรับ "คราวหลังฉันจะปล่อยให้คนไข้พังโรงพยาบาลไปเลย แล้วค่อยรอผู้จัดการมาเก็บกวาด"
พูดจบ เอวาก็หมุนตัวกลับเพื่อจะเดินไปที่ห้องรับรอง แต่ด้วยความรีบร้อนและหงุดหงิด ทำให้ส้นรองเท้าคัตชูของเธอพลิกเล็กน้อย ร่างบางเสียหลักเซไปชนกับอกกว้างของคนตรงหน้าอย่างจัง
ปึก!
"อ๊ะ!"
แฟ้มประวัติคนไข้ในมือคุณหมอหนุ่มเกือบหลุดร่วง เขามีปฏิกิริยาไวมาก รีบคว้าแฟ้มไว้ได้ทันพร้อมกับใช้แขนอีกข้างประคองต้นแขนของเอวาไว้เพื่อไม่ให้เธอล้มลงไปกองกับพื้น
ระยะห่างระหว่างทั้งสองคนถูกร่นเข้ามาจนแทบจะไม่มีช่องว่าง เอวาได้กลิ่นกาแฟดำผสมกับกลิ่นอาฟเตอร์เชฟอ่อนๆ ที่สะอาดและเย็นเยียบจากตัวเขาชัดเจนขึ้น ใบหน้าของเธออยู่ห่างจากปลายคางของเขาเพียงไม่กี่คืบ
"นอกจากจะอวดเก่งแล้วยังซุ่มซ่ามอีก"
เสียงทุ้มที่ดังอยู่เหนือหัวทำให้เอวารีบดีดตัวออกห่างราวกับถูกไฟลวก เธอปัดฝุ่นที่แขนเสื้อตัวเองลวกๆ ใบหน้าซับสีเลือดขึ้นมาเล็กน้อยจากความตกใจ
"ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ" เธอตอบห้วนๆ
เขาก้มลงมองป้ายชื่อบนอกเสื้อของเธอ สายตาคมกริบไล่อ่านตัวอักษรบนนั้นอย่างพินิจพิเคราะห์
"เอวา..." เขาอ่านชื่อเธอออกเสียงเบาๆ คล้ายจะบันทึกมันลงในสมอง "ผม นพ.ปรวีร์ หัวหน้าทีมศัลยกรรมของที่นี่ และเนื่องจากคุณละเมิดกฎการทำงานในวันแรก ผมขอสั่งให้คุณไปพบผู้อำนวยการโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้ เพื่อรายงานพฤติกรรมข้ามขั้นตอนของคุณ"
เอวาเบิกตากว้าง "แค่ฉันช่วยระงับเหตุเนี่ยนะคะ? ถึงกับต้องไปพบผู้อำนวยการ?"
"ใช่ครับ"
"เข้าใจค่ะ แต่สถานการณ์แบบนั้นใครจะมีเวลามานั่งประเมินองศาการล้มกันล่ะคะ"เอวาเถียงต่อ แต่แล้วเธอก็ต้องสูดลมหายใจลึกเมื่อความเย็นจัดของสำลีชุบแอลกอฮอล์แตะลงบนปากแผล ความแสบแล่นปราดจนหญิงสาวเผลอกระตุกมือหนี"อยู่นิ่งๆ" ปรวีร์กดเสียงต่ำ แต่การเคลื่อนไหวของเขากลับสวนทางกับน้ำเสียงอย่างสิ้นเชิงนิ้วโป้งของเขาลูบเบาๆ ที่หลังมือของเธอเพื่อรั้งไม่ให้ขยับ ขณะที่มืออีกข้างค่อยๆ เช็ดคราบเลือดและทำความสะอาดรอบบาดแผลอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าผิวเนื้อตรงนั้นจะบุบสลายไปมากกว่าเดิม ความนุ่มนวลที่ไม่เข้ากับใบหน้าตึงเครียดของเขาทำให้เอวาเผลอมองสำรวจเสี้ยวหน้าด้านข้างของผู้ชายตรงหน้าอย่างลืมตัวเขายังคงสวมแว่นตาโลหะกรอบสีเงิน เส้นผมที่เคยเซ็ตทรงไว้อย่างดีตกลงมาปรกหน้าผากเล็กน้อย ใต้ตาของเขามีรอยคล้ำจางๆ บ่งบอกถึงการอดนอน แต่ดวงตาคู่นั้นกลับจดจ่ออยู่กับแผลเล็กๆ บนมือเธอราวกับมันเป็นเคสผ่าตัดระดับชาติ"ล้างแผลเสร็จแล้ว เดี๋ยวผมเอาพลาสเตอร์ปิดทับไว้ให้ จะได้กันฝุ่นและกันการเสียดสีกับแขนเสื้อ" เขากล่าวหลังจากทายาฆ่าเชื้อเสร็จเรียบร้อยปรวีร์ละมือจากอุปกรณ์บนรถเข็น ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกาวน์ เอวา
"ไม่ต้องกังวลค่ะ ฉันจัดการให้เดี๋ยวนี้" เอวาส่งยิ้มกว้าง เดินเลี่ยงกองน้ำบนพื้นเข้าไปที่แผงควบคุม จัดการปรับระดับเตียงให้กลับมาอยู่ในองศาที่ถูกต้องและปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยหลังผ่าตัด"Merci beaucoup, mon Dieu... J'étais tellement paniquée." (ขอบคุณมาก พระเจ้าช่วย... ฉันตกใจแทบแย่) หญิงชาวอาหรับถอนหายใจยาว ยกมือขึ้นทาบอกตัวเอง ก่อนจะก้าวเดินเข้ามาหาเอวาเพื่อจับมือขอบคุณทว่าด้วยความรีบร้อนและรองเท้าแตะสำหรับใส่ในห้องพักที่ไม่ได้ออกแบบมาให้ยึดเกาะกับพื้นเปียก ปลายเท้าของหญิงวัยกลางคนเหยียบลงบนแอ่งน้ำที่หกอยู่พอดี ร่างท้วมนั้นเสียหลักลื่นไถลไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว"ระวังค่ะ!"เอวาร้องเตือน สัญชาตญาณสั่งให้เธอพุ่งตัวเข้าไปคว้าแขนของญาติคนไข้เอาไว้สุดแรงเพื่อดึงรั้งไม่ให้ล้มฟาดพื้น แรงกระชากทำให้น้ำหนักตัวทั้งหมดของอีกฝ่ายทิ้งมาที่เธอ เอวาเสียการทรงตัว ร่างบางเซถลาไปชนกับขอบโต๊ะหินอ่อนที่ตั้งอยู่ข้างโซฟาอย่างจังปึก!"โอ๊ย!"เสียงอุทานหลุดออกจากปากเอวาพร้อมกับความรู้สึกแสบร้อนที่แล่นริ้วขึ้นมาจากหลังมือขวา ขอบโต๊ะหินอ่อนที่สลักลวดลายคมกริบขูดเข้ากับผิวเนื้อจนเกิดรอยถลอกลึก เลือดสีสดค่อยๆ ซึมซ
"ขอบคุณค่ะ ฉันกำลังหิวอยู่พอดีเลย"เอวาจัดการแกะห่อแซนด์วิช กัดเข้าไปคำโต ความหิวทำให้รสชาติของอาหารสำเร็จรูปอร่อยขึ้นเป็นสิบเท่า ปรวีร์หันกลับมามองคนข้างๆ ที่กำลังเคี้ยวอาหารแก้มตุ่ย ท่าทางเกร็งๆ และแววตาแข็งกร้าวเมื่อตอนเช้าหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังมีความสุขกับการกิน"เคี้ยวให้หมดก่อนแล้วค่อยกลืน ไม่มีใครแย่งคุณหรอก" เขาดุเสียงไม่จริงจังนักเอวากลืนแซนด์วิชลงคอ หยิบขวดนมสตรอว์เบอร์รีขึ้นมาบิดฝาแล้วเจาะหลอดดูด ความหวานอมเปรี้ยวและความเย็นสดชื่นไหลผ่านลำคอ ดับความกระหายและเพิ่มน้ำตาลในเลือดได้อย่างรวดเร็ว รสชาติที่คุ้นเคยทำให้หญิงสาวเผลอผ่อนคลายความตึงเครียดทั้งหมดที่มีมาตลอดทั้งวันเธอลดขวดนมลง ริมฝีปากบางคลี่ออกเป็นรอยยิ้มกว้าง ดวงตากลมโตหยีลงจนแทบเป็นสระอิ มันเป็นรอยยิ้มที่สว่างไสว ปราศจากการปรุงแต่งหรือการรักษามาดใดๆ ทั้งสิ้นจังหวะที่ปรวีร์ปรายตามองมา ภาพรอยยิ้มนั้นก็พุ่งชนเข้าที่กลางอกของศัลยแพทย์หนุ่มอย่างจังลมหายใจของเขาสะดุดไปชั่วขณะ ก้อนเนื้อในอกซ้ายกระตุกเต้นผิดจังหวะจนเจ้าตัวต้องรีบเบือนหน้าหนีไปอีกทาง มือหนายกขึ้นขยับแว่นตาแก้เก้อ รู้สึกได้ถึงคว
แต่ลึกๆ แล้ว เขารู้ดีว่าตัวเองกำลังมองหาใครชายหนุ่มขยับกรอบแว่นตาโลหะสีเงินให้เข้าที่เมื่อเห็นว่าพนักงานคนใหม่กำลังฟุบหลับคาโต๊ะทำงาน เขาเดินตรงเข้าไปหาด้วยจังหวะฝีเท้าที่เงียบกริบ ตั้งใจจะปลุกขึ้นมาตักเตือนเรื่องการนอนหลับในพื้นที่ให้บริการ แม้ว่าเวลานี้จะเลยเวลาทำการปกติมาแล้วก็ตามทว่าเมื่อเดินเข้ามาใกล้จนหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะ สายตาคมกริบของศัลยแพทย์หนุ่มกลับสะดุดเข้ากับหน้าจอคอมพิวเตอร์และกองกระดาษที่ถูกขีดเขียนด้วยปากกาเน้นข้อความหลากสีปรวีร์ก้มลงอ่านเนื้อหาบนหน้าจอ มันไม่ใช่ตารางสรุปที่เธอส่งให้เขาเมื่อตอนบ่าย แต่มันคือการวิเคราะห์ประวัติการใช้ยา Heparin ของคนไข้ที่เธอสกัดออกมาจากรายงานการแพทย์ฉบับย่อยของโรงพยาบาลในปารีส หญิงสาวเขียนโน้ตภาษาไทยกำกับไว้ด้านข้างอย่างละเอียดว่าคนไข้เคยมีภาวะเลือดหยุดไหลช้าเมื่อสามปีก่อน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ทีมแพทย์ฝั่งตะวันออกกลางไม่ได้ไฮไลต์ส่งมาให้มือหนาที่กำลังจะเอื้อมไปเคาะโต๊ะเพื่อปลุกคนหลับชะงักค้างอยู่กลางอากาศปรวีร์ไล่อ่านตัวอักษรเหล่านั้นทีละบรรทัด ความรู้สึกหงุดหงิดและอคติที่มีต่อเด็กดื้อรั้นคนนี้ค่อยๆ สลายลง แทนที่ด้วยความเคารพในความเป็นม
"นี่คือประวัติการรักษาส่วนแรกของท่านชีค" ปรวีร์เอ่ยเสียงเรียบ "ผมต้องการบทสรุปย่อ ข้อมูลการแพ้ยา ประวัติการผ่าตัดเดิม และความต้องการพิเศษส่วนตัวที่ทางฝั่งนั้นส่งมา จัดทำเป็นตารางสรุปให้ผมอ่านง่ายๆ บนโต๊ะทำงาน..." เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา "...ภายในบ่ายสามโมงตรงวันนี้"เอวาเบิกตากว้างเล็กน้อย ตอนนี้เวลาสิบเอ็ดโมงครึ่ง เธอมีเวลาไม่ถึงสี่ชั่วโมงในการอ่านเอกสารทางการแพทย์ภาษาฝรั่งเศสและอังกฤษหลายร้อยหน้า แถมยังต้องย่อยมันออกมาเป็นตารางสรุปให้ผู้ชายจอมเนี้ยบคนนี้อ่าน นี่มันไม่ใช่การสั่งงาน แต่มันคือการกลั่นแกล้งชัดๆ"บ่ายสามโมง?" เอวาทวนคำถาม "คุณหมอทราบใช่ไหมคะว่าเอกสารพวกนี้เต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะทาง และฉันต้องใช้เวลาเทียบเคียงข้อมูลให้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์""ผมถึงสั่งให้คุณทำไง คุณเอวา" เขาย้อนกลับด้วยประโยคที่ทำให้คนฟังหน้าชา "คุณเป็นคนบอกเองว่าคุณมีทักษะด้านภาษาและพร้อมจะทำงาน ถ้าแค่นี้ทำไม่ได้ ก็แปลว่าคุณไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นผู้ช่วยของผม"ความท้าทายถูกโยนใส่หน้าอย่างจัง เอวากัดฟันแน่นจนสันกรามขึ้นรอย ความดื้อรั้นในสายเลือดราชวงศ์ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น เธอจะไม่ยอมแพ้ผู้ชายคนนี้เด็ดขาด
"อะไรนะครับ!" ปรวีร์เผลอหลุดเสียงดัง "อาจารย์จะให้พนักงานคนนี้มาตามติดผมเนี่ยนะ? ผมไม่ต้องการผู้ช่วยส่วนตัวครับ พยาบาลในวอร์ดก็ทำงานประสานได้ดีอยู่แล้ว""พยาบาลในวอร์ดไม่ได้มีทักษะการเจรจาระดับการทูตหมอวี" ผู้อำนวยการสวนกลับทันที "และเคสนี้เดิมพันสูงมาก ถ้าเรารักษาชีค อัล-ฟาร์ซี สำเร็จและสร้างความประทับใจได้ มันจะดึงดูดนักลงทุนจากตะวันออกกลางเข้ามาอีกมหาศาล นี่ไม่ใช่คำขอร้องหมอวี... นี่คือคำสั่ง"คำว่า 'คำสั่ง' ทำเอาห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน ปรวีร์กรามบดเข้าหากันแน่น เขาเป็นศัลยแพทย์อันดับหนึ่ง ไม่เคยมีใครกล้าบังคับให้เขาทำงานกับคนที่ไม่ต้องการมาก่อน ยิ่งเป็นผู้หญิงที่กล้าเถียงเขาฉอดๆ ตั้งแต่วันแรกแบบนี้ด้วยแล้วเอวาเองก็รู้สึกเหมือนถูกหินก้อนใหญ่ทุบลงกลางหลัง เธอหันไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของปรวีร์ สันกรามที่นูนขึ้นเป็นสันชัดเจนบ่งบอกถึงความอดกลั้นขั้นสุดของเขา ถ้าต้องทำงานร่วมกับผู้ชายเผด็จการคนนี้ตลอดสามเดือน ชีวิตการเป็นสามัญชนของเธอคงไม่ต่างอะไรกับการตกนรกทั้งเป็น"เข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม ทั้งสองคน" ผู้อำนวยการกวาดสายตามองคนทั้งคู่"รับทราบครับ" ปรวีร์ตอบรับเสียงแข็งกระด้าง"







